คู่ต่อสู้ที่แท้จริง
คู่ต่อสู้ที่แท้จริง
เรียบเรียงจากพระธรรมเทศนาพระราชภาวนาวิสุทธิ์ วันอาทิตย์ที่ ๔ มิถุนายน ๒๕๔๓
พระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งที่ระลึกที่แท้จริงของพวกเราทุกคน และเป็นเป้าหมายหลักของมนุษย์ทุกๆ คนในโลก ที่เราเกิดกันมาในแต่ละภพแต่ละชาติก็มีเป้าหมายที่แท้จริงเพียงประการเดียวเท่านั้น คือ ต้องการจะขจัดความทุกข์ทรมาน ขจัดกิเลสอาสวะให้หมดสิ้นไป แต่ตราบใดที่เรายังไม่พบหนทางที่จะขจัดทุกข์หรือหนทางที่จะขจัดกิเลสอาสวะทั้งหลายได้ เราก็ยังต้องเวียนว่ายตายเกิดกันร่ำไป
การเกิดแก่เจ็บตายได้ครอบงำสรรพสัตว์ทั้งหลายมายาวนาน ทำให้แปรเปลี่ยนไปสู่ความเสื่อมทุกอณุวินาทีจนกระทั่งดับสูญ เสมือนหนึ่งมีภูเขาศิลาแท่งทึบที่สูงจรดฟ้า หมุนบดขยี้สรรพสัตว์มาโดยรอบทั้ง ๔ ทิศ เข้ามาจรดกันตรงกลาง เข้ามาทุกทิศทุกทาง ซ้ายขวาหน้าหลังล่างบน ใคร ๆ ก็ไม่อาจจะรอดไปได้ แม้แต่มดปลวกก็ไม่รอด ความแก่และความตายก็ท่วมทับสรรพสัตว์อย่างนั้นเหมือนกัน
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ใน ปัพพโตปมสูตร ว่า
ใครๆ ไม่อาจจะเอาชนะความแก่และความตายด้วยการรบด้วยพลช้าง พลม้า พลรถ ไม่มียุทธภูมิสำหรับพลราษฎร์ และไม่อาจจะเอาชนะด้วยเวทมนตร์หรือด้วยทรัพย์สินเงินทอง บัณฑิตผู้มีปัญญาเมื่อเล็งเห็นประโยชน์ตน พึงตั้งศรัทธาไว้ในพระพุทธเจ้า ในพระธรรม และในพระสงฆ์ บุคคลใดประพฤติธรรมด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ นักปราชญ์ทั้งหลายย่อมสรรเสริญ เมื่อละโลกไปแล้วย่อมบันเทิงในสุคติสวรรค์
ชีวิตเราเกิดมาแล้วก็ต้องแก่ ต้องตาย ความแก่และความตายย่อมครอบงำสรรพสัตว์ทั้งหลายให้ถึงความพินาศย่อยยับ ไม่ว่าจะเป็นใครในโลก ตั้งแต่พระเจ้าจักรพรรดิ พระราชามหากษัตริย์ เศรษฐีมหาเศรษฐี กระทั่งถึงยาจกวณิพก ล้วนมีความทัดเทียมเสมอภาคกันหมด คือ ต้องแก่ ต้องตาย แม้แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เป็นบุคคลที่เลิศที่สุดในโลกก็ยังต้องดับขันธปรินิพพาน ไฉนเลยเราซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาจะรอดพ้นจากสิ่งเหล่านี้ไปได้
วันคืนล่วงไปล่วงไป สังขารร่างกายของเราก็ร่วงโรยไปตามลำดับ ดังนั้นเกิดมาแล้วก็ต้องตั้งหน้าตั้งตาสร้างความดีกันไม่ถอยหลัง อย่าห่วงหน้าพะวงหลัง เพราะสังขารร่างกายของเรามีเวลาจำกัด ชีวิตเราไม่คอยใครแล้ว เรามีเวลาเหลืออยู่ในโลกนี้อีกไม่นานเท่าไหร่ ไม่นานก็ต้องจากโลกนี้ไป เพราะทุกชีวิตต่างก็บ่ายหน้าไปหามฤตยู เหมือนโคที่ถูกนำไปสู่ที่ฆ่า ทุกย่างก้าวก็ใกล้ความตายเข้าไปทุกที
