หลัก ๙ ประการในการสรรเสริญพระคุณของคุณยายอาจารย์
ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กราบคารวะพระเดชพระคุณหลวงพ่อที่เคารพ พระครูภาวนานุศิษย์ และพระเถรานุเถระที่เคารพทุกท่าน เจริญพรสามเณร อุบาสก อุบาสิกา และท่านเจ้าภาพทุกท่าน
ธรรมดาของขุนเขาบรรพตที่ยิ่งใหญ่นั้น ใครที่ยิ่งอยู่ใกล้ ก็จะยิ่งรู้สึกถึงความยิ่งใหญ่ของขุนเขานั้น แต่การที่เราจะรู้จักความยิ่งใหญ่ของภูเขาได้อย่างแท้จริง ต่อเมื่อเราเดินขึ้นไปอยู่บนยอดเขา ท้องทะเลมหาสมุทรก็เช่นกัน การที่เราจะรู้ว่ามันกว้างใหญ่ไพศาลเพียงใด ต่อเมื่อเราได้ไปอยู่ท่ามกลางความเวิ้งว้างสุดสายตาของท้องทะเลมหาสมุทรนั้น
คุณยายผู้เป็นที่เคารพรักยิ่งของพวกเราก็เช่นกัน ใครที่ยิ่งอยู่ใกล้ ยิ่งรู้จักท่านมาก ก็จะยิ่งอัศจรรย์ใจในตัวท่านมากขึ้นเท่านั้น แล้วก็จะยิ่งรักเคารพ และซาบซึ้งในพระคุณของท่านมากยิ่งขึ้นไปตามลำดับ
ในฐานะที่พวกเราเป็นลูกหลานของคุณยาย ได้รับการอบรมสั่งสอนจากท่านมา ทั้งโดยทางตรงและโดยทางอ้อม ที่ผ่านมานับตั้งแต่ที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ พวกเราก็ได้ทำหน้าที่ของลูกหลานที่ดี เป็นการตอบแทนพระคุณของท่าน แม้จะเล็กน้อยก็ตาม ที่เราทำอย่างสม่ำเสมอก็คือการประกาศพระคุณของท่านให้ปรากฏแก่สายตาของชาวโลก ไม่ว่าจะเขียนเป็นหนังสือ หรือการบรรยายก็ตาม ที่เรากล่าวสรรเสริญพระคุณของท่านให้แก่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง เราได้ทำอย่างนั้นมาตลอด
แต่การที่เราได้สรรเสริญพระคุณของท่านนั้น เนื่องจากว่าพระคุณของท่าน มีมากมายสุดที่เราจะนึกถึงได้ เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าเรามีเวลามากพอที่จะสรรเสริญคุณของท่าน สมมติว่ามีเวลาสักวันหนึ่ง ก็เชื่อว่าพวกเราในที่นี้สามารถที่จะกล่าวสรรเสริญพระคุณของท่านได้ ตลอดทั้งวัน โดยไม่ซ้ำกันเลย ตรงนี้ดูแต่ที่ในงานสวดอภิธรรมของคุณยายตลอด ๒ สัปดาห์ที่ผ่านมา มีพระอาจารย์แต่ละท่าน นับตั้งแต่พระเดชพระคุณหลวงพ่อลงมา ได้มากล่าวบรรยายธรรมสรรเสริญพระคุณของคุณยาย แต่ละท่านก็ได้กล่าวสรรเสริญพระคุณของคุณยายในแง่ต่าง ๆ กัน ไม่มีซ้ำกันเลย และเชื่อว่าต่อไปจนกระทั่งถึงงานวันสลายร่างของท่าน ก็ยังคงกล่าวพระคุณของท่านได้ไม่หมดอยู่ดี
เพราะฉะนั้นถ้าหากว่ามีเวลามากพอในการกล่าวพระคุณของท่าน พวกเราไม่หนักอกไม่หนักใจอะไร แต่ทีนี้ถ้าหากว่าเรามีเวลาน้อยล่ะ สมมติว่ามีคนที่เขาเพิ่งมาวัดใหม่ ๆ เขาอยากจะรู้จักคุณยายของเราว่าท่านมีพระคุณมากน้อยเพียงใด ทำไมพวกเราถึงได้รัก ได้เคารพท่านมากนัก สมมติว่ามีเวลาให้สัก ๑๐ นาที พอบอกว่า ๑๐ นาที ก็จะมีลูกศิษย์ ลูกหลานของคุณยายคงจะแบ่งออกไปได้เป็น ๓ ประเภทคือ
พวกแรก ก็โล่งใจ
พวกที่ ๒ ไม่โล่งใจ อัดอั้นตันใจ
พวกที่ ๒ ไม่โล่งใจ ไม่อัดอั้นต้นใจ แต่สบายใจแล้วก็มั่นใจในการกล่าวสรรเสริญพระคุณของคุณยาย
พวกแรก พวกโล่งใจ พวกโล่งใจก็เหมือนกับพวกที่อยู่ไกลภูเขา อยู่ไกลทะเล ไม่ค่อยรู้จักความยิ่งใหญ่ของภูเขา ไม่ค่อยรู้จักความกว้างใหญ่ของทะเล มหาสมุทร ก็เป็นลูกหลานที่ห่างคุณยายมีข้อมูลน้อย รู้จักคุณยายน้อย พอบอกว่า ๑๐ นาที โล่งใจ เพราะว่ามีข้อมูลอยู่เท่านั้น พูดไป ๑๐ นาที หมดข้อมูลพอดี
ส่วนว่าพูดจบ ๑๐ นาทีแล้ว คนฟังจะรู้เรื่อง รู้จักคุณยายมากน้อยแค่ไหนก็อีกเรื่องหนึ่ง อาจจะฟังจบแล้วนึกไปถึงว่าคุณยายของเราก็คงเหมือนคุณย่า คุณยายที่บ้านของเขา ที่มีพระคุณเลี้ยงดูเขามา อาจจะนึกได้แค่นั้น
พวกที่ ๒ พวกอัดอั้นตันใจ ก็คงเป็นพวกเราที่นั่งอยู่ในที่นี้ ที่เป็นลูกศิษย์ใกล้ชิดกับคุณยาย ที่เราอัดอั้นตันใจเพราะว่ามีความรู้สึกว่าพระคุณของคุณยาย ทั้งลึกล้ำ ทั้งกว้างใหญ่ ทั้งไพศาล จะให้เวลาเพียง ๑๐ นาทีในการบรรยายพระคุณของท่าน มันจะเป็นไปได้อย่างไร มีความรู้สึกอัดอั้นตันใจ ให้เวลาน้อยไป อย่างนี้แล้วให้เวลาน้อย ยังกล่าวสรรเสริญพระคุณของท่านไม่หมดเลย เดี๋ยวก็จะกลายเป็นลบหลู่พระคุณของท่านไป พระคุณของคุณยายมีเท่านี้เองหรือ เลยพาลบางครั้งก็พาลไม่พูดเสียเลย
หรือถ้าต้องพูด ก็พูดไป กล่าวพระคุณของท่านไปตามลำดับ พอผ่านไป ๑๐ นาที เกริ่นยังไม่จบเลย ว่าแล้วก็หมดเวลา คนฟังก็ลุกหนีไปเลย พอลุกหนีไปอย่างนั้น ก็เลยเสียประโยชน์ทั้ง ๒ ฝ่าย คือคนฟังเขาก็ อดได้ประโยชน์ ไม่ได้รู้จักบุคคลผู้เป็นเลิศอย่างคุณยายของเรา ตัวเราเองก็อดได้บุญที่จะได้ประกาศคุณของคุณยายเป็นการตอบแทนพระคุณของท่าน
แต่มีประเภทที่ ๓ เป็นพวกที่บอกว่ามีเวลา ๑ นาทีก็มั่นใจแล้วก็สบายใจ มีเวลามากขึ้นไปอีกเป็น ๑๐ นาที ๒๐ นาที ก็ยิ่งมั่นใจมากขึ้น สมมติมีเวลาให้สัก ๕ นาที ๑๐ นาที ก็สามารถจะกล่าวสรรเสริญพระคุณของคุณยายได้ครบถ้วน ถูกหลัก แล้วก็ซาบซึ้งด้วย เป็นพระคุณของคุณยายฉบับเข้มข้น ถ้าหากมีเวลาให้มากกว่านั้น ก็ยิ่งจะได้ขยายความให้ลึกซึ้งเป็นขั้นเป็นตอนยิ่ง ๆ ขึ้นไป ก็จะได้เกิดความเข้าใจ ซาบซึ้งรู้จักพระคุณของคุณยายของเรามากขึ้น
