คุณยายสร้างวัด สร้างพระ สร้างหมู่คณะให้สร้างบารมี
(ม้วน 1/A)
พระภูเบศ : ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทั้งในอดีต ในปัจจุบัน และในอนาคตทั้งหลาย ขอถวายความเคารพแด่พระเดชพระคุณพระราชภาวนาวิสุทธิ์ พระภาวนาวิริยคุณ พระเถรานุเถระ เจ้าคณะพระสังฆาธิการ ทั้งสิ้น เจริญพรสามเณร กัลยาณมิตร ทั้งอุบาสก และอุบาสิกาทั้งหลาย (สาธุ)
นิมิตสัง สาธุรูปานัง กตัญญูกตเวทิตา ความกตัญญูกตเวที เป็นเครื่องหมายแห่งความดี เราท่านทั้งหลายได้เกิดมา ก่อนมาเกิด ก็ตั้งใจที่จะเป็นคนดี ตั้งใจที่จะสร้างความดีกันทั้งสิ้น ไม่มีใครเลยแม้แต่คนเดียวที่จะตั้งใจเกิดมาแล้วจะทำความชั่ว ทำความไม่ดี แต่พอครั้นปฏิสนธิในครรภ์มารดา อำนาจของกรรมชะวาดบีบคั้นหนัก ทำให้เราลืมเลือนมโนปณิธานตั้งแต่ตอนเราจะมาปฏิสนธิ ยกเว้นพระมหาโพธิสัตว์ และผู้มีบารมีแก่ ๆ ที่จะมีสติอยู่ในครรภ์มารดาตลอด
เมื่อเราเกิดมาแล้วน่ะ เราก็อยากจะอยู่ในครอบครัวที่ดี ๆ มีมารดาบิดาที่ดี มีพี่น้อง มีญาติมิตรสหายที่ดี ๆ แต่ดีน่ะเป็นยังไง สังเกตตรงไหน พระพุทธเจ้าท่านตรัสเอาไว้ดังพระบาลีที่ยกไว้เบื้องต้นว่าความกตัญญูกตเวทีนี่เป็นเครื่องหมายของคนดี เมื่อเราทราบแบบนี้แล้วนี่ เราจะได้ตั้งเป็นข้อสังเกตไว้ว่าเราน่ะเป็นคนดีหรือเปล่า ญาติพี่น้องมิตรสหายสัมพันธชนของเราเป็นคนดีหรือเปล่า
ความกตัญญูกตเวทีนี่ เป็นพื้นฐานคุณธรรมของมนุษย์เลย คนใดก็ตามที่เกิดมาแล้วไม่รู้คุณคน มองไม่เห็นคุณคน บางครั้งก็จะต่ำจะทรามกว่าสัตว์เดรัจฉานบางจำพวกเสียอีก ความกตัญญูนะแบ่งออกเป็นหลายระดับด้วยกัน ตั้งแต่กตัญญูกตเวทีต่อมารดาบิดา ต่อครูบาอาจารย์ คุณครูอุปัชฌาย์อาจารย์ และอย่างสูงสุดคือกตัญญูต่อพระรัตนตรัย การกตัญญูต่อมารดาบิดานี่ เรา ๆ ท่าน ๆ ทั้งหลายต่างได้รับการปลูกฝังอบรมกันมาดีแล้ว แม้จะมีบางยุคบางสมัยที่บางลัทธิเข้าไปครอบงำ ล้างความคิดของมนุษย์ของคนในปกครองของตัวให้มองไม่เห็นคุณงามความดีของมารดาของบิดา แต่นั่นก็ผ่านไปแล้ว
ในปัจจุบันนี้เยาวชนของเราเป็นจำนวนมากเลยทีเดียว กลับละเลยคุณธรรมข้อนี้ไปด้วย ดังที่เราปรากฏทราบ ๆ ปรากฏตามสื่อต่าง ๆ ทางทีวี ทางหนังสือพิมพ์ ทางวิทยุ ซึ่งนำความไม่สบายใจแก่ผู้หลักผู้ใหญ่เป็นอย่างยิ่ง แต่เรื่องนี้นี่จะโทษเด็กเลยทีเดียวก็ไม่เต็มปากเต็มคำนัก เพราะว่าเด็กยังขาดการชี้แนะการปลูกฝัง แล้วก็ผู้หลักผู้ใหญ่ละเลยตรงจุดนี้ไป
ในวัดพระธรรมกายแห่งนี้นี่ คุณธรรมพื้นฐานของน้อง ๆ ลูก ๆ หลาน ๆ ของเราที่มาช่วยงานกันที่วัด จะเป็นเจ้าหน้าที่ประจำก็ดี เป็นเจ้าหน้าที่อาสาสมัครก็ดี หรือเป็นนักเรียนนักศึกษาที่เข้ามาอบรมเป็นระยะ ๆ ก็ดี จะได้รับการปลูกฝังคุณธรรมข้อนี้ คือให้รู้จักคุณของมารดาบิดานี่ไปทุกคน เริ่มตั้งแต่คุณยาย หลวงพ่อ แล้วก็พระอาจารย์ทั้งหลาย ได้ปลูกฝังกันข้อนี้ แต่ว่าการปลูกฝังของเราก็มีอยู่จำนวนจำกัด อยู่ในขอบเขตนี้
ถ้านอกวัดไปแล้ว เยาวชนทั้งประเทศส่วนใหญ่ยังเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง แม้แต่มีบางคนอยากจะตั้งโครงการโรงเรียนสีขาวขึ้นมา แต่ก็ปรากฏว่าโรงเรียนน่ะทาสีขาว แต่ฉี่ของนักเรียนเป็นสีม่วง ก็ไม่รู้จะว่ากันยังไง ศีลธรรมที่จะไปอบรมในโรงเรียนก็ถูกละเลิกกันไป ยกเลิกกันไป ทางวัดเราก็พยายามที่จะเอาธรรมะเข้าไปให้นักเรียนได้ศึกษาเอง ด้วยตัวเอง จัดโครงการตอบปัญหาธรรมะทางก้าวหน้ากัน ศึกษามงคลชีวิตเพื่อให้เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต แต่ก็โดนถูกสกัดไม่ให้ไปตอบปัญหาธรรมะ แต่ไอ้ปัญหาอะไรต่ออะไรที่ไม่ได้เรื่องไม่ได้ราว รู้สึกจะได้รับการต้อนรับอย่างดี
อย่างเช่นเขาถาม ปลาอะไรที่มันใหญ่ที่สุด ใหญ่กว่าปลาวาฬนะ ไอ้คนก็นั่งคิดไป เอ๊ะ ปลาอะไรใหญ่กว่าปลาวาฬ คำเฉลยออกมาคือปลาวาฬชุบแป้งทอด ไอ้แบบนี้แหละ คำถามแบบนี้เขาปล่อยให้เผยแพร่กันดี ทีปัญหาธรรมะดี ๆ กลับไม่ส่งเสริมไม่สนับสนุน แถมไปขัดขวางเสียอีก
การกล่อมเกลานิสัย อัธยาศัยเยาวชนของเราที่ดี ๆ นะ สื่อต่าง ๆ ออกมานี่มันรุนแรงมาก ทั้งทีวี ทั้งหนังสือพิมพ์ เออ แทนที่จะกล่อมเกลาดี ๆ ด้วยศีลด้วยธรรม หรือแม้แต่ธรรมชาติ หรือแม้แต่ดนตรีก็ดี แต่กลับเอาเครื่องดนตรีไปอบรมนักเรียน ใช้กีต้าร์ไปอบรมนักเรียน ตีศีรษะนักเรียนดังที่เรารู้กัน เป็นข่าวกัน แล้วเด็กมันจะ มันจะอ่อนละมุนได้ยังไง มันก็หยาบกระด้างหมด แล้วผู้ที่เป็นครูบางครั้ง ถ้าหากว่าเป็นปูชนียบุคคล คืออบรมนักเรียนด้วยจรรยา ด้วยศีลด้วยธรรม นักเรียนที่เติบโตขึ้นมาก็จะมีศีลมีธรรมอยู่ในหัวใจ แต่ถ้าหากว่าอบรมด้วยการมองอามิสสินจ้าง ขยักความรู้จริง ๆ เอาไว้ แต่ไปเผยแพร่เอาไว้สอนในเวลาพิเศษ เด็กมันก็จะขาดความเคารพ ครูก็จะกลายเป็นลูกจ้างสอนหนังสือไป
เพราะฉะนั้นภาวะต่าง ๆ สังคมที่เกิดขึ้นมาในปัจจุบันนี้จึงลำบาก แต่ว่าในเรื่องนี้ นี่ตัวอย่างที่เกิดขึ้นมาคือคุณยายอาจารย์ของเรา คุณยายอาจารย์อุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูงนะ เป็นตัวอย่างอย่างนี้ได้อย่างดี ท่านให้ความเคารพครูบาอาจารย์ แม้แต่คนรุ่นก่อน ๆ ก็ตาม การให้ความเคารพครูบาอาจารย์นั้น เรายกขึ้นมาให้เป็นสิ่งที่สูงสุดนี่ จนเหนือกระทั่งมารดาบิดาด้วยซ้ำ เพราะว่าคนสมัยก่อน ครูบาสมัยก่อน นอกจากที่จะให้วิชาความรู้แล้ว ยังปิดทางไปนรก บอกทางไปสวรรค์ ชี้ทางไปนิพพาน ให้แก่ลูกศิษย์ด้วย เพราะฉะนั้นคนสมัยก่อนจึงให้ความเคารพครูบาอาจารย์กันอย่างดีเยี่ยม
