ร่มธรรม
ร่มธรรม
๑๐ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๖
พระเดชพระคุณหลวงปู่ ท่านเป็นบุคคลที่หาได้ยากในโลก จะใช้คำว่า บุคคลสำคัญของโลกก็จะน้อยไป เพราะบุคคลสำคัญของโลกคำนี้เขาใช้สำหรับผู้ที่ยังข้องอยู่กับโลก มีความสำคัญบางอย่างบางชนิด แล้วก็ยังข้องอยู่กับโลก แล้วก็มีชีวิตแบบชาวโลกทั่วๆ ไป ไม่ได้แตกต่างจากชาวโลกทั้งหลาย เพราะฉะนั้นคำว่า บุคคลสำคัญของโลก จะมาใช้กับท่าน หลวงพ่อว่า ยังไม่เหมาะสม
ถ้าจะใช้กับคำของท่านก็เหนือกว่าความรู้สึกว่า บุคคลสำคัญจักรวาล ถ้าเราได้ซาบซึ้งในวิชชาธรรมกายแล้ว จะต้องใช้คำว่า ท่านเป็นบุคคลสำคัญของธาตุธรรมหรือธรรมธาตุทั้งหลาย ที่มีคุณอย่างไม่มีประมาณทีเดียว แต่ว่าเมื่อเรายังไม่ถึงในระดับที่ทำวิชชาธรรมกายได้ เราก็จะต้องเข้าใจในระดับที่เหนือโลก เป็นบุคคลสำคัญที่เหนือโลก แม้ยังไม่พ้นจากโลกนี้ เพราะท่านยังมีภารกิจอยู่ แต่ต้องใช้คำแบบเป็นบุคคลสำคัญที่เหนือโลกออกไป
มานึกย้อนถึงปฏิปทา ข้อวัตรปฏิบัติ เรื่องราวของท่าน เป็นสิ่งที่น่าศึกษาว่าท่านมีชีวิตแบบชาวโลกอยู่ไม่กี่ปี ที่ทำธุรกิจค้าขายข้าวแบบคหบดีทั้งหลาย ที่มีอาชีพเป็นเกษตรกร แต่เหนือจากนั้นไปก็คือ
เมื่ออายุ ๑๙ ปี ท่านมีความรู้สึกเกิดขึ้นมาในใจ ในขณะที่ล่องเรือไปทำมาค้าขาย ท่านมีความรู้สึกว่า ชีวิตมนุษย์ที่ไม่มีอะไรเป็นแก่นสาร งานที่เราทำนี้ก็ไม่ได้แตกต่างจากงานที่ปู่ย่าตายายของเราทำเลย เดี๋ยวนี้ปูย่าตายายของเราไม่ได้อยู่แล้ว ละโลกไปแล้ว ทำมาหากินจนตาย แต่ก็ไม่ได้อะไรที่จะเป็นประโยชน์ชีวิตอันสูงสุด
แล้วท่านก็นึกย้อนมาถึงตัวของท่านเองว่า ถ้าตัวท่านทำอย่างปู่ย่าตายาย ก็จะเป็นแบบปู่ย่าตายายหรือชาวโลกทั่วๆ ไป ท่านจึงคิดอยากจะใช้ชีวิตให้มันมีคุณค่ายิ่งกว่านั้น เพราะถ้าหากท่านตายตอนนี้แบบบรรพบุรุษ ร่างของท่านก็เหมือนกับท่อนไม้ที่ทิ้งไว้ในป่า เป็นซากศพที่ไม่มีใครยินดี
แล้วท่านก็มองดูว่า ลูกจ้างที่เราจ้างเขามา ก็อยู่ในเรือลำเดียวกันกับเรา แต่เสี่ยงภัยมากกว่าเรา เพราะอยู่ในตำแหน่งที่ถ้าหากโจรมาปล้น จะต้องถูกโจรทำร้ายจนถึงชีวิตก่อนเรา คิดแล้วก็สลดใจนึกในใจว่า ถ้าเรารอดชีวิตในคราวนี้ เราจะออกบวชแล้วจะไม่ลาสิกขาเลย ที่คิดอย่างนี้ก็เพราะว่า คลองที่ท่านได้อาศัยให้เรือผ่านไปทำมาค้าขายนี่ มันอยู่ในแดนโจรซึ่งโดนจี้โดนปล้นกันมาหลายคนแล้ว
