พระบรมพุทธเจ้าผู้รู้ก่อนผู้รู้ใด-(ฉบับยาว)
พระบรมพุทธเจ้า
พระบรมพุทธเจ้าผู้รู้ก่อนผู้รู้ใด (ฉบับยาว)
เรียบเรียงจากโอวาทหลวงพ่อธัมมชโย
เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๙ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๐(๑๓.๐๐ - ๑๕.๐๐ น.)
พระบรมพุทธเจ้า เป็นสิ่งที่ได้ยินก็ยาก เข้าถึงก็ยากมาก จะต้องมีการบังเกิดขึ้นของวิชชาธรรมกายจึงจะรู้จักท่านได้ ถ้าวิชชาธรรมกายไม่บังเกิดขึ้น เราจะไม่มีวันรู้จักท่านได้เลย
พระพุทธเจ้านั้นมีมากมาย ตั้งแต่ พระปัจเจกพุทธเจ้า ซึ่งมีมากมายก่ายกอง กระทั่งนับไม่ถ้วน พระปัจเจกพุทธเจ้า คือ พระพุทธเจ้าที่ท่านสร้างบารมีมาได้ในระดับหนึ่ง ใจท่านตั้งมั่นที่จะไม่ยอมไปเป็นศิษย์ของใคร จะศึกษาค้นคว้าด้วยตัวเอง เข้าถึงด้วยตัวเอง และจะขวนขวายน้อย ไม่ปักหลักตั้งพระศาสนา จะเอาตัวรอดแต่องค์เดียว เมื่อบารมีของท่านเต็มเปี่ยม บารมีนั้นก็ดึงดูดให้ท่านได้เข้าถึงพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นพระธรรมกายพระปัจเจกพุทธเจ้า อย่างน้อยหน้าตัก ๒๐ วา สูง ๒๐ วา ใส บริสุทธิ์ เกตุดอกบัวตูม มีมากมาย นับไม่ถ้วน
พระปัจเจกพุทธเจ้า ถึงแม้ว่า มียาก แต่ก็มีมากมายในอายตนนิพพาน มากเป็นรองพระธรรมกายของพระอรหันต์ทั้งหลายเท่านั้น พระธรรมกายของพระอรหันต์ทั้งหลายนั้นมีมากกว่าของพระปัจเจกพุทธเจ้า แต่พระปัจเจกพุทธเจ้าก็มีนับไม่ถ้วน คือ ไม่ทราบว่าจะนับอย่างไรให้ครบบริบูรณ์ ไม่ว่าจะมีญาณทัสนะกว้างไกลแค่ไหน นับกันไม่ถ้วน เป็นพระธรรมกายอย่างนี้แหละ โตใหญ่กว่าธรรมกายของพระอรหันต์ กว่า ๒๐ วา โตขึ้นไปเรื่อย ๆ สุกใสบริสุทธิ์ สว่างเต็มไปหมดเลย
พระสัพพัญญูพุทธเจ้า เราได้ยินได้ฟังว่า ท่านมีมากกว่าเม็ดทรายในท้องพระมหาสมุทรทั้ง ๔ แต่จริง ๆ แล้วมากกว่าเม็ดทรายที่มีทั้งหมด เม็ดทรายมีมากมายแค่ไหน ทั้งในโลกนี้ก็ดี โลกอื่นก็ดี จักรวาลอื่น ๆ ก็ดี จำนวนพระสัพพัญญูพุทธเจ้าท่านมีมากกว่านั้น นับไม่ถ้วนเลย แต่ก็ยังน้อยกว่าพระปัจเจกพุทธเจ้า เต็มไปหมดเลย เพราะว่ากัปทั้งหลายตั้งขึ้นมีมายาวนาน นานจนกระทั่งกำหนดคำนวณเวลาไม่ได้
หลวงปู่วัดปากน้ำ ท่านศึกษาค้นคว้าค้นพบว่า การที่จะนับว่า มีปริมาณเท่าไร หรือเวลาเท่าไร ท่านมีอยู่คำหนึ่ง ที่ท่านมักจะใช้สำหรับกับพวกที่เข้าถึงวิชชาธรรมกาย ท่านใช้คำว่า นับอายุธาตุอายุบารมีไม่ถ้วน คือ นับกันไม่ถ้วนเลย เวลามันยาวนานมากมาย พระพุทธเจ้าบังเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก ซ้ำแล้วซ้ำอีกมากมายทีเดียว เต็มไปหมดเลยนั่น
