ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

อโหพุทโธ

หลวงพ่อธัมมชโย · ปกิณกะ

อโห พุทโธ เรียบเรียงจากพระธรรมเทศนาพระราชภาวนาวิสุทธิ์ (หลวงพ่อธัมมชโย) เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๓ เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๕ ธรรมกายเป็นที่พึ่งที่ระลึกอันสูงสุดของสรรพสัตว์ทั้งหลาย เป็นกายตรัสรู้ธรรมที่มีอยู่ในตัวของเราทุกคน จะเข้าถึงธรรมกายได้ต้องเริ่มต้นที่ดวงปฐมมรรค ดวงใส ณ ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ นี่สำคัญ เป็นจุดเริ่มต้นเส้นทางของพระอริยเจ้าที่เรียกว่า อริยมรรค เส้นทางแห่งความบริสุทธิ์ หมดจดจากสรรพกิเลสทั้งหลาย เป็นเส้นทางที่พระพุทธเจ้า พระอรหันต์ทั้งหลาย ท่านเริ่มต้นจากดวงสว่างกลางกายของท่าน ทำใจหยุดนิ่งเรื่อยไป กระทั่งเข้าถึงเส้นทางแห่งความบริสุทธิ์ที่เรียกว่า วิสุทธิมรรค หรือบางทีเรียกว่า วิมุตติมรรค คือ เส้นทางแห่งความหลุดพ้นจากทุกข์ จากกิเลสอาสวะ พ้นจากการเป็นบ่าวเป็นทาสของพญามาร เป็นเส้นทางสายกลางภายในตัวของเรา ดวงใสนี่คือ จุดเริ่มต้นของเส้นทางนี้ ท่านเรียกว่า ปฐมมรรค เส้นทางนี้เป็นทางเอกสายเดียวที่มุ่งตรงไปสู่อายตนนิพพานเรียกว่า เอกายนมรรค ไปได้ด้วยอาศัยการหยุดกับนิ่ง แต่ต้องให้ได้ดวงปฐมมรรคก่อน หยุดนิ่งเฉย พอถูกส่วนเข้า ดวงธรรมก็จะขยายกว้างออกไป ขยายออกไป พร้อมกับความรู้สึกที่ปราศจากร่างกาย เหมือนเรากลมกลืนกับบรรยากาศ ที่มีแต่ดวงใส ๆ ลอยอยู่ในกลางที่โล่ง ๆ ว่าง ๆ คล้าย ๆ กลางอวกาศที่มาพร้อมกับความสุขความสบายอย่างที่เราไม่เคยเจอมาก่อน เป็นความสุขที่ไม่ถูกครอบงำด้วยหายนะ เป็นสุขเสรี สุขที่เป็นอิสระ กว้างขวาง ขยายได้อย่างไม่มีขอบเขต กายเบา ใจเบา ยิ่งหยุดนิ่งก็ยิ่งดิ่งเข้าเรื่อยไป จะเคลื่อนเข้าไปข้างในเส้นทางสายกลาง จะเห็นเส้นทางสายกลางภายใน อยู่ในกลางดวงสว่างนั่นแหละ หยุดนิ่งอย่างเดียว ดูเฉย ๆ ไปที่กลางดวงนั้น คล้าย ๆ ดูทิวทัศน์ ดูภูเขา ดูน้ำตก ต้นไม้ ทะเล ดูเฉย ๆ ด้วยใจที่เบิกบาน หรือเหมือนดูหนังดูภาพยนตร์ที่เราไม่เคยรู้เรื่องมาก่อนเลยว่า ตอนต่อไปจะเป็นอย่างไร ดูเฉย ๆ อย่างนั้น จะทำให้ใจเรายิ่งนิ่งขึ้นไปเรื่อย ๆ แล้วเราจะเห็นแผนผังของชีวิตของตัวเรา คือ เห็นกายในกาย เห็นเวทนาในเวทนา เห็นจิตในจิต เห็นธรรมในธรรม ทั้งกาย เวทนา จิต ธรรม เราจะเห็นไปพร้อม ๆ กันไปเลย เป็นคนละอย่างกัน แต่อยู่ในที่เดียวกัน เหมือนเพชรที่มีทั้งสี มีทั้งแวว มีทั้งความใส มีทั้งขนาด มีน้ำหนักอยู่ในเม็ดเดียวกัน แต่ว่าคนละอย่าง สีอย่างหนึ่ง แววอย่างหนึ่ง ความใสอย่างหนึ่ง น้ำหนักก็อย่างหนึ่ง เหลี่ยมที่เจียระไนก็อีกอย่างหนึ่ง แต่รวมอยู่ในเม็ดเดียวกัน หรือเหมือนผลไม้ เหมือนเงาะ ปอกเปลือกมาแล้วก็เห็นเนื้อ ปอกเนื้อเห็นเม็ด ปอกเม็ดเห็นเนื้อในเม็ดอย่างนั้น กาย เวทนา จิต