อานิสงส์การเจริญพุทธานุสติ
อานิสงส์การเจริญพุทธานุสติ
เรียบเรียงจากโอวาทพระราชภาวนาวิสุทธิ์ เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๔ เมษายน ๒๕๔๒
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสเอาไว้ในอัคคัปปสาทสูตรว่า เมื่อบุคคลเลื่อมใสในพระพุทธเจ้าผู้เลิศ ผู้ทรงเป็นทักขิไณยบุคคลอันเยี่ยม ไม่ว่าจะไปบังเกิดเป็นเทวดาหรือมนุษย์ก็ตาม ย่อมมีความสุข ความบันเทิงใจ ได้เข้าถึงความเป็นผู้เลิศในทุกสถาน ในกาลทุกเมื่อ
กว่าที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นผู้ประเสริฐสุดในภพทั้งสาม คือกามภพ รูปภพ และอรูปภพ ตลอดแสนโกฏิจักรวาล อนันตจักรวาล และเป็นเนื้อนาบุญของโลก ทรงเป็นทักขิไณยบุคคลอันยอดเยี่ยม เพราะฉะนั้นบุญที่เกิดจากการทำจิตให้เลื่อมใสในพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระคุณของพระพุทธองค์ จึงมีอานิสงส์อันยิ่งใหญ่ไพศาล จะนับจะประมาณมิได้
ในสมัยพุทธกาล มีพระอรหันต์รูปหนึ่ง ชื่อว่า พระสตรังสี ท่านได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ ตั้งแต่เยาว์วัยมีอายุเพียง ๗ ขวบ พอท่านตัดสินใจออกบวช แค่โกนผมก็ได้บรรลุอรหัตผลทันที และท่านได้ระลึกชาติด้วยบุพเพนิวาสานุสสติญาณ ดูภพในอดีตของท่านว่าได้ทำบุญอะไรไว้ จึงได้หมดกิเลสเป็นพระอรหันต์ตั้งแต่เยาว์วัย ท่านได้เล่าว่า
ในสมัยของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระนามว่า ปทุมุตตระ ท่านเกิดในตระกูลพราหมณ์ เป็นลูกของพราหมณ์มหาศาล มีทรัพย์สมบัติมากมาย แต่ก็เป็นผู้ไม่ประมาท ไม่มีความตระหนี่หวงแหนทรัพย์เหมือนกับมหาเศรษฐีผู้อื่น ท่านได้นำทรัพย์ออกให้ทานแก่คนยากไร้และผู้ทรงศีลทุกวัน ใครมาขออะไร ท่านก็ให้หมด ให้โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน จนเป็นที่รักและเป็นที่รู้จักของมหาชนทั่วทั้งพระนคร
นอกจากนี้ท่านยังเป็นผู้มีสติปัญญาเฉียบแหลม มีความเชี่ยวชาญในไตรเพท และแตกฉานในศาสตร์ต่างๆ หลายสาขา แต่ท่านก็ยังปรารถนาจะแสวงหาความรู้ที่ยิ่งขึ้นไปอีก เพราะรู้ว่าความรู้ที่ศึกษามานั้นยังไม่ใช่หนทางแห่งความพ้นทุกข์ จึงตัดสินใจออกบวชเป็นฤาษี เมื่อท่านออกบวช ก็มีพวกพ้องบริวารออกบวชตามกันอีกมากมาย ท่านได้บำเพ็ญภาวนา จนได้ฌานสมาบัติ สามารถเหาะเหินเดินอากาศได้ เป็นมหาฤาษีที่มีตบะแก่กล้ามาก
วันหนึ่ง ขณะที่มหาฤาษีกำลังทำสมาธิภาวนาอยู่บนยอดเขา พระปทุมุตตรพุทธเจ้าทรงเห็นมหาฤาษีเข้ามาในข่ายพระญาณ ทรงทราบว่าถ้าหากพระองค์เสด็จไปโปรด มหาฤาษีก็จะทำจิตให้เลื่อมใสในพระองค์ และจะกล่าวคำสรรเสริญพระองค์ด้วยความเคารพนอบน้อม ด้วยอานิสงส์นี้จะเป็นพลวปัจจัยให้มหาฤาษีได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ในอนาคตกาลภายภาคเบื้องหน้า
ดังนั้น พระพุทธองค์จึงได้เสด็จไปบนยอดเขาพร้อมด้วยหมู่ภิกษุสงฆ์ ๑๐๐,๐๐๐ รูป ทรงเปล่งฉัพพรรณรังสีโชติช่วงสว่างไสวไปยังมหาฤาษี เมื่อมหาฤาษีแลเห็นพระพุทธองค์ ได้เห็นความบริบูรณ์ของลักษณะมหาบุรุษ จึงรู้ว่าเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นอัครบุรุษของโลก ผู้รู้แจ้งในสรรพสิ่ง เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานแล้ว หมดสิ้นจากกิเลสอาสวะทั้งมวล จึงเกิดความปลื้มปีติมาก ได้รีบลุกขึ้นมาปฏิสันถาร เข้าไปถวายนมัสการพระศาสดาและหมู่ภิกษุสงฆ์
