อย่าร้องไห้
อย่าร้องไห้
เรียบเรียงจากพระธรรมเทศนาพระราชภาวนาวิสุทธิ์ (หลวงพ่อธัมมชโย)
การพลัดพรากจากสิ่งของอันเป็นที่รัก หรือบุคคลอันเป็นที่รักเป็นเรื่องปกติธรรมดาของโลก เพราะว่าทุกสรรพสิ่งในโลกนี้ล้วนไปสู่จุดสลายทั้งสิ้น แม้แต่ดวงอาทิตย์รุ่งอรุณก็ยังต้องอัสดง เที่ยงวันก็มีแค่วินาทีเดียว เลยจากนั้นก็ไม่เที่ยงแล้ว ดวงตะวันยังเที่ยงวินาทีเดียวฉันใด ชีวิตมนุษย์ก็ก้าวไปสู่จุดสลายเหมือนอาทิตย์อัสดงฉันนั้น
ทุกคนมีความตายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต บางคนเสียชีวิตในครรภ์มารดา บางคนก็คลอดออกจากครรภ์มารดาก็เสียชีวิต บางคนในวัยทารก วัยรุ่น วัยหนุ่มสาว วัยกลางคน วัยชราซึ่งก็แตกต่างกันไป
การเกิดการตายมีเกิดขึ้นทุกวัน เกิดที่นั่นที่นี่ ตายที่นั่นที่นี่ มีทุกประเทศ ทุกภูมิภาคทั่วโลก
ไม่มีใครอาจจะเอาชนะพญามัจจุราชได้ มัจจุมาร เป็น๑ในมาร ๕ ฝูง มารตัวนี้บังคับได้ทุกคนในโลกแม้กระทั่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือศาสดาใด ๆ ของโลก เพราะฉะนั้นการล้มหายตายจาก หรือการพลัดพรากจึงเป็นสิ่งธรรมดา
ความตายมาเยือนเราได้ตลอดเวลา เราจึงจะต้องดำเนินชีวิตอยู่ด้วยความไม่ประมาท ด้วยการสั่งสมบุญกุศลกันไปตลอดเวลา ทั้งนั่ง นอน ยืน เดิน ทั้งหลับ ทั้งตื่น มีเรี่ยวแรงแค่ไหนก็ทำกันไป อย่าไปคอยให้พร้อม เพราะพญามัจจุราชไม่เคยให้ใครพร้อม เราต้องพร้อมเสมอที่จะเผชิญกับสิ่งเหล่านี้ ถ้าเราสั่งสมบุญกุศลไว้มาก ๆ ทั้งทาน ศีล ภาวนา เป็นต้น ใจเราก็จะเป็นปกติ ซึ่งขณะที่ชาวโลกทั่วไปที่ไม่ได้สั่งสมบุญก็จะสะพรึงกลัวหวาดหวั่นต่อมรณภัย
มนุษย์ทุกคนล้วนมีกรรมเป็นของตนเอง เหมือนเป็นระเบิดเวลาซึ่งมันมีอยู่ในตัวของทุก ๆ คน ไม่มีเว้นใครแม้แต่คนเดียว รอแต่ว่ามันจะระเบิดเวลาไหนเท่านั้น หากมีกรรมร่วมกันหรือคล้าย ๆ กัน เมื่อมารวมกันเข้า ก็จะเกิดประสบเภทภัยอย่างเดียวกัน เช่น ตึกเวิร์ลเทรดถล่มหรือเหตุการณ์คลื่นยักษ์สึนามิถล่ม เป็นต้น
จากเหตุการณ์คลื่นยักษ์มหันตภัยในครั้งนี้หลายคนเสียชีวิต หลายคนบาดเจ็บสาหัส บ้างก็บาดเจ็บเล็กน้อย หรือบางคนข้าวของเสียหายอะไรต่าง ๆ แต่บางคนแม้อยู่ในที่เดียวกันกลับไม่ตาย นอนหลับสบายบนโรงแรมเดียวกัน เลยเวลาเขาตายกันแล้วยังไม่รู้เรื่องเลย ตื่นขึ้นมา ลงมารับประทานอาหาร ก็เห็นเขาอลเวง จึงได้รู้ว่าคลื่นยักษ์ถล่ม
