อานิสงส์ การเจริญพุทธานุสติ
กายธรรมควรเทิดไว้ ในใจ
เป็นสรณะภายใน เที่ยงแท้
กว่านี้บ่มีใด เทียบได้
น้อมนบท่านไว้แล้ ค่ำเช้าสุขเสมอ
ตะวันธรรม
------------------------------
21.อานิสงส์ การเจริญพุทธานุสติ
วันอาทิตย์ที่ ๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๐ (๐๙.๓๐ น.)
เมื่อเรากล่าวคำบูชาพระรัตนตรัยกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ต่อจากนี้ตั้งใจให้แน่แน่วมุ่งตรงต่อหนทางของพระนิพพานกันนะ สำหรับท่านที่มาอย่างสม่ำเสมอ เข้าใจวิธีการปฏิบัติได้อย่างดี แล้วก็ให้ลงมือปฏิบัติธรรมได้เลย
ขอโอกาสให้แก่ผู้ที่มาใหม่ที่ยังไม่เข้าใจในการปฏิบัติธรรม ได้น้อมนำจิตตามเสียงหลวงพ่อไป มีผู้ที่มาใหม่อย่างนี้ทุกคราว ทั้งผู้ที่มาใหม่และผู้ที่มาอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำนั่งคละกันอยู่ในสภาธรรมกายสากลนี้ เมื่อหลวงพ่อแนะนำการปฏิบัติธรรมสำหรับท่านที่มาใหม่ อย่าได้รำคาญใจ ให้โอกาสแก่ท่านที่มาใหม่ทำความเข้าใจหนทางการปฏิบัติเบื้องต้นเพื่อที่ว่าจะทำได้ถูกต้อง เมื่อกลับไปบ้านแล้วอยู่ตามลำพังจะได้ทำได้ ท่านที่มาอย่างสม่ำเสมอก็ให้ลงมือปฏิบัติธรรมได้เลย ส่วนท่านที่มาใหม่ก็นึกน้อมใจตามเสียงหลวงพ่อไปทุกๆ คนนะ
**ปรับกาย**
ให้เอาขาขวาทับขาซ้าย มือขวาทับมือซ้าย ให้นิ้วชี้ของมือข้างขวาจรดนิ้วหัวแม่มือข้างซ้าย วางไว้บนหน้าตักพอสบายๆ
หลับตาของเราเบาๆ อย่าไปบีบหัวตา อย่ากดลูกนัยน์ตา หลับพอสบายคล้ายกับเรานอนหลับ หลับตาสักค่อนลูก คือเกือบจะปิดสนิท
ขยับเนื้อขยับตัวของเราให้ดี กะคะเนให้เลือดลมในตัวเดินได้สะดวก จะได้ไม่ปวดไม่เมื่อย ให้กล้ามเนื้อทุกส่วนของร่างกายผ่อนคลาย ตั้งแต่กล้ามเนื้อบริเวณเปลือกตา หน้าผาก ศีรษะ ต้นคอ บ่าทั้งสองไปถึงหัวไหล่ แขนถึงปลายนิ้วมือ ให้ผ่อนคลายให้หมด กล้ามเนื้อบริเวณลำตัว ขาทั้งสองถึงปลายนิ้วเท้า ระบบประสาทกล้ามเนื้อ ให้ผ่อนคลายให้หมด ทำอย่างนี้ทุกคนเลย
**ปรับใจ**
ใจที่เหมาะสมในการปฏิบัติธรรมที่จะทำให้ใจของเราหยุดนิ่งสงบ เข้าถึงสิ่งที่มีในตัวของเรา ถึงพระรัตนตรัยในตัว จะต้องเป็นใจที่ปลอดโปร่งว่างเปล่าจากภารกิจทั้งหลาย เครื่องกังวลทั้งปวง ไม่ว่าเรื่องการศึกษาเล่าเรียน เรื่องครอบครัว เรื่องธุรกิจการงาน หรือเรื่องอะไรที่นอกเหนือจากนี้ ทิ้งไปให้หมด ลืมไปชั่วคราว ทำประหนึ่งว่า เราไม่เคยเจอสิ่งเหล่านี้มาก่อนเลยในชีวิต คล้ายกับว่าเราอยู่ตัวคนเดียวในโลก ไม่เคยเจอะเจอคนสัตว์สิ่งของ เหตุการณ์ใดๆ ทั้งปวง