ในเรื่องนี้นี่คุณยายอาจารย์ของเรานี่ทำได้อย่างไม่มีที่ติเลย ตั้งแต่การที่ช่วยให้คุณพ่อคุณแม่พ้นจากอบาย พ้นจากนรก การปรนิบัติครูบาอาจารย์ เช่น เออ คือ คุณยายทองสุก เมื่อท่านป่วยไข้ ไม่ได้รังเกียจรังงอนต่อสิ่งปฏิกูลที่ไหลออกมาจากร่างกายของคุณยายทองสุก คุณยายอาจารย์ เนื่องจากโรคภัยไข้เจ็บเลย ปฏิบัติยิ่งกว่าใครที่จะทำได้ จนกระทั่งลูกศิษย์ลูกหาได้ฟังตำนานแห่งความดีนี้มารุ่นแล้วรุ่นเล่า ฝังเข้าไปในใจ จำจนกระทั่งฝังไว้ในใจเป็นนิสัยไป จนกระทั่งวาระสุดท้ายของคุณยายอาจารย์ทองสุกที่ละโลกไปแล้ว คุณยายก็ยังจัดการศพให้อย่างสมศักดิ์ศรีสมเกียรติ สมกับเป็นครู ทำสุดกำลังความสามารถของคน ๆ หนึ่ง เรื่องนี้เราได้ฟังได้ยินจากพระอาจารย์หลาย ๆ ท่านหรือจากหลวงพ่อเองได้เล่าให้ฟัง ความกตัญญูกตเวทีของคุณยายในเรื่องนี้ต่อมารดาบิดา ต่อคุณพ่อคุณแม่เป็นแบบอย่างได้ดี
บางครั้งเมื่อก่อนได้อ่านหนังสือพระไตรปิฎก อ่านมา มันมีอยู่หลายเรื่องหลายราวในเนื้อหา ในพระไตรปิฎก เราอ่านไปแล้วนี่ เรารู้จักทึ่งแล้วรู้สึกประทับใจในคุณธรรมความดีของบุคคลต่าง ๆ ที่ปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎก ดีจนกระทั่งเราไม่คาดคิดเลยว่าเป็นอย่างนั้นจริง ๆ เชียวหรือ แต่ว่าเราก็เชื่อนะว่าจริง แต่มันเป็นชีวิตเมื่อ ๒,๕๐๐ กว่าปีก่อน
แต่พอมาเจอคุณยาย คุณยายอาจารย์ของเรา ทำให้ความคลางแคลงใจทั้งหมดหายไป แล้วเราก็จะเกิดความปีติใจขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งว่าเรานี่โชคดี เรามีบุญที่ทันได้เกิดมาพบคุณยาย ได้พบ ได้เห็น ได้พูดได้คุยกันเลยล่ะ คุณยายน่ะมีคุณธรรมมากมายมหาศาลนัก วันนี้จะค่อย ๆ ขยาย ค่อย ๆ เก็บมาเล่าให้พวกเราฟังเล็ก ๆ น้อย ๆ ตามที่ตัวเองได้สัมผัสมา ได้พบ ได้ประสบมาด้วยตัวเอง แต่ว่าต้องออกตัวไว้ก่อนว่าจากการที่ได้ทำงานได้กินได้อยู่ ณ ที่แห่งนี้เกือบ ๓๐ ปี การที่จะมาพูดถึงคุณธรรมของคุณยายให้เราฟังในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ นี่ มันเป็นไปไม่ได้ เป็นไปไม่ได้เลย แต่ว่าก็จะพยายามนำประเด็นเล็ก ๆ น้อย ๆ มาให้พวกเราได้รับทราบได้ศึกษาพิจารณาไตร่ตรอง เพื่อที่จะได้เป็นแนวทางไปในการดำเนินชีวิต ดำเนินกิจการของเหย้าของเรือน หรือบริหารงานต่าง ๆ
คุณยายนี่นอกจากที่เราได้รู้กันทั่ว ๆ ไปว่า คุณยายอุบาสิกา คุณยายอาจารย์ อุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง เป็นผู้ให้กำเนิดวัดพระธรรมกาย คำนี้มาอย่างไร หรือพูดเกินไปหรือเปล่า พวกเราลองดูกันต่อไปว่าเกินไปไหม คุณยายน่ะด้วยความเคารพพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ พระเทพมงคลมุนี (สด จนฺทสโร) อย่างสูงสุด ธรรมะอันใดที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำท่านสั่งมานี่ คุณยายจะเคารพและจะทำตามอย่างเคร่งครัด คำสั่งคำสอนใดก็รับมาหมด ไม่ปฏิเสธแล้วก็ทำกันเต็มที่ เอาชีวิตวางเป็นเดิมพัน ทุ่มกันสุดฤทธิ์สุดเดช
เพราะงั้นเพื่อที่จะให้สมกับความเพียรที่หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านได้สละชีวิต เพื่อที่จะค้นหาธรรมะที่หายไปเมื่อ ๕๐๐ กว่าปีก่อนหลังจากพุทธปรินิพพาน ค้นกลับมาให้เราอีก หามาไม่ได้ง่าย ๆ ไม่ใช่โดยบังเอิญ ไม่ได้มาอย่างสบาย ๆ แต่หลวงพ่อได้มาด้วยชีวิตวางเป็นเดิมพัน
แล้วคุณยายเองได้ประสบ ได้เรียนได้รู้คุณค่าของธรรมะนั้น ๆ อย่างเอกอุ คุณยายจึงรักษา ต้องการจะรักษาธรรมะนี้ต่อไป เพื่อเป็นประโยชน์แก่ชาวโลกทั้งหลาย คุณยายได้ตั้งผังงานเอาไว้ตามทีม ตามทุน เผยแพร่ธรรม ตามทีมคือทีมนักสร้างบารมี ทีมนักสร้างบารมี ตามที่ไหนไม่ได้ออกหนังสือพิมพ์ ไม่ได้ออกทีวี ไม่ได้ป่าวประกาศที่ไหน แต่ตามที่ ๐๗๒ ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ เหนือสะดือขึ้นมา ๒ นิ้วมือ คุณยายตามที่ตรงนี้
ให้ผู้มีบุญแก่ ๆ ที่เคยสร้างบุญสร้างบารมีกันมา กระจัดกระจายกันในที่ต่าง ๆ มารวมกัน สืบสายธรรมของหลวงพ่อวัดปากน้ำให้ได้ จึงได้มา หลวงพ่อธัมมชโย ตอนนั้นยังเป็นนักเรียนอยู่เลย นักเรียนสวนกุหลาบ โรงเรียนสวนกุหลาบ จนกระทั่งหลวงพ่อธัมมชโย ได้ศึกษาได้ธรรมะไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งเข้ามหาวิทยาลัยจนจบ แล้วก็ได้บวช ระหว่างที่เรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยหลวงพ่อทัตตชีโวมา ตามพี่ ๆ น้อง ๆ ในมหาวิทยาลัย รุ่นพี่รุ่นน้องมาสร้างบารมี กันจนกระทั่งขยายใหญ่ขึ้นมาเรื่อย ๆ ทีมเกิดขึ้นมาแล้ว
แล้วคุณยายนี่ก็วางผัง วางปรัชญาในการดำเนินงาน ในการทำงาน ในการสร้างวัดขึ้นมา พอมองเห็นแล้วว่าที่ที่จะต้องสร้างบารมีของเรานะ ต้องเป็นที่ที่กว้างที่ใหญ่ เพราะหมู่คณะเราเยอะ เยอะมาก ต้องเป็นที่ใหญ่ จึงสร้าง วางปรัชญาในการสร้างที่นี่ขึ้นมา น่าทึ่งนะ สำหรับผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งความรู้น่ะ อย่าว่าแต่จบปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอกเลย แม้แต่ประถมยังไม่ได้เท่าเลย ก ไก่ ข ไข่ ไม่กระดิกหู แต่วางรากฐานของการทำงานเป็นทีมได้อย่างยอดเยี่ยม