สิ่งเหล่านี้ใครสร้างขึ้นมา ที่ต้องมีเกิดแก่เจ็บตายอยู่อย่างนี้ หลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ท่านค้นพบว่า สภาพเช่นนี้ถูกปรุงแต่งขึ้นมาโดยมีฉากหลัง คือ พญามารนั่นเอง เป็นผู้ทำให้แก่ ให้เจ็บ ให้ตาย เกิดแก่เจ็บตายเดือดร้อนกันไปหมด เพราะธรรมดาของการเกิดนั้นจริงๆ แล้วไม่ลำบากเหมือนที่เป็นอยู่อย่างปัจจุบัน เวลาจะคลอดลูกก็ง่ายดายเหมือนขับถ่ายธรรมดา แล้วก็ยิ่งแก่ก็ยิ่งแข็งแรง ใกล้กายมหาบุรุษเข้าไปเรื่อยๆ บารมีก็แก่กล้าขึ้นไปเรื่อยๆ เหมือนเพชรเหมือนพลอย ยิ่งแก่ก็ยิ่งใสหนักยิ่งขึ้น ไม่เสื่อมโทรมลงเหมือนอย่างที่เป็นกันอยู่ทุกวันนี้ ที่เป็นอย่างนี้เพราะใครทำ พญามารทั้งนั้นไม่ใช่ใคร ตลอดแสนโกฏิจักรวาล อนันตจักรวาล ไม่มีใครรู้ พญามารเขาบังคับบีบคั้นให้เกิดแก่เจ็บตาย
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงตรัสว่า ใครๆ จะเอาชนะความตายด้วยการรบก็ไม่ได้ เพราะไม่มีทางสำหรับพลช้าง พลม้า พลราษฎร์หรือพลเดินเท้าเข้าไปสู่สมรภูมิรบ ฉะนั้นจะเอาชนะความแก่ความตายด้วยการสู้รบอย่างนั้นไม่ได้ ด้วยเวทมนตร์คาถาก็ไม่ได้ หรือด้วยทรัพย์จะเอาเงินมาซื้อชีวิตไว้ก็ไม่ได้ เรื่องอย่างนี้ไม่มีใครแก้ไขได้เลย
ดังนั้นเมื่อเรารู้ว่า คู่ต่อสู้ที่แท้จริงของเราก็คือเวลากับพญามารที่มันกลืนกินชีวิตของเราและสรรพสัตว์ไป เราก็ต้องสู้รบให้ถูกตัวจริง อย่ารบผิดตัว ให้รบกับพญามาร สู้กันในสมรภูมิ คือ ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ นั่นแหละ รบกับกิเลสในตัว ไม่ได้รบกับใครที่ไหนนะจ๊ะ เมื่อเรามารู้ความจริงกันอย่างนี้ มาพบวิชชานี้แล้ว เราก็จะต้องสู้กันให้ถึงที่สุดเพื่อปลดปล่อยตัวเองและสรรพสัตว์ทั้งหลายให้พ้นจากการเป็นบ่าวเป็นทาสของพญามาร
เมื่อเรารู้ตัวว่าเรายังเป็นบ่าวเป็นทาสของพญามารอยู่ ยังถูกเขาบังคับบัญชาให้ต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย เราก็ต้องรีบเปลื้องตัวเอง รีบพยายามแก้ไขตัวเองให้พ้นจากการบังคับบัญชาของเขาให้ได้ จะได้พ้นทุกข์ เข้าถึงความสุขอันเป็นอมตะ
ดังนั้นคนมีปัญญาต้องเอาใจหยุดนิ่งๆ ไปที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ไม่ปล่อยใจเสียเวลาไปกับเรื่องไร้สาระ เอาใจหยุดนิ่งไว้เท่านั้นอย่างนี้จึงจะได้ชื่อว่า เป็นบัณฑิตผู้เล็งเห็นประโยชน์ตน มีใจมั่นคงต่อพระรัตนตรัย ใจหยุดอยู่กลางพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ ทำอย่างนี้พระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ท่านก็สรรเสริญเพราะทำไม่ผิดหน้าที่ รบถูกตัวจริง คือ รบกับกิเลสอาสวะกับพญามารในตัว เพราะฉะนั้นหยุดนิ่งอย่างเดียวจึงจะรบชนะศึก ไม่มีวิธีการอื่นเลยที่จะเอาชนะกิเลสอาสวะได้นอกจากหยุดกับนิ่ง