บางคนก็เสียทรัพย์สิน บางคนก็เสียชีวิต บางคนก็ทั้งชีวิตและทรัพย์สิน ท่านยังใช้คำว่า ถ้ารอดชีวิตจากคราวนี้ไป เราจะบวช บวชแล้วจะไม่ลาสิกขาจะบวชตลอดชีวิตแล้วก็จุดธูปอธิษฐานจิตเลย นั่นก็หมายความว่า ท่านได้บวชใจมาตั้งแต่อายุ ๑๙ ปีแล้ว ต่อมาท่านก็พยายามทำมาค้าขายเพื่อจะได้รวบรวมทรัพย์ให้กับมารดาที่ยังมีชีวิตอยู่ แล้วก็อายุเพิ่มขึ้นมากแล้ว เรี่ยวแรงก็จะหมดไปก็จะคิดเอาทรัพย์นี้เป็นสิ่งแทนตัวท่าน เพื่อจะดูแลมารดาของท่านให้อยู่เป็นสุขสบายตามอัตภาพของเกษตรกร ส่วนตัวท่านก็จะออกบวช
และเมื่ออายุท่านครบได้ ๒๒ ปีแล้ว ท่านก็บรรลุเป้าหมาย มอบทรัพย์สินเงินทองให้มารดา แล้วก็จากลาครอบครัวญาติพี่น้องอย่างไม่มีอาลัยอาวรณ์ เหมือนนกที่จากคอนอย่างนั้น ออกบวชเป็นภิกษุในพระพุทธศาสนา
เมื่อบวชแล้วท่านเล่าให้ฟังในบันทึกของท่านว่า รุ่งขึ้นอีกวันหนึ่งก็ปฏิบัติธรรมะเรื่อยมาเลย ทำความเพียรเจริญสมาธิภาวนาไม่ได้ขาดเลยแม้แต่วันเดียว ไม่ว่าจะมีภารกิจมากมายแค่ไหนก็ตามก็ไม่ขาดจากการเจริญภาวนา ซึ่งในตอนนั้นเขานิยมแบบไหน ครูบาอาจารย์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังในธรรมะปฏิบัติท่านจะยอดตนเข้าไปเป็นศิษย์ เพื่อศึกษาธรรมปฏิบัตินั้นนะ
แล้วก็ได้ผลแห่งการปฏิบัติเช่นเดียวกับครู จนกระทั่งครูยกย่องว่า มีความรู้เท่าเทียมกันแล้ว แล้วก็เชิญท่านมาอยู่ร่วมสำนักเพื่อที่จะสั่งสอนศิษย์กันต่อไป แต่ท่านก็มีความคิดว่าความรู้แค่นี้จะไปสอนเพื่อนมนุษย์นั้นมันยังไม่เพียงพอ ยังมีความรู้สึกว่าไม่ใช่ทางมรรคผลแค่เป็นต้นทางแห่งความสงบทางใจเท่านั้นแหละที่จะละนิวรณ์ได้ ในยุคนั้นอะไรว่าดี ที่เหมาะสมกับพระเถรานุเถระภิกษุจะศึกษา เขานิยมอะไรท่านก็ศึกษาตามไปอย่างนั้น จะศึกษาเล่าเรียนทางปริยัติธรรมท่านก็แบกคัมภีร์จนไหล่ลู่ทีเดียว เพราะเรียนกันเป็นผูกๆ แล้วก็ไปในแต่ละวัดไม่ซ้ำกัน เพราะว่าผู้เชียวชาญทางภาษาบาลีนั้นนะไม่ได้อยู่วัดเดียวกันอยู่กันคนละวัด