พวกเราใครที่จะสร้างครอบครัว สร้างองค์กร สร้างบริษัท กิจการใดก็ตาม ลองเอาปรัชญาหรือความคิดอันนี้ไปศึกษาแล้วไปทำดูก็ได้ คือคุณยายให้วางไว้อย่างนี้ว่า การสร้างวัดของเราเป็นงานใหญ่ เป็นบุญใหญ่ พวกเรามีความคิดเห็นแตกต่างกันได้ โต้เถียงกันได้ แต่อย่าทะเลาะกัน อย่าโกรธกันนะ นี่คือพื้นฐานของการสร้างวัดพระธรรมกายจริง ๆ เพราะคุณยายรู้ดีว่าลูกศิษย์ลูกหาที่มานั่งอยู่ต่อหน้าคุณยายนะที่บ้านธรรมประสิทธิ์สมัยนั้นนะ แต่ละคนแต่ละคน แต่ละท่าน ไม่เบากันทั้งนั้นแหละ ถ้าไม่ใช่คุณยายนะเอาไม่อยู่หรอก แล้วมารวมกันแบบนี้ ร้อยพ่อพันแม่ ต่างฐานะ ต่างครอบครัว ต่างความคิด ต่างการอบรม ต่างประสบการณ์ ต่างความรู้ และมารวมกันนะ ไอ้ที่จะว่าอะไรคิดเห็นตรงกันหมดเลย มันเป็นไปไม่ได้
แต่ว่าคุณยายวางความ ความคิดพื้นฐานในการทำงานเป็นทีม ในการสร้างทีมนี้เอาไว้ ทีมจึงเกิดขึ้น แล้วคุณยายก็ยังชี้ไป ว่าเป้าหมายของเรานี่ ที่เกิดมามันอยู่ตรงไหน นี่ก็เป็นอีกอันหนึ่งเหมือนกัน ที่ทำให้พวกเราสมัยโน้น ยังเป็นหนุ่มเป็นสาวกันอยู่ ยอมละทิ้งอนาคตทางโลกทั้งหมด เข้ามาร่วมกันสร้างวัด
เนื่องจากเรามากันหลากหลายแบบนี้ การกำเนิดของแผ่นดินเกิดขึ้นมา จึงใช้ชื่อว่าศูนย์ สมัยนั้นชื่อว่าศูนย์พุทธจักรปฏิบัติธรรม จึงเกิดขึ้นมา คุณยายจัดการปรับความคิดของพวกเราทั้งหมด พวกเราเองบอกตรง ๆ เลยว่าตอนนั้นน่ะ แต่ละคนก็แสวงหากันทั้งนั้น ว่า เอ้ เราเกิดมา เกิดมาทำไม เรามาจากไหน แล้วเป้าหมายของเรามันอยู่ที่ไหน เพื่ออะไร เกิดมาเพื่ออะไร อะไรเป็นแก่นสาร เป็นสาระของชีวิต เราแสวงหากันทั้งนั้น ไม่มีใครให้คำตอบเราได้ จนกระทั่งมาเจอคุณยายนั่นแหละ ความลังเลความสงสัยของเราคลายไปเยอะเลยทีเดียว เรารู้แล้วว่าเป้าหมายเราอยู่ตรงโน้นนะ มันมีอยู่ แต่เราต้องเดินไป แล้วเดินไปคนเดียวไม่ได้ ต้องเดินไปเป็นทีม เป็นหมู่ เป็นคณะ
เปรียบเหมือนอะไร เหมือนคล้าย ๆ เรือใหญ่ เรือใหญ่อยู่ลำหนึ่ง มีพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยของเราเป็นเหมือนกัปตันเรือ เป็นผู้ชี้เข็มทิศ มีเหมือนคุณยายเป็นหางเสือ คอยคัดเรือให้ถูกทิศ มีหลวงพ่อทัตตชีโวเหมือนกับใบเรือแบบนั้น เป็นกำลังของเรือ พวกเราเป็นพวกมือกรรเชียง เป็นไม้ เป็นน็อต เป็นสกรูตัวเล็ก ๆ ประกอบกันขึ้นมาเป็นเรือ ลงไปในทะเลใหญ่มหาสมุทรใหญ่ ที่มีคนมากมายมหาศาลที่ยังลอยคออยู่ในทะเล อยู่ท่ามกลางฉลามร้าย มองไม่เห็นฝั่ง ว่ายไป เราก็ช่วยกันดึงขึ้นมาบนเรือบ้าง ขึ้นมาบนเรือลำนี้ขึ้นมากัน จากไม่กี่สิบชีวิตก็มาเป็นร้อยชีวิต มาเป็นพันชีวิต เป็นหมื่น เป็นแสน เรือของเราก็ขยายไปเรื่อย ๆ ๆ แล้วคนที่ขึ้นมาแล้วนะ หลังจากรักษาบาดแผล ได้อาหารได้น้ำ มีเรี่ยวมีแรงแล้วก็มาช่วยกันกรรเชียงเรือกันต่อไป ก็ดังเช่นพวกเราที่นั่งกันอยู่ในที่นี้แหละ แล้วเราก็ทำกันมาแบบนี้
นี่คือความอัศจรรย์ของคุณยาย ผู้หญิงคนหนึ่งที่ ก ไก่ ข ไข่ ไม่รู้ แต่วางรากฐานของการสร้างทีมงานสร้างวัดพระธรรมกายมา เป็นบุคคลที่อัศจรรย์ทีเดียว อัศจรรย์อย่างยิ่ง อย่างยิ่งยวด เพราะคุณยายนี่เมื่อสร้างทีมขึ้นมาแล้วนี่ ยายก็ต้องตามพัฒนา อบรม สั่งสอนวางกฎ วางระเบียบ วางกติกา แล้วก็รักษา
เออ เรื่องนี้นี่เป็นเรื่องที่น่าศึกษา ว่าคุณยายนี่ท่านทำของท่านได้ แล้วท่านก็ทำให้พวกเราดูได้ แล้วก็สอนพวกเราได้ จนกระทั่งเรามาอยู่ใกล้ชิดคุณยายเราถึงรู้ เห็น อ้อ ในร่างกายของอุบาสิกาท่านนี้ คุณยายท่านนี้ ผอม ผิวดำ คล้ำ แต่หน้านวลเป็นผ่อง เป็นยอง เป็นใย ยายบอกมือเท้าของยายห่าง แต่ว่าตาของยายนี่เด็ดเดี่ยว ตาของยายนี่เด็ดเดี่ยวมาก ยายพูดยังไง ยายทำอย่างนั้น ยายทำยังไง ยายพูดอย่างนั้น เราก็ศึกษาจากยายด้วยการสังเกต จากการฟัง การแนะนำของคุณยายมาตลอด
สิ่งหนึ่งที่พวกเราเข้ามาในยุคแรก ๆ เลย เจอเหมือนกันหมด รุ่นแรกน่ะ เราสัมผัสกันได้ จนกระทั่งเห็นเรื่องอจินไตยหรือเรื่องอภิญญาสมาบัติของคุณยายนี่ การอ่านวาระจิตเป็นเรื่องปกติไปเลย ก็เพราะคุณยายน่ะรู้วาระจิตนี่แหละ จึงทำให้พวกเรานี่ สมัยนั้นมารวมตัวกันเป็นหนุ่มเป็นสาวไม่กี่คนหรอก ระวังใจกันแจเลย กลัวว่ายายจะไปรู้ เพราะในใจของเราบางช่วงบางขณะเรายังไม่หมดกิเลส เรายังหนุ่มยังสาวอยู่ มันยังมีมุมมืดของจิตใจอยู่ ยังมีด้านมืดของความคิดอยู่ แต่ทันใดก็ตามที่ใจของเราแวบเข้าไปในด้านมืด ในมุมมืดของจิตใจ ในความคิดนั้นแล้วนี่ แวะหนึ่งถึงคุณยายขึ้นมาว่า โอ้ เดี๋ยวคุณยายรู้วาระจิตเรา ตอนนี้อายยายแย่เลย เพราะฉะนั้นเรื่องอะไรที่เรานักสร้างบารมีไม่ควรคิด ก็อย่าคิด ไม่ควรทำ ก็อย่าทำ มันจะสอนตัวเราเองขึ้นมาตลอดเวลา เพราะกลัวยาย กลัวว่ายายจะรู้วาระจิตแล้วจะอายยาย
แล้วยิ่งเข้ามาใกล้ยายมากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งเห็นคุณธรรมที่อยู่ ซ่อนอยู่ในอุบาสิการูปร่างเล็ก ๆ ท่านนี้มากขึ้นไปอีกอย่างไม่มีขอบเขต ว่าคุณยายนี่เป็นคนมักน้อย เป็นคนสมถะ เป็นคนสันโดษ เป็นคนที่เรียบง่ายที่สุด แล้วไม่คลุกคลีด้วยหมู่คณะเลย คำพูดคำจาของยายออกมาน่ะ ที่เพ้อเจ้อหรือไร้สาระ ไม่มี ไม่เคยได้ยิน มีแต่อรรถมีแต่ธรรมตลอดเวลา มีแต่คำสอนตลอด แล้วก็ปฏิบัติการวางตัวของคุณยาย ระหว่างพระซึ่งเคยเป็นลูกศิษย์ แต่ตอนนี้มาเป็นพระในเพศที่สูง ยายวางตัวได้อย่างงดงามที่สุด พอเหมาะพอดีที่สุดเลย อ่อนน้อมถ่อมตนให้ความเคารพต่อเพศ ต่อผ้ากาสาวพัสตร์อย่างดีเยี่ยมเลย