ธรรมก็เช่นเดียวกันคล้าย ๆ อย่างนั้น จะเห็นกายในกาย กายในกายนี่มีอะไรบ้าง ก็มีกายที่ตกอยู่ในไตรลักษณ์กับกายที่พ้นจากไตรลักษณ์ กายที่ตกอยู่ในไตรลักษณ์ก็มี กายมนุษย์ละเอียดที่มีลักษณะเหมือนกับตัวเรา กายทิพย์ซ้อนอยู่ในกลางกายมนุษย์ละเอียด กายรูปพรหมซ้อนอยู่ในกลางกายทิพย์ กายอรูปพรหมซ้อนอยู่ในกลางกายรูปพรหม เป็นกายตกอยู่ในไตรลักษณ์ เป็นผังที่เขาบังคับบัญชาเอาไว้ให้มีสภาพไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ส่วนกายอีกชุดหนึ่ง คือ กายที่พ้นจากไตรลักษณ์ก็มี ธรรมกาย ตั้งแต่ธรรมกายโคตรภู ธรรมกายพระโสดาบัน ธรรมกายพระสกิทาคามี หรือพระสกทาคามี ธรรมกายพระอนาคามี และก็ธรรมกายพระอรหัต ธรรมกายนั้นเป็นกายพ้นจากไตรลักษณ์ เพราะว่าเป็นกายที่บริสุทธิ์ล้วน ๆ เป็นที่ประชุมรวมกันของธรรม ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ เป็นอิสระ ไม่ถูกบังคับบัญชาจากความโลภ ความโกรธ ความหลง เป็นตัวของตัวเองอย่างแท้จริง และก็เป็นแหล่งกำเนิดแห่งความสุข ทั้งเนื้อทั้งตัวมีแต่ความสุขล้วน ๆ และไม่ใช่สุขประเดี๋ยวประด๋าว ชั่วคราว แต่เป็นสุขนิรันดร์ สุขตลอดเวลา แล้วก็สุขอย่างเดียวไม่มีทุกข์เจือเลย ที่เรียกว่า เอกันตบรมสุข และไม่ใช่สุขธรรมดา แต่เป็นบรมสุข สุขอย่างยิ่ง ธรรมกาย คือ กายตรัสรู้ธรรมที่มีอยู่ในกลางกายของมนุษย์ทุกคนในโลก ไม่ว่าเชื้อชาติ ศาสนา และเผ่าพันธุ์ใดก็ตาม แต่ว่ามนุษย์ไม่ได้เฉลียวใจเลยว่าในตัวมีกายตรัสรู้ธรรมอยู่ ไม่รู้เพราะว่าไม่มีใครมาบอกให้รู้ ไม่ได้ศึกษา ไม่เคยได้ยินได้ฟัง แต่ผู้รู้เขาเห็นว่าในตัวเขาก็มีธรรมกาย ตัวเพื่อนมนุษย์ก็มีธรรมกายอยู่ เป็นกายตรัสรู้ธรรม เพราะกายนี้ คือ กายผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานแล้ว บางครั้งเรียกว่า พุทธรัตนะ เพราะกายท่านเป็นแก้ว คือ ใสบริสุทธิ์ยิ่งกว่าเพชร สวยงามมาก ประกอบไปด้วยลักษณะมหาบุรุษครบถ้วนทุกประการ มีเกตุดอกบัวตูม ลักษณะคล้ายกับดอกบัวสัตบงกชเล็ก ๆ ตั้งอยู่บนจอมกระหม่อมบนพระเศียรของพระองค์ที่มีเส้นพระศก หรือเส้นผมเหมือนเป็นทักษิณาวัตรเวียนขวา แต่ไม่ได้ซ้อนสูงขึ้นมาเหมือนก้นหอยแนบสนิทติดศีรษะเรียงกันเป็นระเบียบสวยงามทีเดียว กายนี้ คือ กายตรัสรู้ธรรม พระสิทธัตถสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อพระองค์ตรัสรู้ใหม่ ๆ พอพระองค์เห็นเข้าเท่านั้น ทรงอุทาน อโห พุทโธ เลยทีเดียว โอ้โห นี่หรือพระพุทธเจ้า ทรงปลื้มใจทีเดียว หรือถ้าเป็นภาษาไทยก็ว่า โอ้โฮ นี่แหละกายผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานแล้ว อโห พุทโธ เป็นเนมิตกนาม คือ เป็นชื่อที่เกิดขึ้นมาพร้อมกับการบังเกิดขึ้นของธรรมกายหรือของพุทธรัตนะ นี่คือกายตรัสรู้ธรรม หรือบางทีเรียกว่า พุทธรัตนะ จำไว้ให้ดีนะอยู่ในกลางกายของเรา ตั้งแต่ขนาดเล็กเท่าปลายเข็มเรื่อยไป