แต่การที่จะทำได้อย่างพวกที่ ๓ นี่ เป็นสุดยอดของลูกหลานยาย จะทำได้อย่างนี้ก็ไม่ใช่ว่าจะทำได้ง่าย ๆ อย่างน้อย ๆ ต้องมีความสามารถในการสรุป ขมวดประเด็นอย่างดี เพราะว่าพระคุณของคุณยายนั้นมีมากมายมหาศาลอย่างที่พวกเราได้รู้จักกัน การที่จะมากล่าวสรรเสริญคุณท่านด้วยเวลาเพียงสั้น ๆ ก็ต้องรู้จักหลักว่าพระคุณของท่านที่เป็นหลัก ๆ มีอะไรบ้าง เรียกว่าต้องรู้หลักในการสรรเสริญพระคุณของท่าน
เคยมีนักปาฐากถาธรรมอยู่ท่านหนึ่ง เป็นนักปาฐากถาที่มีชื่อเสียง ได้รับการเชิญไปบรรยายตามที่ต่าง ๆ อยู่เป็นประจำ มีอยู่ครั้งหนึ่งหลังจากที่ท่านบรรยายเสร็จ ก็ออกมานั่งพักผ่อน ก็มีบรรดาแฟน ๆ เข้ามาพูดคุยกับท่าน แล้วก็ซักถามว่า อาจารย์ เวลามีคนมาเชิญไปบรรยายตามที่ต่าง ๆ อาจารย์พิจารณาอย่างไหนว่าจะรับหรือไม่รับ ท่านก็บอกว่าก็ต้องดูก่อนว่าว่างหรือเปล่า ถ้าไม่ว่างก็ไปไม่ได้ หรือถ้าว่างก็ต้องดูต่อไปว่าเตรียมตัวทันไหม ให้เวลาเตรียมตัวทันไหม ก็เลยซักท่านต่อว่าถ้าสมมติว่าเขาเชิญไปบรรยายสักชั่วโมงหนึ่ง
อาจารย์ใช้เวลาเตรียมตัวสักเท่าไหร่ ก็บอกว่าบอกล่วงหน้าสักสัปดาห์หนึ่งก็พอ เวลาชั่วโมงหนึ่ง และถ้าสมมติว่าเราให้ไปบรรยายสั้น ๆ สัก ๑๕ นาที อาจารย์ต้องใช้เวลาเตรียมตัวเท่าไหร่ ท่านก็บอกว่า ต้องบอกล่วงหน้าสักเดือนหนึ่ง คนฟังก็เอะใจ ทำไมต้องบอกล่วงหน้าตั้งเดือนเชียวหรือ ก็ถามต่อ ถ้าสมมติให้เวลาบรรยายสัก ๒ ชั่วโมง ท่านก็บอกว่าเดี๋ยวนี้เลยก็ได้ บอกเดี๋ยวนี้เลยถ้าบรรยาย ๒-๓ ชั่วโมงไม่ต้องเตรียมตัวมาก
ก็สงสัยว่าทำไมถึงเป็นอย่างนั้น เพราะในความเข้าใจของเรายิ่งพูดน้อย ๆ น่าจะใช้เวลาเตรียมตัวน้อย ๆ ถ้าพูดนาน ๆ หน่อย ต้องหาข้อมูลเยอะ ๆ เลย เตรียมตัวกันนาน ๆ แต่ในความนึกคิดของนักพูด หรือผู้ที่มีประสบการณ์ มีข้อมูลอยู่ในตัวอยู่แล้ว เพราะของท่านไม่ได้เป็นอย่างนั้น ถ้าให้พูดมีเวลายาว ๆ ท่านมีข้อมูลอยู่แล้ว ก็สามารถจะอธิบายขยายความเป็นขั้นเป็นตอนไปได้ จะทำให้เกิดความเข้าใจไปได้ตามลำดับ ๆ แต่ถ้าหากว่ามีเวลาน้อยเท่าไหร่ ก็ยิ่งจะต้องใช้ความสามารถในการที่จะสรุปคัดสรรเอาแต่เฉพาะประเด็นที่เป็นหลัก ๆ ที่เป็นแก่นของเรื่องจริง ๆ เอามาพูดกัน เพราะฉะนั้นก็ต้องใช้ความสามารถมากขึ้น ใช้เวลาเตรียมตัวมากขึ้น
ถ้าอย่างนั้น การที่จะสรรเสริญพระคุณของคุณยาย ถ้าเราจะเป็นลูกศิษย์ชั้นยอดในการกล่าวสรรเสริญพระคุณของท่าน ก็ต้องเป็นอย่างพวกที่ ๓ มีเวลาน้อย เราก็กล่าวสรรเสริญคุณของท่านได้ครบถ้วน ถ้ามีเวลามากยิ่งสบาย สามารถจะสรรเสริญคุณของท่านได้มากยิ่งขึ้น แต่การจะทำอย่างนี้ได้ อย่างน้อยก็ต้องมีหลัก หลักที่ว่านี้เอามาจากไหน ก็เอามาจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั่นแหละ ที่จริงหลักนี้ เราพูดกันจนกระทั่งคุ้นหู สวดกันจนกระทั่งคุ้นหู คุ้นปาก คุ้นใจทุกวัน นั่นก็คือบทสรรเสริญพุทธคุณ ที่เราท่องในสวดมนต์ทำวัตรเช้าทำวัตรเย็นอยู่ทุกวัน นั่นแหละ
อรหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชชาจรณสัมปันโณ สุคโต โลกวิทู อนุตตโร ปุริสทัมมสารถิ สัตถา เทวมนุสสานัง พุทโธ ภควาติ
ทุกท่านสวดกันอยู่ทุกวันเลย แต่พวกเราไม่ค่อยได้นึกกันว่านี่แหละคือหลักในการสรรเสริญพระคุณชั้นยอดทีเดียว เหตุที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าของพวกเราจำเป็นจะต้องให้หลักในการสรรเสริญพระคุณเอาไว้อย่างนี้ ซึ่งก็ไม่ใช่สรรเสริญใคร สรรเสริญตัวพระองค์เอง แล้วพระองค์ก็วางแบบอย่างเอาไว้ ด้วยการกล่าวสรรเสริญพระคุณของพระองค์เอง เพื่อเป็นแบบอย่าง
ทำไมพระองค์ถึงต้องทำอย่างนั้น ก็มีเหตุการณ์อยู่ครั้งหนึ่งที่จะสะท้อนให้เข้าใจในเรื่องนี้ได้ ครั้งหนึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระอรหันตสาวกจำนวน ๕๐๐ รูป ก็เสด็จดำเนินไปเผยแผ่พระศาสนา เดินทางไประหว่างเมืองราชคฤห์กับเมืองนาลันทา ระหว่างที่เดินไป โดยธรรมดาแล้วการเดินทางไประหว่างเมืองนั้น ถ้าเป็นสถานที่เปลี่ยวก็จะมีอันตราย โดยส่วนใหญ่ก็จะไปเป็นหมู่ใหญ่กัน เพราะฉะนั้นถ้าหากว่า ใครจะเดินทางไกลข้ามเมืองเพียงลำพัง ก็จะรอติดสอยห้อยตามไปด้วย กับกองคาราวานของพวกพ่อค้าหรือกลุ่มใหญ่ ๆ ที่เขาไปกันอยู่แล้ว
ในครั้งนั้นก็มีนักบวชที่เขาเรียกว่าปริพาชก เป็นนักบวชประเภทหนึ่งมี ๒ คน อาจารย์กับศิษย์ ก็อยากจะข้ามเมืองเหมือนกัน พอทราบข่าวว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระสาวกกำลังจะเดินทางข้ามเมือง ก็ขออาศัยเดินทางข้ามเมืองไปด้วย
