หยุดเป็นตัวสำเร็จ
หยุด ใจนิ่งสนิทไว้ กลางกาย
เป็น จุดสำคัญหมาย สู่เป้า
ตัว สมมติถูกมลาย สลายหมด
สำเร็จ พระพุทธเจ้า เสด็จเข้านิพพานเกษม
ตะวันธรรม
๒๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๐
------------------------------
22.
หยุดเป็นตัวสำเร็จ
วันอาทิตย์ที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๖ (๐๙.๓๐ น.)
**ปรับกาย**
เมื่อเราได้สวดมนต์บูชาพระรัตนตรัยกันเสร็จเรียบร้อยแล้วต่อจากนี้ไปตั้งใจให้แน่แน่วมุ่งตรงต่อหนทางพระนิพพานกันทุกๆ คนนะลูกนะ
ให้นั่งขัดสมาธิโดยเอาขาขวาทับขาซ้าย มือขวาทับมือซ้ายให้นิ้วชี้ของมือข้างขวาจรดนิ้วหัวแม่มือข้างซ้าย วางไว้บนหน้าตักพอสบายๆ
หลับตาของเราเบาๆ ค่อนลูก พอสบายๆ คล้ายๆ กับตอนที่เราใกล้จะหลับ อย่าไปบีบเปลือกตา อย่ากดลูกนัยน์ตา
**ปรับใจ**
ทำใจของเราให้เบิกบาน ให้แช่มชื่น ให้สะอาด บริสุทธิ์ ผ่องใส ไร้กังวลในทุกสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม ให้ปลด ให้ปล่อย ให้วาง ทำใจให้ว่างๆ
แล้วสมมติว่า ภายในร่างกายของเรานั้นปราศจากอวัยวะ ไม่มีปอด ตับ ม้าม ไต หัวใจ เป็นต้น ให้เป็นที่โล่งๆ ว่างๆ เป็นปล่อง เป็นช่อง เป็นโพรง กลวงภายใน คล้ายๆ ท่อแก้ว ท่อเพชรใสๆ
วันนี้วันอาทิตย์ เราก็มาประชุมพร้อมกันเพื่อประพฤติปฏิบัติธรรม ปกติเรานั่งกันอยู่ที่บ้านแบบฟรีสไตล์ที่เราถนัด คือจะเริ่มจากตรงไหนก่อนก็ได้ แต่ตอนท้ายมาลงที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ซึ่งอยู่ในกลางท้องของเรา ในระดับที่เหนือจากสะดือขึ้นมา ๒ นิ้วมือ นี่เราทำกันเป็นปกติทุกๆ วันที่บ้าน แต่อาทิตย์หนึ่งเราก็ควรจะมา ทบทวนหลักวิชชาที่พระเดชพระคุณหลวงปู่ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย ท่านได้อบรมสั่งสอนเอาไว้เกี่ยวกับเรื่อง ทางเดินของใจ ซึ่งเป็นทางไปเกิดมาเกิดของสัตว์โลก รวมทั้งตัวของเราด้วยว่า มีทั้งหมด ๗ ฐาน
**ทางเดินของใจ ๗ ฐาน**
ฐานที่ ๑ อยู่ที่ปากช่องจมูก ท่านหญิงอยู่ข้างซ้าย ท่านชายอยู่ข้างขวา
ฐานที่ ๒ อยู่ที่หัวตาของเรา ท่านหญิงอยู่ข้างซ้าย ท่านชายอยู่ข้างขวา ตรงตำแหน่งที่น้ำตาไหล
ฐานที่ ๓ อยู่ที่กลางกั๊กศีรษะ ในระดับเดียวกับหัวตาของเรา
ฐานที่ ๔ อยู่ที่เพดานปาก ช่องปากที่อาหารสำลัก
ฐานที่ ๕ อยู่ที่ปากช่องคอเหนือลูกกระเดือก
ฐานที่ ๖ อยู่ในกลางท้องของเรา ระดับเดียวกับสะดือ
