๑๘กายแผนผังของชีวิต
๑๘ กาย แผนผังของชีวิต
เรียบเรียงจากพระธรรมเทศนา พระราชภาวนาวิสุทธิ์ (หลวงพ่อธัมมชโย)
เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๕
พระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย ท่านได้สรุปคำสอนธรรมปฏิบัติสั้นๆ ว่า
“หยุดเป็นตัวสำเร็จ” สำเร็จตั้งแต่เบื้องต้นจนกระทั่งเป็นพระอรหันต์
หยุด คือ หยุดใจ ใจที่แวบไปแวบมา คิดไปในเรื่องราวต่างๆ ให้ดึงกลับมาหยุดนิ่งๆ อยู่ในศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ซึ่งอยู่กลางท้องในระดับที่เหนือจากสะดือขึ้นมา ๒ นิ้วมือ โดยให้กำหนดเครื่องหมายให้เป็นที่ยึดที่เกาะของใจเรา เป็นเครื่องหมายที่ใสสะอาดบริสุทธิ์ ประดุจเพชรลูกที่เจียระไนแล้ว ไม่มีตำหนิ ไม่มีขีดข่วนคล้ายขนแมว โตเท่ากับแก้วตาของเรา
กำหนด คือ การนึกอย่างเบาๆ สบายๆ ถึงเครื่องหมายที่ใสเป็นเพชรที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ แล้วก็ให้เอาใจตรึกนึกถึงดวงใส หยุดอยู่ในกลางดวงใสๆ ตรึก คือ นึกอย่างเบาๆ สบายๆ ให้ต่อเนื่องกันไป มีสติกับสบายและสม่ำเสมอ พร้อมกับประกอบบริกรรมภาวนาในใจว่า สัมมาอะระหัง เพื่อประคองใจให้หยุดให้นิ่ง
เราจะภาวนา สัมมาอะระหัง กี่ครั้งก็ได้ จนกว่าใจจะหยุดนิ่ง เวลาใจหยุดนิ่งมันจะทิ้งคำภาวนาไปเอง จะมีอาการคล้ายๆ กับว่า เราลืมคำภาวนา สัมมาอะระหัง ไป แต่ว่าใจไม่ฟุ้งไปคิดเรื่องอื่น หรือเกิดความรู้สึกว่า ไม่อยากจะภาวนา สัมมาอะระหัง ต่อไป อยากจะรักษาใจให้หยุดนิ่งอยู่ที่กลางดวงใสๆ อย่างนี้เรื่อยไป ถ้าเกิดอาการหรือความรู้สึกอย่างนี้ เราก็ไม่ต้องย้อนกลับมาภาวนาใหม่ ให้รักษาใจให้หยุดนิ่งๆ อยู่ที่กลางดวงใสๆ เรื่อยไป ไม่ช้าใจก็จะหยุดถูกส่วนไปเอง
แผนผังของชีวิต
เวลาถูกส่วน มันก็จะดับวูบตกศูนย์ไปที่ฐานที่ ๖ ซึ่งอยู่ห่างจากฐานที่ ๗ สองนิ้วมือ อยู่ในกลางท้องระดับเดียวกับสะดือของเรา แล้วก็จะไปยกเอาดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์หยาบ ลอยขึ้นมาอยู่ที่ฐานที่ ๗ ภาพที่เราจะเห็นก็คือ จะเห็นเป็นดวงใสๆ กลมรอบตัวเหมือนดวงแก้วกายสิทธิ์ ใสบริสุทธิ์ประดุจเพชร โตเท่ากับฟองไข่แดงของไก่ลอยขึ้นมาอยู่ที่ฐานที่ ๗ ซึ่งตอนนี้เราจะเห็นฐานที่ ๗ กับฐานที่ ๖ ได้ชัดเจนเหมือนเราลืมตาเห็น
