ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

สาระแก่นสารแห่งชีวิต

หลวงพ่อธัมมชโย · ปกิณกะ

สาระแก่นสารแห่งชีวิต เรียบเรียงจากโอวาทพระราชภาวนาวิสุทธิ์ เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๖ เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๓ มัชฌิมาปฏิปทา ทางสายกลางที่พระอริยเจ้าทั้งหลายทรงสรรเสริญ เป็นทางเอกสายเดียวที่จะนำพาสรรพสัตว์ทั้งหลายไปสู่ความบริสุทธิ์หลุดพ้น เป็นทางเดียวที่นำเราไปสู่อายตนนิพพาน สรรพสิ่งในโลกนี้ ที่เราเข้าใจว่าเป็นสมบัติของเรา ไม่ว่าจะเป็นคน สัตว์ สิ่งของ หรือแม้กระทั่งตัวของเราเองก็ตาม หาใช่สมบัติที่แท้จริงของเราไม่ เพราะสิ่งเหล่านี้ยังไม่ใช่สาระแก่นสารของชีวิต เป็นสิ่งไม่คงที่ ประกอบด้วยความทุกข์ และไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง สิ่งที่เป็นสมบัติของเราจริงๆ มีเพียง ๒ สิ่ง คือ “ใจ” อันได้แก่ ความเห็น ความจำ ความคิด ความรู้ ๔ อย่างนี้รวมเรียกว่าใจ และฐานที่ตั้งของใจ คือ “ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗” อันเป็นจุดเริ่มต้นที่ถูกต้อง ที่จะนำเราเดินทางไปสู่เส้นทางสายกลางภายใน เป็นทางที่พระอริยเจ้า พระอรหันต์ทั้งหลายใช้เดินทางไปสู่อายตนนิพพาน และนำให้เราเข้าถึงแหล่งแห่งปัญญาอันบริสุทธิ์ ทำให้หลุดพ้นจากความทุกข์ ทำให้เราเข้าใจแจ่มแจ้งในเรื่องราวของชีวิต ในสรรพสัตว์ และสรรพสิ่งทั้งหลาย เมื่อเข้าถึงจุดนั้นเราจะแยกได้เป็น ๒ ภาค คือภาคของสิ่งที่ไม่เป็นสาระแก่นสาร กับภาคของสิ่งที่เป็นสาระแก่นสาร สิ่งที่ไม่เป็นสาระแก่นสาร จะตกอยู่ในกฎของไตรลักษณ์ คือ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง แล้วก็จะมุ่งเข้าไปหา สิ่งที่เป็นสาระแก่นสารของชีวิต ซึ่งเป็นสิ่งที่คงที่ ไม่มีการเปลี่ยนแปลง มีความบริสุทธิ์ล้วนๆ เป็นแหล่งกำเนิดแห่งปัญญา แหล่งกำเนิดแห่งความสุขที่ไม่มีที่สิ้นสุด เป็นเอกันตบรมสุข นั่นแหละเป็นตัวตนที่แท้จริงที่เป็นอิสระจากกิเลส จากอาสวะทั้งหลาย ความเป็นอิสระนี่แหละ คือ ความปรารถนาของพระพุทธเจ้า และพระอรหันต์ทั้งหลาย ท่านปรารถนาจะเป็นอิสระจากการบังคับบัญชาของกิเลสอาสวะ ของความโลภ ความโกรธ ความหลง ของพญามาร เมื่อท่านหลุดพ้นจากตรงนี้แล้วใจก็บริสุทธิ์ ยิ่งใจบริสุทธิ์เท่าไรก็ยิ่งมีความสุข ยิ่งเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าใจของเราบริสุทธิ์ รู้ได้เมื่อใจหยุดนิ่งที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ประการแรก ใจจะเป็นอิสระจากความอึดอัด