ทำใจให้ปลอดกังวล ปลอดความคิดทั้งหมด ใจนั้นว่างเปล่า โล่งๆ ว่างๆ เกลี้ยงๆ ไม่มีอะไรอยู่ในใจของเรา เป็นประดุจภาชนะที่ว่างเปล่า
นอกจากนั้นต้องทำใจให้เบิกบาน ให้แช่มชื่น ให้สะอาด ให้บริสุทธิ์ ให้ผ่องใส เคยขุ่นมัวขัดเคืองใจในเรื่องอะไรก็อภัยให้หมด แม้กระทั่งตัวของเราเองที่เคยพลาดพลั้งอะไรมา ก็ให้อภัยตัวของเราเอง ให้อภัยกับทุกสิ่งทุกอย่างกับทุกๆ คนในโลก
นอกจากให้อภัยแล้ว ยังต้องตั้งความปรารถนาดี นอกจากจะไม่ผูกโกรธ ไม่ขัดเคืองแล้ว ยังขอให้สิ่งเหล่านั้นและท่านเหล่านั้นเจริญรุ่งเรือง มีความสุขความเจริญ ทำอย่างนี้แล้วใจจะสบาย เราไม่มีเวรไม่มีภัยกับสิ่งใดๆ ทั้งสิ้น
ใจของเราเป็นประดุจแหล่งกำเนิดแห่งความปรารถนาดีที่เรามีแจกจ่ายอย่างไม่มีวันที่จะสิ้นสุด ให้ตัวเรามีความสุข ผู้ที่อยู่ใกล้ๆ มีความสุข ผู้ที่อยู่ห่างไกลออกไปเรื่อยๆ ให้มีความสุข ทั้งผู้ที่เป็นสิ่งหยาบๆ ที่เราเห็นด้วยตามนุษย์และที่เป็นกายละเอียดมีมากน้อยเท่าใดก็ตามขอให้ได้เข้าถึงสันติสุขอันไพบูลย์ มีความสุข สดชื่น เบิกบาน อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย คิดอย่างนี้ใจจะได้สบายๆ
**๑๘ กาย แผนผังชีวิต**
ใจสบายเป็นต้นทางของการเข้าถึงธรรมภายใน จะเข้าถึงสิ่งที่มีอยู่ภายในตัวของเรา พระพุทธเจ้าท่านนำสิ่งที่ท่านค้นพบภายใน คือความบริสุทธิ์ภายใน ธรรมต่างๆ มีดวงธรรมภายใน มีกายภายในซ้อนๆ อยู่เป็นชั้นๆ เข้าไป ท่านไปรู้ไปเห็นอย่างไร ท่านก็มาเล่าให้ฟัง มาแนะนำ มาสั่งสอน สิ่งที่มีอยู่ภายในที่เราไม่ได้รู้เรื่องเลย
ตั้งแต่ กายมนุษย์ละเอียด หน้าตาเหมือนตัวเรา ซ้อนอยู่ในกลางกายมนุษย์หยาบ
กายทิพย์ ซ้อนอยู่ในกลางกายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์ที่มีลักษณะสวยงาม มีเครื่องประดับสวยงาม ร่างกายไม่เป็นปุ่มเป็นข้อเป็นปมเหมือนมนุษย์ เต็มสวย คล้ายกับเอาลูกโป่งมาเป่า ซ้อนอยู่ในกลางกายมนุษย์ละเอียดที่หน้าตาเหมือนกับตัวเรา
กายรูปพรหม ซ้อนอยู่ในกลางกายทิพย์ ลักษณะคล้ายๆ กันแต่สวยกว่า โตใหญ่กว่า มีความประณีตกว่า รัศมีสว่างไสวยิ่งกว่า
กายอรูปพรหม ซ้อนอยู่ในกลางกายรูปพรหม ลักษณะคล้ายๆ กับกายรูปพรหม แต่ประณีตกว่า ใหญ่กว่า ใสกว่า สวยกว่า และมีความสุขมากกว่า