พระสัพพัญญูพุทธเจ้า บังเกิดขึ้นมาเพื่อที่จะสอนความรู้วิธีการที่จะหลุดพ้นจากบ่าวจากทาสของพญามารได้ในระดับหนึ่งนะ ที่เขาตรึงติดเอาไว้ในภพทั้ง ๓ ให้เวียนว่ายตายเกิดวนเวียนกันอยู่นั่น เดี๋ยวก็ไปเป็นเปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน สัตว์นรก เดี๋ยวเป็นมนุษย์ เดี๋ยวเป็นเทวดา รูปพรหม อรูปพรหม วนเวียนกันอยู่อย่างนั้น วนกันไปวนกันมา เขาตรึงเอาไว้ให้ติดอยู่ในกรอบวิชชาของเขา จนกระทั่งมนุษย์ทั้งหลายไม่รู้เรื่องเลย สรรพสัตว์ทั้งหลายไม่รู้เรื่องรู้ราวเลย คำว่า อวิชชา เขามาตรงนี้แหละ มาตรงที่เขาบังคับ บดบังปิดบังจนกระทั่งไม่รู้เรื่องราวของตัวเองเลย ดูตัวของเราเอง เป็นต้น ยังไม่รู้เลยว่า เกิดมาจากไหน มาทำไม อะไรคือเป้าหมายของชีวิตนะ ไม่ได้รู้เลย
พระสัพพัญญูพุทธเจ้า ท่านสร้างบารมี ทานบารมี ศีลบารมี เนกขัมมะ ปัญญา วิริยะ ขันติ สัจจะ อธิษฐาน เมตตา อุเบกขา บารมีทั้งขั้นธรรมดา ขั้นกลาง และขั้นยิ่งยวด เป็นอุปบารมี เป็นปรมัตถบารมี รวมแล้ว ๓๐ ทัศ ครบถ้วนบริบูรณ์ บารมีในระดับขนาดนี้ นี่หลุดพ้นจากสิ่งที่เขาบังคับบัญชาให้เวียนว่ายตายเกิด ระทมทุกข์ทรมานไม่รู้เรื่องรู้ราวว่า ตกต่ำกันไปอยู่เรื่อย ๆ ในวัฏสงสาร ในภพทั้ง ๓
บารมีของท่านเต็มเปี่ยม ท่านหลุดพ้นจากที่เขาบังคับบัญชาได้ เหมือนลูกไก่เจาะกระเปาะไข่ออกมาจากเปลือกไข่ ได้เป็นอิสระไปสู่โลกกว้างใหญ่ได้ ของท่านก็เจาะออกจากกรอบของกิเลสอาสวะที่เขาบังคับบัญชาอยู่ หลุดออกมาได้ด้วยบารมี ๓๐ ทัศ ที่ท่านได้สร้างเอาไว้
เมื่อหลุดมาได้แล้ว ท่านก็แนะนำสั่งสอนสัตว์โลกทั้งหลาย และสอนได้เฉพาะผู้ที่มีบารมีแก่ ๆ บารมีอ่อนก็ได้แต่วางแนวทางพอเป็นนิสัยปัจจัยที่จะไปเจอพระสัพพัญญูพุทธเจ้าองค์ต่อไปในอนาคต สอนเกี่ยวกับเรื่องฆราวาสธรรมว่า เป็นฆราวาสทำอย่างไร จะดำเนินชีวิตของฆราวาสให้สมบูรณ์ไม่ตกต่ำ และเป็นนิสัยปัจจัยที่จะส่งผลไปพบผู้รู้พระพุทธเจ้าองค์ถัดต่อไปในอนาคตได้ ท่านก็สอน ท่านเรียกว่า หมวดหมู่ของฆราวาสธรรม
ส่วนที่มีบารมีแก่ ๆ ท่านก็มุ่งให้หลุดพ้นไปเลย ชี้ช่องทางให้หลุดพ้นเช่นเดียวกับที่พระองค์หลุดอย่างไร ก็ถ่ายทอดสั่งสอนต่อ ๆ กันมาว่าให้ทำอย่างนี้ ไอ้อย่างนี้อย่าไปทำ ถ้าทำแล้วมันติดข้อง ถ้าทำอย่างนี้แล้วมันจะหลุดพ้น รวมหมวดหมู่แห่งคำสั่งสอนของท่านได้ถึง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ ตั้งแต่คดีโลกถึงคดีธรรม ตั้งแต่ให้อยู่ในโลก ในภพ ๓ ได้อย่างมีสุข อยู่ในสุคติภพ จนกระทั่งอยู่ในขั้นโลกุตตรภูมิ หลุดพ้นจากภพทั้ง ๓