คับแคบ เวลาใจเราอยู่กับกายมนุษย์หยาบ จะรู้สึกอึดอัด คับแคบ เซ็ง เครียด เบื่อ กลุ้ม ไม่ค่อยได้ดังใจ กระสับกระส่าย ทุรนทุราย แต่พอใจไปหยุดอยู่ตรงกลางกายฐานที่ ๗ ใจจะหลุดพ้นจากกายหยาบ ความรู้สึกว่ามีตัวตนก็หมดไป รู้สึกเหมือนไม่มีร่างกาย เป็นอิสระ เป็นหนึ่งเดียวกับบรรยากาศ เป็นบรรยากาศแห่งความบริสุทธิ์ที่มีความเบาสบายทั้งร่างกายและจิตใจ ในความรู้สึกที่โล่งโปร่งเบาสบาย ใจเบ่งบานขยายออกไปจนกระทั่งไม่มีขอบเขต เหมือนเราเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับจักรวาลกับอวกาศโล่งๆ สบายๆ อย่างนั้น และยิ่งหยุดนิ่งหนักเข้า นิ่งแน่นหนักเข้า คือใจไม่ไปไหน อยู่ตรงนั้นอย่างเดียว ความสบายก็ยิ่งเพิ่มพูน อาการขยายก็ยิ่งเพิ่ม เบาสบายมากขึ้น จนกระทั่งถึงจุดๆ หนึ่ง เห็นดวงใสบริสุทธิ์ ผุดเกิดขึ้นมาในกลางของการหยุดนิ่ง ตรงฐานที่ ๗ ดวงนั้นแหละ คือ ดวงธรรมภายใน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นแห่งความบริสุทธิ์ ความบริสุทธิ์ เราจะรู้ได้เมื่อเข้าไปถึงดวงธรรมดวงนี้ครั้งแรก เราจะเห็นสัญญาณแห่งความบริสุทธิ์ หรือนิมิตหมายแห่งความบริสุทธิ์ จะเป็นความใส ความสว่างของดวงธรรม ยิ่งใสมาก สว่างมาก ก็ยิ่งบริสุทธิ์มาก ยิ่งบริสุทธิ์มากเท่าไรใจก็ยิ่งเป็นอิสระมากขึ้น ยิ่งมีความสุขมากขึ้น เราจะเริ่มเข้าใจอะไรต่างๆ ได้ไปตามความเป็นจริงมากขึ้นกว่าเดิม แต่เดิมเราเข้าใจแค่เป็นตัวหนังสือ เป็นความเข้าใจในระดับพื้นผิว จากการได้อ่าน ได้ยิน ได้ฟัง ว่าตัวเราไม่ใช่ของเรา แต่พอเข้าถึงดวงธรรม เราจะเข้าใจแจ่มแจ้งขึ้น เริ่มยอมรับว่าร่างกายเป็นเพียงเครื่องอาศัย เป็นเพียงทางผ่านเพื่อเดินทางต่อไป จนกระทั่งเข้าถึงกายมนุษย์ละเอียด ถึงชีวิตภายในที่ละเอียดประณีตกว่ากายหยาบ มีลักษณะคล้ายๆ ตัวเรา แต่งดงามกว่า สดใสกว่า สว่างกว่า เมื่อเราเข้าไปเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับกายมนุษย์ละเอียด จนกระทั่งมีความรู้สึกเป็นชีวิตเดียวกัน จิตใจดวงเดียวกัน ตอนนี้ความแจ่มแจ้งก็จะมากขึ้น ลึกซึ้งไปกว่าเดิม รู้ว่ากายมนุษย์หยาบไม่ใช่ของเราจริง ไม่ใช่ตัวเราจริง เป็นเพียงเครื่องอาศัยเหมือนบ้านเรือน เหมือนเสื้อผ้า ไม่มีความรู้สึกผูกพันในกายมนุษย์หยาบ และสิ่งที่เกี่ยวเนื่องกับกายมนุษย์หยาบไม่ว่าจะเป็นสมบัติพัสถาน ลาภ ยศ หรืออะไรก็แล้วแต่ จะรู้สึกเฉยๆ เมื่อเข้าถึงกายมนุษย์ละเอียดจะเป็นอย่างนี้ แล้วก็จะเป็นในทำนองอย่างนี้ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเข้าถึงกายทิพย์ กายรูปพรหม