ในระหว่างที่เดินไปท้ายขบวนของพระภิกษุ ลูกศิษย์ของปริพาชก เห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและเหล่าพระอรหันตสาวกทั้งหลาย เกิดความเลื่อมใสในอากัปกิริยาความสงบสำรวม ก็กล่าวสรรเสริญพระคุณของท่านต่าง ๆ นานา ตามความรู้ความเข้าใจของตน อาจารย์ได้ยินเท่านั้นก็ขัดใจ มากล่าวสรรเสริญต่อหน้าเราได้อย่างไร เราก็นักบวชเหมือนกัน ก็กล่าวโต้แย้งลูกศิษย์ตัวเอง แล้วก็ติเตียนด่าว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าต่าง ๆ นานา เถียงกันไปเถียงกันมาอย่างนี้ตลอดทาง จนกระทั่งไปถึงที่พัก ต่างคนต่างพัก
พระภิกษุก็มาจับกลุ่มสนทนาธรรม แล้วก็ได้พูดมาถึงอาจารย์กับศิษย์ ๒ ท่านนี้ ก็คุยกันถึงว่า ลูกศิษย์สรรเสริญพระคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่อาจารย์กลับขัดแย้งกัน กล่าวติเตียนพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กำลังคุยกันอยู่ดี ๆ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ก็เสด็จมา ตรัสถามว่าภิกษุ เธอกำลังคุยเรื่องอะไรกันอยู่หรือ ภิกษุก็กราบทูลให้พระองค์ได้ทราบ
พระองค์ได้กล่าวสอนพระภิกษุว่า ภิกษุทั้งหลายถ้ามีใครมาติเตียนพระสัมมาสัมพุทธเจ้าคือเราตถาคต พวกเธอก็อย่าเพิ่งโกรธ อย่าเพิ่งเกิดความหงุดหงิดใจ แต่พึงพิจารณาอย่างนี้ว่า คำที่เขาติเตียนเรานั้นเป็นจริงอย่างนั้นไหม ถ้าไม่เป็นจริง ก็พึงชี้แจงว่าไม่เป็นจริงเพราะเหตุอะไร และถ้าหากว่าเขาสรรเสริญพระคุณของเราตถาคต ก็อย่าเพิ่งดีใจ แต่ให้พิจารณาอย่างนี้ว่าพระคุณของพระองค์มีอย่างนั้นไหม และถ้ามีก็ยอมรับแล้วก็บอกเขาด้วยว่าที่พระองค์มีพระคุณอย่างนี้ เพราะเหตุนี้ เพราะเหตุนั้น
พระองค์ก็ตรัสต่อไปว่า ธรรมดาแล้ว ปุถุชนผู้มีสติปัญญาน้อยไม่รู้จักพระองค์ จะสรรเสริญพระคุณของท่าน ก็สรรเสริญได้น้อย สรรเสริญได้แต่เพียงสิ่งที่เขาเห็นภายนอก อย่างมากที่สุดก็สรรเสริญพระองค์ได้เพียงแค่เรื่องของศีล เรื่องของศีลคือความประพฤติทางกายแล้วก็วาจาที่เขาเห็น พระองค์จึงได้วางหลักเกณฑ์ในการสรรเสริญพระคุณของพระองค์ไว้อย่างนี้ ซึ่งเรามักรู้จักกันในย่อ ๆ ว่าพุทธคุณ ๙ ประการ ตั้งแต่อรหัง ไปจนกระทั่งถึงภควา
พุทธคุณ ๙ ประการที่ว่ามานี้ ที่จะเป็นหลักในการสรรเสริญพระคุณ เราจะเอามาเทียบเคียงในการจะมาสรรเสริญพระคุณของคุณยายของเรา แต่ละประการหมายถึงอะไรบ้าง
ประการแรก อรหัง ถ้าแปลในภาษาไทยก็คำว่าอรหันต์นั่นแหละ แปลว่าผู้ไกลจากกิเลส เพราะพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของพวกเรา พระองค์ตัดกิเลสได้สิ้นเชื้อไม่เหลือเศษแล้ว ก็พ้นจากอำนาจของกิเลส แล้วก็ห่างไกลจากกิเลสด้วย
ทีนี้เราจะมาเทียบเคียงใช้หลักนี้มากล่าวสรรเสริญพระคุณของยาย พระคุณของคุณยายของเราในข้อนี้ คุณยายเราแม้จะยังไม่ถึงขนาดตัดกิเลสได้สิ้นเชื้อไม่เหลือเศษเหมือนอย่างพระอรหันต์ เหมือนอย่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ใจของท่านก็บริสุทธิ์บริบูรณ์อย่างยากที่จะหาใครมาเทียบได้ เรารู้ได้อย่างไรว่าใจของท่านบริสุทธิ์บริบูรณ์ เราก็คงไม่ได้ไปเห็นใจของท่านว่าใจของเราสะอาด บริสุทธิ์เพียงแค่ไหน
เราสามารถจะสังเกตได้จากสิ่งที่เราพบเห็น ตลอดชีวิตของท่านที่ผ่านมา ทั้งกิริยาอาการ แล้วก็วาจาที่ท่านแสดงออกมา แสดงถึงความบริสุทธิ์ที่ออกมาจากจิตใจของท่านที่บริสุทธิ์ มาดูแม้แต่เพียงสิ่งของที่คุณยายใช้ เสื้อผ้าอาภรณ์เสนาสนะที่ท่านอยู่ ที่ท่านอาศัย จะสะอาดแบบหมดจด นี่แสดงถึงจิตใจที่สะอาดหมดจดของท่านไปด้วย
ไม่เพียงแต่เท่านั้น แม้บุคคลที่ได้ใกล้ชิดท่านก็พลอยได้เชื้อแห่งความบริสุทธิ์ไปด้วย ใครไปอยู่ใกล้คุณยาย จะคิดไม่ดี หรือทำอาการของกาย วาจา ที่ไม่บริสุทธิ์ ก็จะไม่ค่อยกล้าทำ เพราะตัวท่านมีความสะอาดบริสุทธิ์ จนกระทั่งเราไม่กล้าแม้แต่จะคิดไม่ดีเวลาอยู่ใกล้ท่าน
และถ้าเราพิจารณาดูว่าสิ่งที่สะอาดบริสุทธิ์ สถานที่ที่สะอาดบริสุทธิ์ไม่มีอะไรเกินพระนิพพาน พระนิพพานเป็นสถานที่ที่เป็นสุดยอดแห่งความสะอาดบริสุทธิ์ ไม่มีกิเลส ไม่มีมลทินใด ๆ เลย คุณยายของพวกเรา ใจของท่านก็สะอาด บริสุทธิ์ ท่านสามารถที่จะไปพระนิพพานได้ การที่จะนำใจไปถึงพระนิพพานได้นั้น ก็แสดงว่าใจของท่านจะต้องสะอาด บริสุทธิ์ อายตนะของพระนิพพานถึงจะดึงดูดใจของท่านไปอยู่ตรงนั้นได้
เพราะฉะนั้นเราก็ไม่ต้องดูอื่นไกลว่า เรายังมองไม่เห็นใจของท่านว่าสะอาดบริสุทธิ์แค่ไหน แต่ดูเพียงแค่นี้ พิจารณาเท่านี้ก็คงจะรู้ว่าความสะอาดบริสุทธิ์ ในกายของท่านนั้นมีมากน้อยเพียงใด
ประการที่ ๒ สัมมาสัมพุทโธ พระคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประการนี้หมายถึงว่าพระองค์สามารถจะตรัสรู้โดยชอบได้ด้วยพระองค์เอง โดยที่ไม่ต้องมีครูมาสอนมาสั่ง เพราะว่าพระองค์สร้างบารมีมานับภพนับชาติไม่ถ้วน อย่างน้อยก็ ๒๐ อสงไขยกับแสนมหากัป จนกระทั่งบารมีกลั่นตัวเต็มเปี่ยม สามารถที่จะสอนตัวเองได้ แล้วก็สามารถที่จะตรัสรู้โดยชอบด้วยพระองค์เองได้
