กรณียกิจแห่งชีวิต
กรณียกิจแห่งชีวิต
เรียบเรียงจากโอวาทพระราชภาวนาวิสุทธิ์เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๒๗ เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๓
ในสังสารวัฏอันยาวไกลหาเบื้องต้นและที่สุดไม่ได้นี้ ชีวิตทั้งหลายต่างเวียนว่ายตายเกิดกันมานับภพนับชาติไม่ถ้วน การเกิดมาแล้วได้อัตภาพความเป็นมนุษย์นั้นเป็นสิ่งที่ยาก เปรียบได้กับจำนวนเขาโค ส่วนสัตว์โลกที่พลัดตกไปในอบายภูมิมีมากมาย เปรียบได้กับจำนวนขนโค การเกิดเป็นมนุษย์ยากอย่างนี้ แต่มนุษย์ที่เกิดมาแล้วได้รู้จักเป้าหมายแท้จริงของการเกิดมานั้นยากยิ่งกว่า ลูกทุกคนโชคดีที่เกิดมาแล้วได้ทราบถึงเป้าหมายของชีวิตว่า เราเกิดมาสร้างบารมี เกิดมาเพื่อปฏิบัติธรรมให้เข้าถึงธรรมะภายใน อันเป็นหนทางที่จะนำเราไปสู่จุดหมายปลายทางของทุกชีวิตนั่นคือที่สุดแห่งธรรม
การจะไปถึงที่สุดแห่งธรรมได้นั้น ต้องเริ่มต้นที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ซึ่งอยู่ในกลางกายของมนุษย์ทุกคน เป็นที่ตั้งของใจเราอย่างถาวร เป็นทางไปสู่อายตนนิพพานของตัวเรา ของพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ทั้งหลาย การไปสู่อายตนนิพานเป็นภารกิจอันยิ่งใหญ่ของตัวเราทีเดียว ยิ่งกว่าการที่เราได้เกิดเป็นพระเจ้าจักรพรรดิเสียอีก เพราะการเป็นพระเจ้าจักรพรรดินั้นแม้จะดีเลิศเพียงใด ก็ยังไม่พ้นจากการเป็นบ่าวเป็นทาสของพญามาร ความโลภ ความโกรธ ความหลงยังเข้าไปบังคับบัญชาได้
มีสถานที่หนึ่งที่พญามารไปไม่ถึง บังคับบัญชาไม่ได้ สถานที่นั้นก็คือ ตรงศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ เป็นที่เดียวที่ปลอดภัย ปลอดภัยจากอบายภูมิ ภัยในสังสารวัฏ ภัยทุกชนิด สามารถปิดประตูนรก เปิดประตูสวรรค์ ไม่ไปเกิดเป็นสัตว์นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน ใจหยุดตรงนี้ เป็นที่ปลอดภัย เป็นเหมือนป้อมปราการอย่างดีที่ข้าศึกจะเข้าไปทำลาย หรือทำอันตรายไม่ได้
เพราะฉะนั้นต้องให้ความสำคัญกับศูนย์กลางกาย หวงแหนตรงนี้ไว้ให้ดี เหมือนเราหวงแหนลมหายใจเข้าออก เราหวงแหนลมหายใจเข้าออกเพียงใด ก็ต้องหวงแหนศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ เพียงนั้น เอาใจมาหยุดนิ่งอยู่ตรงนี้ให้ได้ตลอดเวลา ไม่ว่านั่ง นอน ยืน เดิน จะทำภารกิจอันใดก็ตามให้หยุดนิ่งๆ อยู่ที่ตรงนี้ที่เดียว เมื่อหยุดนิ่งได้ถูกส่วนเราจะเข้าถึงดวงธรรมภายใน กายภายใน ตั้งแต่กายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์ กายพรหม กายอรูปพรหม และเข้าถึงกายสุดท้ายคือ กายธรรม ซึ่งเป็นกายที่แตกต่างจากกายทั้งหมดที่ผ่านมา เป็นกายมาตรฐานของทุกชีวิต ของมนุษย์ทุกๆ คนในโลก มีลักษณะมหาบุรุษครบถ้วนทุกประการ งามไม่มีที่ติ ใสเกินใส สวยเกินสวย เป็นกายของผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานแล้ว