กายอรูปพรหม กระทั่งถึงกายธรรม กายธรรม คือ กายที่อยู่ในภาคแห่งความเป็นสาระแก่นสาร มีคุณสมบัติ ๓ อย่าง คือ เป็นนิจจัง สุขัง อัตตา เป็นกายที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง คือ ทรงรูปอย่างนี้ ใสบริสุทธิ์เป็นแก้ว งามไม่มีที่ติ ใสเกินใส สวยเกินสวย ประกอบไปด้วยลักษณะมหาบุรุษครบถ้วนทุกประการ เกตุดอกบัวตูม แล้วก็มีความเป็นอยู่อย่างเรียบง่ายตั้งแต่เครื่องนุ่งห่ม ซึ่งแตกต่างจากกายอื่นๆ กายมนุษย์ กายทิพย์ พรหม อรูปพรหมจะมีเครื่องประดับประดา สวยงามประณีตแบบโลกียภูมิ แต่พอเข้าถึงกายธรรมตั้งแต่กายธรรมโคตรภูเป็นต้นไป เครื่องนุ่มห่มก็เป็นแบบพระ เรียบง่าย สงบเสงี่ยม สง่างาม มีความอิ่มเต็มเพียงพอ ไม่กระหาย สงบ ตั้งมั่น บริสุทธิ์ แล้วก็คงที่ เป็นแหล่งกำเนิด เป็นเนื้อเป็นหนังของความสุขที่แท้จริง เป็นความสุขที่บริสุทธิ์ ซึ่งแตกต่างจากความสุขแบบมนุษย์ สุขแบบเทวดา พรหม อรูปพรหม สุขแบบมนุษย์ก็คือ ความเพลิน สนุกสนาน แล้วก็มีความทุกข์เจือปนกันอยู่ในนั้น แต่ความสุขจากการเข้าถึงธรรมเป็นความสุขที่สะอาด บริสุทธิ์ เป็นอิสระ กว้างขวาง ไม่คับแคบ มีความเบิกบานเป็นนิจ เป็นความเคลื่อนไหวที่อยู่ในกายที่นิ่งสงบ เหมือนมีพลังที่อัดแน่นเต็มเปี่ยม พลังแห่งความบริสุทธิ์อยู่ในกายที่นิ่งสงบ ปากปิดสนิท ไม่ได้ทำกิจแบบมนุษย์ สงบนิ่ง ตั้งมั่น นี่ธรรมกายเป็นอย่างนี้ แล้วก็มีปัญญา ความรอบรู้ต่างๆ เกี่ยวกับเรื่องราวของชีวิตได้แจ่มแจ้งขึ้นมากทีเดียว จนกระทั่งไปสู่ความบริสุทธิ์ที่ยิ่งขึ้นไป และหลุดพ้นจากกิเลสอาสวะอย่างแท้จริง สิ่งใดที่ไม่เป็นสาระแก่นสารของชีวิตก็ปล่อยไป มีแต่กายที่เป็นสาระแก่นสาร คือ กายธรรม และต่อจากนี้ไปก็มีแต่กายธรรมในกายธรรม กายธรรมในกายธรรม คงที่ไปตลอดเส้นทาง ไม่มีการเปลี่ยนแปลง จะแตกต่างกันเพียงความใส ความสว่าง ความบริสุทธิ์ ขนาดโตใหญ่ แต่พิมพ์เดียวกันหมด ยิ่งบริสุทธิ์มากก็ยิ่งโตใหญ่มาก ยิ่งมีความสุขมาก ยิ่งมีอานุภาพมาก มีความรอบรู้มากขึ้นไปเรื่อยๆ ความสมบูรณ์ด้วยวิชชาและจรณะ จะไปรวมประชุมอยู่ที่กายธรรมอรหัต หน้าตัก ๒๐ วา สูง ๒๐ วา สมบูรณ์เต็มเปี่ยมไปหมดเลย ไม่มีข้อบกพร่อง นั่นคือจุดหมายปลายทางของชีวิตทุกๆ ชีวิต นี่คือเส้นทางสายกลางมัชฌิมาปฏิปทา” ที่อยู่ภายในกลางกายของมนุษย์ทุกคน จะเข้าถึงได้ด้วยการปฏิบัติธรรม ฝึกใจหยุดนิ่งที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ เมื่อเข้าถึงแล้วเราจะรู้ด้วยตัวของเราเองว่า อะไรคือสาระแห่งชีวิต และอะไรคือเป้าหมายของการเกิดมาเป็นมนุษย์