บุคลากรใหม่รุ่น14
ให้โอวาทบุคลากรใหม่ รุ่น ๑๔
โอวาทหลวงพ่อธัมมชโย ผู้ฟัง : บุคลากรใหม่รุ่น ๑๔
ณ หมู่บ้านปฏิบัติธรรม วัดพระธรรมกาย จ.ปทุมธานี
วันจันทร์ที่ ๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๐(๑๘.๓๐ น.)
• ต้องเป็นนักสู้อย่างคุณยาย
ช่วงนี้ก็ให้ฝึกหยาบควบกับการทำความละเอียดไปด้วยกันนะ ต้องฝึกไปด้วยกัน งานหยาบมีอะไรบ้างที่จะเป็นบารมีของเรา ที่จะไปเสริมงานละเอียด ทุ่มเทชีวิตจิตใจสร้างบารมีนั้นให้เต็มที่ อย่ากลัวความลำบาก ต้องอดทน เป็นนักสู้
นักสร้างบารมี มันต้องเป็นนักสู้ ดูคุณยายเป็นตัวอย่าง ท่านเป็นยอดนักสู้จริง ๆ แม้กระทั่งยามป่วย ปกติหลวงพ่อกับยาย จะไม่ค่อยเหมือนชาวบ้านเขา อยู่ด้วยกันมาเกือบ ๔๐ ปี ตั้งแต่วันแรกจนกระทั่งถึงวันนี้ ไม่เคยถามสารทุกข์สุกดิบท่านเลย ไม่เคยถามว่า ยายเจ็บไข้ได้ป่วยเป็นอย่างไรบ้าง ถ้าอยู่ใกล้กันก็จะถามแต่เรื่องธรรมะ
๒ อาทิตย์ที่ผ่านมา แวะไปเยี่ยมที่โรงพยาบาล ท่านนอนบนเตียง หมดแรง แขนข้างซ้ายก็ให้น้ำเกลือ ท่านก็นอนนิ่ง ๆ หลวงพ่อก็ไม่รู้จะถามเรื่องป่วยอย่างไร มันถามไม่เป็น เพราะคิดว่า ป่วยเป็นเรื่องธรรมดาของสังขาร แล้วก็ไม่เคยถามยาย
ป่วยครั้งแรกของยายเมื่อยายอายุได้ ๕๓ ปี ที่หลวงพ่อเพิ่งไปเจอ กับป่วยครั้งนี้อายุ ๙๐ หลวงพ่อก็ไปทำคล้าย ๆ กัน ต่างกันนิดหนึ่ง
ครั้งแรกที่ท่านป่วย ตอนนั้นท่านไปพักบ้านลูกศิษย์ อยู่ในสวน แถวสุขุมวิท สมัยนั้นมันยังไม่เจริญเหมือนเดี๋ยวนี้ เดินก็ไกล เหงื่อก็โทรมตัว ไปถึงท่านนอนอยู่บนเตียง บางครั้งก็เอาผ้าห่มคลุมโปง บางครั้งก็คลุมแค่คอ หลวงพ่อไปถึงก็นั่งหน้าเตียงท่าน ทำสมาธิ แล้วก็ไม่ได้ถามท่านว่า ท่านป่วยเป็นอะไร ถามแต่เรื่องธรรมะ ถามว่า ทำไปตรงนี้แล้วจะไปทำอย่างไรต่อ ก็คุยอย่างนี้
คราวนี้ไม่ได้นั่งสมาธิ แต่เขาเอาเก้าอี้มาให้หลวงพ่อนั่ง ก็เข้าไปเขยิบนั่งใกล้ ๆ ท่านก็หลับตา แต่ท่านไม่ได้หลับ หลับแค่ตา เพราะเห็นท่านพนมมือไหว้หลวงพ่อตอนหลับตา ก็ไม่ถามท่านหรอก เป็นอะไร ไปบอกท่านอย่างเดียวว่า “ยายดิ่งธรรมะให้ละเอียด แล้วก็ไปช่วยตามคนมาสร้างธรรมกายเจดีย์” ท่านก็ยกมืออย่างนี้แล้วก็วาง นี่ปกติหลวงพ่อกับท่านเป็นอย่างนี้