ธรรมดวงนี้ พระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกายท่านเรียกว่า ดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน หรือ ดวงปฐมมรรค เป็นหนทางเบื้องต้นที่จะนำเราไปสู่อายตนนิพพาน หมายถึงว่า เมื่อดวงธรรมดวงนี้ปรากฏเกิดขึ้นมาที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ การเริ่มต้นที่จะเดินทางไปสู่อายตนนิพพานและเส้นทางสายกลางภายในซึ่งเป็นเส้นทางของพระอริยเจ้ากำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว
เมื่อใจหยุดมาในระดับที่เข้าถึงดวงธรรมภายใน หลังจากนั้นไม่ต้องทำอะไรเลย หยุดกับนิ่งอย่างเดียว หยุดในหยุดเรื่อยไปเลย ก็จะเข้าถึงดวงธรรมที่ถัดๆ ไป คือ ดวงศีล ดวงสมาธิ ดวงปัญญา ดวงวิมุตติ ดวงวิมุตติญาณทัสสนะ ๖ ดวง เป็น ๑ ชุด แล้วก็จะเข้าถึงกายภายในไปตามลำดับ เริ่มต้นเข้าถึงกายมนุษย์ละเอียด ซึ่งมีลักษณะหน้าตาเหมือนกับตัวเราที่เป็นเจ้าของ ท่านหญิงเหมือนกับท่านหญิง ท่านชายเหมือนกับท่านชาย นั่งเจริญสมาธิภาวนา หันหน้าออกไปทางเดียวกับตัวของเรา
จากนั้นหยุดในหยุดจากกลางกายมนุษย์ละเอียดต่อไปเรื่อยๆ
ก็จะเข้าถึงกายทิพย์หยาบ กายทิพย์ละเอียด
กายรูปพรหมหยาบ กายรูปพรหมละเอียด
กายอรูปพรหมหยาบ กายอรูปพรหมละเอียด
กายธรรมโคตรภูหยาบ กายธรรมโคตรภูละเอียด
กายธรรมพระโสดาบันหยาบ กายธรรมพระโสดาบันละเอียด
กายธรรมพระสกิทาคามีหยาบ กายธรรมพระสกิทาคามีละเอียด
แล้วก็จะเข้าถึงกายธรรมพระอนาคามีหยาบ กายธรรมพระอนาคามีละเอียด
แล้วก็จะเข้าถึงกายธรรมอรหัตหยาบ กายธรรมอรหัตละเอียด
ทั้งหมด ๑๘ กาย นับจากกายมนุษย์หยาบถึงกายธรรมอรหัตละเอียด เป็นแผนผังของชีวิตที่ติดมาตั้งแต่ปฐมชาติที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์เรื่อยมาจนบัดนี้
กายที่สำคัญก็คือ กายธรรม ตั้งแต่ กายธรรมโคตรภูเรื่อยไปเลย กายนี้เป็นกายสำคัญมาก งามไม่มีที่ติ ประกอบไปด้วยลักษณะมหาบุรุษครบถ้วนทุกประการ เป็นกายองค์พระ เกตุดอกบัวตูม เหมือนดอกบัวสัตตบงกชเล็กๆ ตั้งอยู่บนจอมกระหม่อมบนพระเศียรซึ่งมีเส้นพระศกหรือเส้นผมขดเวียนขวาเป็นทักษิณาวัตรคล้ายก้นหอย แต่ว่าแบนราบติดกับพระเศียรของท่าน กายนี้ใสบริสุทธิ์เป็นแก้วเป็นเพชรหรือใสยิ่งกว่าเพชร เป็นกายแห่งการตรัสรู้ธรรมของตัวเรา และของมวลมนุษยชาติทั้งหลาย เพราะว่ากายนี้มีธรรมจักขุมีญาณทัสสนะ
ธรรมจักขุ คือ มีดวงตาที่ใสบริสุทธิ์ เห็นได้รอบตัวทั้งซ้ายขวา หน้าหลัง ล่างบน เห็นได้ในเวลาเดียวกัน ทั้งในอดีต ปัจจุบัน อนาคต เห็นไปถึงไหนก็รู้แจ้งไปถึงนั่น ความรู้แจ้งที่เกิดจากการเห็นแจ้งนี่แหละท่านเรียกว่า ตรัสรู้ ที่เห็นได้ก็เพราะว่า มีแสงสว่างเกิดขึ้น เป็นแสงสว่างแห่งความบริสุทธิ์หมดจดจากสรรพกิเลสทั้งหลาย