เราจะได้ยินอยู่ ๒ อย่าง ในชีวิตของยาย มีกลัวอยู่ ๒ อย่างด้วยกัน ยายกลัวนะ
อย่างที่ ๑. คือตอนสมัยหลวงพ่อวัดปากน้ำมีชีวิตอยู่ ยายกลัวหลวงพ่อวัดปากน้ำจะตำหนิท่านว่าไอ้ขี้ไต้ เพราะเคยได้ยินหลวงพ่อวัดปากน้ำตำหนิคนอื่นว่าเป็นขี้ไต้ ต้องคอยเป่า คอยพุ้ยเรื่อย เพื่อที่จะให้แสงมันรุกโชนขึ้นมา แต่พอเลิกเป่าที ขี้ไต้มันก็ค่อย ๆ กลบ แสงมัน ค่อย ๆ มอดลงมอดลง ต้องคอยเป่าอยู่เรื่อย ยายกลัวหลวงพ่อวัดปากน้ำจะว่ายายเป็นไอ้ขี้ไต้ เพราะงั้นยายจะเข้มงวดกับตัวเอง กวดขันกับตัวเองอยู่ตลอดเวลา จนกระทั่งได้รับคำชมจากหลวงพ่อวัดปากน้ำว่า ๑ ไม่มี ๒ นี่ความกลัวของยาย ทำให้ยายได้รับคำชมนี้
ความกลัวอีกอย่างหนึ่ง เมื่อหลวงพ่อวัดปากน้ำท่านละสังขาร ละโลกไปแล้ว ยายพูด เวลาจะเจอพระ จะให้คำแนะนำพระ ยายจะบอกมา พนมมือขึ้นเลย ท่านอย่าให้ยายบาปนะทุกครั้ง แล้วเราจะได้ยินคำนี้เป็นประจำ เวลายายถวายความรู้หรือให้คำแนะนำอะไรนี่ ที่ดีนี่กับพระ ยายจะพนมมือขึ้นมา ท่านอย่าให้ยายบาปนะ แล้วยายจะพูดขึ้นมา
ยกตัวอย่างเช่น ครั้งหนึ่งเคยเห็นพระเจอโยมที่เป็นพระด้วยกันที่เป็นเพื่อนกัน อยู่ที่เก่า ที่วัดเก่า จับไม้จับมือกัน คล้าย ๆ Check hand แบบนั้น ยายบอกว่าท่าน อย่าให้ยายบาปนะ ท่าน ท่านอย่าทำแบบนั้นนะ เพราะการจับไม้จับมือมันเป็นอาการของ เป็นกิริยาของฆราวาสทำกัน เราเป็นพระ เราไม่ทำนะ นี่ยายจะถวายความรู้ ถวายคำแนะนำแบบนี้
เพราะงั้นสิ่งที่ยายกลัวมาก ๆ เลย คือกลัวบาป บาปโดยไม่ตั้งใจ นี่คือสิ่งที่เราควรจะจำเอาไว้ เรียกว่าหิริโอตัปปะในใจของยายนะเต็มเปี่ยม จะเรียกง่าย ๆ ว่าเป็นเทวธรรม หิริโอตัปปะ คือความละอายและความเกรงกลัวต่อการทำความชั่ว ยายมีเต็มหัวใจ นั่นคือยายน่ะเป็นเทวดาตั้งแต่ครองร่างเป็นมนุษย์แล้ว
(หมดม้วน 1/A)
(เริ่มม้วน 2/A)
พวกเราเองตอนสมัยหนุ่ม ๆ ที่เริ่มสร้างวัดกันใหม่ ๆ สร้างศูนย์พุทธจักรกันใหม่ ๆ ตอนนั้นน่ะ พวกเราก็หกคะเมนตีลังกากันมาแหละ มันไม่ใช่เรียบร้อยกันหรอก หนุ่ม ๆ น่ะ เวลามาร่วมทำงานกัน อยู่กันแบบนี้นี่ เมื่อปี ๒๕๑๕ ๑๖ ๑๗ ก่อนที่จะย้ายมานี่ คุณยายกับหลวงพ่อย้ายมา เป็นปักหลักเลยคือวันมาฆบูชาปี ๒๕๑๘ แต่ระหว่างนั้นมากันบ่อย ๆ แต่ก่อนหน้านั้น หลวงพ่อทัตตะนำทีมมา แล้วก็จะมีอุบาสกอะไรต่ออะไรมาอยู่กัน ตอนนั้นอาตมาบวชแล้ว แล้วมาอยู่ ก็ยังบาสกอยู่
แล้วก็สมัยนั้นเราอาหารการกิน มันก็ไม่ค่อยสะดวก ไม่ค่อยพร้อมกันเท่าไหร่นักหรอก แต่ว่าเราก็ไม่เคยคิด ไม่เคยให้น้ำหนักตรงจุดนั้นเลย เรารู้แต่ว่าเราจะมีงานเราจะต้องทำงาน แล้วต้องทำให้สำเร็จ ต่อเมื่อคุณยายมาอยู่ ย้ายมาอยู่ที่ศูนย์พุทธจักรปฏิบัติธรรม ปักหลักฐานแน่นอนแล้ว ย้ายมาหมดแล้ว ตอนนั้นคืนบ้านธรรมประสิทธิ์ไปแล้ว ชีวิตของพวกเราตอนนั้นน่ะ การกิน การอยู่เราดีขึ้น เรียบร้อยขึ้นเยอะเลย
แล้วพวกเราก็มีความเห็น หรือมีความสัมผัสกันได้หมดว่า เมื่อใดก็ตามที่เราอยู่ใกล้ยาย ความเป็นอยู่เราดีขึ้น ประณีตขึ้น เป็นระเบียบขึ้น อาหารก็เหมือนกัน ประณีต ดีขึ้นมาตลอด ยายน่ะมีความประณีตทุกสิ่งทุกอย่าง เราก็สังเกต อาการกิริยาของคุณยาย แล้วจำมาเป็นบทเรียนตลอด เวลายายจะหุงข้าวนี่ถวายพระ เลี้ยงพระนี่ ข้าวน่ะยายจะเลือก ไม่ให้มีข้าวเปลือกปนอยู่เลย ไม่ให้มีเม็ดกรวดเม็ดทรายหรือของที่สกปรก หรือผงของเศษกระสอบข้าวติดมาเลย ยายจะเก็บเอง หรือไม่ก็ให้ลูกหลานน่ะ ช่วยกันเก็บ เก็บให้สะอาด ข้าวจะเป็นยังไงไม่รู้ล่ะ แต่ว่าจะต้องสะอาด ไม่มีข้าวเปลือกไม่มีตัวมอดอยู่เลย
งั้นข้าวของคุณยายที่ถวายมาแต่ละมื้อแต่ละมื้อ มันใสเหมือนแก้ว ใสเหมือนเพชร แล้วมันไปบำรุง ยายอธิษฐานทุกครั้งเวลาถวายอาหาร ว่าให้คนที่รับประทานของยายนี่ สิ้นกิเลส สิ้นอาสวะ เรานั่งฉันแบบนี้นี่ นึกถึงคำสอนยายแล้วนี่เราต้องหมดกิเลส หมดอาสวะให้ได้ตามยายให้ได้ ภาชนะ ยายก็สอนอีก ภาชนะต้องแยกกันให้ชัด ของต่ำของสูง นี่ของพระนะ นี่ของฆราวาส อย่าปนกัน นี่แก้วน้ำของพระ นี่แก้วน้ำของฆราวาส ยายแยกกันเป็นสัดเป็นส่วน ให้ความเคารพต่อพระรัตนตรัยอย่างสูงสุด นี่คือความกตัญญูต่อพระรัตนตรัยที่ยากที่จะหาคนในปัจจุบันนี้ เข้าถึงได้ ทุกคนที่จะรู้จักคุณของพระรัตนตรัยนี่ จะต้องเข้าถึงพระรัตนตรัย ต้องรู้จักพระรัตนตรัย ถึงจะมีความกตัญญูกตเวทีต่อพระรัตนตรัยได้
คุณยายนี่แหละ ชัดเจนเลย มาทันยุค ทันสมัยของเรา บุคคลอัศจรรย์ท่านนี้ ยายจะสอนเราทุกอย่าง แล้วให้เราสังเกตดูยาย เวลายายจะแนะนำตักเตือนอะไรของเรามา หลายเรื่อง โดยเฉพาะตัวของอาตมาเองนี่ โดนมาเยอะ เพราะว่าเวลาเราทำงานน่ะ ยายจะวางเอาไว้ องค์นี้ฐานการสร้างบารมีอยู่ที่ตรงนี้ องค์นี้ อย่างหลวงพี่มหาชิโตนะ ท่านมรณภาพไปแล้ว ฐานสร้างบารมีอยู่ที่งานก่อสร้าง อาตมาก็มาเป็นผู้ช่วยท่าน องค์นี้หลวงพี่สุวิชชาโภ ฐานสร้างบารมีอยู่ที่การดูแลคลัง ดูแลบัญชียายก็วางไว้
หลวงพี่หมู หลวงพี่อิทธิจินตะโก ฐานสร้างบารมีอยู่ที่ครัว ยายก็วางเอาไว้ การวางบุคคลของยายน่ะเป๊ะเลย หลวงพ่อทัตตชีโว วางเอาไว้ที่การเทศน์สอน การเผยแผ่ก็วางเอาไว้ หลวงพี่ฐิตสุทโธ วางเอาไว้ที่การปรับพื้นดินสมัยนั้น เริ่ม ๆ ขุดแผ่นดินขึ้นมาใหม่ เรื่องการปรับพื้นดินแล้วไม่มีใครกินท่านเลย ท่านยอดเยี่ยมที่สุด การดูแลต้นไม้ธรรมชาติ ดูแลน้ำปะปา น้ำใช้ ดูแลไฟฟ้า เครื่องจักรเครื่องกล เครื่องอิเล็คโทนิค หลวงพี่ฐิตสุทโธน่ะยอดเยี่ยมที่สุด ก็วางเอาไว้