ส่วนท่านกับหลวงพ่อตั้งแต่วันแรกจนกระทั่งบัดนี้ ท่านไม่เคยติ และไม่เคยชมหลวงพ่อเลย จะชมว่า หลวงพ่อเก่งอย่างนั้น เก่งอย่างนี้ หรือดีมาก เยี่ยม ไม่เคยได้ยินเลย มีแต่สอน นั่นท่านปฏิบัติกับหลวงพ่อ หลวงพ่อก็อย่างนี้กับท่าน มีแต่ถามเรื่องธรรมะ
ดูปฏิปทาการสร้างบารมีของท่าน ท่านเอาทั้งบุญหยาบบุญละเอียดเลย ไม่กลัวความยากลำบาก ดูเหมือนเกิดมาท่านไม่กลัวอะไรเลย อะไรที่จะเป็นบุญเป็นบารมี เอาหมดทั้งหยาบทั้งละเอียด ไม่ได้กลัวความลำบาก ไม่กลัวอุปสรรค ไม่กลัวอะไรเลย เอาแต่บุญอย่างเดียว
ขนาดได้บุญมากอย่างนั้น ท่านยังบอกว่า เหมือนได้ไปนิดเดียว ถ้าท่านพูดอย่างนี้ทีไร หลวงพ่อก็ใจแป้วทุกที เพราะว่าหลวงพ่อก็มาไม่ทันหลวงพ่อวัดปากน้ำ ไม่มีโอกาสได้ทำวิชชากับท่าน ไม่ได้ไปร่วมทุกข์ยากในยามสงครามกับหลวงพ่อวัดปากน้ำ มาก็เจอยาย ส่วนยายนั้นชีวิตท่านทรหดอดทน อย่างที่พวกเราได้รับทราบมาแล้ว
ยอมตนเป็นคนรับใช้ ปฏิบัติธรรมะก็ลำบาก สิ้นหลวงพ่อวัดปากน้ำแล้ว ก็มาสร้างวัด ก็สร้างด้วยความยากลำบาก เมื่อยังแข็งแรง ท่านก็มือถือชะแลงไปปลูกต้นไม้ คือ ถือโอกาสออกกำลังกายด้วย ปลูกต้นไม้ ปลูกต้นกล้วย เอาไว้เลี้ยงพระบ้าง กล้วยยายอร่อยมากเลย ปลูกไว้เลี้ยงพระ แล้วมาทำกล้วยตาก ตากยังไม่ทันเสร็จเลย ไอ้นกตามมากินซะหมด เหลือนิดเดียว
หลวงพ่อชอบภาพท่านถือชะแลง ใส่งอบ ไปปลูกผลไม้ ท่านบอกว่า ถือโอกาสออกกำลังกาย ได้บุญแล้วได้ดูงานด้วย ดูว่าตรงไหนมันเป็นอย่างไร จะได้มาบอกหลวงพ่อบ้าง หรือไม่ก็สั่งงานไปเลย ทั้งวันทั้งคืนท่านมีแต่เรื่องบุญนะ
เวลามานั่งธรรมะกับหลวงพ่อในกุฏิ หลวงพ่อมักจะดึงท่านออกมาจากงานหยาบ เพื่อไปทำละเอียด ก็เคยถามท่านว่า ยายทำงานตั้งเยอะแยะ ในครัว ไปสอนลูกหลานในครัว หรือถือชะแลงปลูกต้นไม้ รับแขก ปัดกวาดเสนาสนะ เวลายายมานั่ง ยายฟุ้งไหม ท่านบอก พอเห็นธรรมะมานี่ ไม่เคยฟุ้งเลย ยายทิ้งทุกอย่างหมด ทำงานคือทำงาน เดินคือเดิน ยืนคือยืน นอนก็คือนอน นั่งก็คือนั่ง คุยก็คือคุย เออ ท่านพูดแปลกดีเหมือนกัน หลวงพ่อตอนนั้นก็ไม่ค่อยเข้าใจเหมือนกัน บางคนนั่งคือนอนนะ หลวงพ่อเพิ่งมาเข้าใจ เห็นมันนั่งแต่มันหลับกันนะ แต่ยายมานั่ง ปึก แล้วก็ตัวตั้งฉากเลย ถ้าท่านนอนก็หลับเลย
