ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

มหารัตนวิหารคดรวมพุทธบุตร

หลวงพ่อธัมมชโย · ปกิณกะ

มหารัตนวิหารคด รวมพุทธบุตรเป็นหนึ่งเดียวกัน เรียบเรียงจากพระธรรมเทศนาพระราชภาวนาวิสุทธิ์ (หลวงพ่อธัมมชโย) เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑๙ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ การสร้างหลังคามหารัตนวิหารคด มีวัตถุประสงค์ ไม่ใช่สร้างเพื่อไปแข่งกับใคร หรือสร้างไว้โชว์ แต่เราสร้างเอาไว้ใช้ทำสิ่งที่สำคัญที่สุดในโลก ทำไมถึงใช้คำว่า “ในโลก” เพราะเมื่อหลังคาเสร็จแล้ว เราจะไปกราบอาราธนาพุทธบุตรหลากนิกายทั่วโลก ที่กระจัดกระจายกันไปอยู่ทุกภูมิภาค ไปบำเพ็ญสมณธรรม แล้วก็ไปเป็นแสงสว่าง ส่องนำทางชีวิตให้แก่เพื่อนมนุษย์ได้มารวมกัน ซึ่งถ้ารวมกันทุกๆ นิกาย มีจำนวนเป็นเรือนล้านทีเดียว เหตุที่จะต้องกราบอาราธนาท่านมา ก็เพราะว่า ถึงเวลาแล้วที่พุทธบุตรต้องรวมกันเป็นหนึ่ง เหมือนดวงตะวันที่มีดวงเดียว แล้วอะไรจะเกิดขึ้น พุทธบริษัท ๔ ก็จะเป็นหนึ่งเดียวกัน เหมือนดวงตะวันที่มีดวงเดียว แล้วอะไรจะเกิดขึ้นอีก คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งเป็นความรู้สากล ที่ทุกคนต้องศึกษา เพราะพระองค์ตรัสรู้ธรรมขึ้นมาเพื่อมนุษย์ทุกคนในโลก เพื่อเทวดา ตลอดจนเพื่อสรรพสัตว์ทั้งหลายด้วย คำสอนนี้ก็จะได้ขยายไปทั่วโลก เพราะว่า ชาวโลกเกิดมา ไม่รู้ว่าตัวเองยังไม่รู้เรื่องราวอะไรเลย เกี่ยวกับความเป็นจริงของชีวิตว่า คนเราเกิดมาทำไม ตายแล้วจะไปไหน อะไรคือเป้าหมายของชีวิต แล้วจะไปถึงเป้าหมายของชีวิตได้อย่างไร เพราะความที่ไม่รู้ว่า ตัวเราเองยังไม่รู้ จึงไม่ขวนขวายในการแสวงหาความรู้ แต่ถ้าหากว่า มีพุทธบุตรไปกระตุ้นเตือนว่า ตอนนี้เขายังไม่รู้อะไรเลย เมื่อเขารู้ว่า เขาไม่รู้ ก็จะแสวงหาความรู้ และความรู้นั้นจะได้จากพุทธบุตร ซึ่งเป็นตัวแทนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ทรงจำคำสอนศึกษาแล้วก็ฝึกฝนตัวท่านเองมาตลอดชีวิต แต่หลังจากพุทธปรินิพพานไปแล้ว พุทธบุตรที่ผ่านมาต่างก็ต่างคนต่างทำ เพราะว่าผู้ที่เป็นนักปฏิบัติ มักจะมีอุปนิสัยชอบปลีกวิเวก เข้าป่าเข้าเขากัน ที่เหลืออยู่ก็จะเป็นนักทฤษฎี นักปริยัติ นักปริยัติถ้าไม่ปฏิบัติก็จะเป็นนักคิด ความรู้ที่เกิดจากความคิดมันหลากหลาย เพราะความคิดหลากหลายนี่แหละจึงทำให้ข้อวัตรปฏิบัติต่างกัน ความแตกต่าง คือ ความแตกแยกของพุทธบุตร