กายธรรมโคตรภู ซ้อนอยู่ในกลางกายอรูปพรหม กายธรรมนี้คือพุทธรัตนะ เป็นพระแก้วขาวใสบริสุทธิ์ หน้าตักหย่อนกว่า ๕ วานิดหน่อย เกตุดอกบัวตูม คล้ายดอกบัวสัตตบงกชเล็กๆ อยู่บนจอมกระหม่อมของท่าน ไม่ใช่เกตุเปลวเพลิง
กายธรรมพระโสดาบัน ซ้อนอยู่ในกลางกายธรรมโคตรภู หน้าตัก ๕ วา สูง ๕ วา
กายธรรมพระสกิทาคามี ซ้อนอยู่ในกลางกายธรรมพระโสดาบัน หน้าตัก ๑๐ วา สูง ๑๐ วา
กายธรรมพระอนาคามี ซ้อนอยู่ในกลางกายธรรมพระสกิทาคามี หน้าตัก ๑๕ วา สูง ๑๕ วา
กายธรรมพระอรหัต ซ้อนอยู่ในกลางกายธรรมพระอนาคามี หน้าตัก ๒๐ วา สูง ๒๐ วา
กายทั้งหมดนี้เป็นแผนผังของชีวิตซ้อนกันอยู่ภายในกายหยาบของเรา กายเป้าหมาย คือ กายธรรมอรหัต หน้าตัก ๒๐ วา สูง ๒๐ วา ไปถึงกายนั้นแล้วหลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวง แผนผังของชีวิตเป็นอย่างนี้
**อานุภาพพระธรรมกาย**
พระพุทธเจ้าท่านเข้าไปรู้ไปเห็นอย่างนี้ด้วยพระองค์เอง ไม่มีครูบาอาจารย์แนะนำสั่งสอน ท่านเข้าไปถึงไปรู้ไปเห็นแล้วนำมาสั่งสอนกันต่อไปให้มนุษย์และเทวดาได้รู้ว่า มีกายต่างๆ มีชีวิตต่างๆ ที่ซ้อนกันอยู่ภายในเป็นไปตามลำดับตั้งแต่หยาบไปสู่กายที่ละเอียดกว่า
กายที่เป็นที่พึ่งที่ระลึกอันสูงสุดที่แท้จริง คือ กายธรรมอรหัต ถ้าเข้าถึงตรงนั้นได้แล้ว เราก็พึ่งกายนั้นได้ เป็นตัวของตัวเอง เป็นอิสระ จะทำอะไรก็ได้ตามใจปรารถนา เป็นกายที่ทรงอภิญญา มีตาทิพย์ หูทิพย์
ตาทิพย์ คือ มองไปที่ไกลๆ ที่ไหนก็ได้ มองของละเอียดได้ เห็นชัดได้กว้างไกลไม่มีประมาณ เห็นภพภูมิต่างๆ เห็นการเวียนว่ายตายเกิดของสรรพสัตว์ทั้งหลาย
หูทิพย์ คือ ได้ยินเสียงอันเป็นทิพย์
ระลึกชาติได้ มองเห็นย้อนหลังได้ว่า ก่อนที่เราจะมาเกิดมาจากไหน เคยเกิดเป็นอะไรบ้าง เกิดมาแล้วเป็นผู้หญิงหรือเป็นผู้ชาย หรือว่าไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย สัตว์นรก หรือไปเกิดเป็นเทวดา รูปพรหม อรูปพรหม ระลึกชาติมองเห็นว่าเคยเกิดเป็นมนุษย์ชั้นสูง ชั้นกลาง ชั้นล่าง มีความเป็นอยู่กันมาอย่างไรก็เห็นได้ชัดเจนด้วยธัมมจักขุของพระธรรมกายอรหัต เห็นทะลุทีเดียว
รู้วาระจิต แสดงฤทธิ์ได้ ทำอาสวะให้สิ้นได้ เป็นต้น
เมื่อเป็นอิสระแล้วก็จะพึ่งตัวเองได้ กิเลสอาสวะพญามารไม่อาจจะมาบังคับบัญชาได้ เป็นตัวของตัวเองอย่างแท้จริง พึ่งตัวเองได้ ไปไหนมาไหนได้ด้วยตัวของตัวเอง เป็นที่พึ่งและเป็นที่ระลึกนึกถึงได้ตลอดเวลา