นั่งธรรมะในกุฏิกับท่าน ไม่เคยเห็นท่านนอนทำ และไม่เคยได้ยินท่านบ่นว่า เมื่อย เห็นนั่งตัวตรง ท่านบอกว่านี่เป็นการพักผ่อนของยาย เห็นจนกระทั่งเป็นปกติ ทำความละเอียด ทำบุญตลอด แล้วยังพูดว่า เพิ่งได้บุญนิดเดียว อย่างนี้จะไม่ให้หลวงพ่อใจแป้วได้อย่างไร
หลวงพ่อวัดปากน้ำก็ไม่ได้เจอ มีแต่นั่งธรรมะกับยาย แล้วก็มาสร้างวัดนี่ สารพัดไปหมดเลย โอ บุญเราจะไปได้สักแค่ไหน เพราะฉะนั้นตั้งแต่นั้นมา หลวงพ่อก็ไม่เคยมีความรู้สึกเห็นอะไรเป็นอุปสรรค รู้สึกมันเฉย ๆ เห็นอะไรมันเป็นบุญทั้งนั้นเลย เป็นบารมีที่เราจะต้องสั่งสม ไม่อย่างนั้น เดี๋ยวเราไปไม่ทัน ไม่ทันหลวงพ่อวัดปากน้ำ ไม่ทันยาย เก็บหมดเลย
เล่าเรื่องนี้ให้ฟังเพื่อจะให้ลูกทั้งหมดนี้มีความเข้มแข็งแบบยาย ดูยายเป็นตัวอย่างในการสร้างบารมี อย่าไปอ่อนแอ อย่าไปปวกเปียก ให้ทำทั้งสองอย่าง งานหยาบละเอียดควบคู่กันไป
• ต้องทรหดให้เหมือนรุ่นสร้างวัด
วัยขนาดนี้มันพร้อมสมบุกสมบันได้อย่างเต็มที่ ตอนหลวงพ่ออายุขนาดนี้ พอบวชก็สร้างวัดเลย คิดดูก็แล้วกัน พอบวชก็เป็นผู้ใหญ่ เป็นสมภารตั้งแต่วันแรก สมภารที่เขายังไม่ได้แต่งตั้ง มีลูกวัดอยู่องค์เดียวคือ หลวงพ่อ เป็นทั้งสมภารและลูกวัด มีอยู่องค์เดียว ทำงานก็ทั้งหยาบทั้งละเอียดตลอด
ตอนสร้างวัดทุรกันดารมาก เพราะไปวัด ไปมาไม่ค่อยสะดวก ถนนเป็นลูกรัง จากปากทางบางขันธ์มาถึงวัดหัวแดงเลย ทางเป็นหลุมเป็นบ่อ จากปากทางมาถึงวัดราว ๕ กิโล ใช้เวลาเกือบชั่วโมง ๔๕ นาทีหรือ ๕๐ นาที
หน้าวัดก็เป็นดินเหนียว ไม่ใช่ลูกรัง ฝนตกทีหนึ่ง เบรกรถไม่ได้บ้าง รถมันเอาข้างวิ่ง จะลงคลอง มันสไลด์ฟืด ไป ตอนนั้นโทรศัพท์ก็ไม่มี ต้องนั่งรถปิคอัพคันสีแดง ๆ จะโทรศัพท์ทีต้องไปถึงสะพานใหม่ กว่าจะกลับก็ตี ๑ ตี ๒ เป็นอย่างนั้นทุกวันเลย
ตอนเช้าก็ประชุมรุ่นแรก อุบาสก อุบาสิกา ให้เขาไปทำหน้าที่กัลยาณมิตร แต่ละคนก็ไม่เคยทำ อยู่บ้านก็เหมือนไข่ในหิน พอมาอยู่กับหลวงพ่อ เหมือนหินในไข่ ถูกฝึก สมบุกสมบันกัน