วางเอาไว้แต่ละคนน่ะ เรียกว่า Put the right man on the right job ชัดเจนที่สุด แล้วพวกเราเองก็เดินรักษางานไปตามที่คุณยายมา การสร้างวัดสมัยแรก ๆ นี่ เราไม่ได้เกี่ยงนะว่างานนี้เป็นงานของใคร ถ้าเราเห็นข้อบกพร่องหรือเห็นอะไรถ้าทำได้นะ เราทำ เรามองทุกสิ่งทุกอย่างเป็นบุญ เราไม่ได้มองเป็นงาน เรามองเป็นบุญ เออ ถ้าเราทำอันนี้เราจะได้บุญแบบนี้นะ ถ้าเราทำแบบนี้เราจะได้บุญแบบนี้นะ คืออะไร คือคุณยายวางพื้นฐานไว้ ยายน่ะไม่เคยอิ่มบุญ เหมือนกับทะเลน่ะไม่เคยอิ่มน้ำ
น้ำจะไหลจากแม่น้ำหลายสาย ใหญ่โตแค่ไหน ทั่วโลกไหลไปเถอะ น้ำทะเลไม่เคยอิ่ม ไหลมาเต็มที่ คุณยายเหมือนกัน แล้วคุณยายก็สอน หลวงพ่อธัมมชโยก็สอน เหมือนอย่างพวกเราเคยได้ยินนั่นแหละ จะได้คิดกันหรือเปล่า จำกันได้หรือเปล่าไม่รู้ ว่ายุคของเรานี้นะมาเกิด มาเอาบุญกันนะ มาสร้างบารมีกัน หลวงพ่อพาเรามา คุณยายพาเรามา ยืนอยู่ตรงหน้าของเรานี่เป็นทะเลบุญ ตักได้ตัก จ้วงได้จ้วง ใครเอาได้มากเท่าไหร่ เอาให้เต็มที่ ไม่ต้องแบกไม่ต้องหามกันหรอก เอาให้เต็มที่
แต่บางคนไม่ได้ทำตามที่ยายสอน หลวงพ่อสอน ไปเตะบุญเล่นอย่างนั้นน่ะ เหมือนกับไปยืนอยู่ชายทะเล ยืนอยู่ชายทะเลน่ะ แล้วก็เตะน้ำเล่น มันก็ไม่ได้น้ำสักกระป๋อง แถมได้แมงกระพรุนไฟบ้าง ได้หอยเม่นมาบ้าง โดนทิ่ม โดนตำ เจ็บปวด เจ็บแสบ เจ็บร้อนกันไป เล็บหลุดบ้าง มันก็ขึ้นอยู่กับปัญญา ขึ้นอยู่กับปัญญาของแต่ละคนที่จะไปตักจ้วงบุญกัน
เราดูนะ คุณยายน่ะไม่เคยอิ่มบุญเลย ยายทำบุญเอาบุญเต็มที่ แล้วพวกเราก็ถูกปลูกฝังมาว่าให้เอาบุญกันเต็มที่ สุดฤทธิ์สุดเดชกันเลย เพราะฉะนั้นเรามองทุกสิ่งทุกอย่างเป็นงานบุญไปหมด ไม่ว่าจะเป็นงานเก็บขยะ เช็ดพื้นถูกศาลา เก็บเสื่อ จัดรองเท้า ขัดห้องส้วม ขัดวิมาน หรือทำครัวจัดดอกไม้บูชาพระอะไรต่ออะไรพวกนี้ เช็ดถูก ปัดหยักไย่ ตัดหญ้า ทุกสิ่งทุกอย่างเรามองเห็นเป็นบุญ เราไม่ได้มองเห็นเป็นงาน เพราะฉะนั้นกำลังใจไม่ร่วงมาจากไหน แล้วไม่มีเกี่ยงกันด้วย ไม่เอาหน้าเอาตากัน เราเอาแต่บุญ ผลงานยกให้คนอื่น ผลบุญเราเอาเอง เราถูกปลูกฝังกันมาแบบนั้น
เพราะฉะนั้นการแย่งชิงตำแหน่ง หรืออะไรต่ออะไร มันไม่เกิดน่ะ เจอตำแหน่งขนลุกกันด้วยซ้ำ หนีได้หนี แต่ขอเอาบุญ ทำบุญอย่างเต็มที่ แล้วยายก็เป็นตัวอย่าง เราเริ่มสร้างวัดพระธรรมกายนี่ ในขณะที่คุณยายเริ่มสร้างวัดพระธรรมกายนี่ ในขณะที่ชาวโลกเขาปลดเกษียณพักผ่อนกัน ชาวโลกน่ะ ทำงานกัน รับราชการอะไรเป็นต้น พออายุ ๖๐ ปลดเกษียณพักผ่อนกัน คุณยายเริ่มสร้างวัดตอนอายุ ๖๑ ๖๒ ดูลูกตายายก็รู้ นี่ข้างหน้าเรานี่แหละ
แม้กระทั่งวาระสุดท้ายของคุณยาย ยายยังเอาบุญไม่หยุดเลย อยู่ในห้องไอซียู บนเตียงคนไข้ พระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตชีโวไปรับผ้าไตรจีวรจากคุณยาย ให้คุณยายได้ถวาย ปัจจัยที่ลูกศิษย์ลูกหา บูชาธรรมยาย เห็นพระคุณของยายน่ะ บูชาธรรมยายด้วยความเคารพ เตรียมไว้แล้ว มาถวายหลวงพ่อทัตตะ เป็นตัวแทนสงฆ์ ไปรับอีกเหมือนกัน นี่คือวาระสุดท้าย ลมหายใจสุดท้ายที่คุณยายได้สอนเรา สอนเราจนกระทั่งลมหายใจสุดท้าย เป็นตัวอย่างให้เราจนกระทั่งลมหายใจสุดท้าย
เพราะฉะนั้น ไอ้การที่เราจะมา ทำงานเล็ก ๆ น้อย ๆ แล้วเราบอกว่าเราพอแล้ว บุญเราพอแล้วนี่ เลิกคิดเถอะนะ ยายน่ะ อย่างที่บอกแล้วว่า ยายน่ะเป็นคนมักน้อย จริง ๆ ในชีวิตส่วนตัวของคุณยายแล้ว ยายมักน้อยจริง ๆ อยู่ง่าย ง่ายจริง ๆ แล้วก็สะอาด แต่ว่าถ้างานของพระศาสนาแล้วน่ะ ยายใหญ่ ยายใหญ่ ใจของยายใหญ่ แล้วหลวงพ่อธัมมชโย หลวงพ่อทัตตชีโว หรือพวกเรานี่ที่เป็นลูกหลานยาย ใจก็พอใหญ่ตามไปด้วย ใหญ่ตามไปด้วย
กับส่วนตัวนี่ยายกระเหม็ดกระแหม่ แต่กับส่วนรวมกับพระศาสนาแล้วน่ะ ยายไม่เคยเล็กเลย ยายใหญ่เต็มที่ ใจของยายนี่ รื้อสัตว์ ขนสัตว์กันทั้งนั้น หลวงพ่อธัมมชโย หลวงพ่อทัตตชีโวทั้งนั้นน่ะ ใจใหญ่กันทั้งนั้น บอกแล้วไงเหมือนกับเราลงเรือ ภายเรือไปในมหาสมุทร เรือเราขยายใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ คนมาขึ้นเรือ เราช่วยมาจากทะเลน่ะ จากปากฉลามร้ายนี่ ขึ้นมาบนเรือ ใหญ่ไปเรื่อย ๆ ใหญ่ไปเรื่อย ๆ ไม่มีที่สิ้นสุด
เพราะฉะนั้นไอ้เรื่องที่ว่าจะสร้างลานธรรม สร้างองค์พระ สร้างธรรมกายเจดีย์ เราเป็นเจ้าภาพพระธรรมกายประจำตัวองค์หนึ่งแล้ว เรามากราบ กราบพระของเราที่สร้างอยู่บนนั้นองค์หนึ่ง มันไม่ใช่วิสัยพวกเรา แล้วบุญมันก็ไม่ใหญ่ด้วย เพราะใจเราเล็ก ใจเรามันต้องใหญ่ เวลาจะกราบ จะสร้างพระที นั่นล่ะ พระธรรมกายประจำตัวอยู่บนเจดีย์ ในเจดีย์ทั้งหมดน่ะ เราจะทำเอง ทำให้มันเต็มเลย บรรจุให้เต็มเลย เวลากราบ เราไม่ได้กราบองค์เดียว ต้องกราบทุก ๆ องค์เลยที่อยู่บนเจดีย์ อยู่ในเจดีย์
แล้วอย่าคิดว่ามีแค่ ๓ แสนองค์ ที่ปรากฏใน ที่เราเห็นภายนอกนี้นะ เวลากราบ กราบให้หมดธาตุหมดธรรมไปเลย หลวงพ่อบอกแล้ว คุณยายบอกแล้วไง พระพุทธเจ้าในอดีต เริ่มต้นมาเท่าไหร่ไม่รู้เลย ยังไม่ถึงที่สุดเลย แต่ว่าพูดได้แต่ว่ามากกว่าเมล็ดทรายในท้องพระมหาสมุทรทั้งสี่