ท่านก็อาศัยความเพียรกันไปอย่างนั้น อยากจะศึกษากี่บทเรียนก็ตามหรือกี่ผูกก็ตามก็แบกกันไป จนใช้คำว่า แบกกันจนไหล่ลู่ เหมือนพ่อค้าแม่ค้าที่หาบของนั้นแหละแสวงหาทรัพย์ภายนอก แต่ท่านแสวงหาทรัพย์ภายในก็แบกคัมภีร์กันไป ศึกษาตามสำนักต่างๆ แต่ก็ไม่ได้สอบเป็นมหาเปรียญต้องการความรู้ว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้านะท่านตรัสอะไรเอาไว้บ้าง ในภาษาบาลีซึ่งเก็บคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเอาไว้
ในยุคนั้นที่เขาสนใจเกี่ยวกับเรื่องโหราศาสตร์ ซึ่งพระเถรานุเถระวัดวาอารามต่างๆ ท่านก็ได้ศึกษาเล่าเรียนสิ่งนี้ เพราะว่าญาติโยมไปขอร้องให้ดูโชคชะตาราศีกันไป ตามความคิดของชาวโลกก็รักษาศรัทธาญาติโยมทั้งหลาย ก็ศึกษากันไปจนกระทั่งไม่มีเวลาที่จะมาศึกษาพระธรรมวินัยอย่างเต็มที่ แต่ว่าท่านก็เรียนแต่พอรู้แล้วก็เห็นว่ามันไม่ใช่ทาง แต่ก็ศึกษาให้มันครบถ้วนกระบวนความ หรือแม้แต่วิทยาศาสตร์ทางใจ เวทมนต์กลคาถาอะไรต่างๆ ที่เขานิยมเรียนกันในยุคนั้นท่านก็ไปเล่าเรียน
จนกระทั่งหมดความรู้ของครูบาอาจารย์ทำตามนั้นได้ จนกระทั่งกลับมาพิจารณาด้วยปัญญาบารมีของท่านว่า นี่มันก็ไม่ใช่ทางมรรคผล แต่เขาเรียนกันอย่างไรเขาทำกันมาอย่างไรก็ทำตามกันไป ๑๐ พรรษาผ่านไป ท่านก็เป็นพระอย่างที่พระทั่วๆ ไปเขาเป็นกัน แต่ในใจนั่นนะลึกๆ มีสิ่งที่กระตุ้นเตือนจิตสำนึกว่า จะต้องแสวงหาทางมรรคผลนิพพานให้ได้
เพราะฉะนั้น กลางพรรษาที่ ๑๑ ที่โบสถ์วัดโบสถ์บางคูเวียง จ.นนทบุรี ท่านก็ได้ตัดสินใจในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ กลางเดือน ๑๐ โดยมีความคิดที่ว่า เราบวชมาได้ ๑๐ พรรษาแล้วยังไม่ได้บรรลุทางมรรคผลนิพพานเลย บวชมาก็ต้องการทำพระนิพพานให้แจ้ง นี่พรรษาที่ ๑๑ ผ่านไปถึงครึ่งพรรษาแล้วนะ ธรรมปฏิบัติเจริญภาวนาเราก็ทำกันทุกวัน ไม่เคยขาดเลยนับตั้งแต่บวชมาวันหนึ่งรุ่งขึ้นอีกวันหนึ่งทำเรื่อยมา วันนี้เป็นอย่างไรก็เป็นกัน ถ้าไม่ได้บรรลุจะไม่ลุกจากที่