ทีนี้เรามาเทียบกับคุณยายของเรา คุณยายของเรายังไม่สามารถที่จะตรัสรู้ได้อย่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านก็ยังต้องอาศัยครูบาอาจารย์ก็คือ มาเรียนธรรมะจากพระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำ อาศัยครูบาอาจารย์อยู่ แต่ตัวท่านเอง ท่านก็มีสติปัญญาอยู่ประการหนึ่งคือสามารถตักเตือนสอนตัวเองให้ทำสิ่งที่ถูกต้องได้ตั้งแต่เด็ก ตั้งแต่ท่านยังไม่ได้รู้จักหลวงปู่วัดปากน้ำ ยังไม่ได้รู้จักวิชชาธรรมกาย หลังจากที่คุณพ่อของท่านเสียชีวิตไป ก็เตือนตัวเองว่าอยากจะไปหาพ่อ อยากจะไปขอขมาพ่อเพราะตอนพ่อเสียชีวิต วันนั้นตัวเองไม่อยู่
จนกระทั่งได้พบพระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำ ก็ได้เรียนวิชชาธรรมกายจากท่าน ท่านก็สอนตัวเองได้ เพียงแค่เห็นพระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำดุคนอื่น ๆ ว่าไอ้ขี้ไต้ ท่านก็สอนตัวเองได้ว่าไม่อยากจะให้ครูบาอาจารย์จะต้องมาจ้ำจี้จ้ำไชหรือมาดุท่านอย่างนี้ ก็พยายามปฏิบัติอย่างเคร่งครัดตามโอวาทของหลวงปู่วัดปากน้ำทุกอย่าง มีความสามารถในการสอนตัวเอง ในการเตือนตัวเองได้ แล้วท่านก็อธิษฐานอยู่บ่อย ๆ ว่าเกิดไปกี่ภพกี่ชาติ ขอให้ท่านเกิดมาแล้วก็เตือนตัวเองได้ นี่เป็นพระคุณประการที่ ๒
ประการที่ ๓ วิชชาจรณสัมปันโณ ก็หมายความว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์เป็นผู้ที่สมบูรณ์พร้อมด้วยวิชชาและจรณะ วิชชาในที่นี้ก็หมายถึงความรู้ของผู้มีรู้มีญาณที่ยิ่งกว่าปุถุชนธรรมดาจะรู้ได้ อย่างเช่นวิชชา ๓ วิชชา ๘ อภิญญา ๖ คือความรู้ที่สามารถจะระลึกชาติได้ สามารถที่จะไปเห็นการไปเกิดมาเกิดของสัตว์ทั้งหลายได้ แล้วก็สามารถตัดกิเลสที่มีอยู่ในใจ ได้สิ้นเชื้อไม่เหลือเศษ แล้วก็มีความสามารถ มีความรู้ต่าง ๆ อีกมากมาย
จรณะก็หมายถึงความประพฤติ ความประพฤติที่สมบูรณ์พร้อมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทั้งกิริยาอาการมารยาทของท่าน สมบูรณ์พร้อมทุกสิ่งทุกอย่าง
คุณยายของเรา แม้จะไม่ได้มีวิชชาและจรณะเสมอพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่วิชชาของท่าน ที่ท่านได้เรียนมาจากพระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำ อย่างที่เรารู้รวม ๆ ว่า เรียนวิชชาธรรมกาย หลาย ๆ ท่านก็คงได้ประสบด้วยตัวของท่านเองว่า คุณยายของเราหลาย ๆ ครั้งก็ เจอพวกเราก็ทักขึ้นมา รู้อยู่ว่าเราคิดเรื่องอะไร นั่นก็เรียกว่ามีเจโตปริยญาณ สามารถรู้ใจผู้อื่นได้ แล้วท่านก็สามารถระลึกชาติได้ สามารถที่จะไปนรกไปสวรรค์ได้ ไปช่วยพ่อของท่านจาก ขึ้นมาจากอบายภูมิได้ แล้วความประพฤติของท่านก็เป็นต้นแบบให้กับพวกเราได้ประพฤติปฏิบัติตาม
ประการที่ ๔ สุคโต ก็แปลว่า ไปดีแล้ว พระองค์เสด็จไปดีแล้ว หมายความว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของพวกเรา พระองค์เสด็จไปดีแล้ว ถ้านับอย่างหยาบ ๆ ในขณะที่พระองค์มีชีวิตอยู่ในสมัยพุทธกาล เสด็จไปถึงไหนก็นำสิริมงคลไปถึงที่นั่น มีแต่ความดีงาม ความเจริญรุ่งเรืองไปถึงที่นั่นด้วย แม้พระองค์เสด็จดับขันธปรินิพพาน พระองค์ก็ไปดี คือ ไปสู่พระนิพพาน พระองค์ทิ้งกายหยาบไว้ในโลกนี้ แต่ธรรมกายของพระองค์ก็ไปอยู่ในพระนิพพาน
คุณยายของเราก็ไปดีเหมือนกัน ในขณะที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ ท่านไปถึงไหน ลูกหลานทราบ ลูกศิษย์ทราบก็อยากจะเดินทางมาพบคุณยาย เขามีความรู้สึกว่าอยู่ใกล้ท่านแล้ว มีความสุข มีความเบิกบาน ใกล้ ๆ ครูบาอาจารย์จะได้รับถ่ายทอดคุณธรรมอันดีงามของท่าน มีความรู้สึกอยู่ใกล้ท่านแล้วมีความสุข อาศัยท่านเป็นที่พึ่ง และในขณะที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ก็สามารถที่จะไปสู่สวรรค์ ไปสู่พระนิพพานได้ แถมยังพาพวกเราไปสู่สวรรค์สู่พระนิพพานได้ด้วย
ในงานสวดอภิธรรมของคุณยาย ถ้าเราสังเกตให้ดี โดยปกติทั่วไปในงานสวดอภิธรรม โต๊ะหมู่บูชาจะต้องมีสายสิญจน์โยงไปถึงสังขารของผู้ล่วงลับไปแล้ว แต่ในที่นี้ไม่มี พระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตชีโวได้เล่าให้ฟังว่า
ได้ไปกราบปรึกษาพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมะว่าเราจะต้องทำตามประเพณีโดยทั่วไปเขาทำกัน ในตอนที่จะเคลื่อนเรือนทองของคุณยายออกมา พระภิกษุก็จะถือสายสิญจน์แล้วก็จะโยงไปถึงเรือนทองของคุณยาย และในงานสวดอภิธรรมก็จะต้องมีโยงสายสิญจน์จากเรือนทองไปถึงโต๊ะหมู่บูชา
พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยก็ชี้แจงให้ทราบว่าการที่เขาทำอย่างนั้น ก็เพราะว่าผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว ไม่รู้ทางไปสวรรค์ ไม่รู้ทางไปพระนิพพาน ไม่สามารถที่ไปด้วยตัวเองได้ ก็เลยต้องโยงสายสิญจน์เพื่อให้พระภิกษุท่านช่วยจูงไปสวรรค์ จูงไปพระนิพพาน แต่ของคุณยาย ท่านไปมาจนคล่อง พวกเราเสียอีกที่จะต้องให้ท่านจูงไปสวรรค์ จูงไปพระนิพพาน