ไม่เคยมีบุคคลใดสอนได้อย่างนี้ นอกจากผู้รู้แจ้งเห็นจริง หลุดพ้นแล้วได้จริง ๆ พิสูจน์แล้ว หลุดแล้ว ได้รับผลเสวยผลแห่งความหลุดพ้นแล้วที่เรียกว่า วิมุตติสุข ท่านก็สั่งสอนกันอยู่อย่างนี้ แล้วก็ส่งต่อ ๆ กันไปเรื่อย ๆ ไม่ให้มารเขาบังคับบัญชาให้ตกต่ำยิ่งไปกว่านั้น พาผู้ที่มีบารมีแก่ ๆ หลุดจากภพ ๓ ไปสู่อายตนนิพพาน จากองค์หนึ่งก็ส่งต่อไปอีกองค์หนึ่งไปเรื่อย ๆ นับพระองค์ไม่ถ้วน จึงไม่อาจที่จะคำนวณได้ว่า สิ่งเหล่านี้บังเกิดขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไร เมื่อใด ยังไม่รู้เลย นี่เรียกว่า พระสัพพัญญูพุทธเจ้า
พระบรมพุทธเจ้า ยิ่งกว่านั้น ลึกไปกว่านั้นอีกมากมายก่ายกองทีเดียว
ถ้าหากว่า พระสัพพัญญูพุทธเจ้าเล็งแลสัตว์โลกทั้งหลายด้วยความปรารถนาดี อยากจะแนะนำสั่งสอนสัตว์โลกให้หลุดพ้นเช่นเดียวกับพระองค์ ฉันใด พระบรมพุทธเจ้าจะเล็งแลพระสัพพัญญูพุทธเจ้า ฉันนั้น
หมายความว่า ครูน้อยดูแลนักเรียน ครูใหญ่ดูแลครูน้อย
นักเรียน ได้แก่ สัตว์โลกทั้งหลายที่เวียนว่ายตายเกิดในภพทั้ง ๓
ครูน้อย ที่เรียกว่า พระบรมครูนั้น หรือพระสัพพัญญูพุทธเจ้า พ้นไปแล้วในระดับหนึ่ง
แต่ ครูใหญ่เล็งแลครูน้อย ก็คือ พระบรมพุทธเจ้านี้แหละ ท่านเข้านิพพานไปยาวนาน เป็นผู้รู้ที่รู้ก่อนผู้รู้ใด เพราะว่ารู้ก่อนผู้รู้ใด จึงหลุดพ้นจากกรอบวิชชาของพญามารที่เขาบังคับบัญชาเอาไว้ไปได้เป็นองค์แรก ๆ
เป็นผู้รู้ที่รู้กว่าผู้รู้ใด หมายความว่า ในปริมาณความรู้ทั้งหลาย ที่ผู้รู้เขารู้กันจนกระทั่งหลุดพ้นจากบ่าวจากทาสของพญามาร ท่านมีความรู้กว่าผู้รู้นั้น จึงได้ชื่อว่า ผู้รู้ที่รู้กว่าผู้รู้ใด และถ่ายทอดความรู้นั้นต่อกันลงมาเลย สอดละเอียดลงมาจรดกลางของผู้รู้ คือ พระสัพพัญญูพุทธเจ้า เหมือนครูใหญ่เล็งแลดูครูน้อย เนื่องจากเป็น ผู้รู้ที่รู้กว่าผู้ใด และรู้ก่อนผู้ใด กายของท่านจึงมีลักษณะผิดแผกจากพระธรรมกาย ลักษณะสวยงาม ใหญ่โต พระธรรมกายทั้งหลายอยู่ในกลางท่านหมด ท่านปกครองเป็นชั้น ๆ กันเข้าไปอย่างนั้นไปเรื่อย ๆ เลย บรมพุทธเจ้าก็มีบรมพุทธเจ้าที่ซ้อน ๆ กันขึ้นไปอีกมากมายก่ายกองจนกระทั่งนับไม่ถ้วน
ดังนั้น เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่ลึกซึ้ง ยากต่อการเข้าใจได้ จนกว่าจะหยุดนิ่ง ทำวิชชาเป็นนั่นแหละจึงจะเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องราวของพระบรมพุทธเจ้า ท่านอยู่ลึกเข้าไปเรื่อย ๆ เลย ในระดับเดียวกับธรรมกายเจดีย์ ละเอียดลงไปและมีมากมายก่ายกองนับไม่ถ้วนอีกเหมือนกัน รูปร่างลักษณะท่านก็เหมือนกันหมดทุกพระองค์