และในยามเย็นนั้นนะ ท่านก็ตั้งสัตติยาธิฐานอย่างนี้ ซึ่งในบันทึกอันนั้นก็ได้กล่าวเอาไว้ว่า ท่านนั่งอยู่ในโบสถ์วัดโบสถ์บางคูเวียง แล้วก็หันหน้าไปทางพระประธานพื้นโบสถ์นั้นนะไม่สม่ำเสมอ มันมีล่องให้มดนะมันไต่ขึ้นมา ท่านเกรงว่ามดมันจะมารบกวนท่านทำให้เสียสมาธิ จึงเอานิ้วจุ่มน้ำมันก๊าดในขวดหวังจะขีดไว้รอบตัวท่าน เพื่อกันมดไม่ให้มาไต่ตามตัวหรือกัดท่าน แต่ว่าขีดไปได้ครึ่งหนึ่งก็เกิดความละอายว่าเรานะ ได้ตั้งสัตตายาธิฐานเอาไว้ว่า สละชีวิตเป็นพุทธบูชาถ้าไม่ได้บรรลุทางมรรคผลนิพพานแล้วละก็จะยอมตาย เนื้อเลือดจะแห้งเหือดหายไปเหลือแต่กระดูกหนังชั่งมันนะ ไม่ได้ตายเถอะแต่นี้ยังมากลัวอยู่กับมดที่ไต่ขึ้นมาตามร่องแตกของพื้นโบสถ์นั้นมันก็เป็นการที่ไม่สมควร
ท่านก็เลยไม่สนใจเกี่ยวกับเรื่องมด แล้วก็ลงมือทำความเพียรไปเลย ตั้งแต่ยามพลบค่ำรอยต่อระหว่างกลางวันกับกลางคืนนะทำความเพียรไป ท่านก็เป็นเช่นเดียวกันกับพวกเราทั้งหลาย ที่มีความปวดความเมื่อยมีเหมือนกัน แต่ว่าท่านไม่ได้เอาใจใส่ นิ่งเรื่อยไป หยุดกันเรื่อยไป ทางมรรคผลนิพพานอยู่ตรงไหนก็ช่าง หยุดนิ่งอย่างเดียวเท่านั้น
มีบันทึกที่เขียนด้วยท่านเองได้กล่าวเอาไว้ว่า ครึ่งคืนผ่านไปกระทั่งค่อนคืน นั่งไปเลย ใจท่านหยุดถูกส่วนแล้วก็เข้าถึงปฐมมรรค และก็เห็นไปตามลำดับ ถึงกายที่ ๕ ในตอนโน้น ยังไม่มี ๑๘ กายนะ ในคืนแรกเฉพาะวันที่ตั้งสัตยาธิษฐานนั้นนะ ได้เข้าถึงกายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์ พรหม อรูปพรหม และก็กายธรรม หยุดอยู่ที่ตรงนั้นนะ ๕ กาย
แล้วท่านก็รำพึงว่า โอ มันยากอย่างนี้นี่เอง ต้องความเห็น ความจำ ความคิด ความรู้ ๔ อย่างหยุดรวมเป็นจุดเดียวกันนั้นแหละ พอหยุดถูกส่วน มันก็จะดับ คือ ตกศูนย์วูบลงไปแล้วจึงจะเกิดมาเป็นดวง แล้วก็เห็นกายในกายไปตามลำดับ
เข้าถึงธรรมกาย แล้วท่านก็ทำความเพียรกันเรื่อยไป ตลอดพรรษานั้นได้ศึกษาค้นคว้าวิชชาธรรมกาย แล้วก็เทียบเคียงกับตำหรับตำราในพระไตรปิฎก ที่ได้กล่าวถึงคำว่า ธรรมกาย แล้วท่านก็มารู้จักความจริงธรรมกายเป็นอย่างนี้เอง คือ กายตรัสรู้ธรรมที่มีลักษณะที่สวยงามมาก ประกอบไปด้วยลักษณะมหาบุรุษครบถ้วนทุกประการ เกตุดอกบัวตูม ใสบริสุทธิ์เกินความใสใดๆ ในโลก ใสยิ่งกว่าเพชรงามไม่มีที่ติ เข้าถึงแล้วก็มีความสุขมาก มีความบริสุทธิ์ของใจ แล้วท่านก็เลยศึกษาเรื่อยมาเลย ค้นคว้ากันไปจนกระทั่งใกล้จะออกพรรษา ท่านก็ตรวจตราด้วยธรรมจักขุและญาณทัสนะ แล้วก็พบว่า จะมีผู้บรรลุธรรมที่วัดบางปลา จำนวนเท่านั้นคนทั้งคฤหัสถ์และบรรพชิต ออกพรรษาแล้วท่านก็ไปตามที่เห็นนั้นนะ แล้วก็เป็นอย่างนั้นเสียด้วย การเผยแผ่ธรรมะวิชชาธรรมกายก็เริ่มต้นขึ้นไปเรื่อยๆ ทั้งคฤหัสถ์และบรรพชิต
มีผู้ที่ได้บรรลุธรรมตามท่าน เป็นพยานแห่งการเข้าถึงธรรมของท่านนะมากมาย ท่านก็ศึกษาไปด้วยค้นคว้าไปด้วย เป็นทั้งครูเป็นทั้งนักเรียน จนกระทั่งได้มาเป็นเจ้าอาวาสปกครองวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ก็ศึกษาค้นคว้ากันยิ่งๆ ขึ้นไปอีก ในที่สุดก็มีผู้บรรลุธรรมมากมายเพิ่มขึ้นไปอีก ได้เข้าถึงธรรมกาย แล้วท่านก็ได้ศึกษาค้นคว้าวิชชาธรรมกายต่อไปอีก จนกระทั่งพบเรื่องราวเกี่ยวกับเรื่องหน้าที่ของท่าน ที่ท่านจะต้องลงมาเกิดมาทำงานที่สำคัญ แล้วก็มีทีมงานด้วยที่จะมุ่งไปสู่ที่สุดแห่งธรรม ที่จะไปขจัดต้นตอของกิเลสอาสวะให้มันหมดสิ้นไป
ท่านตรวจตรามองกันไปเรื่อย ศึกษาไปเรื่อยนะ โดยเข้ากลางของกลางไปตามลำดับ เข้าไปในธรรมกายในธรรมกายไปเรื่อยๆ ก็ศึกษาไปค้นคว้ากันไป ในที่สุดก็รวบรวมธาตุธรรมพิเศษที่มาเกิดเพื่อการนี้ ที่จะศึกษาค้นคว้าวิชชาธรรมกาย รวมกันได้เป็นกลุ่มเป็นก้อน ตั้งแต่ท่านอายุได้ ๔๗ ปี ก็เริ่มที่จะทำสงครามภายในซึ่งเป็นสงครามที่แท้จริง เป็นสงครามที่ไม่ได้ใช้ศาสตร์ตราอาวุธยุทโธปกรณ์ ไม่มีการพลัดพรากมีแต่ความสุขและความบันเทิง
ทุกขั้นตอนของการทำสงครามที่แท้จริง กับกิเลสอาสวะและพญามารภายใน ศึกษาค้นคว้ากันเรื่อยไปทั้งกลางวันและกลางคืน โดยแบ่งเป็น ๒ กะ กลางวัน ๖ ชั่วโมง กลางคืน ๖ ชั่วโมง ค้นคว้ากันเรื่อยไปเลย จนกระทั่งถึงยุคที่คุณยายอาจารย์ของเรานะ ได้มีส่วนอย่างสำคัญในการได้เข้าสู่สมรภูมิรบที่แท้จริง รบกันด้วยธรรมาวุธด้วยธรรมกาย ไม่มีการสูญเสียใดๆ ทั้งสิ้น นอกจากบุญบันเทิงมีความสุขทุกขั้นตอนเรื่อยไป