กราบธรรมกายเจดีย์ อย่ากราบแค่ ๓ แสนองค์ น้อยไป กราบตั้งอสงไขยไม่ถ้วนเลย กราบไปเถอะ ใจมันต้องแบบนั้น รัตนะ รัตนบัลลังก์ ลานธรรมกายเจดีย์ หลวงพ่อบอกให้พวกเราเติมคนละ ๑ ตารางเมตรน่ะ สำหรับผู้เริ่มต้น สำหรับอินทรีย์อ่อน ๆ แต่จริง ๆ แล้วนี่ มันต้องบอกทั้งลานน่ะมันของเรา เราต้องทำ เป็นหน้าที่ของพวกเราทุก ๆ คน แล้วก็มีแค่นี้เองหรือ มีแค่นี้เองหรือ มันต้องอย่างนั้น เวลาเราทำบุญน่ะ ดูใจยายสิ ใจยายน่ะเหมาหมด สร้างหมดเลย ใจหลวงพ่อใจยาย เหมือนกันเลย ใหญ่ จะให้ทุกคนเข้าถึงธรรมกายให้ได้หมดทั้งโลกเลยล่ะ หมดทั้งจักรวาล
เพราะฉะนั้น ไอ้เรื่องนี้นี่ เราเล็กไม่ได้ คนเล็กน่ะมันเหมือนคนที่จะหมดแรงใกล้ตาย เจอโยมอยู่คนหนึ่ง ตอนสมัยก่อน โยมคนนี้ชื่อโยมพัตรท่านสิ้นไปแล้ว ตอนเจอท่าน ท่านเป็นหมอแผนพื้นบ้าน แต่เก่ง อายุ ๙๐ ตอนนั้นเจอท่าน ท่านอายุ ๙๐ มั้ง ท่านเดิน เดินไปเจอทางมะพร้าว แล้วก็สะดุด ถามบอกโยมเป็นยังไงบ้าง หลวงพ่อก็ถาม โยมเป็นยังไงบ้าง โยมบอกโอ้ยเดี๋ยวนี้ไม่ไหวแล้ว เดินสะดุดทางมะพร้าว คนจะว่าไม่ไหวน่ะ เจอทางมะพร้าวมันก็สะดุดแล้ว
พวกเราเหรอ อะไรมาขวางล่ะ ไม่ใช่ทางมะพร้าว เอาภูเขามาขวาง ปีนข้ามภูเขาเลย เรายังหนุ่มยังแน่น เรายังมีกำลัง ถ้าเราบอกโอ้ ไม่ไหว เราทำไปแล้วตารางเมตรหนึ่ง ทำไปแล้วองค์หนึ่ง หมดแรงแล้ว พอแล้ว นี่คนใกล้ตายน่ะ คนใกล้หมดแรงน่ะ ถ้าเรายังไปไกลนี่ มองใจมันต้องใหญ่ ข้ามภูเขาไปเลย ข้ามน้ำข้ามทะเลไปเลย อะไรขวางเราล่ะ มันต้องแบบนั้น ใจของยายเป็นแบบนี้นะ ยายมักน้อย ยายใช้น้อย ยายกินน้อย ยายนอนน้อย แต่ยายนั่งธรรมะเยอะ ใจของยายสำหรับพระรัตนตรัย สำหรับพระศาสนาแล้วน่ะ ใจของยายใหญ่ ใหญ่มาก แล้วพวกเราก็เรียนแบบยายมาตลอด
แม้แต่พิธีในงาน งานสวดพระอภิธรรม งานศพของคุณยายนี่ ยายก็สั่ง ท่านเอาง่าย ๆ นะ สั่งหลวงพ่อไว้ ให้เรียบให้ง่าย พอยายละสังขารแล้วก็สวดเสร็จ สวด เอ่อ สวดเสร็จ ๗ วันแล้วก็เผาเลย จะได้ไม่เป็นภาระอะไร บอกไม่ได้ เรื่องนี้หลวงพ่อขอขัดใจคุณยายสักเรื่องหนึ่งเถอะ ได้อย่างไร บุคคลอัศจรรย์ในยุคของเรา ทำแบบนั้นได้อย่างไร เราต้องถือว่าเป็นผลกรรมของคุณยายด้วยนะ เพราะตอนสมัยคุณยายนี่ ทำงานศพให้คุณยายทองสุกน่ะ ผู้ที่ชี้ให้ยายน่ะเข้าถึงธรรม เข้าถึงพระรัตนตรัย ชี้ให้ยายน่ะไปช่วยพ่อช่วยแม่ได้น่ะ ยายทำสุดฤทธิ์เลย สุดฤทธิ์สุดเดช พอมาถึงงานยายบ้าง เราทำแค่นั้นได้อย่างไร เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ พระเดชพระคุณหลวงพ่อและพวกเราลูกศิษย์ไม่ยอม ขอขัดใจยายสักนิดเถอะ ขอบูชาครูไปด้วย บูชาครูให้สะใจ ให้สาแก่ใจ ของความดีของคุณยาย ของความมหัศจรรย์ของคุณยาย ขอบูชาคุณเอาไว้
แล้วที่ทำวันนี้นี่นะ ใครได้ ก็พวกเรานั่นแหละได้ พวกที่นั่งอยู่ที่นี่ได้ทั้งนั้น เราทำให้แต่เราได้ ให้แต่ได้ (เงียบสักครู่)
(มีเสียงซ่าทำให้ฟังไม่ชัดเจน)
ตอนสมัยที่คุณยายยังอยู่น่ะ ยายน่ะ นอกจากที่จะคอยคัดหางเสือให้เราแล้วน่ะ ยายจะคอยเก็บงาน เมื่อกี้นี้เราค้างไว้เรื่องของการเตือนของยาย ครั้งหนึ่ง เวลายายจะเตือนเรานี่ ยายเตือนด้วยความนุ่มนวลที่สุดเลย ขอยกตัวอย่างสักนิดหนึ่งเถอะ เพราะมันติดอยู่ในใจ คือครั้งหนึ่งยายนี่ มีการซ่อมกุฏิยายเพราะว่า ตอนสมัยก่อสร้างแรก ๆ นี่ ประสบการณ์เราก็น้อย กุฏิของคุณยายที่สร้างเอาไว้นี่ มันก็จะ โครงหลังคา โครงเข้าหลังคามันไม่ค่อยเรียบร้อย เพราะฉะนั้นก็เลยต้องมีการซ่อมแซม
อาตมาได้มีโอกาส ไปดูแลตรงจุดนั้น ก็คัดเอาช่างที่ดีที่สุดนะ ที่หน่วยงานมี เป็นช่างที่ละเอียด แล้วก็ฝีมือดีที่สุดขึ้นไปทำ ขึ้นฝ้า ไปบนฝ้าไปทำบนฝ้า ใต้เพดาล ในเพดานนี่เราติดไฟเอาไว้ดวงหนึ่ง สำหรับให้แสงสว่าง สำหรับทำงานซ่อมแซมเล็ก ๆ น้อย แล้วมีชีวิตอยู่ตรงที่ช่องเปิดขึ้นฝ้า เราเข้าไปทำงานตรงนั้น อาตมาก็เวียนไปเวียนมาเพราะว่าอันนี้เป็นพิเศษ จุดนี้นี่เรารู้ว่าคุณยายละเอียด ไม่อยากให้คุณยายตำหนิได้ พยายามดูแล เราว่าเราดูแลเต็มที่แล้วนะ ใกล้ชิด มันก็มีจนได้
ตอนนั่งฉันปานะตอนเย็น ๆ พวกเราน่ะ มักจะมานั่งฉันน้ำปานะที่ยายเตรียมไว้ให้ตอน ๕ โมงเย็นน่ะ ใครมีงานมีการอะไร วันนี้ทั้งวันทำอะไรมา ก็มานั่งอยู่ตรงนี้ แล้วคุณยายก็จะมานั่งด้วย นั่งคอยพูด คอยคุยอะไรต่ออะไร ธรรมะให้เราฟัง คอยทราบเหตุการณ์อะไรต่ออะไรพวกนี้มา พระเราก็จะนั่งโอ้วันนี้จะเทปูนตรงจุดนั้น วันนี้ทำไอ้ตรงนี้ วันนี้มีคนนั้นมาหาอะไรต่ออะไร ก็มานั่งคุยกัน ยายก็จะเล่าธรรมะให้เราฟัง
มีอยู่วันนั้น ยายบอกว่าท่านยายจะเล่าให้ฟัง พวกเราในสมัยก่อนนี้นะ เวลาทำงานกันนี่ เวลางานเสร็จแล้วนี่ เรา ไอ้ที่ว่าชม แหม เก่งจังเลย มันไม่มีนะ ถ้างานไหนสำเร็จแล้วไม่โดนยายตำหนิ ไม่ถูกหลวงพ่อตำหนิ เราชื่นใจแล้วว่างานนั้นของเรา อย่างน้อย ๙๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ขึ้นไปแล้ว หรือเกือบ ๑๐๐ หรือเลย ๑๐๐ จะไม่โดนตำหนิ แค่นี้เราชื่นใจแล้ว งานแต่ละชิ้นแต่ละชิ้นที่จบไป
งั้นเวลาทำงานไปแล้วน่ะ พระนี่ เวลาเจอคุณยายน่ะ ถ้าคุณยายขึ้นว่า นี่ท่าน ขึ้นมาเมื่อไหร่แล้วน่ะ ปึ๊บขึ้นมาเลย ใจต้องหยุดตั้งรับให้ดี วันนี้จะโดนเรื่องอะไร จะได้รับคำแนะนำเรื่องอะไร คราวนี้ยายก็บอกอย่างนี้ว่า นี่ท่าน ยายน่ะเคยมีคนมาเล่าให้ยายฟังนะ ว่ามีหมอผ่าตัดน่ะ ผ่าตัดคนไข้ พอผ่าตัดเสร็จแล้วลืมมีดผ่าตัด อะไรไว้ในเครื่องไม้เครื่องมือแพทย์น่ะ ลืมไว้ในท้องคนไข้ เย็บเสร็จเลย ยายได้ยินแล้วยายขำ บอก เอ้อ หมอขี้ลืมแบบนี้มีด้วยหรือ อะไรแบบนี้ แต่วันนี้ยายเชื่อแล้ว