สมมติว่า เราหยิบเส้นด้ายขึ้นมา ๒ เส้น นำมาขึงให้ตึง เส้นหนึ่งขึงจากสะดือทะลุไปด้านหลัง อีกเส้นหนึ่งขึงจากด้านขวาทะลุไปด้านซ้าย ให้เส้นด้ายทั้งสองตัดกันเป็นกากบาท จุดตัดเล็กเท่ากับปลายเข็ม ตรงจุดตัดเรียกว่า ศูนย์กลางกายฐานที่ ๖ เป็นที่สิงสถิตของดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์หยาบ ใสบริสุทธิ์โตเท่ากับฟองไข่แดงของไก่
ธรรมดวงนี้สำคัญมาก จะทรงรักษากายมนุษย์หยาบเอาไว้ ไม่มีธรรมดวงนี้เรามาเกิดเป็นมนุษย์หยาบไม่ได้ แล้วสำคัญยิ่งไปกว่านั้นคือ ถ้าธรรมดวงนี้ผ่องใสไม่เศร้าหมอง ชีวิตของเราก็รุ่งเรือง ถ้าเศร้าหมองไม่ผ่องใส ชีวิตก็ร่วงโรย ถ้าธรรมดวงนี้ดับ ชีวิตของเราก็ดับไปด้วย
ฐานที่ ๗ อยู่เหนือจากฐานที่ ๖ ขึ้นมา ๒ นิ้วมือ โดยสมมติเอานิ้วชี้กับนิ้วกลางมาวางซ้อนกัน แล้วนำไปทาบตรงจุดตัดของเส้นด้ายทั้งสองสูงขึ้นมา ๒ นิ้วมือ ตรงนี้เรียกว่า ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ นี่เป็นหลักวิชชาที่เราจะต้องศึกษาเอาไว้
**ความสำคัญของฐานที่ ๗**
ทุกฐานสำคัญทั้งนั้น แต่ฐานที่ ๗ สำคัญมาก เพราะเป็นที่เกิด ที่ดับ ที่หลับ ที่ตื่น และเป็นทางไปสู่อายตนนิพพาน ทางหลุดทางพ้นจากกิเลสอาสวะด้วย ฐานที่ ๗ สำคัญอย่างนี้
ที่เกิด คือ เวลาเรามาเกิด เราเป็นกายละเอียดเข้ามาทางปากช่องจมูกของบิดา หญิงเข้าข้างซ้าย ชายเข้าข้างขวา มาตามฐานต่างๆ แล้วมาหยุดนิ่งอยู่ที่ฐานที่ ๗ ของบิดา ดึงดูดให้บิดาไปหามารดาเพื่อประกอบธาตุธรรมส่วนหยาบ พอถูกส่วนเข้า กายละเอียดก็จะเคลื่อนออกจากฐานที่ ๗ ของบิดา ออกไปทางปากช่องจมูกฐานที่ ๑ แล้วเข้าปากช่องจมูกของมารดาไปหยุดอยู่ที่ฐานที่ ๗ หลังจากนั้นธาตุหยาบของมารดาบิดาที่ประกอบกันห่อหุ้ม แล้วก็หล่อเลี้ยงด้วยธาตุของมารดาเจริญเติบโตกันเรื่อยมา เวลามาเกิดจะต้องอยู่ที่ฐานที่ ๗ ของตัวเราของบิดาและของมารดาจะตรงกัน
ที่ดับ คือ ตาย ก็ต้องตายตรงนี้ที่ฐานที่ ๗ เพราะฉะนั้นตรงนี้สำคัญมาก หลักวิชชามีอยู่ว่า
ถ้าจิตผ่องใส ไม่เศร้าหมอง สุคติเป็นที่ไป
ถ้าจิตเศร้าหมอง ไม่ผ่องใส ทุคติเป็นที่ไป
ทุกชีวิตต้องไปสู่ปรโลก ซึ่งมีคติ ๒ ทางดังกล่าวนั้น เพราะฉะนั้นเมื่อเราจับหลักวิชชาตรงนี้ได้ ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านอบรมสั่งสอนแสดงเอาไว้อย่างนั้น