บุญที่จะบังเกิดขึ้นจากการที่เราจะหล่อรูปท่าน ซึ่งเป็นผู้รู้ก่อนผู้รู้ใด และเป็นผู้รู้กว่าผู้รู้ใดนั้น จะมีอานิสงส์ขนาดไหน ก็ในเมื่อท่านครอบงำพุทธญาณของพระสัพพัญญูพุทธเจ้าทั้งหลายทั้งหมด อยู่ในขอบข่ายของญาณทัสนะของท่าน เราก็จะต้องมาดูว่า ทำบุญกับพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง เราได้บุญกันขนาดไหน พระบรมพุทธเจ้าก็เอานับไม่ถ้วนของพระสัพพัญญูพุทธเจ้าคูณกันไป ทับทวีกันขึ้นไปอย่างนั้นแหละ
บุญอันนี้ เขามีเอาไว้ให้สำหรับบุคคลพิเศษ บุคคลที่เขาส่งสั่งลงมาทำหน้าที่ ที่จะไปให้ถึงที่สุดแห่งธรรม ที่จะไปให้ถึงต้นตอของพญามารที่อยู่ลึก ๆ โน้นว่า ต้นตอของเขานั้นอยู่ที่ตรงไหน ซึ่งเป็นแหล่งผลิตกิเลสอาสวะ ความทุกข์ทรมานครอบงำสรรพสัตว์ทั้งหลาย ครอบงำอากาศโลก ขันธโลก สัตวโลก ครอบงำมนุษย์ ทิพย์ ธรรม ไม่ให้รู้เรื่องราวใด ๆ ทั้งสิ้น จะต้องไปถึงตรงนั้น
บุคคลพิเศษนี้จะต้องมีบารมีถึงตรงนั้น แต่ว่าที่จะไปไม่ถึงตรงนั้นก็เพราะว่า เขาก็บังคับบัญชามาไม่ให้รู้เรื่องราวในสิ่งเหล่านี้ ปิดบังไม่ให้เข้าใจ ไม่ให้เชื่อถือ ไม่ให้ปฏิบัติ ไม่ให้เข้าถึง และก็ตรึงไปติดเรื่องราวที่ไม่ได้เรื่อง และก็ส่งเสริมเรื่องราวที่ไปติดนั้น ส่งเสริมให้เพลิดเพลินอยู่กับสิ่งเหล่านั้น แล้วก็พาพัดผันวนเวียนอยู่ในกรอบวิชชาของเขา เขาจะบังคับอย่างนี้แหละ
แต่เนื่องจากบุคคลพิเศษที่เป็นธาตุธรรมพิเศษ ก็จะมีผู้เลี้ยงผู้รักษาที่เขาดูแลเป็นพิเศษ เขาจะสอดละเอียดลงมาให้รู้เรื่องราวเกี่ยวกับเรื่องนี้ ตรึงให้ติดเกี่ยวกับเรื่องบุญ ทำกันให้เต็มที่ เมื่อทำบุญแล้วก็ได้บุญ บุญพิเศษนั้นก็จะติดอยู่ในกลางกาย ติดหมดทุกกาย ติดทั้งกายมนุษย์หยาบ กายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์ รูปพรหม อรูปพรหม กระทั่งถึงกายธรรมในกายธรรมเข้าไปเรื่อย ๆ เพื่อที่จะให้บุญพิเศษนี้ กลั่นธาตุธรรมเห็นจำคิดรู้ให้บริสุทธิ์ยิ่งขึ้น จะได้ไปรู้ไปเห็นเรื่องราวตามความเป็นจริงทั้งหมดด้วยตัวของตัวเอง ไม่เพียงแต่ได้ยินได้ฟัง เพื่อให้หายสงสัย เมื่อหายสงสัยแล้ว ก็จะได้ทำความเห็นให้ถูกต้อง และตรงไปถึงที่สุดแห่งธรรม
ที่สุดแห่งธรรม
ที่สุดแห่งธรรม เราได้ยินกันมาบ่อย แต่ก็ไม่ค่อยเข้าใจว่า มันคืออะไร ที่สุดแห่งธรรม เมื่อไปถึงตรงนั้นแล้วจะรู้เรื่องราวของทั้งหมด ทั้งของพระ ทั้งของพญามารรู้เรื่องหมดเลย และถ้าไปถึงตรงนั้นจริง ๆ พญามารก็ไม่มีเหลือเลย เหลือแต่พระล้วน ๆ