ฝึกวันแรกให้ไปทำหน้าที่กัลยาณมิตร ก็ไม่ได้บอกอะไรมาก บอกอย่างเดียวว่า เจ้าของบุญเขาคอยอยู่ ให้ไปตามเขามาทำบุญ เขาก็ไปกัน แล้วกลับมาเล่าให้ฟัง พูดเหมือนกัน บอกถูกไล่มา ไปบ้านไหน เขาไม่เปิดประตู เพราะมันยังใหม่อยู่
สมัยนั้น วัดพระธรรมกายยังเป็นศูนย์พุทธจักรฯ ถูกเขาไล่มา ไล่มาก็มาคุยกันว่าทำไมเขาถึงไล่ ปกติคนมันต้องต้อนรับสิ ไปทำท่าไหน เขาถึงไล่ออกมาอย่างนี้ ก็คุยกัน พบสาเหตุ เอ้า กลับไปใหม่ วันหลังเขาไม่ไล่ มันก็มีเรื่องราว ก็คุยกันไปอย่างนี้ คุยกันไปแก้กันไป ลองผิดลองถูก แต่ดีอย่างรุ่นนั้นใจสู้ เพราะทุกคนคิดอย่างเดียวกันว่า ต้องทำให้ได้ ไม่มีเวลาที่จะคิดว่า มันลำบาก เหมือนมีอุปสรรค สู้กันดึก ๆ ดื่น ๆ ทุกวัน กว่าจะมาเป็นวัดให้พวกเราได้สร้างบารมี ลำบากกันมากเลย สมัยนั้น
หลวงพ่ออยากให้วิญญาณของความทรหดอดทนของรุ่นแรก ๆ มาอยู่ในใจรุ่นที่ ๑๔ นี้ด้วย อยากให้มีชีวิตจิตใจ แกร่งเป็นเพชร มีทั้งใส ทั้งแกร่ง ไม่กลัวอุปสรรคใด ๆ เลย
• ทำความดีครั้งเดียว..ใช้ได้ตลอดไป
โดยเฉพาะในยามนี้ เป็นยามวิกฤตขององค์กรเรา เรามีเรี่ยวมีแรงแค่ไหน ทุ่มหัวใจเสียเถิด มันเป็นช่วงจังหวะชีวิตที่ดี ในขณะที่คนอื่นเขาเห็นว่าแย่ เพราะช่วงเวลาที่ใครเห็นว่า แย่ เกิดวิกฤติการณ์ เกิดกลียุค เกิดทุพภิกขภัย ถ้าเราใช้ช่วงเวลาลำบากเหล่านั้นสร้างบารมี มันจะได้บารมีแรงกว่าปกติ แล้วนึกในยามไหนก็แล้วแต่ มันจะมีปีติ มีความภาคภูมิใจ ทำครั้งเดียวใช้ได้ตลอดชาติ
ความดีนี้แปลก รับประทานอาหาร มันใช้ได้แค่ไม่กี่วัน อย่างมากก็ ๗ วัน แล้วต้องรับประทานใหม่ อาบน้ำเช้าก็ใช้ได้แค่กลางวัน เย็นต้องอาบอีกแล้ว หายใจเข้าใช้ได้แค่ ๒ วินาที ต้องหายใจออกแล้วก็สูดเข้าไปใหม่อีกแล้ว แต่ความดีนี่แปลก ทำทีเดียวใช้ได้ตลอดชาติ ได้หลายที
ลองทำดูเถิด ทุ่มชีวิตจิตใจสร้างบารมี ในช่วง ๑๘ เดือน ทั้งนั่งธรรมะ ทั้งทำหน้าที่กัลยาณมิตร ทั้งทำทุกสิ่ง ช่วยงานวัดจัดหาทุน ลองทำดูนะ ให้มันเต็มกำลัง ๑๘ เดือนผ่านไป ทุกอย่างบรรลุเป้าหมาย
อายุเรามากขึ้น ๑ ปี ๒ ปี ๓ ปี เรื่อยไป จนกระทั่งเราเข้าไปอยู่วัยที่หลวงพ่อกำลังเป็นอยู่นี่ นึกย้อนหลังในการทำความดีของเรา นึกเมื่อไรก็มีปีติ ให้มีความสุขทุกครั้งที่ได้นึก มีความภาคภูมิใจ เอาไปใช้ได้ แม้นอนอยู่บนเตียงคนป่วย