เราก็จะต้องทำจิตให้ใสเสมอ อย่าให้หมอง เพราะว่าช่วงสุดท้ายของชีวิต ทุกๆ ภาพ ทุกๆ กิจกรรม ทุกการกระทำทั้งอุปกรณ์ สิ่งแวดล้อม ทุกอย่างจะมาปรากฏฉายให้เห็นตรงนี้แต่เราไม่มีความรู้สึกว่าเราชะโงกมองเข้าไปในท้องนะ เราจะเห็นเป็นภาพ แต่ภาพฉายจากตรงนี้ แล้วเราก็ไปอยู่ตรงนี้ เหมือนอยู่ในเหตุการณ์ทุกเหตุการณ์ไม่ว่าเรื่องดีหรือเรื่องชั่วก็ตาม จะเห็นชัดเจนตรงนี้ด้วยตัวของเราเอง ผู้ที่แวดล้อมเราที่ยังแข็งแรงอยู่เขาไม่เห็นกับเรา เรามองเห็นคนเดียว จะหมองจะใสก็ตรงนี้
แล้วพอถูกส่วนก็หลุดออกจากฐานที่ ๗ ไปฐานที่ ๖ ไปยกเอาดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์หยาบตรงนั้นขึ้นมาดับ ดับตรงนี้แล้วก็ตกศูนย์ไปอีกทีหนึ่ง ออกไปตามฐานต่างๆ นี่เรียกว่า ไปเกิด จากฐานที่ ๗ ไปฐานที่ ๑ ไปแสวงหาที่เกิดกันใหม่
นอกจากนั้นฐานที่ ๗ ก็ยังเป็นฐาน ที่หลับและที่ตื่น หลับก็ตรงนี้ ตื่นก็ตรงนี้ ใจจะอยู่ในภวังคจิตตรงนี้ ถูกส่วนกายละเอียดก็ไปทำหน้าที่ฝัน แล้วมารายงานกายหยาบ จำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ตื่นก็ตื่นตรงนี้แหละ เกิด ดับ หลับ ตื่นตรงนี้
แล้วก็ยัง เป็นทางไปสู่อายตนนิพพาน คือ ทางไปสู่ที่จะไม่ต้องเกิด แต่ว่าเดินสวนทางกัน ไปเกิดจะเดินนอกออกไป ถ้าจะไม่เกิดจะเดินในเข้าไป ก็จะหยุดใจตรงนี้ พอถูกส่วนเข้าก็จะตกศูนย์ไปฐานที่ ๖ จะไปยกเอาดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์หยาบขึ้นมา ที่ใสบริสุทธิ์โตเท่ากับฟองไข่แดงของไก่ตรงนี้แหละ พระเดชพระคุณหลวงปู่ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย ท่านเรียกว่า ดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน หรือ ดวงปฐมมรรค จะสุกใสสว่างทีเดียว โตเท่ากับฟองไข่แดงของไก่เป็นธรรมเบื้องต้น หนทางเบื้องต้นที่จะไปสู่อายตนนิพพาน
**แผนผังชีวิต**
เมื่อธรรมดวงนี้ปรากฏแจ่มแจ้งขึ้นมาที่ฐานที่ ๗ ก็เป็นนิมิตหมายว่า การเดินทางไปสู่อายตนนิพพานกำลังจะเริ่มต้นขึ้น จากกลางดวงใสๆ นี่แหละ ใจจะหยุดนิ่งไปในกลางดวงนั้น พอถูกส่วนเข้าก็จะขยายออกมาจากกลางดวงเป็นดวงศีลที่สุกใสกว่าเดิม สว่างกว่าเดิม แล้วก็จะเข้าไปในทำนองเดียวกันอย่างนี้ไปเรื่อยๆ เลย
จะเข้าถึงดวงสมาธิ ดวงปัญญา ดวงวิมุตติ ดวงวิมุตติญาณทัสสนะ ชุดหนึ่งมี ๖ ดวง ๖ ดวงนี้ ตั้งแต่ปฐมมรรค หรือ ดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ดวงศีล ดวงสมาธิ ดวงปัญญา ดวงวิมุตติ ดวงวิมุตติญาณทัสสนะ เป็นดวงธรรมที่จะกลั่นให้ใจของเราบริสุทธิ์ละเอียดประณีตขึ้นไปเรื่อยๆ และเป็นดวงธรรมที่เชื่อมโยงระหว่างกายต่อกาย กายภายนอกกับกายภายใน และกายภายในกับกายในกายของภายในเข้าไปอีก