ดังนั้นเราจะเห็นว่า ณ ที่เดียวกัน บางคนตาย บางคนไม่ตาย บางคนบาดเจ็บสาหัส บางคนบาดเจ็บเล็กน้อย บางคนแค่ข้าวของเสียหาย เพราะฉะนั้นจึงเป็นเครื่องยืนยันว่า ทุกคนมีกรรมเป็นของตัวเอง เราทำกรรมอย่างไรมาก็ย่อมได้รับกรรมอย่างนั้น ปลูกถั่วก็ต้องเป็นถั่ว ปลูกงาก็ต้องเป็นงา
สรุปว่า ความตายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ทุกคนต้องตาย และเราก็เคยตายกันมานับภพนับชาติไม่ถ้วน ความตายไม่ใช่ของใหม่สำหรับเรา แต่เป็นของเก่าที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ นับครั้งไม่ถ้วน
บัณฑิตเมื่อประสบทุกข์ย่อมไม่ทิ้งธรรมะ คือ หลักคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่พระองค์ทรงสอนเอาไว้ว่า เราจะต้องพลัดพรากจากของที่รักเป็นธรรมดา หมายความว่าเป็นเรื่องธรรมดา ปกติ ไม่ใช่เรื่องแปลกเรื่องใหม่อะไร คิดอย่างนี้มันจะได้ลดทุกข์ไปครึ่งหนึ่ง แล้วก็ความเศร้าโศกไม่เป็นประโยชน์ต่อผู้ตาย มีแต่จะทำให้เกิดความเศร้าหมองให้แก่กายและใจของผู้มีชีวิตอยู่ พร้อมทั้งหมู่ญาติด้วย
เวลานี้สิ่งที่ควรทำคือ ทำใจให้สงบๆ นิ่ง ๆ อย่าเศร้าโศกกันมากเกินไป เศร้าพอสมควร แล้วเศร้าให้เสร็จ อย่าเศร้านาน ร้องไห้ครั้งเดียวพอ ร้องไห้ให้เสร็จ แล้วไปล้างหน้าล้างตามาทำความเข้าใจของชีวิต แล้วทำให้ถูกหลักวิชชา คือ ต้องสั่งสมบุญกุศลในทักขิไณยบุคคล ในปฏิคาหก ผู้ที่มีใจตั้งมั่นแล้ว ละนิวรณ์แล้วหรือกำลังพยายามที่จะละนิวรณ์ ที่เป็นความมืดบอดในดวงใจ นั่นแหละเป็นเนื้อนาบุญ เป็นอายุพระพุทธศาสนา ทำบุญแล้วก็อุทิศส่วนกุศลไปให้ อย่างนี้จึงจะถูกหลักวิชชา โดยทำทาน รักษาศีล เจริญภาวนา จนกระทั่งบุญกุศลเกิดขึ้นภายในตัวของเราแล้วจึงอุทิศบุญนี้ไปให้กับผู้ที่ละโลก
เพราะฉะนั้น ตอนนี้ผู้ตายต้องการบุญเท่านั้น อย่าร้องไห้ น้ำตานั้นไม่ได้เกิดประโยชน์อะไร แต่มันดีหน่อยทำให้หูตาสว่างขึ้น ให้เห็นความเป็นจริงของชีวิตว่า เกิดมาแล้วต้องตาย แต่ก่อนตายเราเกิดมาทำไม ก็ต้องไปหาคำตอบตรงนี้ไว้ให้ดี ถ้ารู้คำตอบตรงนี้ว่า เราเกิดมาเพื่อทำพระนิพพานให้แจ้ง แสวงบุญ สร้างบารมี เมื่อรู้อย่างนี้แล้วก็ต้องทำกันอย่างนี้นะลูกนะ
:ข้อมูล วันที่ ๒๗-๒๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๗