ที่ทำอย่างนี้ก็ไม่ได้เป็นการขัดประเพณีอะไร แต่เราทำด้วยความเข้าใจ เพราะคุณยายของเราก็ไปดีแล้ว ตั้งแต่ที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ แม้ละจากโลกไปแล้ว สังขารของท่านอยู่เบื้องหน้าพวกเรา แต่บัดนี้ท่านไปดีแล้ว กลับไปบ้านเก่าของท่านสู่สวรรค์ ดุสิตบุรี วงบุญพิเศษ
ประการที่ ๕ โลกวิทู ก็แปลว่า รู้แจ้งโลก พระสัมมาสัมพุทธเจ้าของพวกเราเป็นผู้รู้แจ้งโลก ใจของท่านสว่างไสว เห็นแจ้งทั้งภพ ๓ เห็นเลยว่าโลกทั้งโลกนี้ไม่เฉพาะแต่โลกมนุษย์เท่านั้น ทั้งเทวโลก พรหมโลก นี่แหละคือคุก คุกที่ขังสรรพสัตว์ทั้งหลายเอาไว้ ให้เวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏสงสารนี้อยู่ร่ำไป ยิ่งเวียนว่ายตายเกิดมากเท่าไหร่ก็ยิ่งทุกข์มากขึ้นเท่านั้น นี่พระองค์รู้แจ้งโลกอย่างนี้ ก็เลยขวนขวายในการสร้างบุญสร้างบารมี หลังจากที่สร้างบารมีเต็มเปี่ยมจนสามารถ พ้นจากโลกนี้ไปได้แล้ว ยังพาพวกเราและพระสาวกทั้งหลายให้พ้นโลกตามพระองค์ไปด้วย นี่พระองค์รู้แจ้งโลกอย่างนี้
ส่วนคุณยายของพวกเรา ใจของท่านก็สว่างไสว สว่างไสวตั้งแต่เห็นโลก ตั้งแต่ โลกคือกายของท่าน ท่านก็เห็นตั้งแต่กายหยาบรู้ซึ้งถึงกายหยาบของท่านเอง เห็นไปถึงกายที่ซ้อนในกายเข้าไปอีก ตั้งแต่กายมนุษย์ละเอียดเข้าไป เห็นแจ่มชัดทุกกาย จนกระทั่งไปถึงธรรมกายที่ละเอียดยิ่ง ๆ ขึ้นไป โลกคือตัวของท่านเอง สังขารโลกของท่าน ท่านก็ยังรู้แจ้งอย่างนี้ โลกคือหมู่สัตว์ทั้งหลาย แล้วโลกก็คือจักรวาลทั้งหลาย
คุณยายของเราก็สามารถจะรู้แจ้งได้อย่างนั้น สามารถที่จะเห็นโลกทั้งโลกนี้ได้ เห็นเทวโลก เห็นพรหมโลกได้ ด้วยใจที่กว้างใหญ่ไพศาลและใจที่สว่างไสวอย่างไม่มีประมาณ
ประการที่ ๖ อนุตตโร ปุริสทัมมสารถิ ก็แปลว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าของพวกเรา เป็นสารถีผู้ฝึกบุรุษ ผู้ไม่มีใครจะยิ่งกว่า ก็หมายความว่าพระองค์เป็นยอดนักฝึกคน สามารถจะฝึกทั้งคนที่มีสติปัญญามาก ผู้ที่มีสติปัญญาน้อย ฝึกเทวดาก็ได้ ฝึกพรหมก็ได้ ใครมีสติปัญญาพอสมควร มาถึงพระองค์ พระองค์สามารถจะฝึก ให้เขาสามารถจะมีความรู้ มีคุณธรรมมากขึ้น พอเหมาะพอเจาะ พอสมกับสติปัญญาของเขา
คุณยายของเรา ท่านก็เป็นยอดนักฝึกคนเช่นกัน ถ้าจะพูดถึงการฝึกคนของท่าน กุศโลบายในการฝึกคนของท่าน พูดกัน ๓ วัน ๓ คืนคงไม่จบ เราไม่ต้องดูมาก ดูแค่ว่าผลงานที่ท่านฝากเอาไว้ในการฝึกคน คือพระเดชพระคุณหลวงพ่อทั้ง ๒ ของพวกเรา นี่คือผลงานในการฝึกคนของท่าน เราดูเพียงแค่นี้ก็จะรู้ว่าความสามารถในการฝึกคนของท่านยอดเยี่ยมเพียงใด
ประการที่ ๗ สัตถา เทวมนุสสานัง ก็หมายความว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา ก็เป็นครูของทั้งมนุษย์และเทวดาทั้งหลาย เป็นที่พึ่งให้แก่มนุษย์และเทวดาทั้งหลาย เมื่อพระองค์ บังเกิดขึ้นในโลกนี้ก็ยังความสว่างไสวให้เกิดขึ้น ทำให้สรรพสัตว์ทั้งหลายละจากความมืดบอดของอวิชชา แล้วก็สามารถที่จะขจัดกิเลสเข้าพระนิพพานตามพระองค์ไปได้ หรือใครที่ยังไม่สามารถจะตามพระองค์ไปได้ในชาตินี้ ได้ฟังธรรม เกิดความเลื่อมใส ฝึกตัวเองไปตามลำดับ ก็จะเป็นอุปนิสัยติดตัวไปข้ามภพข้ามชาติ ถึงคราวบุญบารมีเต็มเปี่ยม ก็จะได้บรรลุธรรมตามพระองค์ไปชาติใดชาติหนึ่ง
คุณยายของเรา ก็เป็นที่พึ่งทั้งของมนุษย์และเทวดาเหมือนกัน นับตั้งแต่ท่านยังมีชีวิตอยู่ ก็เป็นที่พึ่งของพวกเราทั้งหลาย เป็นที่พึ่งก็คือท่านให้การอบรมสั่งสอน สอนว่าสิ่งใดดี สิ่งใดชั่ว สิ่งใดถูก สิ่งใดผิด สอนให้พวกเราตั้งมั่นอยู่ในคุณงามความดี เท่านั้นยังไม่พอ ยังห่วงใยเราว่าสอนไปแล้ว เราจะไปทำความดีได้ไม่ตลอดรอดฝั่ง ก็อุตส่าห์มาสร้างวัดพระธรรมกาย แล้วก็รวมพวกเราเป็นหมู่เป็นคณะ ให้พวกเราได้มาสร้างความดีกันเป็นหมู่เป็นคณะ ถ้าเราไปสร้างความดีคนเดียว สร้างไปสร้างมาก็ไปขี้เกียจสร้าง แต่ถ้าหากสร้างบารมีเป็นหมู่คณะอย่างนี้ หันไปหันมา คนโน้นเขาก็ยังทำ คนนี้ก็ยังทำ เราก็จะมีความเพียรทำต่อ
เท่านั้นยังไม่พอ ยังหาปัจจัย ๔ มาหาที่นั่งให้แล้ว หาที่ประพฤติปฏิบัติธรรมให้แล้ว หาอาหารมาให้พวกเราด้วย กลัวจะอดนะ คุณยายบอกว่าขอให้มาปฏิบัติธรรม มาร้อย ยายก็จะเลี้ยงได้ทั้งร้อย ถ้าให้มาล้าน ยายก็จะเลี้ยงได้ทั้งล้าน ท่านใจใหญ่อย่างนั้น เป็นที่พึ่งของพวกเราได้มากถึงเพียงนั้น และไม่ได้เป็นที่พึ่งแต่เฉพาะว่าจะมาสอนสั่งให้พวกเราตั้งมั่นอยู่ในคุณงามความดีเท่านั้น นับตั้งแต่ท่านยังมีชีวิตอยู่ ใครที่มีความทุกข์อย่างไรก็ตาม บางครั้งเจ็บป่วย อาจจะเจ็บป่วยเอง หรือพ่อแม่ญาติพี่น้อง เจ็บป่วยก็มาหาคุณยาย คุณยายก็ได้อาศัยวิชชาธรรมกายช่วยแก้ไขให้