เมื่อถึงจุดตรงนั้นแล้ว การเวียนว่ายตายเกิดก็สิ้นสุด กิจต่าง ๆ ที่ไม่ได้เรื่องได้ราวก็หมดสิ้นไป แม้กิจที่เป็นสาระก็สิ้นสุด จะไม่มีกิจอย่างอื่นต่อไปอีกแล้ว เพราะว่าต้นเหตุแห่งกิเลสอาสวะถูกทำลายไปหมดแล้ว เหลือแต่พระล้วน ๆ มีความสุขล้วน ๆ มีความบริสุทธิ์ล้วน ๆ มีความรู้แจ้งล้วน ๆ มีอานุภาพได้เต็มที่ ทรงอภิญญาทั้งหลายทั้งหมด ครอบงำอภิญญาทั้งปวง นั่นแหละคือที่สุดแห่งธรรม เมื่อถึงตรงนั้น ภพต่าง ๆ ก็หมดสิ้นไป ภูมิสรรพสัตว์ทั้งหลายก็หมดสิ้นไป จะมีแต่กายมหาบุรุษที่บังเกิดขึ้น ที่มีลักษณะเหมือนกันไปหมด เหมือนเป็นพิมพ์เดียวกัน เป็นกายของผู้บริสุทธิ์ ผู้มีอานุภาพ เต็มเปี่ยมไปด้วยบุญ รู้แจ้งแทงตลอดในสรรพสัตว์และสรรพสิ่งทั้งหลาย นั่นแหละคือ ที่สุดแห่งธรรม
เพราะฉะนั้น บุคคลพิเศษ ที่เขาส่งสั่งลงมาให้มาเกิดมาทำหน้าที่นี้ไม่รู้ตัว เพราะว่าเขาบังคับเอาไว้ บดบังเอาไว้ไม่ให้ไปรู้ไปเห็น ตรึงเอาไปติดในเรื่องราวต่าง ๆ ที่พระพุทธเจ้าพระสัพพัญญูพุทธเจ้าใช้คำว่า ปปัญจธรรม ธรรมที่ทำให้เนิ่นช้า ให้ติดใน รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์ต่าง ๆ เหล่านั้น และก็เพลินในสิ่งเหล่านั้น จนกระทั่งหมดเวลาของกายมนุษย์ เลยไม่มีเวลาแสวงหาสิ่งที่ควรจะรู้เรื่องราวเกี่ยวกับตัวเอง เมื่อไม่รู้ก็เป็นผู้ไม่รู้ตลอดไป ที่ใช้คำว่า อวิชชาครอบงำ คือ ทำให้ไม่รู้ตลอดไปเรื่อย ๆ เป็นอย่างนี้แหละ
เพราะฉะนั้น ผู้มีบุญทั้งหลาย ซึ่งได้ตั้งใจมาเป็นผู้นำบุญพึงเข้าใจเรื่องนี้ให้ดี เราจะต้องทำความรู้แจ้งเห็นแจ้งแทงตลอดในสิ่งเหล่านี้ให้ได้ ซึ่งมันมีวิธีเดียวเท่านั้น จะทำอวิชชาคือ ความไม่รู้ให้หมดสิ้นไป ต้องเอา อ ออกให้เหลือแต่คำว่า วิชชา บังเกิดขึ้น เอา อ ที่นำหน้าวิชชา ที่เรียกว่า อวิชชา ให้หมดไปได้นั้น มีเพียงประการเดียว คือ การทำใจให้หยุด ให้นิ่ง หยุดนิ่งไปที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ตรงนั้นแหละ เมื่อหยุดถูกส่วนแล้ว ก็จะไปเชื่อมโยงกับผู้รู้ภายใน ท่านจะสอดละเอียดลงมา ให้เราโล่ง โปร่ง เบา สบาย ให้สัมผัสแหล่งแห่งความสุขภายในทีละเล็กทีละน้อย แล้วจูงขึ้นไปเรื่อย ๆ
จนกระทั่งเข้าถึงดวงธรรมภายใน เกิดความสว่างขึ้นมาเป็นแสงสว่างภายใน ที่แตกต่างจากแสงสว่างภายนอก แสงสว่างภายในทำให้เกิดจักขุ เมื่อเข้าถึงธรรมกาย ธรรมจักขุก็บังเกิดขึ้น ความสว่างไปถึงไหน ก็เห็นไปถึงนั่น เห็นไปถึงไหน ก็รู้แจ้งไปถึงนั่น รู้แจ้งไปถึงไหน ความสงสัยก็หมดสิ้นไป ความสงสัยหมดไปเมื่อไร ความเห็นตรงก็เกิดขึ้น มุ่งตรงต่อไปเรื่อย ๆ กระทั่งถึงที่สุดแห่งธรรม