ความแตกแยกของพุทธบุตรก็คือความแตกแยกของพุทธบริษัท ๔ เราได้ทดลองแตกแยกกันมายาวนาน อย่างน้อยก็สองพันปีแล้ว มันถึงเวลาที่เราจะต้องมารวมกัน เพื่อทำความรู้จักคุ้นเคยกัน และก็ได้พูดคุยปรึกษาหารือกันว่า ถึงเวลาแล้วที่เราควรจะย้อนกลับไปศึกษาคำสอนดั้งเดิมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจากคัมภีร์ต่างๆ ที่กระจัดกระจายไปตามนิกายต่างๆ ถึงเวลาที่จะต้องเอามาต่อจิ๊กซอร์กันแล้ว เอาออกมารวมกัน เป็นหมวดเป็นหมู่ มาศึกษาร่วมกัน และเมื่อได้ข้อสรุปว่า นี่เป็นคำสอนดั้งเดิม ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราก็จะได้ลงมติกันว่า ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องมีข้อวัตรปฏิบัติไปในทิศทางเดียวกัน คิดเหมือนกัน พูดเหมือนกัน ทำเหมือนกัน หมายความว่า คำสอนดั้งเดิมจะได้รับฟื้นฟูกลับมาใหม่ เหมือนย้อนยุคในสมัยพุทธกาล แม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงดับขันธปรินิพพานไปแล้ว ก็เสมือนว่า พระองค์ยังทรงมีพระชนม์ชีพอยู่ เพราะคำสอนดั้งเดิมที่แท้จริงยังอยู่ เมื่อพุทธบุตรได้ศึกษาคำสอนที่แท้จริง ไปในทิศทางเดียวกัน พุทธบริษัท ๔ ญาติโยมก็จะได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง จะมีข้อวัตรปฏิบัติเหมือนในสมัยพุทธกาล จะมีท่านอนาถบิณฑกเศรษฐี มหาอุบาสิกาวิสาขา หรือมีผู้เข้าถึงพระรัตนตรัย ถึงไตรสรณคมน์ มีพระอริยเจ้าบังเกิดขึ้น สิ่งดีๆ ก็จะเกิดขึ้นกับโลกใบนี้ เพื่อนมนุษย์ที่แต่เดิมไม่ได้นับถือพระรัตนตรัย แต่มีความทุกข์ทรมานของชีวิต ย่อมแสวงหาที่พึ่ง ไปตามความเข้าใจของตน เมื่อได้รับคำแนะนำจากผู้ที่มีประสบการณ์ภายใน อย่างน้อยก็เข้าถึงความสุขที่แท้จริงภายใน หรือได้เข้าถึงพระรัตนตรัยในตัว จะเป็นที่พึ่งให้กับเพื่อนมนุษย์ ที่ยังไม่รู้ให้รู้ได้ ที่ยังมีทุกข์ให้ดับทุกข์ได้ เพราะฉะนั้น การมารวมกันของพุทธบุตรหลากนิกายทั่วโลกนี้ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในโลก เพราะนั่นหมายถึง การดำเนินชีวิตที่ถูกต้องของเพื่อนมนุษย์ เพื่อปิดอบาย ไปสวรรค์ มีสุขในปัจจุบัน สันติภาพของโลกก็จะบังเกิดขึ้น ฉะนั้น การที่เราทุ่มเทชีวิตจิตใจในการสร้างโมดูลหลังคามหารัตนวิหารคดนี้ สมควรอย่างยิ่ง ที่เราจะต้องรีบทำให้สำเร็จ ซึ่งการจะทำอย่างนี้ได้ เราจะต้องไม่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม เพราะสิ่งแวดล้อม เราไม่สามารถไปบังคับบัญชาได้ แต่ว่าเราสามารถอยู่เหนือสิ่งแวดล้อม อยู่เหนือวิกฤตได้ ด้วยหัวใจของเราที่ตั้งมั่นจะสร้างบารมีอย่างเดียว สวนกระแสกันไป อะไรจะเกิดขึ้นก็เกิดไป แต่เราจะใช้ศักยภาพที่เรามีอยู่นี้ ให้เต็มกำลัง กำลังใจยิ่งใช้ยิ่งมี ไม่หมดสักที ซึ่งมันจะแตกต่างกับกำลังกาย ยิ่งใช้ยิ่งเหนื่อย แต่กำลังใจยิ่งใช้ มันยิ่งฮึดสู้ ยิ่งเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ ดวงปัญญาก็เหมือนกัน ถ้ามีแล้วไม่ใช้ก็เหมือนคนไร้ปัญญา เงินทองมีไว้สำหรับสร้างบารมี แล้วสร้างบุญบารมีแล้วเป็นของใคร เป็นของเรา ไม่ได้เป็นของใคร แล้วถาวรวัตถุที่เราสร้างเป็นของใคร เป็นของส่วนรวม เป็นสาธารณกุศล เพราะฉะนั้นต้องมีหัวใจว่า จะต้องสร้างให้สำเร็จ อย่าไปคิดเล็กๆ น้อยๆ คิดทีคิดให้มันเสร็จเลยว่า ทำยังไงให้มันเสร็จ อย่างน้อยคนละ ๑ โมดูล มี ๘๖๐ โมดูล ถ้าเรามี ๘๖๐ กลุ่ม มันก็สำเร็จแล้ว ถามว่า การทำอย่างนี้เหนื่อยไหม ตอบว่า “เหนื่อย” ถึงแม้จะไปตีกอล์ฟ ไปเล่นกีฬาอะไรก็เหนื่อยทั้งนั้น จะไปทำมาหากินก็เหนื่อย แต่ดูผลที่ตอบแทนความเหน็ดเหนื่อยนั้น อะไรมันคุ้มกว่ากัน เหนื่อยในการสร้างบารมี มันมีผลคุ้มข้ามชาติ แต่ว่าบุญที่เราทำครั้งนี้จะติดตามตัวเราไปทุกภพทุกชาติ หรือไปอีกหลายๆ ชาติ ติดไปเพื่ออะไร เพื่อเป็นบ่อเกิดแห่งความสุขและความสำเร็จของชีวิต ตั้งแต่ปุถุชน จนกระทั่งเป็นพระอริยเจ้า จะมีรูปสมบัติ ทรัพย์สมบัติ คุณสมบัติก็ด้วยบุญ จะมีลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ก็ด้วยบุญ จะบรรลุมรรคผลนิพพาน วิชชาธรรมกาย ก็ด้วยบุญ บุญที่ใครทำ ก็บุญที่เราทำเอง เราต้องทำของเราเอง เหนื่อยอย่างนี้มีผลข้ามชาติ แต่เหนื่อยอย่างอื่น เหนื่อยเรื่องโน้น เหนื่อยเรื่องนี้ เหนื่อยไปตีกอล์ฟ มีผลในปัจจุบันไม่กี่ชั่วโมง เหนื่อยแล้วกลับมาก็นอนแผ่ เหนื่อยหมดแรง มีเพลินๆ กับเพลียๆ ตีให้มันเพลินๆ แต่กลับมาก็เพลียๆ หรือไปเที่ยวต่างประเทศนี่ก็เหนื่อยนะ เสียเงินตรา เวลา แล้วก็อารมณ์ เสี่ยงภัยด้วย แค่ข้ามน้ำ ข้ามทะเล ขึ้นฟ้าก็เสี่ยงแล้ว เดี๋ยวนี้ไปเที่ยวต้องประกันชีวิตไว้ก่อน แต่สร้างหลังคามหาวิหารคดไม่เสี่ยงเลย คุ้มภัยทั้งในมนุษยโลก และภัยในอบายภูมิ ปิดอบายไปสวรรค์ เพราะฉะนั้น การที่เราทุ่มชีวิตจิตใจในการสร้างโมดูล สร้างหลังคามหารัตนวิหารคดนี้ เป็นสิ่งประเสริฐสุด เพราะจะเป็นบ่อเกิดแห่งความสุขของเรา และสันติสุขของเพื่อนมนุษย์ รวมทั้งสันติภาพของโลกที่แท้จริงจะบังเกิดขึ้น