คราวนี้ขนลุกแล้วลุกอีก เตรียมจะร่วงแล้ว รู้แล้วงวดนี้หวยออกที่เรา ยายน่ะ เมื่อคืนนี้มาเดินรอบกุฏิ มองเห็น มองขึ้นไป เอ๊ะ มันแสงอะไรบนฝ้าเพดานก็เลยมองไป ที่ชายกุฏินี่ ก็จะเป็นตีฝ้าริ้ว เป็นไม้ระแนงเป็นซี่ ๆ แล้วให้ลมมันพัดผ่านระบายความร้อนใต้หลังคาได้ ยายนี่เห็นแสงสว่างมารอดฝ้าลงนะ สงสัยช่างเขาขึ้นไป แล้วเขาทำงานเสร็จ เขาลืมปิดไฟหรือเปล่านี่ ท่านลองไปดูหน่อยสิ ตอนนี้ยายเชื่อแล้วนะว่าหมอนี่เวลาเขาผ่าตัด เขาลืมเครื่องมือนี่ไว้ในท้องคนไข้ได้
นี่คือวิธีการเตือนของคุณยาย ยายเตือนจำจนตาย จำจนตาย แล้วก็รู้สึกชื่นใจด้วย ไม่มีความหยาบคายอยู่ในนั้นเลย แต่ว่าเราจำแล้วเราไปทำ แล้วยายจะไปแบบนี้ ตรวจไปทุกตารางนิ้วเลย ในวัด ๑๙๖ ไร่ ยายไปหมด วันนี้ไปตรวจที่จุดนี้ วันนี้ไปตรวจที่จุดนี้ ไปเดิน ๆ ดู บางครั้งไปเจอมัดลวดผูกเหล็ก วางไว้บนสนามหญ้า สนามหญ้ามันกว้างใหญ่เหลือเกิน ลวดผูกเหล็กน่ะมันมีอยู่แค่คืบกว่า ๆ เท่านั้นเองล่ะ แล้วมัดก็มัดไม่ใหญ่ ยายเจอน่ะ ลองดูความละเอียดของยายก็แล้วกัน
พอถึงเวลาฉันน้ำปานะ ยายมาอีกแล้ว นี่ท่าน เอาอีกแล้ว ทุกคนก็งวดนี้ใคร ยายจะหมายถึงใคร ยายเจอลวดผูกเหล็กขึ้นมาปึ๊บ เอาแล้วเราเอง มันไปอยู่ที่สนามหญ้า เออ ใช้แล้วมันต้องเก็บให้ดีนะ มันสมบัติพระศาสนา ของทุกสิ่งทุกอย่างเขาใช้บนหัวคนนะ ยายจะบอกให้เรารู้ ว่าสมบัติทุกสิ่งทุกอย่างนี่ ยายพูดแล้วพูดอีก บอกว่ายิ่งการจับงานก่อสร้างด้วย มันใช้งบประมาณเยอะ ค่าใช้จ่ายเยอะ ยายบอกว่าดูแลงานก่อสร้างให้ดีอย่าให้รั่วไหลนะ ดูแลให้ดีอย่าให้ผิดพลาด เพราะเราใช้สมบัติบนหัวชาวบ้าน หัวชาวบ้านยังไง เขามี ๕ บาท ๑๐ บาท เขาจบนะ มีบาทสองบาท สลึงสองสลึง เขาจบขึ้นหัวนะท่านนะ อธิษฐานแล้วอธิษฐานอีก แล้วมาทำแบบนี้นี่ ระวังนะเดี๋ยวจะได้บุญไม่คุ้มบาป โอ้ เราได้ยินแล้วขนลุกเลย
นี่คือคุณยายทะนุถนอม ไม่ให้พวกเราบาป เจอช่างไม้ ตอนนั้นสร้างโบสถ์อะไรต่ออะไรนี้ สร้างโบสถ์สร้างอะไรต่ออะไรพวกนี้ ตะปูหล่นมาเราต้องคอยตามเก็บ สอนให้ช่างดูซิ กระเป๋าตะปูของใครรั่วเก็บด้วย ความจริงตะปูไม่กี่สลึง ไม่กี่สตังค์หรอก แต่เราต้องฝึก เพราะยายฝึกเรามา
(เสียงดีขึ้น)
แต่ว่ากับเรื่องการกินอยู่แล้วยายเต็มที่นะ ตอนนั้นคนที่มาเริ่มสร้างวัดนี่ใหม่ ๆ หนุ่ม ๆ สาวกำลังกินกำลังโตทั้งนั้นน่ะ แล้วเวลา ถึงเวลาอาหารนี่ก็จะมานั่งทานกันตัก ๆ ๆ แล้วมาทานกัน ยายจะปลีกตัวมานั่งอบรม มาสอน ยายจะพูดอยู่เสมอว่า เออ คุณ ยังหนุ่มยังแน่น กินเยอะ ๆ นะ จะได้มีแรง อ้า พวกอุบาสก พวกอุบาสิกาสมัยนั้น ยิ้ม ลูกศิษย์ยิ้ม แต่ เอาล่ะแต่มาแล้ว แต่อย่ากินทิ้งกินขว้างนะ กินให้หมดนะ
หมายถึงอะไร หมายถึงว่า กินเท่าไหร่กินไปเถอะแต่อย่าทิ้งอย่าขว้าง ยายบอกข้าวแต่ละเม็ดที่ยายให้มานี่ ยายต้องไปรบกับเขามานะ ไม่ใช่ได้มาง่าย ๆ นะ ต้องไปรบกับกิเลส ยายพูด ง่าย ๆ ให้เราเข้าใจ ต้องไปรบกับกิเลส รบกับความตระหนี่ของเขากว่าจะได้มานะ แต่ละเม็ดแต่ละเม็ดน่ะ แต่จะกิน มีปัญญากินกินไปเถอะ ท่านกำลัง พวกคุณกำลังหนุ่มกำลังแน่นกินไปเถอะ กินให้เต็มที่ กินให้อิ่ม ๆ จะได้มีเรี่ยวแรงทำงาน แต่อย่ากินทิ้งกินขว้างนะ นี่คือสิ่งที่ยายปลูกฝัง พวกเรามา ปลูกฝังพวกเรา
เพราะนั้น เมื่อมีโยม โยมอยู่หลายคนมาพูดให้เราฟัง บอกโอ้ พอเห็นเรามา ดูงานแล้วเขาทำบุญน่ะเต็มที่ และเขารู้ว่ายายปลูกฝังเรามาแบบนี้ เขาไม่ ไม่ ทำบุญไปแล้วเขาขาดออกจากใจได้สนิทจริง ๆ เลยว่า เอ๊ะ เราเอาเงินเขา ที่เขาบริจาคมาไปใช้คุ้มค่าหรือเปล่านะ ทิ้ง ๆ ขว้าง ๆ หรือเปล่านะ เพราะเขารู้จักคุณยายดี รู้จักพวกหลวงพ่อ และลูก ๆ ของหลวงพ่อดี ว่ารู้คุณค่าของพระศาสนาสำคัญขนาดไหน
หลวงพ่อให้นโยบายมาเลย อะไรขอได้ขอ อะไรยืมได้ยืม อะไรเช่าได้เช่า ถ้าในที่สุดไม่ได้จริง ๆ จะซื้อค่อยมาพิจารณาว่าจะซื้อไหม เป็นแบบนี้ เพราะฉะนั้นเริ่มต้นสร้างวัดขึ้นมานี่ เราขอเขามาหมดแหละ ขอ ขอ ขอยืม รถเกรด รถบด รถน้ำอะไรต่ออะไร รถเรือขุดอะไรน่ะ ขอยืมเขามาทั้งนั้นแหละ ไม่มีหรอกที่จะซื้อไม่มี ขอยืมเขามาได้ ๕ วัน ๓ วัน เอา เอาหมด จนนึกถึงที่มีภาษิตของญี่ปุ่นเขาพูดเอาไว้ บอกจะเป็นแชมป์ซูโม่น่ะต้องเริ่มต้นด้วยการยืมผ้าเตี่ยวเขามานุ่ง ถ้าซูโม่คนไหนเริ่มต้นด้วยการมีผ้าเตี่ยวของตัวเองหรูหราดี เนื้อปราณีตอย่างดีน่ะ ไม่ได้แชมป์หรอก แต่ถ้าซูโม่คนไหนเริ่มต้น ก็ยืมผ้าเตี่ยวเขามาใช้แล้วน่ะ คนนั้นมีโอกาสเป็นแชมป์
วัดพระธรรมกายของเราเริ่มต้นแบบนั้นจริง ๆ ยืม เรารู้ดี ๓,๒๐๐ บาทที่ยายให้มานี่ เริ่มต้น มันมีที่มามีที่ไป แล้วก็มาถึงทุกวันนี้แหละ งั้นพวกเราที่ยังเจอพิษเศรษฐกิจ ติดหนี้ ติดสิน ลองดูก็แล้วกัน เอาวิธีของยายไปใช้ ยายสอนไว้เยอะ
เมื่อกี้พูดถึงเรื่องของ คำพูดของยายว่ายายไม่เคยพูดเพ้อเจ้อ พูดไร้สาระเลยนี่ ยายก็สอนพวกเราไว้ บอกนี้นะ เวลาจะพูดจะจาอะไรนี่ ให้ระมัดระวัง ยายนี่ ไม่พูดเพ้อเจ้อ ถ้าจะพูดอะไรนี่ ให้พูดเป็นอรรถ เป็นอรรถเป็นธรรม เป็นสาระ (เงียบสักครู่) ถ้าอยู่คนเดียวนี่ บอกให้ระวังความคิด ถ้าอยู่ท่ามกลางหมู่มิตรให้ระวังวาจา ไม่มีอะไรที่มาลองกำลังใจได้ดีที่สุด เท่ากับคำพูดหรอก