กระทั่งเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ ๒ ที่เกิดการรบราฆ่าฟันกันไปทั่วโลก ท่านก็ศึกษาค้นคว้ากันไปด้วย แก้ไขทุกข์มนุษย์ไปด้วย ศึกษาไปค้นคว้าไป แก้ไขไม่ให้มนุษย์มันรบกันเอง เพราะว่ามนุษย์ไม่รู้ว่า เกิดมาทำไม อะไรคือเป้าหมายของชีวิต ถูกเข้าจับปั่นเหมือนจิ้งหรีดให้กัดกัน โดยเอากิเลสอาสวะมาบังคับ แล้วก็บดบังไม่ให้รู้เป้าหมายของชีวิตของตัว ไม่ให้รู้ว่าเป็นครอบครัวเดียวกัน เป็นพี่เป็นน้องกัน ไม่ให้รู้เรื่องราวว่า จะต้องมุ่งไปสู่ที่สุดแห่งธรรมด้วยกัน ให้รบกันไปเองอย่างนั้นนะ
ท่านก็พยายามแก้ไขเหตุในเหตุกันเรื่อยไป โดยทำทั้งกลางวันและกลางคืนกันไปมีทีมงานที่เป็นธาตุธรรมพิเศษอยู่จำนวนหนึ่ง มีทั้งอุบาสิกาและพระเณรนะได้ประกอบวิชชาธรรมกาย คุณยายท่านก็เป็นหนึ่งในนั้น ท่านเป็นหัวหน้าเวรขาดรู้ ซึ่งจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบเกี่ยวกับเรื่องเหตุผลที่จะตอบกับพระเดชพระคุณหลวงปู่ที่ซักถาม ตามหลักวิชชาทั้งหยาบและละเอียด หยาบก็ถามเกี่ยวกับเรื่องสงครามโลก ละเอียดก็สงครามภายในก็แก้ไขกันไปอย่างนี้
จนกระทั่งสงครามโลกสงบลง คุณยายของเราได้รับการยกย่องจากปากคำของพระเดชพระคุณหลวงปู่ของเราว่า เป็นหนึ่งไม่มีสอง คือ สู้อย่างเอาชีวิตเป็นเดิมพันโดยไม่คำนึงถึงสิ่งใดเลย มุ่งไปสู่ที่สุดอย่างเดียวเท่านั้น พูดครั้งเดียว มีพยานที่เป็นหลักฐานหลายท่าน รับรองในคำพูดของพระเดชพระคุณหลวงปู่อย่างนี้นะ ซึ่งคุณยายท่านก็รับฟังด้วยใจที่เป็นปกติ
ตัวหลวงพ่อเองก็ได้รับฟังต่อจากท่านที่ได้กล่าวถึงประโยคนี้ แต่ดูเหมือนว่า ท่านพูดด้วยอาการปกติ ไม่ได้มีความรู้สึกยินดีหรือยินร้าย เพราะเป้าหมายของท่านมุ่งไปสู่ที่สุดแห่งธรรม มุ่งที่จะปราบมารอย่างเดียวเป็นหลัก ส่วนเรื่องติชมอะไรต่างๆ ใจท่านก็ไม่กระเพื่อม แต่ถ้อยคำที่เป็นสิริมงคลนั้นท่านก็จำ แล้วก็มาเล่าให้หลวงพ่อได้รับฟังเอาไว้ เพื่อให้เป็นแบบอย่างในการศึกษาวิชชาธรรมกาย ก็ต้องเอาชีวิตเป็นเดิมพันอย่างท่าน