หรือบางท่านพ่อแม่พี่น้องเสียชีวิตไป ไม่มั่นใจว่าท่านไปแล้ว ท่านจะไปสู่สุคติโลกสวรรค์จริงหรือเปล่า เพราะตัวเองก็ยังไม่เห็น ไม่มั่นใจทำไงดี ก็มาหาคุณยาย เพราะทราบว่าคุณยายไปช่วยพ่อมาจากนรกได้ ก็อยากให้คุณยายช่วย คุณยายก็เมตตาเป็นที่พึ่ง ช่วยเหลือทุกคราวไป ท่านเป็นที่พึ่งให้กับทุกคน ไม่เฉพาะแต่ในโลกนี้เท่านั้น เป็นที่พึ่งต่อไปถึงโลกหน้าด้วย แล้วก็ต่อไปจนกระทั่งถึงพวกเราเข้าพระนิพพาน ถึงที่สุดแห่งธรรมด้วย เพราะคุณยายท่านช่วยปิดนรกแล้วก็เปิดสวรรค์ให้กับพวกเรา แล้วแถมยังถางหนทางพระนิพพานไว้ให้กับพวกเรา
ไม่เฉพาะแต่พวกเราที่เป็นมนุษย์ธรรมดาอย่างนี้ แม้เทวดานางฟ้าทั้งหลายก็ยังได้ท่านเป็นที่พึ่งด้วย ถึงคราวที่พวกเราได้มาบูชาข้าวพระในทุกวันอาทิตย์ต้นเดือน คุณยายท่านนำข้าวปลาอาหารไทยธรรมที่พวกเรานำมา กลั่นด้วยวิชชาธรรมกายของท่าน ให้ใส สะอาด บริสุทธิ์ แล้วก็น้อมนำไปบูชาแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าบนอายตนนิพพาน เท่านั้นยังไม่พอ ได้คุมบุญเอาไปเผื่อแผ่ไปแจกจ่ายแก่เทวดาทั้งหลาย ท่านเป็นที่พึ่งไม่เฉพาะแต่พวกเราที่เป็นมนุษย์ธรรมดา ๆ อย่างนี้ ยังเป็นที่พึ่งของเทวดา นางฟ้าทั้งหลายด้วย
ประการที่ ๘ พุทธคุณที่ว่า พุทโธ ก็แปลว่าผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ก็หมายความว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของพวกเรา พระองค์ก็เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน คือตื่นแล้ว ตื่นจากความหลับใหลจากกิเลส กิเลสที่มันครอบงำอยู่ ถูกโลกมันหลอก พระองค์ตื่นแล้ว แถมยังปลุกพวกเราให้ตื่นด้วย
คุณยายของเราก็เป็นผู้ตื่นแล้วเช่นกัน ตื่นแล้วจากกิเลสความหลับไหลเหล่านั้น แล้วก็ปลุกพวกเรา จ้ำจี้จ้ำไช ปลุกแล้วยังไม่ยอมตื่นก็เคี่ยวเข็ญปลุกอีก ปลุกแล้วกลับไปนอนใหม่ ยังตามไปปลุกอีก บางทีไปปลุกด้วยตัวเองไม่ได้ ก็สั่งไป บอกช่วยไปปลุกคนนี้หน่อย เคยมาวัดตั้งนานแล้วหายไป ไปตามเขากลับมาวัดหน่อย ก็ถึงคราวมีบุญ ท่านก็บอกพวกเราให้ช่วยกันทำบุญทอดกฐิน ช่วยตามรักษาสมบัติของพวกเรา
ประการที่ ๙ ภควา แปลว่า ผู้จำแนกธรรม ก็หมายความว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นผู้ที่มีสติปัญญา รู้แจ้งแทงตลอดในธรรมทั้งหลาย สามารถที่จะจำแนกแยกแยะธรรมะ ให้พอเหมาะพอสม กับสติปัญญาของแต่ละบุคคล ผู้มีสติปัญญามาก พระองค์ก็สามารถจะนำธรรมะที่ลึกซึ้งมาสอนสั่งเขาได้ เหมาะสมกับสติปัญญามากกว่าเขา ผู้มีสติปัญญาน้อย พระองค์ก็แจกแจง ให้เหมาะสมกับสติปัญญาของเขาได้
คุณยายของเรา ก็มีความแตกฉานในธรรมะเช่นกัน เพราะคุณยายของเรานั้นนอกจากจะเรียนธรรมะจากพระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำมาแล้ว ยังได้รับการยกย่องจากหลวงปู่ว่า เป็นหนึ่งไม่มีสอง และคุณยายไม่ใช่มีความรู้แบบลูกศิษย์ แต่มีความรู้แบบครูบาอาจารย์ คือเรียนแล้วสามารถที่จะนำความรู้เหล่านั้นมาสอนต่อได้ด้วย คือมาสอนพวกเราตั้งแต่พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยลงมา แล้วก็มาถึงพวกเราทั้งหลาย สามารถจะจำแนกแยกแยะ สอนทั้งเรื่องหยาบและเรื่องละเอียดได้
ตั้งแต่วิชชาธรรมกาย ซึ่งเป็นเรื่องละเอียด ท่านก็สอนได้ สอนจนกระทั่งถึงในโรงครัว วิชาในโรงครัวท่านก็ยังสามารถสอนได้ วิชาก่อสร้าง ท่านก็ยังแนะนำได้ หรือที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตชีโวเคยบอก แม้แต่วิชาเทศน์สอน คุณยายก็ยังแนะนำเรื่องของการเทศน์การสอนให้ท่านได้ นี่แหละคุณยายของเรา
เรามีหลักในการที่จะมาสรรเสริญพระคุณของคุณยายอย่างนี้ ก็นำมาจากพุทธคุณ ๙ ประการอย่าง บางท่านอาจจะบอกว่า ตั้ง ๙ ประการ ดูแล้วจำไม่หมดเลย ๙ ประการดูรู้สึกว่ามากไป พระองค์ก็ย่นย่อไว้อีก จากพุทธคุณ ๙ ประการเหลือ ๓ ประการ คือ ๑. พระบริสุทธิคุณ ๒. พระปัญญาธิคุณ ๓. พระกรุณาธิคุณ
๑. พระกรุณาธิคุณ ก็คือ ความบริสุทธิ์ ความบริบูรณ์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์เป็นพระอรหันต์ ตัดกิเลสได้สิ้นเชื้อไม่เหลือเศษแล้ว มีความบริสุทธิ์บริบูรณ์เต็มเปี่ยมเลย
๒. พระปัญญาธิคุณของพระองค์ก็มีมาก ในระดับที่ยิ่งกว่าผู้มีสติปัญญาทั้งหลายในโลก ในการที่พระองค์สร้างบารมีมา ๒๐ อสงไขยกับแสนมหากัป ถ้าหากพระองค์จะเอาเฉพาะพระองค์รอดคนเดียว คือเข้าพระนิพพานไปได้ พระองค์ไม่ต้องใช้เวลามากขนาดนี้ แต่ที่พระองค์สร้างบารมีต้องใช้เวลามากขนาดนี้ ก็เพราะว่าพระองค์ต้องใช้เวลาส่วนหนึ่ง ในการสร้างบารมี ฝึกความเป็นครูของพระองค์ คือให้รู้ยิ่งกว่าที่จะสอนตัวเองได้อย่างเดียว ไปรู้ถึงขนาดที่จะสอนทั้งมนุษย์และเทวดา แม้แต่มารพรหมทั้งหลาย พระองค์ก็สอนได้ด้วย ใครมาถึงพระองค์ พระองค์สอนได้ หมดทุกคน เพราะฉะนั้นพระปัญญาธิคุณของพระองค์ก็กว้างใหญ่ไพศาล
๓. พระมหากรุณาธิคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นยิ่งใหญ่ไพศาล พระองค์สามารถที่จะไปสู่พระนิพพานได้แล้ว ยังมีความปรารถนาที่จะนำสัตว์โลกนี้ไปสู่ฝั่งพระนิพพานกับพระองค์ด้วย มหากรุณาของพระองค์ยิ่งใหญ่ไพศาลแค่ไหน มีคนเคยอุปมาไว้ว่า สมมติว่ามีกองเพลิงที่ลุกไหม้อย่างโชติช่วงเลย กองเพลิงนี้ยาวไปตลอด เท่ากับความยาวของจักรวาล ถ้าหากว่าเดินบนกองไฟนี้ ไปจนกระทั่งสิ้นสุดระยะทางของมันคือเส้นทางเท่ากับจักรวาลแล้ว สามารถที่จะช่วยสรรพสัตว์ทั้งหลายในโลกนี้ได้ น้ำใจของพระองค์ก็ยอมที่จะเดินฝ่าฟันไปด้วยความทุกข์ยากอย่างนั้น นี่คือพระคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ๓ ประการ
ถ้าหากเราจะนำหลักนี้มาเทียบเคียงกับพระคุณของคุณยายของเรา ความบริสุทธิ์ของคุณยายก็ดูได้อย่างที่ว่ามาเมื่อสักครู่นี้ ใจของท่านสะอาด บริสุทธิ์ สามารถที่จะไปพระนิพพานได้ ก็แสดงว่าใจของท่านเสมอด้วยพระนิพพาน มีความสะอาด บริสุทธิ์อย่างนั้น
ปัญญาของท่าน ท่านสามารถจะปิดนรกเปิดสวรรค์ ถางหนทางพระนิพพานให้กับตัวเองได้แล้ว ยังมีสติปัญญาสามารถที่จะช่วยพวกเราปิดนรก เปิดสวรรค์ ถางหนทางพระนิพพานให้กับพวกเราด้วย แล้วท่านสอนพวกเราถางทางหนทางพระนิพพานให้พวกเราคนหนึ่งหรือสองคน ก็ยังไม่อัศจรรย์ แต่นี่ลูกหลานของคุณยายนับแสนนับล้านคนที่ได้พึ่งพิงสติปัญญา ความรู้ความสามารถของคุณยายอย่างนี้ พวกเราก็เลยได้มาเดินอยู่บนเส้นทางแห่งการสร้างบารมีนี้ ถ้าไม่มีคุณยาย ก็ไม่มีวัดพระธรรมกาย ไม่มีวัดพระธรรมกาย พวกเราก็คงไม่ได้มานั่งอยู่ในที่นี้
สุดท้าย ความกรุณาของคุณยาย ถ้าท่านจะเอาแต่เพียงตัวท่านรอด หลังจากที่พระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำมรณภาพไปแล้ว ท่านก็สามารถจะมีความสุขด้วยตัวของท่านได้ นั่งสมาธิปฏิบัติธรรมไป ชีวิตนี้ของท่านก็มีความสุขอย่างเหลือเฟือ แต่ท่านไม่ได้เพียงแค่คิดว่าจะให้ตัวท่านมีความสุข เอาตัวรอดเพียงแค่นั้น ท่านคิดถึงประโยชน์ใหญ่ของพวกเรา อดทน จ้ำจี้จ้ำไช พร่ำบ่นพร่ำสอนพวกเรา อดทนพร่ำบ่นพร่ำสอนแล้วยังไม่พอ ยังมาสร้าง สร้างวัดสถานที่ปฏิบัติธรรมให้กับพวกเราด้วย แถมยังต้องหาข้าวปลาอาหาร หาสิ่งอำนวยความสะดวก หาทุกสิ่งทุกอย่างที่จะทำให้พวกเราสามารถจะสร้างความดีได้อย่างมั่นคง
ความกรุณาของคุณยายนี้ยิ่งใหญ่ไพศาล สุดที่พวกเราจะตอบแทนพระคุณท่านได้หมด พระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตชีโวเคยเล่าให้ฟังว่า คุณยายของพวกเราเคยบอกอยู่ครั้งหนึ่งว่า ในการที่จะเป็นครูบาอาจารย์นั้น ไม่ใช่เพียงแต่จะอบรมสั่งสอนให้เขาอยู่ในคุณงามความดีเท่านั้น ยังต้องห่วงใยไปถึงว่าหมู่ญาติของเขา พ่อแม่พี่น้องของเขาว่า อยู่สุขสบายดีหรือเปล่า ถ้าไม่สุขสบายก็ต้องช่วยเหลือ ช่วยเหลือไปตามกำลังความสามารถ แถมช่วยเหลือแล้ว ไม่ใช่ช่วยเหลือเฉพาะแต่ในโลกนี้เท่านั้น ช่วยเหลือส่งไปถึงโลกหน้าด้วย ตายไปแล้ว ไม่รู้ไปถึงไหน คุณยายก็ยังห่วงนะ ไปช่วยถึงในโลกหน้าด้วย แล้วก็คงจะช่วยพวกเราต่อไป ถ้าหากว่าเรายังติดตามสร้างบารมีกับท่านไปไม่ลดละ ท่านก็ยังคงเป็นที่พึ่ง ท่านคงได้ช่วยเหลือพวกเราไปตราบจนกระทั่งถึงที่สุดแห่งธรรม
นี้แหละคือ หลักที่พวกเราจะได้ใช้ในการสรรเสริญพระคุณของคุณยายได้อย่างครบถ้วน เมื่อเราทราบหลักอย่างนี้แล้ว ต่อแต่นี้ไป เราจะไปประกาศพระคุณของท่าน มีเวลาน้อย เราก็สามารถจะประกาศพระคุณของท่านได้อย่างครบถ้วน มีเวลามาก เราก็เบิกบานใจทีเดียว สามารถจะประกาศพระคุณของท่านได้ลึกซึ้งให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป
ถ้าหากว่าเราเพียงแต่ประกาศพระคุณของท่านด้วยวาจาเช่นนี้ ก็ยังนับว่าน้อยอยู่ แต่การที่จะประกาศพระคุณของท่านให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไปนั้น ดีที่สุดเลยก็คือการประกาศพระคุณของท่านด้วยตัวเราเอง ด้วยการที่เราปฏิบัติตามคำสอนของท่าน โดยทำทาน รักษาศีล เจริญภาวนา กลั่นใจของเราให้ผ่องใสตามท่านไป ถ้าเราปฏิบัติตัวของเราได้อย่างนี้ ก็จะเป็นการประกาศคุณของท่านเอง แม้ยังไม่ได้พูดอะไรสักคำ
เราไปถึงที่ไหน ใครเขาเห็น เห็นเพียงแค่หน้าแค่ตา มีความผ่องใส เห็นกิริยาอาการก็สงบสำรวมมีความประพฤติดีงามทั้งกาย วาจา ใจ เขาก็จะมองย้อนกลับมาว่า ครูบาอาจารย์ที่ไหนมีความสามารถในการอบรมสั่งสอนเราได้ถึงขนาดนี้ นี่แหละเราก็จะได้ประกาศพระคุณของท่าน โดยที่เราไม่ต้องพูดแม้สักคำเดียว แต่ถ้าหากว่าเราทั้งประพฤติปฏิบัติตามโอวาทของท่าน แล้วก็ประกาศคุณท่านด้วยวาจาด้วย ก็จะเป็นสุดยอดของลูกหลานของคุณยาย