เมื่อเข้าถึงกายธรรมก็จะเข้าถึงความเหมือนกันภายใน ความแตกต่างภายนอกก็จะหมดไป ไม่ว่าจะเป็นขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม หรือความเชื่อที่หลากหลาย ความรู้สึกอะไรต่างๆ เหล่านั้นจะถูกลืมไปเลยว่าเรามีความแตกต่างกัน จะมีความรู้สึกว่าเราเป็นพวกเดียวกัน เป็นญาติกัน
กายธรรมนี่แหละเป็นกายที่พึ่งที่ระลึกที่แท้จริงของมวลมนุษยชาติและสรรพสัตว์ทั้งหลาย เป็นกายอมตะ ไม่เปลี่ยนแปลง เป็นแหล่งกำเนิดแห่งความสุข ความบริสุทธิ์ ความรู้แจ้ง และมหากรุณา เป็นกายที่หลุดพ้นจากการบังคับบัญชาของพญามาร เป็นอิสระ เป็นตัวตนที่แท้จริง เมื่อเข้าถึงกายธรรมความรู้สึกอบอุ่นปลอดภัยก็จะเกิดขึ้น ความรู้แจ้งเห็นแจ้ง สิ่งที่ยังสงสัยอยู่ก็หมดสิ้นไป เมื่อหายสงสัยแล้วก็มุ่งไปสู่จุดหมาย คือสุดแห่งธรรม ซึ่งเป็นจุดสุดท้ายแห่งการหลุดพ้นจากบ่าวจากทาสของพญามารอย่างสมบูรณ์ ไม่ใช่หลุดเพียงลำพังตัวของเราเองคนเดียวเท่านั้น ยังทำให้สรรพสัตว์และสรรพสิ่งทั้งหลายหลุดพ้นตามไปด้วย นี่เป็นภารกิจที่ติดตัวเรามาอย่างสำคัญ กิจอย่างอื่นนั้นเป็นแต่เพียงเครื่องอาศัยชั่วคราว ไม่ว่าการทำมาหากิน หรือเรื่องอะไรต่างๆ ที่นอกเหนือจากนี้เป็นการเกี่ยวพันอาศัยซึ่งกันและกันชั่วคราวเท่านั้น แต่ภารกิจหลักที่สำคัญที่เรียกว่า “กรณียกิจ” ก็คือการมุ่งเข้าไปสู่ความรู้แจ้งเห็นแจ้งภายในด้วยธรรมกาย
เหตุใดการไปสู่ความรู้แจ้งเห็นแจ้งภายในต้องด้วยธรรมกาย เพราะธรรมกายเท่านั้นจึงจะมีดวงตาเห็นได้รอบตัว คำว่า ดวงตารอบตัวไม่ได้หมายถึงเอาลูกนัยน์ตาติดไว้รอบตัว ติดที่แขน ที่ขา ที่หลัง แต่หมายถึงว่า เมื่อเข้าถึงธรรมกายแล้ว การเห็นของเราจะแตกต่างจากการเห็นด้วยตาของกายมนุษย์หยาบ กายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์ พรหม อรูปพรหม เรียกว่า เห็นอย่างวิเศษ เห็นแจ้ง เห็นได้แตกต่างคือเห็นได้รอบตัว เห็นไปทุกทิศทุกทาง ที่เรียกว่า วิปัสสนา คือการเห็นแจ้ง วิเศษแจ้งต่าง ต้องเห็นด้วยธรรมกาย เพราะเห็นด้วยธรรมกายจะเห็นไปตามความเป็นจริงที่ไม่มีอะไรกำบัง ทั้งเรื่องราวในอดีต ปัจจุบัน อนาคต เห็นไปถึงไหนก็รู้ไปถึงนั่น ความสว่างแห่งดวงปัญญาสว่างครอบคลุมไปหมดทุกทิศทุกทาง พอเห็นแล้วก็หายสงสัย เข้าใจไปตามความเป็นจริง
เมื่อเข้าใจว่าอะไรเป็นแก่นสาร อะไรคือของจริง อะไรคือของเก๊ ก็จะปล่อยวางไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่ไม่เป็นสาระแก่นสาร ใจก็จะมาอยู่กับสิ่งที่เป็นแก่นสาร แล้วก็มองเห็นเป้าหมายของชีวิตว่าต้องไปที่สุดแห่งธรรมคือเข้ากลางของกลางเรื่อยไปให้สุดทางสายกลางนั่นแหละจึงจะพ้นจากบ่าวจากทาสของพญามาร และจะเข้าใจชีวิตได้แจ่มแจ้งกว่านี้
ตลอดเส้นทางสายกลางนั้น มีความรู้ต่างๆ เกิดขึ้นมากมายเหมือนเราท่องไปสู่ทะเลแห่งความรู้อันไม่มีขอบเขต ไม่มีฝั่ง เหมือนกรอบแห่งความรู้เดิมนั้นถูกทำลายให้ขาดด้วยญาณทัสสนะและธรรมจักขุของพระธรรมกาย ไปสู่ทะเลแห่งความรู้อันบริสุทธิ์ คือเป็นความรู้ที่จะทำให้หลุดพ้นจากพญามาร ไม่ใช่เป็นความรู้ที่ทำให้เกี่ยวข้องโลก ติดอยู่ในกรอบวิชชาของพญามาร ทำให้เราติดตรึงอยู่กับโลก ให้หมกมุ่น ให้มัวเมา ให้หลงเพลิดเพลินอยู่ แล้วก็ฝังใจ ติดอยู่ในใจเป็นพันธสัญญา เป็นพันธนาการของชีวิต ผูกพันพัวพันกันสืบต่อกันไป สุดท้ายก็หมดเวลากันไปชาติหนึ่ง
ถ้าลูกเข้าถึงธรรมกาย ธรรมจักขุเกิดขึ้นญาณทัสสนะเกิดขึ้น เราก็จะเห็นเรื่องราวของตัวเราเองว่า เกิดมาจากไหน เกิดมาทำไม จุดหมายปลายทางมันอยู่ตรงไหน และจะไปได้อย่างไร ไปแล้วมันจะดียังไง จะรู้ได้เห็นได้ด้วยตัวของตัวเองเป็นเรื่องราวทีเดียว นี่จึงเป็นความรู้ที่สำคัญ เป็นกิจที่สำคัญที่ติดตัวเรามานับภพนับชาติไม่ถ้วน
ถ้าหากว่าเราไม่ใช้กายมนุษย์เป็นไปเพื่อภารกิจอันนี้ การเกิดมาชาตินี้ก็ตายฟรี เพราะฉะนั้นอย่าขี้เกียจนั่งธรรมะกันนะลูกนะ ลูกทุกคนเป็นผู้มีบุญ มีบารมีที่สั่งสมกันมายาวนานมากพอที่จะเข้าถึงธรรมกายได้ มากพอที่จะศึกษาวิชชาธรรมกายได้ แต่ว่ามีบุญแล้วมักจะใช้บุญกันไม่เป็น ปล่อยให้พญามารจูงจมูก เหมือนที่หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านพูดว่า ให้พญามารจูงจมูกเหมือนวัวเหมือนควายที่เขาเอาเชือกร้อยจมูก สนจมูกจูงไปอย่างนั้น นี่ท่านใช้คำแรงๆ อย่างนี้ทีเดียว
บุญเรามีอยู่แล้วมากพอจะเข้าถึงพระธรรมกายถึงวิชชาธรรมกายในเดี๋ยวนี้ ในชาตินี้ ไม่ใช่ชาติหน้าหรือชาติถัดๆ ไป เมื่อเรารู้ตัวเรามีบุญมากขนาดนี้ เหลืออย่างเดียวเราก็ต้องลงมือปฏิบัติให้จริงจัง อย่าส่งใจไปที่อื่น ทำให้มันถูกหลักวิชชาให้ได้ ทำได้อย่างนี้เป็นต้องเข้าถึงธรรมกายทุกคน การเกิดมาชาตินี้จึงได้ชื่อว่าได้ทำกรณียกิจแห่งชีวิตได้อย่างสมบูรณ์