กระทั่งโตใหญ่ ๕ วา ๑๐ วา ๑๕ วา ๒๐ วา หรือโตใหญ่หนักยิ่งขึ้นไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งไม่มีที่สุด นี่แหละกายธรรม กายพระพุทธเจ้า เมื่อเข้าถึงธรรมกาย ธรรมจักขุก็เกิดขึ้น ทำให้เห็นได้ทุกทิศทุกทางในเวลาเดียวกัน แตกต่างจากการเห็นด้วยตามนุษย์ มนุษย์เวลาจะเห็นอะไร เห็นได้ทีละทาง ถ้าอยากเห็นข้างหน้าก็มองไปข้างหน้า อยากเห็นข้างหลังก็กลับหลังหัน อยากเห็นทางซ้ายก็เหลียวซ้าย อยากเห็นขวาเหลียวขวา อยากเห็นข้างบนก็เงยหน้า อยากเห็นข้างล่างก็ก้มลง แต่พระธรรมกายท่านหยุดอยู่จุดเดียวในกลางกายท่าน เห็นไปได้ทุกทิศทุกทาง บางทีก็เรียกว่า สมันตจักษุ มีดวงตารอบตัว ซึ่งไม่ได้หมายถึงเอาลูกนัยน์ตาไปติดรอบตัวอย่างนั้นนะ แต่ว่าเห็นได้ทุกทิศทุกทาง ในเวลาเดียวกัน นี่อัศจรรย์อย่างนี้ แล้วก็มีญาณทัสสนะเป็นเครื่องรู้บังเกิดขึ้น คือ เห็นไปถึงไหนก็รู้ถึงนั่น เห็นในอดีตก็รู้เรื่องในอดีต เห็นในปัจจุบันก็รู้เรื่องในปัจจุบัน น้อมไปในอนาคตก็เห็นเรื่องในอนาคต รู้เรื่องอนาคต การเห็นอย่างนี้ เรียกว่าเห็นอย่างวิเศษ ภาษาบาลีใช้คำว่า วิปัสสนา การเห็นอันวิเศษ เห็นอย่างแจ่มแจ้งเหมือนดึงของในที่มืดออกมาสู่ที่แจ้ง เป็นการเห็นที่แตกต่างจากการเห็นด้วยตามนุษย์ เทวดา พรหม อรูปพรหม เห็นได้ลึกซึ้งกว้างไกลกว่ากันนัก เพราะท่านเป็นกายที่อยู่นอกภพ เห็นตลอดหมดทั้งกายที่อยู่ในภพ เรื่องราวของสิ่งที่อยู่ในภพสาม ทั้งกามภพ รูปภพ อรูปภพ เห็นสิ่งที่อยู่นอกภพสามขึ้นไป คืออายตนนิพพานก็เห็นได้ รู้เรื่องราวได้ เห็นได้ครบวงจร เห็นได้สมบูรณ์ทีเดียว ความรู้จึงสมบูรณ์ ปัญญาบริสุทธิ์จึงบังเกิดขึ้น พอถึงธรรมกาย โลกและจักรวาลก็อยู่ในสายตา ความลี้ลับของสรรพสัตว์และสรรพสิ่งทั้งหลาย ก็จะถูกเปิดเผยด้วยธรรมจักขุของธรรมกายและญาณทัสสนะอันบริสุทธิ์ของธรรมกาย ธรรมกายเป็นอย่างนี้ เป็นที่พึ่งที่ระลึกของเรา พึ่งท่านได้ พอไปถึงแล้วลืมไปเลยว่า มีความทุกข์ เศร้า ซึม เซ็ง เครียด เบื่อ กลุ้ม หายหมด นี่คือความอัศจรรย์ของธรรมกายในตัวเราทุก ๆ คน เข้าถึงได้เมื่อไหร่ปิดประตูอบายภูมิ นรกไม่ต้องไป เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉานไม่ต้องไปเกิด ตายแล้วไปเกิดอยู่ในสุคติภพ ชาวสวรรค์เขามาอัญเชิญทีเดียวให้ไปบังเกิดไปเป็นสหายแห่งชาวสวรรค์ในภพภูมินั้น เหมือนอย่างธรรมิกอุบาสก ท่านเข้าถึงธรรมกาย เป็นพระอริยบุคคล มองเห็นด้วยธรรมกาย ตอนใกล้จะละโลก ชาวสวรรค์ทั้ง ๖ ชั้น ตั้งแต่ชั้นจาตุมหาราชิกา ดาวดึงส์ ยามา ดุสิต นิมมานรดี ปรนิมมิตวสวัตดี มาอัญเชิญให้ไปอยู่ด้วย เพราะท่านรักท่านชอบคนที่มีธรรมกาย เป็นธรรมกายอย่างนั้น อยู่ใกล้แล้วเย็น อยู่ใกล้แล้วได้รู้เรื่องราวต่าง ๆ อยู่ใกล้แล้วได้บุญได้กุศล เพราะฉะนั้นธรรมกายนี่แหละเป็นที่พึ่งที่ระลึกอันสูงสุดของสรรพสัตว์ทั้งหลาย มีอยู่ในตัวของเรานะลูกนะ