เพราะฉะนั้นก็ขอเชิญทุกท่านในที่นี้ ได้มาช่วยกันประกาศพระคุณของท่าน โดยทำตามโอวาทที่คุณยายได้ให้เอาไว้ ท่านบอกว่าถ้าใครรักยายจริง เคารพยายจริง ก็ขอให้ตั้งใจนั่งสมาธิให้ดี ๆ เท่ากับยาย และสิ่งที่เป็นความปรารถนาของคุณยายอย่างยิ่งเลย ก็คืออยากให้พวกเราลูกหลานยาย ตั้งมั่นในคุณงามความดี หมู่คณะนี้สร้างบารมีสร้างความดีให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป ท่านก็ขวนขวายสร้างธรรมกายเจดีย์ให้เป็นศูนย์รวมใจ ศูนย์รวมของการปฏิบัติธรรมของพวกเราทั้งหลาย ท่านมีความปรารถนาอย่างนี้ อยากให้พวกเราได้ทำความดีให้มาก ๆ ให้เป็นหมู่คณะใหญ่ ใครมาถึงวัดพระธรรมกาย มาถึงบารมีของคุณยายแล้ว ได้ประพฤติปฏิบัติธรรมให้มากยิ่งขึ้นไปตามสติปัญญากำลังของเขา
เพราะฉะนั้น พวกเรานอกจากว่าจะช่วยกันประกาศพระคุณของคุณยายอย่างที่ว่าแล้ว ก็ต้องมาช่วยกันทำความปรารถนาของท่านให้สำเร็จ มาช่วยกันสร้างมหาธรรมกายเจดีย์ สร้างลานธรรมที่จะเป็นศูนย์รวมของพวกเราทั้งหลาย ให้ได้มาประพฤติปฏิบัติธรรมกัน นับแต่นี้ไป จนกระทั่งตลอดอายุเป็นพันปี ลูกหลานยายที่มาถึง แม้จะมาถึงในยามที่ท่านละสังขารจากไปแล้ว แต่ได้มารับรู้รับทราบ และได้มาใช้ประโยชน์จากสิ่งที่คุณยายได้ฝากเอาไว้ได้สร้างเอาไว้นี้ ก็จะเป็นบุญเป็นกุศลไปถึงคุณยายของพวกเรา แล้วก็เป็นบุญเป็นกุศลมาถึงพวกเราที่เป็นลูกหลานยาย ที่ได้ทำความปรารถนาของท่านให้สำเร็จ
เพราะฉะนั้นต่อแต่นี้ไป พวกเราจะไม่ใช่ลูกศิษย์ที่อยู่ไกลคุณยาย แล้วก็ไม่ใช่เพียงแค่อยู่ใกล้ยาย แต่เราจะเป็นลูกศิษย์ประเภทที่นั่งอยู่ในกลางใจของคุณยาย ขอให้ทุกท่านนั่งอยู่ในกลางใจของคุณยายทุก ๆ ท่านนะ
สุดท้ายนี้ ขอให้พวกเราได้มาปฏิบัติบูชา เป็นการบูชาคุณท่านด้วยการนั่งสมาธิหลับตาด้วยกันสักครู่หนึ่งนะ
ให้ทุกท่านวางใจของเราเบา ๆ ไว้ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ วางใจของเราเบา ๆ แตะแผ่ว ๆ กลั่นกาย วาจา ใจของเราให้ใส สะอาด บริสุทธิ์ เป็นการปฏิบัติบูชา ตอบแทนพระคุณของคุณยาย ยิ่งเรากลั่นกาย วาจา ใจของเราให้ใส สะอาด บริสุทธิ์มากน้อยเพียงใด เราก็จะยิ่งได้บุญกุศลมากขึ้นเท่านั้น และคุณยายที่เป็นต้นบุญของพวกเราที่สามารถจะทำให้พวกเราได้มาเดินอยู่บนเส้นทางแห่งการสร้างความดีนี้ ท่านก็จะได้บุญทับทวียิ่ง ๆ ขึ้นไป กลั่นใจของเราให้ใส สะอาด บริสุทธิ์ กลั่นแตะใจของเราแผ่ว ๆ เบา ๆ วางใจของเราเบา ๆ ให้ใจของเรานิ่งอย่างเบา ๆ สบาย ๆ ให้บุญกุศลที่พวกเราตั้งใจบำเพ็ญมาอย่างดีแล้วนี้ โดยการที่พวกเราตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรม
ให้บุญบารมีนี้ถึงแก่คุณยายของเรา ให้ท่านได้รับรู้ได้รับทราบความกตัญญูกตเวทิตาของเรา ได้รับรู้ได้รับทราบความตั้งใจที่จะประพฤติปฏิบัติธรรมให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไปของเรา เป็นการประกาศพระคุณของท่าน ให้คุณยายได้รับบุญได้รับกุศลอย่างนี้ไปอย่างเต็มที่ ให้ท่านมีความปลื้มอกปลื้มใจ เมื่อมองลงมาเห็นพวกเรา ที่เป็นลูกหลานที่ดี มีความตั้งใจดี ตั้งมั่นอยู่ในโอวาทของท่าน
และพวกเราก็ตั้งใจอธิษฐานจิต ด้วยบุญกุศลที่พวกเราตั้งใจกระทำมาอย่างดีแล้วนี้ ความรักความผูกพัน ความกตัญญูที่พวกเรามีแด่คุณยายอย่างดีนี้ ขอให้เป็นกุศลดลบันดาลให้พวกเราทั้งหลาย ไม่ว่าจะเกิดไปกี่ภพกี่ชาติก็ตาม ขอให้ได้เกิดมาร่วมสร้างบารมีกับครูบาอาจารย์ อย่างเช่นคุณยายนี้ ให้มีน้ำใจรัก ผูกพันกับท่าน เกิดมากี่ภพกี่ชาติ แม้เพียงแค่พบเห็น ก็เกิดความศรัทธาเลื่อมใส มีความรัก มีความเคารพท่านเป็นชีวิตจิตใจ แล้วก็ตั้งมั่นอยู่ในโอวาทของท่านไปจนกระทั่งตลอดชีวิตของพวกเรา ให้เราได้เป็นที่รัก เป็นที่เมตตา เป็นที่ไว้วางใจของครูบาอาจารย์ ได้รับคำอบรมสั่งสอนอันมีคุณค่า ให้เราสามารถได้ติดตามสร้างบารมีไปกับท่านอย่างไม่ลดละไปจนกระทั่งถึงที่สุดแห่งธรรม
คุณธรรม ธรรมะใด ๆ ที่ท่านได้บรรลุแล้ว ได้เข้าถึงแล้ว ขอให้พวกเราทั้งหลาย ได้สามารถจะประพฤติปฏิบัติธรรมได้เข้าถึงธรรมอย่างนั้นบ้าง ติดตามท่านไปทุกวาระจิตทีเดียว และในชาตินี้ก็ให้พวกเราสามารถจะสร้างบารมีไปได้โดยง่าย มีแต่คนสนับสนุนในการทำคุณงามความดีของพวกเรา จะเดินทางไปถึงที่ไหนก็ตาม ก็ให้เป็นที่ต้อนรับ เป็นที่รักเคารพที่เกรงใจของทั้งมนุษย์และเทวดาทั้งหลาย ให้เรามีโภคสมบัติบังเกิดขึ้นสำหรับใช้ในการสร้างบุญบารมีได้ไม่รู้จักหมดจักสิ้น ให้เรามีใจที่สะอาด บริสุทธิ์ ความคิด คำพูด การกระทำของเราให้สะอาด บริสุทธิ์ สิ่งไม่ดี สิ่งสกปรกใด ๆ ที่อยู่ในจิตในใจ ให้มอดมลายหายไปสู่ที่มาของมัน ให้เรามีจิตใจที่ใส สว่าง ได้เข้าถึงธรรมขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้โดยง่าย ได้แตกฉานในวิชชาธรรมกายโดยง่ายไปทุกภพทุกชาติตราบถึงที่สุดแห่งธรรมกัน
*********************************** จบ ***********************************