จะเชื่อมโยงเข้าไปถึงกายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์ กายรูปพรหม กายอรูปพรหม กายธรรมโคตรภู กายธรรมพระโสดาบัน กายธรรมพระสกิทาคามี กายธรรมพระอนาคามี และกายธรรมพระอรหัต จะเชื่อมโยง เห็นธรรมก่อน แล้วถึงจะเห็นกายในกาย
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงตรัสไว้ใน สติปัฏฐานสูตร ไปตามเห็นกายในกายเข้าไปเรื่อยๆ ตามเห็นเวทนาในเวทนา ตามเห็นจิตในจิต ตามเห็นธรรมในธรรม กาย เวทนา จิต ธรรมซ้อนกันอยู่ภายใน ทั้งหมด ๑๘ กาย แต่ละกายก็มีเวทนามีจิตมีธรรมที่ละเอียดประณีต บริสุทธิ์ขึ้นไปเรื่อยๆ ท่านให้ตามเห็นเข้าไป คือมองเข้าไปเรื่อยๆ มีอะไรให้ดูก็ดูกันไป
**ธรรมกาย**
กายที่สำคัญที่สุดก็คือ กายธรรม เป็นกายของผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานแล้ว กายนี้จะเปิดเผยความเป็นจริงของชีวิตให้เราทราบ ให้เราแจ่มแจ้งขึ้นมาว่า ชีวิตคืออะไร เรามาจากไหน มาทำไม อะไรคือเป้าหมายของชีวิต แล้วจะไปสู่เป้าหมายของชีวิตนั้นได้อย่างไร จะรู้จะเห็นได้ก็ด้วยกายธรรมนี้แหละ
แล้วก็เป็นกายธรรมที่พาเราข้ามพ้นวัฏสงสาร หลุดพ้นจากกิเลสจากอาสวะทั้งหลายได้ หลุดพ้นจากกฎแห่งกรรม กฎของไตรลักษณ์ ก็ด้วยกายธรรมนี่แหละ เพราะว่ากายธรรมนั้นมีธัมมจักขุ มีญาณทัสสนะ มีการเห็นที่แตกต่างจากการเห็นของกายที่อยู่ในภพทั้ง ๓ แตกต่างกว่าอรูปพรหม แตกต่างจากรูปพรหม แตกต่างจากกายทิพย์ แตกต่างจากกายมนุษย์ละเอียด แตกต่างจากกายมนุษย์หยาบ เพราะท่านเห็นได้รอบตัว ทุกทิศ ทุกทางในเวลาเดียวกัน ซ้าย ขวา หน้า หลัง ล่าง บน เห็นในเวลาเดียวกัน นี่เรียกว่า “ธัมมจักขุ” จักขุที่เกิดจากความบริสุทธิ์ล้วนๆ ไม่มีกิเลสมาปรุงแต่ง กายนี่แหละคือกายผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานแล้ว เห็นไปถึงไหนก็รู้ไปถึงนั่น
กายนี้จะเป็นกายที่เปิดเผยทุกสิ่งทุกอย่างของชีวิตเราและสรรพสัตว์ทั้งหลายที่มืดมนอนธการมายาวนาน จะถูกเปิดเผยก็ต้องเข้าถึงกายนี้ เป็นกายที่พญามารบดบังไม่ได้ เป็นที่พึ่งที่ระลึกอันสูงสุดของเรา มีทุกข์พึ่งท่านได้ มีสุขก็ยิ่งเพิ่มเติมความสุข บำบัดทุกข์บำรุงสุขกันอย่างเดียว กายนั้นเป็นที่พึ่งและเป็นที่ควรจะระลึกนึกถึงให้ได้ตลอดเวลา ถ้าเราปรารถนาที่จะมีความสุขที่แท้จริง หรืออยากจะรู้เรื่องราวความเป็นจริงของชีวิต ถึงกายนี้แล้วปิดประตูอบายภูมิ สุคติเป็นที่ไป จะไปเลือกภพภูมิไหนเกิดก็ได้