เพราะฉะนั้น อ นำหน้าวิชชา จะหมดไปได้ต้องหยุดนิ่ง นี่คือสิ่งที่ผู้นำบุญทั้งหลายจะต้องทำให้ได้อย่างสม่ำเสมอ ทำเพื่อให้รู้จักเรื่องราวของตัวเอง ให้หายสงสัยด้วยตัวเอง ดีกว่าการได้ยินได้ฟังคนอื่นเขาพูด สิ่งที่คนอื่นเขาพูด มันอาจจะไม่เป็นจริงอย่างนั้นก็ได้ หยุดนิ่งอย่างเดียวตรงนี้แหละ จึงจะเข้าถึงจุดตรงนั้น นี้ประการแรกที่ผู้นำบุญจะต้องเข้าถึงให้ได้ อย่าให้มีอะไรมาเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงจุดตรงนี้นะจ๊ะ
ถ้าเราไม่รู้เรื่องราวเกี่ยวกับตัวของเราเอง เราก็จะไม่รู้ว่า ทำบุญไปทำไม เพราะเราไม่รู้เรื่องของเรา เราจะไม่รู้ว่า ทำไปทำไม ทำไมต้องทำ ทำแล้วได้อะไร จุดปลายทางของบุญนั้นมันเป็นอย่างไร ก็ไม่รู้เรื่องราว เพราะฉะนั้นความปิติความปลื้มใจจึงบังเกิดขึ้นไม่เต็มที่ แค่ได้ยินได้ฟังคนอื่นว่า ทำบุญแล้วได้บุญมากอย่างนั้น ความปลื้มใจมันได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น แต่ถ้าหากว่า เข้าถึงจุดตรงนั้นด้วยตัวของตัวเอง เห็นผลแห่งบุญที่บังเกิดขึ้นจากการประกอบเหตุแห่งบุญว่า มีลักษณะอย่างนี้ เห็นผลแห่งบุญที่จะส่งต่อกันไปในภพเบื้องหน้า เป็นเรื่องเป็นราวเป็นภาพเกิดขึ้น เห็นจนกระทั่งถึงจุดหมายปลายทาง เห็นอย่างนี้ความปลื้มปีติโสมนัสจึงจะบังเกิดขึ้นอย่างแรงกล้า
เมื่อถึงในยามนั้น อะไร ๆ ก็ไม่เป็นอุปสรรค แล้วจะมีความรู้สึกว่า อยากจะทำให้มันยิ่ง ๆ ขึ้นไป ไม่แต่เพียงทรัพย์ แม้ด้วยเลือดด้วยเนื้อ แม้ด้วยชีวิต ทุกสิ่งทุกอย่าง เราพร้อมที่จะทำเพื่อให้ไปถึงจุดตรงนั้น เพราะเราเห็นบุญของเรา เห็นผลแห่งบุญที่จะติดไปในภพเบื้องหน้าด้วยตัวของเราเอง เราหายสงสัย ถึงตอนนี้ ไม่ต้องมีใครมาบอกให้เราเป็นผู้นำบุญ เราจะเกิดความรู้สึกขึ้นมาด้วยตัวของเราเองว่า เราอยากเป็นผู้นำบุญ อยากให้ทุก ๆ คนในโลกนี้ได้มารู้ มาเห็น มาเข้าใจ มาหายสงสัย และทำความเห็นให้ถูกต้องอย่างเรา เช่นเดียวกับเราด้วย จะเกิดความรู้สึกอย่างนั้นอย่างแรงกล้า อะไร ๆ ก็ไม่เป็นอุปสรรค
เพราะฉะนั้น ประการแรกนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ลูกผู้นำบุญทั้งหลาย จะต้องทำให้บังเกิดขึ้น ควบคู่กับการทำภารกิจอื่นควบคู่กับการครองเรือน การทำมาหากิน หรือการทำภารกิจอันใดก็ตาม เราจะไม่ทอดทิ้งสิ่งเหล่านี้