ตอนป่วย อาหารดี ๆ สั่งมาจากเหลาก็กินไม่ได้ เอากระเช้าดอกไม้มาเยี่ยม เอาของใส่ตะกร้ามาให้ดู กินไม่ได้ แต่ความดีที่เราทำอยู่นี้ แม้ป่วยอยู่ ร่างกายขยับเขยื้อนไม่ไหว แต่ยังเอามาใช้ได้เลยในตอนนั้น เพราะฉะนั้น ทำทีเดียวใช้ได้หลายที
ในยุคที่กำลังลำบาก ถ้าลูกทุกคนไม่กลัวความทุกข์ยาก ทุ่มเทชีวิตจิตใจทำงานให้บรรลุเป้าหมาย ก็จะเป็นอย่างที่หลวงพ่อว่าอย่างนี้แหละ แล้วไม่ได้ใช้เพียงแค่นี้ ตายแล้วยังเอาไปใช้ได้อีก มีชีวิตใหม่หลังจากตายแล้ว ใช้ได้อีก ลงมาเกิดใหม่ ได้อีก มันได้กันไปเรื่อย ๆ กินหูฉลาม ใช้ได้ไหม ได้ทีเดียวเท่านั้นเอง หมดแล้ว ขนมปังมันพักเดียวหมดแล้ว
รุ่นแรก ๆ ชุดบุกเบิก จะเป็นพี่อุบาสก พี่อุบาสิกา ที่เขาทำเป็นแบบอย่าง เขาเข้มแข็งอย่างไร รุ่น ๑๔ ต้องไม่น้อยหน้า ที่จริงจะต้องมีความเข้มแข็งยิ่งกว่านี้เข้าไปอีก เพราะเรามีแบบอย่างอยู่แล้ว มีกำลังใจของรุ่นพี่ เขาทำเป็นแบบแผนอยู่แล้ว เรามาต่อ มาเติม มายกกำลังกันไป มันก็จะยิ่งต้องดีกว่ารุ่นที่ผ่านมา
และโดยเฉพาะรุ่นนี้เป็นรุ่นที่ขยายงานไปสู่โลกภายนอก ไปสู่ต่างประเทศ งานมันกว้างกว่า รุ่นบุกเบิกที่สร้างแค่วัด แค่อาราม แต่รุ่นนี้เป็นรุ่นที่กำลังจะสร้างโลก ถ้ากำลังใจได้แค่เพียงรุ่นหนึ่ง รุ่นแรก ๆ เราสร้างโลกไม่ได้ เพราะฉะนั้น รุ่น ๑๔ เป็นรุ่นที่ออกไปสู่ต่างประเทศ กำลังใจต้องเข้มแข็งกว่ารุ่นแรก ๆ อีกหลายเท่า
• ต้องฝึกตัว ต้องทรหด อดทน
ใครมีความรู้สึกว่า บางครั้งเราก็ดี บางครั้งก็ไม่ดี ขึ้นลงเหมือนน้ำขึ้นน้ำลง เหมือนอยู่บนเรือเอี้ยมจุ๊น น้ำขึ้นก็ขึ้นตามเรือ น้ำลงก็ลงตามน้ำ ต้องปรับปรุงตัวใหม่นะ ต้องแก้ไขใหม่
หลวงพ่อเห็นลูกทุกคนอยู่ในสายตาหลวงพ่อตลอด รุ่นนี้แปลกดีรู้สึกว่า ต้องใช้ถ้อยคำที่เหมือนสำลีปะชีร้อยครั้ง ต้องนุ่มนวล งานถึงจะเดิน ถ้าพูดแรงนิดหนึ่ง ฝ่อแล้ว รุ่นแรกนี่ โครม จับโยนโครม โอ้โห โยนกันกระทบกระแทก ถ้าเป็นรถเป็นของก็บุบบู้บี้ แต่ก็อยู่ได้อย่างดีนะ อยากให้เข้มแข็งอย่างนั้น ทนได้ทั้งด่าง ทั้งกรด ดิน อากาศ ฟ้า ถ้อยคำ การแสดงออก งานหยาบละเอียด อยากให้เป็นอย่างนี้จังเลย
