สคสที่แท้จริง
ส.ค.ส. ที่แท้จริง
เรียบเรียงจากพระธรรมเทศนา พระราชภาวนาวิสุทธิ์ (หลวงพ่อธัมมชโย)
เมื่อวันอังคารที่ ๑ เดือนมกราคม พ.ศ. ๒๕๔๕
วันที่ ๑ มกราคมของทุกปี เป็นวันที่ชาวโลกเขาสมมติเอาว่าเป็น “วันขึ้นปีใหม่” มีการส่งการ์ดอวยพร ส่ง ส.ค.ส. ส่งความสุขด้วยความรักและความปรารถนาดีไปให้แก่หมู่ญาติมิตรสนิทผู้เป็นที่รักของเรา ซึ่งถือกันเป็นธรรมเนียมปฏิบัติมายาวนานหลายสิบปีจนกระทั่งถึงวันนี้ ผู้ที่ได้รับก็จะรู้สึกปีติยินดี แต่จะได้ความสุขหรือเปล่านั้นยังไม่รู้
ก่อนที่จะส่งความสุขไปให้ใครนั้น เราต้องสร้างความสุขให้เกิดขึ้นกับตัวเราเสียก่อน ส.ค.ส. คือ สร้างความสุขให้เกิดมีขึ้นมาในตัวของผู้ส่งแล้วจึงแบ่งปันความสุขไปให้เขา ถ้าเราไม่มีความสุขแล้วจะส่งอะไรไปให้เขา
การสร้างความสุขที่เป็นความสุขที่แท้จริงนั้น ต้องทำอย่างที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงทำ และได้ตรัสสอนพวกเราเอาไว้ว่า นตฺถิ สนฺติ ปรํ สุขํ ความสุข (อื่น) ยิ่งกว่าความสงบ (หยุดนิ่ง)ไม่มี การหยุดนิ่งเป็นความสุขอย่างยิ่ง จะรู้รสชาติแห่งความสุขอย่างนี้ได้ก็ต่อเมื่อใจหยุดนิ่งอยู่ภายในศูนย์กลางกายจริง ๆ ใจที่แวบไปแวบมา คิดไปในเรื่องราวต่าง ๆ ตั้งแต่จำความได้ เริ่มเรียนหนังสือก็คิดเรื่องหนังสือ พอถึงวัยรุ่นก็คิดเรื่องหนุ่มเรื่องสาว พอวัยหนุ่มวัยสาวก็คิดถึงเรื่องการครองเรือน พอได้ครองเรือนไปแล้วก็นึกถึงเรื่องการทำมาหากิน ทำมาค้าขาย จวบจนกระทั่งบั้นปลายของชีวิตก็คิดแต่เรื่องลูกหลาน คิดวนเวียนกันอยู่อย่างนี้จึงได้ห่างเหินจากความสุขที่แท้จริงเป็นเวลาหลายสิบปีทีเดียว บางคนกว่าจะกลับตัวได้ก็สายเกินไป มีความพร้อมในทรัพย์สินแต่ไม่มีความพร้อมในร่างกาย นั่งธรรมะนาน ๆ ไม่ได้มันปวดมันเมื่อย ง่วงบ้าง หลับบ้าง เพราะฉะนั้นการฝึกใจให้หยุดนิ่งต้องเริ่มทำตั้งแต่ร่างกายยังแข็งแรง ผึกใจเราให้หยุดนิ่งให้ได้ เกิดมาชาตินี้ต้องให้ได้รู้รสชาติของการหยุดนิ่งให้ได้เสียก่อนว่า มีรสมีชาติอย่างไร
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ทรงผ่านโลกมามาก ทรงถึงพร้อมด้วยราชสมบัติ และความสุขที่ชาวโลกต่างแสวงหา แต่ในที่สุดพระองค์ทรงสละสิ่งเหล่านั้น เพราะเมื่อไปถึงจุดนั้นแล้วก็ทรงทราบว่า ไม่มีอะไรที่เป็นแก่นสารของชีวิตและให้ความสุขอย่างแท้จริง จนกระทั่งมาค้นพบด้วยพระองค์เอง หลังจากปลีกพระองค์ออกจากพันธนาการของชีวิต โดยมาฝึกฝนใจให้หยุดให้นิ่ง เมื่อใจหยุดนิ่งอยู่ภายในเข้าถึงความสุขที่แท้จริงแล้ว ก็มีข้อเปรียบเทียบถึงความแตกต่างจากสิ่งที่เคยเข้าใจว่าเป็นความสุขนั้นแตกต่างจากสุขที่เกิดจากใจหยุดใจนิ่งภายในราวฟ้ากับดิน พระองค์จึงสรุปความว่า นตฺถิ สนฺติ ปรํ สุขํ สุขอื่นนอกจากหยุดจากนิ่งไม่มี