เข้าถึงแล้วก็มีความสุข ความสุขที่ไม่มีประมาณ เป็นความสุขที่สมบูรณ์ โดยไม่ต้องไปอาศัยวัตถุภายนอก สุขด้วยตัวของตัวเอง เป็นแหล่งกำเนิดแห่งความสุขที่ไม่มีที่สิ้นสุด กายธรรมอรหัตเป็นเป้าหมายปลายทางที่เราจะต้องไปให้ถึง
**หยุดนิ่งได้ก็เข้าถึงได้**
ท่านที่มาใหม่ต้องทำความเข้าใจว่า มีกายมีชีวิตที่อยู่ภายในซ้อนๆ กันอยู่ไปตามลำดับในตัวของเรา วิธีที่จะเข้าถึงได้ต้องเอาใจที่ซัดส่ายไปมาเอามาหยุดนิ่งอยู่ตรงกึ่งกลางกายฐานที่ ๗ เหนือสะดือขึ้นมา ๒ นิ้วมือ ในกลางท้องของเรา เอาใจที่แวบไปแวบมาคิดไปในเรื่องราวต่างๆ นำมาหยุดเป็นจุดนิ่งอยู่ในกลางกายของเรา หยุดให้ถูกส่วน หยุดให้นิ่ง ใจจะหยุดนิ่งต้องทิ้งทุกสิ่งทิ้งเรื่องคน สัตว์ สิ่งของ เรื่องราวต่างๆ ทั้งหมด เป็นใจที่เกลี้ยง เป็นกลางๆ ให้หยุดนิ่งถูกส่วน
**สภาวธรรมภายใน**
พอถูกส่วนจะเห็นไปตามลำดับ ตั้งแต่เห็นดวงธรรมเบื้องต้นเป็นดวงใสๆ อย่างเล็กขนาดดวงดาวในอากาศ อย่างกลางขนาดพระจันทร์ในคืนวันเพ็ญ อย่างใหญ่ขนาดพระอาทิตย์ตอนเที่ยงวัน เป็นธรรมเบื้องต้น จะเห็นได้ชัดเมื่อใจหยุดนิ่ง เห็นดวงธรรมในดวงธรรมเป็นชุดๆ เข้าไป ชุดละ ๖ ดวง เรื่อยไปเลย ๖ ดวงกายเข้าไปตามลำดับ
ต้องใจหยุดอย่างเดียวถึงจะเข้าไปถึงสิ่งเหล่านี้ได้ พอเข้าไปถึงแล้ว สิ่งแรกที่เราจะได้รับคือใจสบาย ปลอดโปร่ง โล่ง เบา ขยายออกไปไม่มีที่สิ้นสุด ใจที่ทึบๆ ตื้อๆ ตันๆ มึนๆ ซึมๆ งงๆ อึดอัด คับแคบ พอหยุดนิ่งถูกส่วน มันจะโล่งเหมือนตัวเราไม่ทึบ คล้ายๆ ตัวของเราจะค่อยๆ บางไปเรื่อยๆ
เมื่อใจยิ่งหยุดยิ่งนิ่งจนกระทั่งเรารู้สึกหายอึดอัด หายคับแคบ รู้สึกสบาย มีความสบายเกิดขึ้น ชอบ มีความพึงพอใจ ใจจะขยายออกไปเหมือนตัวจะพองโต ขยายออกไปเรื่อยๆ จากตัวเราเท่านี้ ก็ขยายใหญ่กว่าตัวสัก ๑ เท่า ๒ เท่า กระทั่งไปถึง ๑๐ เท่า ๑๐๐ เท่า ขยายพองเต็มสภาแห่งนี้ ยิ่งใจเรานิ่งเท่าไรก็ยิ่งขยาย ขยายจนกระทั่งกลืนไปกับบรรยากาศ กลืนไปเหมือนเราไม่มีร่างกายเลย ตอนนี้ตัวจะเบา มีความรู้สึกเบาจริงๆ เบาเหมือนจะเหาะจะลอยได้
ความสุขเริ่มเกิดขึ้นตั้งแต่ตอนนี้ อาการที่ตัวขยาย ตัวเบา ความสุขเกิดขึ้น เป็นความพึงพอใจที่เราไม่เคยเจอกันมาก่อน มันจะขยายอัดแน่นเต็มไปทุกอณูของความรู้สึกที่ขยายไปสุดขอบฟ้า เราจะยิ้มได้อยู่ในใจ ตาหลับแต่ใจเรายิ้มเพราะปลื้มใจกับความสุขที่เกิดขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน บางคนน้ำหู น้ำตาไหล เป็นน้ำตาเย็นที่พรั่งพรูออกมาเมื่อใจเราใส ใจสบาย