ที่แสงสว่างนี้เกิดขึ้นเพราะว่า ใจหยุด พอใจหยุดก็จะหลุดพ้นจากสิ่งที่เคยติดเรื่องคน สัตว์ สิ่งของ อะไรต่างๆ เหล่านั้น เป็นต้น หลุดมาตามลำดับ หลุดตั้งแต่กายมนุษย์หยาบ-ละเอียด กายทิพย์หยาบ-ละเอียด กายรูปพรหมหยาบ-ละเอียด กายอรูปพรหมหยาบ-ละเอียด กายธรรมโคตรภูหยาบ-ละเอียด เรื่อยมาเลย กระทั่งกายสุดท้าย คือ กายธรรมอรหัต
กายธรรม เป็นกายผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานแล้ว เป็นกายที่ออกนอกภพสามจึงพ้นจากกฎของไตรลักษณ์แล้วก็พ้นจากกฎแห่งกรรม กายที่อยู่ในภพสามเท่านั้นจึงจะตกอยู่ในกฎแห่งกรรมและกฎของไตรลักษณ์ มีความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ แล้วก็เป็นอนัตตา กายนี้มีลักษณะตรงกันข้ามกับไตรลักษณ์ คือ เป็นนิจจัง เป็นสุขัง เป็นอัตตา ที่ว่าเป็นอัตตาก็เพราะว่าเป็นอิสระจากการบังคับบัญชาของกิเลสอาสวะพญามารทั้งหลาย ใจจึงขยายได้เต็มที่ เป็นตัวของตัวเองอย่างแท้จริง ใครจะมาบังคับบัญชาไม่ได้เพราะไม่ได้เป็นทาสของใคร เป็นแหล่งกำเนิดแห่งความสุข ความบริสุทธิ์ทั้งหลาย และเป็นความสุขที่เป็นนิรันดร นี่แหละเป็นนิจจัง เป็นสุขัง เป็นอัตตา พระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำ ท่านปฏิบัติเห็นอย่างนี้
เราจะรู้เรื่องราวความจริงของชีวิตก็ต่อเมื่อเข้าถึงธรรมกายนี่แหละ ถ้าไม่ถึงธรรมกายแล้วความรู้จริงก็ยังไม่เกิดขึ้น ความสงสัยก็ยังมีอยู่ แต่เมื่อเข้าถึงธรรมกายแล้วความสงสัยอันใดที่มีอยู่ก็ดับไป ความไม่รู้ในใจก็หมดไป เปลี่ยนจากไม่รู้ก็มาเป็นผู้รู้ กายธรรมเป็นที่พึ่งที่ระลึกอย่างสำคัญที่สุดของตัวเราและมวลมนุษยชาติทั้งหลาย
เมื่อเข้าถึงกายธรรมแล้วความสว่างไสวต่างๆ วิชชาต่างๆ ก็จะเกิดขึ้น ตั้งแต่ปุพเพนิวาสานุสติญาณ จุตูปปาตญาณ เป็นต้น แล้วการทำอาสวกิเลสให้หมดสิ้นไปก็อาศัยกายธรรมนี่แหละ เพราะฉะนั้นกายธรรมนี้จึงเป็นตัวพระรัตนตรัย เป็นเนื้อหนังของพระรัตนตรัย เป็นตัวพระศาสนาทีเดียว
ดังนั้น เราจะต้องทำความเพียร ปฏิบัติให้เข้าถึงกายธรรมนี้ให้ได้ ถ้ายังเข้าถึงกายธรรมไม่ได้ ชีวิตยังไม่มีหลัก ยังง่อนแง่น ยังคลอนแคลนกันอยู่ จะถึงได้ก็ต้องถอดกายออกเป็นชั้นๆ จะถอดได้ก็ต้องหยุดนั่นแหละเป็นหลัก ดังที่พระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำ ท่านได้สรุปสั้นๆ ว่า “หยุดเป็นตัวสำเร็จ” สำเร็จตั้งแต่เบื้องต้นจนกระทั่งเป็นพระอรหันต์
จุลสาร “อยู่ในบุญ” ประจำเดือน พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๕