เพราะฉะนั้น เราจะส่งความสุขให้ใคร อย่าลืมสร้างความสุขในตัวของเราให้ได้เสียก่อน ให้รู้จักว่า สุขอย่างนี้เป็นสุขที่เป็นอิสระกว้างขวาง เบาเนื้อ เบาตัว สบายกาย สบายใจ ไม่อึดอัด ไม่คับแคบ ไม่เศร้า ซึม เซ็ง เครียด เบื่อ กลุ้ม เข้าถึงแล้วใจจะเบิกบาน ใจจะขยาย เกลี้ยงเกลาจากอกุศลธรรม เต็มเปี่ยมไปด้วยกุศลธรรม มีความเห็นเป็นสัมมาทิฐิ เบิกบานอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เพราะฉะนั้นวันนี้สร้างความสุขให้ได้ ให้รู้จักรสชาติของความสุขที่เกิดจากการหยุดนิ่งว่าเป็นอย่างไร แตกต่างจากที่เราเคยเจออย่างไร เมื่อเราสร้างได้แล้วจึงจะแบ่งปันไปให้คนอื่นเขาได้
ในวันขึ้นปีใหม่นี้ควรจะเป็นวันที่เราเริ่มต้นสร้างความดีงาม สร้างบุญกุศลให้สมกับที่ได้เกิดมาสร้างบารมีตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป วันสิ้นปีเก่าเป็นวันที่เราสรุปงบดุลของชีวิตว่า ขาดทุน เท่าทุน หรือว่า มีกำไรของชีวิต โดยให้เรานึกทบทวนดูว่า ปีที่ผ่านมาเรามีความประมาทชะล่าใจบ้างหรือเปล่า ได้สร้างบุญกุศลความดีงามมากน้อยเพียงไร ทำทุกวันทั้ง ๓๖๕ วัน หรือทำหนึ่งวันหยุดไป ๕ วัน ทำ ๕ วันหยุดไปหนึ่งเดือน วันนี้เราก็จะได้มาทบทวนปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่องที่ผ่าน ๆ มา
โลกนี้เป็นโลกแห่งการสร้างบารมี สร้างความดีงาม บัณฑิตจะสร้างแต่ความดีงาม คนพาลก็จะสร้างแต่บาปอกุศลกรรม เมื่อละโลกไปแล้วสิ่งที่เรากระทำไว้ก็จะเป็นประดุจเงาติดตามตัวเราไป ถ้าสิ่งที่กระทำนั้นเป็นบุญ วิบากก็เป็นความสุข เป็นความบันเทิงในสุคติโลกสวรรค์ ถ้าสิ่งที่ทำนั้นเป็นบาปวิบากก็ตรงกันข้ามกัน จิตเศร้าหมองไม่ผ่องใส ละโลกไปแล้วก็ไปสู่อบาย
บางคนไม่เชื่อเรื่องเวรเรื่องกรรม บอกว่ามองไม่เห็น เรามองไม่เห็นเวรกรรมหรือผลของกรรม แต่ว่าเวรกรรมนั้นมองเห็นเรา เขาเห็นเราแต่เราไม่เห็นเขาจะเหมาเอาว่ามันไม่มีไม่ได้ เหมือนหัวกระสุนที่วิ่งเข้ามาหาเราด้วยความเร็ว เราไม่เห็นมันแต่มันเห็นเรา อย่างนี้อันตราย เพราะฉะนั้น วันนี้เราจะสร้างความสุข สร้างสิ่งที่ดีงามที่เป็นทางมาแห่งบุญกุศลด้วยธรรมปฏิบัตินะลูกนะ
ความสุขมีอยู่หลายระดับชั้น แต่ทั้งหมดขึ้นอยู่กับหยุดกับนิ่ง ถ้าหยุดนิ่งได้ในระดับหนึ่ง จะเห็นดวงใสที่มาพร้อมกับความสุข เป็นสุขที่ประณีตกว่าที่เราเคยเจอ พอหยุดไปอีกระดับหนึ่ง เข้าถึงดวงธรรมเป็นชุด ๆ เห็นดวงศีล ดวงสมาธิ ดวงปัญญา ดวงวิมุตติ ดวงวิมุตติญาณทัสสนะ เป็นเครื่องกลั่นใจเราให้สะอาด ให้บริสุทธิ์ยิ่งขึ้น
พอเข้าถึงดวงธรรมที่ละเอียดขึ้นไปอีก ความสุขก็เพิ่มขึ้นอีก พอเข้าถึงกายมนุษย์ละเอียดความสุขก็มีปริมาณมากกว่าความสุขที่มีอยู่ในกายมนุษย์หยาบ พอเข้าถึงกายทิพย์หยาบความสุขก็มีปริมาณมากกว่าการเข้าถึงกายมนุษย์ละเอียด พอเข้าถึงกายทิพย์ละเอียดความสุขก็มีปริมาณมากกว่าการเข้าถึงกายทิพย์หยาบ พอเข้าถึงกายรูปพรหมหยาบความสุขก็มีปริมาณมากกว่าการเข้าถึงกายทิพย์ละเอียด