เพราะฉะนั้นการทำงานเป็นทีมของพวกเรามีเป้าหมายชัดเจน เรามองผลประโยชน์ของพระศาสนา สมบัติพระศาสนา มองงานสร้างบารมีเป็นหลัก ไม่ใช่ตำแหน่ง ไม่ใช่ลาภ ไม่ใช่สักการะ งั้นการโต้เถียงของพวกเรานี่ มันจึงเกิดจากความคิดที่จริง จริงใจและก็จริงจัง หวังมุ่งประโยชน์อย่างเดียว ไม่มีอะไรแอบแฝง เพราะฉะนั้นเราไม่ทะเลาะกัน
แต่บางครั้งก็มีเหมือนกันแหละ ที่ว่ามันเถียงกันมาแล้วน่ะมันไม่ลง บางคนนี่อยากจะได้งาน ๑๐๐% พวกเราทุกคนอยากจะได้งาน ๑๐๐% ทั้งนั้นแหละ แต่ว่าด้วยเงื่อนไขเงินทุน ด้วยเงื่อนไขของกำลังคน ด้วยเงื่อนไขของเวลา บางครั้งมันไม่ถึง ๑๐๐ หรอก เราเอา ๙๐ ก็ยอมนะ ๙๕ ก็ยอมนะ ไม่ได้ ๙๐ ๘๕ ก็เอาน่ะ แต่บางคนไม่ยอมจะต้องให้ได้ ๑๐๐ อย่างเดียว ไอ้ตรงนี้มุมมองมันก็ต่างกัน บางครั้งก็ขุ่น ๆ อยู่ในใจเหมือนกัน หน้าเขียวหน้าแดงมาเหมือนกัน แต่เราไม่ทะเลาะไม่โกรธกัน
แล้วยายใช้วิธีอย่างหนึ่ง คือ ให้ไปนั่งสมาธิ ยายทำตัวอย่างให้ดู ยายเองบางครั้ง จะทำอะไรต่ออะไรพวกนี้ มันก็ไม่ได้ดั่งใจของยายเหมือนกัน แต่ยายเงียบ ยายไม่พูด ยายไม่เถียง ยายเข้ากุฏิ นั่งภาวนาดูสิว่าปัญหามันอยู่ตรงไหน จะแก้อย่างไร ใช้ปัญญาทั้งสิ้นเลย ใช้ความสงบสยบปัญหา ใช้ความสงบเอาชนะอุปสรรค เอาชนะทุกอย่าง นี่คือคุณยาย อันนี้เราเอาไปใช้ได้นะ
ครองบ้านครองเรือน ครองเหย้า ครองเรือนน่ะ หรือไปดูแลธุรกิจการงานอะไร มีอะไรไม่พอใจ อย่าเพิ่งระเบิด ให้สงบ ให้นิ่งเอาไว้ ใช้ใจที่สงบให้มาก ๆ
(หมดม้วน 2/A)
(เริ่มม้วน 1/B) (ไม่มีเทป)
ปัญญาทั้งลุ้นเลย ใช้ความสงบสยบปัญหา ใช้ความสงบเอาชนะอุปสรรคเอาชนะทุกอย่าง นี่คือคุณยาย อันนี้เราไปใช้ได้นะ ครองบ้านครองเรือนครองเหย้าครองเรือนน่ะ หรือไปดูแลธุรกิจการงานอะไร มีอะไรไม่พอใจ จะพึ่งระเบิดให้สงบให้นิ่งเอาไว้ ใช้ใจที่สงบให้มาก ๆ ใช้อารมณ์ให้น้อย ๆ พอใจสงบแล้ว ปัญญามันเกิด คราวนี้ใช้ปัญญาให้มาก ๆ แล้ววิธีการต่าง ๆ มันจะมาให้เห็น อันนี้ฝากเอาไว้ ใช้ได้ ยายทำมาแล้ว ยายทำเป็นตัวอย่าง เห็นกับตา เจอกับยายมาตลอด ยายเป็นแบบนี้
นี่นะ เมื่อยายเจออะไรบางอย่างขึ้นมา แล้วยายทำแบบนี้ แก้ปัญหาแบบนี้ เพราะงั้นพวกเราที่นั่งกันที่นี้ ทุกคนเจอทั้งนั้น ลองเอาวิธีนี้ของยายไปใช้นะ เราเป็นลูกยาย เป็นหลานยาย ก็ให้คิดแบบยาย ให้พูดแบบยาย ให้ทำอย่างยาย แล้วก็จะเป็นอย่างยาย แล้วเราก็จะไปทันยาย
สำหรับสิ่งที่ ข้อคิดเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ขอฝากพวกเราไว้เท่านี้ แล้วให้พวกเราเริ่มคิดแบบยาย ทำใจนิ่ง ๆ นะ พวกเรานั่งภาวนากัน เอาใจของเรา เอาคุณยายมาซ้อนไว้ที่ศูนย์กลางกายของเรา ให้เราคิดแบบยาย ให้เราพูดแบบยาย ให้เราทำแบบยาย ให้เราเป็นแบบยาย เราดูซิว่ายายชอบอะไร เราก็ชอบแบบนั้น ยายรักอะไร เรารักแบบนั้น ยายเกลียดอะไร เราเกลียดแบบนั้น ยายกลัวอะไร เรากลัวแบบนั้น แล้วเราก็จะเป็นแบบยาย อย่างที่บอกแล้วว่าพระเดชพระคุณหลวงพ่อเรา ท่านพูดแล้วว่าคุณยายทั้งรักทั้งเคารพหลวงพ่อวัดปากน้ำอย่างที่สุด อย่างสูงสุด ให้เราลองคิดแบบนั้น
เมื่อก่อนยายยังแข็งแรงอยู่ ยังมีชีวิตอยู่ เราจะบูชาธรรมคุณยาย ยายอยากจะสร้างลานธรรมรัตนบัลลังก์ถวายหลวงพ่อวัดปากน้ำ เราก็เอาปัจจัยไปบูชาธรรมยาย ให้ยายรวบรวม แล้วไปทำบุญในนามของยาย บูชาคุณคุณยาย ให้ยายไปบูชาคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำอีกต่อหนึ่ง เพราะงั้นการทำบุญอันนี้นี่ เราก็ทำมาตลอด
แต่บัดนี้ยายละโลกละสังขารไปแล้ว ทำได้ไหม ก็ทำได้ ทำเหมือนอย่างกะยายมีชีวิตอยู่นั่นแหละ มาสร้างรัตนบัลลังก์ ถ้าเราสร้างให้ตัวเราเอง เราก็ได้ชั้นหนึ่งแล้ว ถ้าหากว่าเราทำให้ยาย บูชาคุณกับคุณยาย เราก็ได้ ๒ ชั้น คือคุณยายได้ แล้วเราก็ได้ด้วย ยายเป็นสมณะเทพบุตรคอยอนุโมทนาบุญกับพวกเราอยู่บนสวรรค์ชั้นดุสิตอยู่แล้ว คอยอนุโมทนาบุญกับพวกเราทุกคน เราทุกคนอยู่ในข่ายญาณของคุณยายทั้งสิ้น ถ้าคุณยายนี่บูชาธรรมหลวงพ่อวัดปากน้ำ เราถวายยายให้ไปบูชาหลวงพ่อวัดปากน้ำ มันก็ได้อีกชั้นหนึ่ง เป็น ๓ ชั้น ทับทวีขึ้นไปอีก แล้วถ้าเราไม่ได้ทำคนเดียว เราไปชวนเพื่อน หมู่ญาติ บุคคลที่เรารัก เราก็ได้ตั้ง ๔ ชั้น ๕ ชั้นไปแล้ว
แล้วถ้าหากว่าเรามองต่อไปอีกว่าหลวงพ่อวัดปากน้ำ คุณยายน่ะรักและเคารพอะไรมากมาย ก็บอกว่าพระพุทธเจ้า พระธรรมกาย เราก็ทำบูชาทับต่อไปอีก ทับทวีนับอสงไขยไม่ถ้วนเลย ทับไปหลายทบหลายชั้นเหลือเกิน บูชาคุณคุณยาย บูชาธรรมหลวงพ่อวัดปากน้ำ ทำบุญให้ตัวเอง ชักชวนหมู่ญาติมาทำบุญ บูชาคุณพระรัตนตรัย บูชาพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์มากกว่าเมล็ดทรายในท้องพระมหาสมุทรทั้ง ๔ ในฐานะที่ท่านชี้ทางสวรรค์ปิดทางนรก เปิดทางไปสู่พระนิพพานให้กับเรา เราทำไป บุญมันทับทวี ทับทวีอสงไขยไม่ถ้วน แล้วเมื่อนั้นแหละ สังคมที่เราต้องการ สังคมในอุดมคติ สังคมแห่งความดี สังคมแห่งคนดีก็จะต้องเกิดขึ้นในบ้านของเรา ในอำเภอของเรา ในจังหวัดของเรา ในประเทศของเรา ในโลกของเรา ในจักรวาล ขยายใหญ่ไป เรื่อย ๆ ไม่มีที่สิ้นสุดเลย เราตั้งกุศลและเจตนาไว้ให้ดี บูชาคุณของคุณยาย บูชาธรรมของคุณยาย สัพเพ… จบ
หน้า PAGE 1
FILENAME \p \\vck01\Data\3 Data_yay\01-ต้นฉบับถอดเทป sai - เข้าเล่ม\2543\กันยายน43\43-09-24 EW-CNT-008.doc