พระธรรมกายนั้นมีอานุภาพไม่มีประมาณ อัปปมาโณ พุทโธ อัปปมาโณ ธัมโม อัปปมาโณ สังโฆ หมายเอาพระธรรมกายคือ พุทธรัตนะ หมายเอาธรรมรัตนะ และหมายเอาสังฆรัตนะ ที่อยู่ภายในตัวของเรา ที่มีคุณไม่มีประมาณ จะเปลี่ยนแปลงจากผู้ไม่รู้มาเป็นผู้รู้ ที่ไม่เคยรู้เรื่องรู้ราวอะไรเลย จะเข้าใจชีวิตได้แจ่มแจ้งทีเดียว
**พญามารบดบังฐานที่ ๗**
วันนี้ เราจะฝึกใจให้หยุดให้นิ่งให้เข้าถึงพระรัตนตรัยในตัวนี้ให้ได้ ให้เข้าถึงพระธรรมกายให้ได้ วิธีเข้าถึงมีวิธีเดียวคือ หยุดกับนิ่ง ไม่ต้องไปทำอะไรที่นอกเหนือจากนี้ หยุดนิ่งอย่างเดียวเท่านั้นจึงจะเข้าถึงได้
พญามารเขาพยายามทำให้เราไม่หยุดไม่นิ่ง เขาจะทำให้ใจเรากระเจิง ระเบิดใจเราออกไปทุกทิศทุกทางทีเดียว ใช้ระบบแบ่งแยกแล้วปกครอง คือ ดึงใจให้ฟุ้งไปติดในรูป ในเสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์ ในคน ในสัตว์ ในสิ่งของอะไรต่างๆ เหล่านั้น เป็นต้น ระเบิดออกไปทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ ไปทุกทิศทุกทาง แบ่งแยกออกไปไม่ให้หยุดนิ่ง
เพราะถ้าหยุดนิ่งแล้วความลับที่เขาบดบังมานานจะถูกเปิดเผย เขาจะเอาชนะไม่ได้ ก็จะหลุดพ้นจากการเป็นบ่าวเป็นทาสของเขา เขาแบ่งแยกเพื่อจะปกครองให้ได้
ทางธรรมนั้นที่จะเข้าถึงพระธรรมกายต้องหยุดกับนิ่งอย่างเดียว ฝ่ายพระพยายามดึงให้หยุดให้นิ่ง ถ้าถูกส่วนเข้าก็จะเข้าถึงสิ่งที่มีอยู่ในตัวต่างๆ ดังกล่าว ถึงดวงธรรม ถึงกายภายใน แล้วก็ถึงพระธรรมกาย
แบ่งแยกและปกครองกันไปอย่างนี้ นี่คือวิธีการของเขา เขาจะเอาสิ่งต่างๆ มาดึงดูดเราให้ไปติดกะโหลกกะลา ให้ไปเพลิดเพลินกันอยู่ตรงนั้น ให้ไปหมกมุ่นกันอยู่ตรงนั้น เรื่องการทำมาหากินอย่างเดียวบ้าง สนุกสนานเพลิดเพลินบ้าง ให้มีปัญหา มีแรงกดดัน ให้อะไรสารพัด ไปหมกมุ่นกันอยู่ตรงนั้น ใจกระเจิดกระเจิงกันออกไปเลย เพื่อจะให้หลุดจากศูนย์กลางกายฐานที่ ๗
ระเบิดไปแล้วก็สมหวังเสียด้วย พอเขาระเบิดไปได้ เขาก็ปกครองได้ บังคับได้ เอากิเลสมาใส่ให้ก็ได้ บังคับให้สร้างกรรมก็ได้ แล้วให้มีวิบาก มีผลของกรรม มีอบายภูมิรองรับยาวนาน