พอเข้าถึงกายรูปพรหมละเอียดความสุขก็มีปริมาณมากกว่าการเข้าถึงกายรูปพรหมหยาบ พอเราเข้าถึงกายอรูปพรหมหยาบความสุขก็มีปริมาณมากกว่าการเข้าถึงกายรูปพรหมละเอียด พอเข้าถึงกายอรูปพรหมละเอียดความสุขก็มีปริมาณมากกว่าการเข้าถึงกายอรูปพรหมหยาบ พอเข้าถึงกายธรรมโคตรภูหยาบความสุขก็มีปริมาณมากกว่าการเข้าถึงกายอรูปพรหมละเอียด พอเข้าถึงกายธรรมโคตรภูละเอียดความสุขก็มีปริมาณมากกว่าการเข้าถึงกายธรรมโคตรภูหยาบ พอเข้าถึงกายธรรมพระโสดาบันหยาบปริมาณความสุขก็มีมากกว่าการเข้าถึงกายธรรมโคตรภูละเอียด พอเข้าถึงกายธรรมพระโสดาบันละเอียดความสุขก็มีปริมาณมากกว่าการเข้าถึงกายธรรมพระโสดาบันหยาบ พอเข้าถึงกายธรรมพระสกิทาคามีหยาบความสุขก็มีปริมาณมากกว่าการเข้าถึงกายธรรมพระโสดาบันละเอียด พอเข้าถึงกายธรรมพระสกิทาคามีละเอียดความสุขก็มีปริมาณมากกว่าการเข้าถึงกายธรรมพระสกิทาคามีหยาบ พอเข้าถึงกายธรรมพระอนาคามีหยาบความสุขก็มีปริมาณมากกว่าการเข้าถึงกายธรรมพระสกิทาคามีละเอียด พอเข้าถึงกายธรรมพระอนาคามีละเอียดความสุขก็มีปริมาณมากกว่าการเข้าถึงกายธรรมพระอนาคามีหยาบ พอเข้าถึงกายธรรมอรหัตหยาบความสุขก็มีปริมาณมากกว่าการเข้าถึงกายธรรมพระอนาคามีละเอียด พอเข้าถึงกายธรรมพระอรหัตละเอียดความสุขก็ไม่มีประมาณ มากกว่าการเข้าถึงกายธรรมพระอรหัตหยาบหลายเท่านักทีเดียว ความสุขมีเพิ่มขึ้นไปตามลำดับอย่างนี้ เหมือนเถาปิ่นโตที่วางซ้อน ๆ กัน เปิดเถาแรกชั้นแรกว่ามีรสอร่อยแล้ว พอไปเจอชั้นที่ ๒ อร่อยกว่านั้นเข้าไปอีก พอเจอชั้นถัดไปก็ยิ่งอร่อยกว่าชั้นที่ผ่านมา
กายทั้ง ๑๘ กาย ซึ่งเป็นแผนผังของชีวิตนี้ กายธรรมอรหัตเป็นกายธรรมที่ให้ปริมาณความสุขอย่างไม่มีประมาณ ไม่มีขอบเขต เหมือนวงกลมที่ตัดเส้นรอบวงออก คือ ไม่มีขอบเขต กว้างขวางใหญ่โตทีเดียว นี่เป็นสิ่งที่ลูกทุกคนจะต้องทำให้เป็นขึ้นมาให้ได้ ต้องเข้าถึงให้ได้ เพราะสิ่งเหล่านี้มีอยู่ในตัวของเรา เข้าถึงได้ก็ด้วยการหยุดการนิ่ง ความสำเร็จในชีวิตเขาวัดกันตรงที่ใจหยุดใจนิ่ง หยุดไปตามลำดับอย่างนี้เรื่อยไปเลย ยิ่งหยุดในหยุด หยุดในหยุดมากขึ้น ความสุขก็ยิ่งทับทวีมากขึ้น
เพราะฉะนั้นลูกทุกคน ปีใหม่นี้ให้เริ่มต้นฝึกใจให้หยุดให้นิ่ง หยุดนิ่งไม่ได้เป็นไม่เลิกรา จะทำมาหากินอะไรก็ทำไปเถิด แต่หยุดกับนิ่งนี่ไม่เลิกรา ให้ภารกิจ ธุรกิจ กับจิตใจนั้นไปด้วยกัน ฝึกใจให้หยุดให้นิ่งให้เข้าถึงกายธรรมให้ได้ แล้วจะได้รู้รสชาติของความสุขที่เกิดจากใจหยุดใจนิ่งนั้นเป็นอย่างไร แตกต่างจากความสุขที่เราเคยพบเจอที่ผ่านมาอย่างไร เราจะรู้ว่าอะไรเป็นสิ่งที่เราแสวงหาอย่างแท้จริง ตอนที่ยังไม่รู้เราก็แสวงหาสิ่งหนึ่ง เมื่อเรารู้แล้วเราก็แสวงหาอีกสิ่งหนึ่ง คือ แสวงหาการเข้าถึงกายธรรม เพราะฉะนั้น สร้างความสุขให้ได้เสียก่อน แล้วค่อยกลับไปส่งความสุขให้กับผู้ที่เป็นที่รักของเรานะลูกนะ