การศึกษาวิชชาธรรมกายนั้นเป็นเรื่องที่ละเอียดลึกซึ้ง จิตต้องบริสุทธิ์ และไม่มีอะไรเหนี่ยวรั้ง ไม่เกาะเกี่ยวกับเรื่องคน สัตว์ สิ่งของ จึงจะไปรู้เรื่องราวสิ่งเหล่านี้ได้ เพราะเรื่องราวเหล่านี้มันเหลือวิสัย และยากแก่การเข้าในด้วยวิธีการให้เหตุผลธรรมดา หรือจะไปหาหลักฐานอ้างอิง หรือจะใช้ความนึกคิดด้นเดาเอา มันไม่ได้ แล้วเป็นสิ่งที่นอกเหนือจากนักการศึกษาพระพุทธศาสนาหรือปราชญ์ทางพุทธศาสนา ได้ศึกษาค้นคว้าเหมือนใบไม้ในป่าประดู่ลาย
ซึ่งสมัยหนึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านกอบใบไม้มากำมือหนึ่ง ถามพระภิกษุว่า ใบไม้ในกำมือกับใบไม้ในป่าประดู่ ส่วนไหนมีมากกว่ากัน ภิกษุก็บอกว่า ใบไม้ในป่าประดู่มีมากกว่าใบไม้ในกำมือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ได้กล่าวเอาไว้ว่า สัพพัญญุตญาณของเรานั้นนะ รู้แจ้งเห็นแจ้งแทงตลอดในสรรพสัตว์และสรรพสิ่งทั้งปวง โดยไม่มีขอบเขตจำกัด แต่ว่าสิ่งที่เราเอามาสอนเธอเพียงนิดเดียว เพื่อเป็นทางหลุดทางพ้นจากกิเลสอาสวะ จากภพทั้ง ๓ จากกฎแห่งกรรม เพื่อทำพระนิพพานให้แจ้งเท่านั้น
วิชชาธรรมกายเหมือนใบไม้ในป่าใหญ่ ซึ่งปราชญ์ในทางพุทธศาสนานั้นไม่ได้ให้โอกาสกับตัวเองในการศึกษาธรรมปฏิบัติให้มันลึกซึ้งขึ้นไป ก็ยากต่อการจะที่เข้าใจ แม้แต่นักวิชาการพระพุทธในระดับโลก เมื่อไม่ได้ให้โอกาสตัวเองศึกษาก็ยากที่จะเข้าใจสิ่งนี้ได้ เพราะฉะนั้นคำว่า วิชชาธรรมกายนี่ จึงรู้กันอยู่ในขอบเขตจำกัดสำหรับธาตุธรรมที่พิเศษคือในโรงงานทำวิชชาเท่านั้น
นอกนั้นก็รู้แต่เพียงว่า ธรรมกาย คือ พระรัตนตรัยภายใน เป็นที่พึ่งที่ระลึก ไปนรกก็ได้ ไปสวรรค์ก็ได้ แม้ไปนิพพานก็ยังได้ ไปนรกสวรรค์ไปจับมือถือแขนสัตว์นรก หรือชาวสวรรค์ได้ ไม่พูดจาโต้ตอบกันได้ ญาติ บิดามารดา ปู่ย่าตายายไปตกนรกพระธรรมกายไปช่วยได้ ด้วยอานุภาพของพระธรรมกายที่ไม่มีประมาณ
นี่คือสิ่งที่ทุกคนที่อยู่นอกโรงงานทำวิชชาเข้าใจได้เพียงแค่นี้เท่านั้นนะ จะรู้ซึ้งไปกว่านั้นนะก็รู้กันอยู่ในขอบเขตจำกัดจริงๆ แต่ว่าวิชชาธรรมกายนี่เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ที่จะเอาชนะพญามารกันได้ ที่จะทำให้สันติสุขและสันติภาพของโลกที่แท้จริงบังเกิดขึ้น นอกเหนือจากนี้แล้วสันติภาพของโลก และสันติสุขที่แท้จริงของโลกไม่อาจที่จะเกิดขึ้นได้ ไม่ว่าด้วยวิธีการใดๆ ทั้งสิ้น