ท่องเที่ยวในอบายภูมิกันหลายรอบทีเดียวกว่าจะหลุดพ้นมาได้ หลุดพ้นมาแล้วก็ทำให้ลืม พอเข้าสู่ครรภ์มารดาออกมาก็ลืมเลย แล้วมาเรียนรู้กันใหม่ เรียนรู้เรื่องเก่าๆ ไม่มีอะไรใหม่ ซ้ำๆ ซากๆ เมื่อทำพลาดอีกก็ลงไปอีก วนกันอยู่อย่างนี้ และบดบัง ไม่ให้เราไม่รู้ว่าเราไม่รู้ นึกว่าเรานี่ฉลาดเสมอ และบดบังว่าแม้รู้แล้วก็ยังไม่ให้รู้อยู่ดี ให้หยุดนิ่งได้ยาก ให้ไม่เชื่อบ้าง อะไรต่างๆ เหล่านี้หลากหลายทีเดียว
ดังนั้น หยุดอย่างเดียวจึงจะเป็นตัวสำเร็จให้เราเข้าถึงสิ่งที่มีอยู่ในตัวจริงๆ เข้าถึงพระรัตนตรัย เข้าถึงพุทธรัตนะ เข้าถึงธรรมรัตนะ เข้าถึงสังฆรัตนะ เข้าถึงได้แล้วก็จะเห็นอะไรไปตามความเป็นจริง ไม่ต้องด้นเดา ไม่ต้องใช้จินตนาการ จินตามยปัญญาไม่ต้องใช้แล้ว
ไปใช้ ภาวนามยปัญญา ซึ่งเป็นปัญญาระดับที่ลึกกว่า เหนือความนึกคิด เป็นปัญญาที่เกิดจากการเห็นที่เรียกว่า ปัญญาเป็นเครื่องเห็น เห็นแจ้งแล้วจึงรู้แจ้งเหมือนดึงของที่อยู่ในที่มืดมาสู่กลางแจ้ง ก็จะเห็นอะไรไปตามความเป็นจริง
เมื่อเห็นอะไรไปตามความเป็นจริงแล้วก็จะทำความเห็นให้ถูกต้องตรงต่อหนทางของพระนิพพาน ตอนนี้พญามารบังคับบัญชาไม่ได้แล้ว เพราะใจทุกดวงมุ่งไปทำพระนิพพานให้แจ้ง มุ่งหยุดอย่างเดียว นิ่งอย่างเดียว
เมื่อถูกส่วนก็เข้าถึงไปตามลำดับกระทั่งถึงกายธรรม แล้วจะเข้าถึงบุรุษ ๔ คู่ ๘ บุรุษ คือ
โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล
สกิทาคามิมรรค สกิทาคามิผล
อนาคามิมรรค อนาคามิผล
อรหัตตมรรค อรหัตตผล
จะเข้าถึงบุรุษ ๔ คู่ ๘ บุรุษ อย่างนี้ในตัว เมื่อเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันก็ได้ชื่อว่าเป็นพระอริยเจ้า เป็นพระโสดาบัน เป็นพระสกิทาคามี เป็นพระอนาคามี เป็นพระอรหันต์ เข้าถึงไปอย่างนี้ และจะทำพระนิพพานให้แจ้ง เห็นแจ่มทีเดียว ตั้งแต่นิพพานในตัวของธรรมกายที่เรียกว่า สอุปาทิเสสนิพพาน กับนิพพานที่ดับขันธปรินิพพาน ดับขันธ์ทั้ง ๕ แล้ว ที่เรียกว่า อนุปาทิเสสนิพพาน ด้วยธรรมกายนี่แหละ
ถ้าไม่เข้าถึงธรรมกายจะไม่ได้รู้เรื่องนิพพานหรอก มึนๆ งงๆ เข้าใจไปว่านิพพานสูญบ้าง คำว่า สูญ ไม่ได้แปลว่า ไม่มีอะไร แปลก ยิ่งสูญยิ่งเยอะ ยิ่งเป็นสูญยิ่งมีอะไรอีกเยอะแยะเมื่อใจว่างๆ แล้วในกลางความว่างนั่น โอ้โฮ ความรู้ทั้งหลายเยอะแยะหมดเลย ยิ่งสูญยิ่งเยอะ ยิ่งมีอะไรให้ศึกษาเหมือนกับเป็นกลางของทุกสิ่งทุกอย่างเลย หลังจากสูญจากกิเลสอาสวะที่มาบดบังแล้ว ยิ่งเห็นอะไรได้แจ่มแจ้ง เหมือนเอาเครื่องปัดน้ำฝนปัดน้ำฝนออกไป เอาผ้าเช็ดให้สะอาด จะเห็นอะไรก็ชัดเจนกว้างขวางเพราะไม่มีอะไรมาบดบัง นี่แปลกทีเดียว