ท่านได้กล่าวสรรเสริญต่อเบื้องพระพักตร์ว่า พระพุทธองค์ผู้เป็นเลิศ ผู้รุ่งเรืองประดุจดวงอาทิตย์ที่ให้แสงสว่างในชีวิตแก่สรรพสัตว์ ทรงมีพระทัยประกอบด้วยพระมหากรุณาธิคุณอันหาประมาณมิได้ มีพระสัพพัญญุตญาณประดุจเอกบุรุษ ผู้ยืนอยู่เหนือท่ามกลางมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ที่มองไม่เห็นฝั่ง ในโลกนี้พร้อมทั้งเทวโลก จะหาบุคคลผู้ประเสริฐเทียบเท่าพระองค์ย่อมไม่มี พระองค์เป็นผู้ประเสริฐที่สุด ข้าพระองค์ขอนอบน้อมแด่พระพุทธองค์ด้วยเศียรเกล้า
พระปทุมุตตรพุทธเจ้าได้ทรงพยากรณ์ท่ามกลางพระภิกษุสงฆ์ทั้งแสนรูปว่า มหาฤาษีผู้กำลังประคองอัญชลีและกำลังกล่าวชื่นชมเราอยู่นี้ ต่อไปในอนาคตจะได้ตรัสรู้ธรรมตั้งแต่เยาว์วัย ในสำนักของพระสมณโคดมพุทธเจ้า จะมีชื่อว่า สตรังสี
เมื่อทรงพยากรณ์เสร็จแล้ว พระพุทธองค์และหมู่ภิกษุสงฆ์ก็เสด็จเหาะกลับไป ฝ่ายท่านฤาษีบังเกิดมหาปีติท่วมท้นในหัวใจ ได้ตามระลึกถึงพระพุทธเจ้าตลอดเวลา ด้วยจิตที่เลื่อมใสยิ่งในพุทธองค์ พร้อมกับหมั่นสวดสรรเสริญพระพุทธคุณเป็นเวลายาวนานถึง ๘๐,๐๐๐ ปี
เมื่อท่านละจากโลกไป ด้วยอานุภาพแห่งการทำจิตให้เลื่อมใสในพระพุทธเจ้า และสวดสรรเสริญพระพุทธองค์ ทำให้ท่านได้ไปเสวยทิพยสมบัติอยู่ในสุคติโลกสวรรค์ เป็นผู้เข้าถึงความเป็นเลิศในสุคติภูมิเป็นเวลายาวนาน เมื่อจุติจากสวรรค์มาเกิดในโลกมนุษย์ ได้เกิดเป็นพระเจ้าจักรพรรดิพระนามว่า โรมะ ปกครองทวีปทั้ง ๔ มีความพรั่งพร้อมบริบูรณ์ไปด้วยรัตนะ ๗ ประการ คือช้างแก้ว ม้าแก้ว ขุนพลแก้ว ขุนคลังแก้ว นางแก้ว จักรแก้ว และแก้วมณี ปกครองชาวโลกให้ตั้งอยู่ในศีลธรรม ทำให้โลกได้รับความสงบสุขร่มเย็นตลอดมา
เนื่องจากท่านได้สั่งสมการเจริญพุทธานุสติมาโดยตลอด มีบุญบารมีเต็มเปี่ยม มีญาณแก่กล้าจนกระทั่งถึงที่สุด พอมีอายุเพียง ๗ ขวบ ได้ทราบว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นในโลกแล้ว ก็บังเกิดความเลื่อมใสในพระพุทธองค์ จึงได้ขออนุญาตบิดามารดาออกบวชเป็นสามเณร บิดามารดาเห็นความตั้งใจมั่นของท่าน จึงได้อนุญาต และในวันที่ท่านออกบวช ขณะที่พระอุปัชฌาย์กำลังโกนผม เพียงแค่ใบมีดจรดปลายผมเท่านั้น บุญที่ท่านเคยสั่งสมความเลื่อมใสในพระพุทธเจ้าก็เต็มเปี่ยมล้นปรี่ เหมือนกับน้ำที่เต็มตุ่ม เมื่อเติมน้ำลงไปเพียงหยดเดียวเท่านั้นก็ล้นเอ่อ บุญของท่านก็มากมายอย่างนั้น มีพลานุภาพมาก สามารถทำให้หลุดพ้นจากกิเลสอาสวะทั้งปวง ได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ในทันที
การบรรลุธรรมตั้งแต่เยาว์วัยนั้น นับเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ยาก แต่ก็เกิดขึ้นแล้วกับท่านผู้มีบุญ แม้มีอายุเพียง ๗ ขวบเท่านั้น เพราะอานิสงส์ที่ท่านได้ทำจิตเลื่อมใสในพระพุทธเจ้าผู้เลิศ จึงได้เข้าถึงสิ่งที่เลิศคือพระนิพพาน
เพราะฉะนั้น ความเลื่อมใสในพระพุทธเจ้าจึงมีอานุภาพยิ่งใหญ่ไพศาลไม่มีประมาณ ควรที่เราจะต้องเจริญพุทธานุสติ หมั่นระลึกนึกถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ และยิ่งเราหมั่นกล่าวสรรเสริญคุณของพระรัตนตรัยด้วยใจที่เลื่อมใส ก็จะยิ่งได้รับอานิสงส์มาก จะเป็นเหตุให้เราได้เข้าถึงพระธรรมกายอย่างสะดวกสบาย อย่างง่ายดาย เหมือนพระสตรังสีที่กล่าวมาในเบื้องต้น