• นักสร้างบารมี ต้องไวต่อการสร้างบารมี
เราเป็นนักสร้างบารมี ต้องไวต่อการสร้างบารมี เห็นอะไรเป็นบุญปั๊บ ทันที เก็บเกี่ยวบุญหมด มันเป็นบุญของเรา เป็นบารมีของเรา
หลวงพ่ออยากเห็นลูก ๆ หลวงพ่อ เป็นสุดยอดของนักสร้างบารมี เห็นอะไรเป็นบุญ ไม่ต้องบอก เราตักตวงเอาก่อนเลย ซึ่งจะมีผล คือ จะช่วยเสริมให้บารมีละเอียด เพราะบุญจะกลั่นเป็นบารมี บารมีกลั่นเป็นรัศมี รัศมีกลั่นเป็นกำลัง กำลังกลั่นเป็นฤทธิ์ ฤทธิ์กลั่นเป็นอำนาจ อำนาจกลั่นเป็นสิทธิ สิทธิกลั่นเป็นเฉียบขาด มันก็จะกลั่นเป็นอย่างนี้ ทีนี้ถ้าเราไม่มีบารมี ไม่มีบุญ ไม่รู้จะเอาอะไรไปกลั่นมันเป็นอย่างนี้นะ
พอถึงตรง สิทธิ หมายความว่า งานละเอียดเราจะทำได้แล้ว เรามีเพาเวอร์ (Power) ที่จะไปรู้เห็นวิชชาแล้ว มันก็จะต้องมาจากบุญหยาบก่อน เอาไว้เยอะกว่าจะกลั่นออกมาได้นิดหนึ่ง มันต้องใช้ปริมาณของเยอะ น้ำเป็นถังกลั่นได้ขวดเดียว บุญก็ต้องเอาหมดทุกอย่าง อะไรเป็นบุญ เราเอาหมด บุญก็เก็บไว้ในใจ เขาจะมีเครื่องกลั่น ก็จะกลั่นไปเป็นชั้น ๆ ๆ ๆ มันเป็นอย่างนี้นะ
เพราะฉะนั้น อะไรเป็นบุญ ต้องไวต่อการแสวงหา ช้าไม่ได้ เพราะฉะนั้นลูกอุบาสกก็ดี ลูกอุบาสิกา เป็นนักสร้างบารมีแล้วต้องเป็นสุดยอดนักสร้างบารมี ไวต่อการแสวงหาบุญ แสวงหาบารมีทั้งหยาบละเอียด
แล้วก็ไม่ต้องคอยให้พี่ ๆ เขาพูดถ้อยคำต้อง สมูท (Smooth) จึงจะเข้าไปในใจได้ ไม่ต้องนะ เขาจะพูดอะไรไม่สำคัญ สำคัญว่า เราจะต้องไปสร้างบารมี ต้องฝึกเอาไว้นะ ทนทั้งกรด ทั้งด่าง ทั้งถ้อยคำที่นุ่มเหมือนสำลีปะชีร้อยครั้ง หรือเอาก้านบัวหลวงไม่ได้เอาหนามออกยอนหู ต้องได้หมดเลยนะ
เอาให้ดี เดี๋ยววันหลังไปปิกนิกกัน เราจะไปสร้างน้ำตก ไปฝึกทำงานหยาบเป็นทีมรุ่น ๑๐ ปีที่แล้ว อาสารุ่น ๑ หลวงพ่อให้ไปเกาะช้าง ไปสร้างเขื่อนหิน รุ่นนั้นเขานอนกะดินกะทราย เตียงไม้ไผ่มาทีหลัง นอนอยู่ในกลด แต่ทรหดอดทนจังเลย อยากให้รุ่นนี้เข้มแข็ง ไม่ปวกเปียก ต้องเป็นเพชร ๒๔ น. ไม่ใช่เป็นตอนเช้า ตอนบ่ายเป็นลูกรัง อย่างนี้เขาเรียกเพชรขยักขย่อน มันต้องเข้มแข็งตลอดนะลูกนะ