เข้าถึงธรรมกายแล้วถึงจะรู้ ถ้ายังไม่เข้าถึงธรรมกายก็ไม่รู้เรื่องรู้ราว มั่วๆ มึนๆ ดีไม่ดีเลยพลอยไม่เชื่อว่านรกสวรรค์มีจริงเสียอีก ไม่เชื่อเรื่องกฎแห่งกรรมเสียแล้ว เพราะไม่ไปรู้ไปเห็น ไม่รู้เห็นเพราะไม่เข้าถึงธรรมกาย ที่ไม่เข้าถึงธรรมกายเพราะไม่หยุดไม่นิ่ง ที่ไม่หยุดไม่นิ่งก็เพราะมัวฟุ้งซ่านอยู่ ถูกเขาแบ่งแยกและปกครองกันอย่างนี้
**บริกรรมนิมิต**
วันนี้เป็นวันอาทิตย์ เรามารวมประชุมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเป็นพลังหมู่ อาศัยพลังใจซึ่งกันและกันมารวมกันเป็นหนึ่ง ให้ตั้งใจหยุดนิ่งกันให้ดีนะลูกนะ
ฝึกไป หยุดนิ่งไป อย่าท้อแท้ อย่าท้อถอย ฝึกไปทุกวัน วันนี้ไม่หยุด พรุ่งนี้ฝึกใหม่ ฝึกกันไปเรื่อยๆ อะไรจะมาทานความเพียรได้ เราจะล่วงทุกข์ได้ เอาชนะทุกข์ได้ ก็เพราะความเพียร เพราะความขยันและทำให้ถูกหลักวิชชา
ก่อนที่เราจะสวดมนต์ไหว้พระกันตั้งแต่เบื้องต้น เราคงจำภาพที่ปรากฏบนจอกันได้นะลูกนะ เป็นภาพองค์พระนั่งขัดสมาธิเจริญสมาธิภาวนาอยู่กลางดวงธรรมใสๆ เอาภาพนั้นมาตั้งไว้ในกลางกายฐานที่ ๗ หรือจำง่ายๆ ว่า อยู่ในกลางท้องของเรา จำให้ดี จำได้ชัดเจนแค่ไหนก็เอาแค่นั้นไปก่อน จำได้ตรงไหนก็เอาตรงนั้นไปก่อน
**บริกรรมภาวนา**
แล้วก็ทำใจให้หยุดให้นิ่งอย่างสบายๆ จะประคองใจด้วยบริกรรมภาวนาสัมมาอะระหังไปด้วยก็ได้ หรือจะไม่ภาวนาก็ไม่เป็นไร รักษาใจให้หยุดให้นิ่งๆ อยู่ที่กลางองค์พระ ซึ่งนั่งอยู่ที่กลางดวงธรรมใสๆ ใหญ่เล็กก็แล้วแต่ใจของเราชอบ เอามาน้อมไว้ในกลางกาย มองไปเรื่อยๆ อย่างสบายๆ
ภาพองค์พระกลางดวงนี้จะเป็นภาพที่ทำให้ใจใสจะเป็นภาพที่เอาชนะพญามารได้ พญามารกลัวผู้ที่มีภาพชนิดนี้ องค์พระใสๆ ที่อยู่ในกลางดวงใสๆ และภาพนี้จะทำให้เราเข้าไปสู่ของจริงที่มีอยู่ภายในในภายหลัง เข้าถึงดวงธรรม เข้าถึงกายในกาย และเข้าถึงพระรัตนตรัยในตัว
เมื่อเข้าใจกันอย่างนี้ดีแล้ว ต่อจากนี้ไปรักษาใจให้หยุดนิ่งๆ จำภาพองค์พระในลักษณะท็อปวิว (top view) หรือมองจากด้านบนลงไปด้านล่างตั้งแต่ปลายเกตุของท่าน ที่ตั้งอยู่บนจอมกระหม่อมบนพระเศียร ที่ตั้งอยู่บนคอ บนบ่า บนไหล่ บนแขน ฝ่ามือทั้งสอง ลำตัว มองอย่างนี้ไปเรื่อยๆ นะลูกนะ ไม่ช้าจะสมหวัง ให้ลูกทุกคนสมหวังดังใจในการเข้าถึงพระรัตนตรัยในตัววันนี้ทุกๆ คนนะลูกนะ ต่างคนต่างนั่งกันไปเงียบๆ นะ
หลวงพ่อธัมมชโย