ยิ่งเรานิ่งหนักเข้าไป ความบริสุทธิ์ของดวงจิตจะเกิดเพิ่มขึ้น เมื่อใจสงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม สงัดจากความยินดียินร้ายทั้งหลายจะสุขยิ่งขึ้น กระทั่งเห็นแสงสว่าง เป็นแสงสว่างที่เลือนรางเหมือนฟ้าสางตอนตี ๕ ในฤดูร้อน เหมือนฟ้าสางๆ กระจ่างขึ้นมาเรื่อยๆ เมื่อใจเรานิ่งเฉยๆ แล้วสว่างขึ้นเป็นแสงแห่งความบริสุทธิ์ภายในเจิดจ้าขึ้น
เมื่อใจหยุดนิ่งเป็นอัปปนาสมาธิ คือ นิ่ง และความนิ่งนั้นมันแน่นไปหมด เหมือนเราเขียนตัวอักษรคำว่า “นิ่ง” ตั้งแต่ตัวเล็กๆ จนกระทั่งตัวโตเท่ากับสุดฟ้าครอบ คือ มันแน่น คำว่า นิ่งมันแน่นอัดเต็มไปหมด ความสุขก็แน่น แสงสว่างเจิดจ้าเพิ่มขึ้น จนกระทั่งสว่างเหมือนดวงอาทิตย์ตอนเที่ยงวัน แต่ว่าเป็นแสงกระจายกว้างออกไปอย่างไม่มีขอบเขต
เมื่อใจเรานิ่งต่อไปในกลางความสว่างมากๆ เราจะเห็นจุดสว่างเล็กๆ เป็นเครื่องหมาย เหมือนเป็นจุดกึ่งกลาง หรือแหล่งกำเนิดแห่งความสว่าง สว่างกว่าความสว่างที่กระจายไปโดยรอบ เป็นจุดสว่างเล็กๆ เป็นความสว่างปนความใส ทั้งใสทั้งสว่างทั้งสุขมาพร้อมกันทีเดียว
มีความใส ความสว่าง มีความสุขเกิดขึ้น จากจุดเล็กๆ ถ้าใจเรานิ่งๆ อยู่ตรงนั้นอย่างสบายๆ อย่างธรรมดา เป็นธรรมชาติ เหมือนที่เรามองดูดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดวงดาว คน สัตว์ สิ่งของ ถ้าเราดูเฉยๆ เดี๋ยวจุดนั้นจะขยายกว้างโตขึ้นๆ ตัวเราเหมือนถูกดึงดูดเข้าไปหาสิ่งนั้น
ในที่สุดสิ่งนั้นก็เข้าใกล้เรามา จนกระทั่งเป็นดวงกลม เห็นชัดเลยว่าเป็นดวงกลมๆ เหมือนดวงแก้วที่เจียระไนให้เป็นทรงกลม แต่นุ่มนวลกว่า ไม่แข็งกระด้างเหมือนดวงแก้วที่เราเห็นภายนอก ดูราวกับว่ามีชีวิต ถ้าเราเอานิ้วแตะแทบจะหยุ่นเข้าไปข้างใน เป็นดวงที่ใส สว่าง มีความรู้สึกว่า กลมกว่าดวงแก้วกลมๆ ภายนอก และมีความสว่างเจิดจ้า สว่างยิ่งขึ้นไปเรื่อยๆ นี่แหละ ดวงธรรมเบื้องต้น
จากจุดนี้ เราก็จะเห็นไปตามลำดับอย่างที่กล่าวไว้เบื้องต้น เห็นดวงธรรม เห็นกายภายในซ้อนๆ กันอยู่ นี่เป็นเนื้อเป็นหนังของชีวิต ของการปฏิบัติธรรม ของพระพุทธศาสนา คำสอนต่างๆ พรั่งพรูออกมาจากพระธรรมกายตรงนี้แหละ ในเมื่อเราเข้าถึงพระธรรมกาย
เป็นข้อแนะวิธีการปฏิบัติให้ได้เข้าถึงกายต่างๆ ดวงธรรมต่างๆ ภายใน จะอธิบายกันพิสดารอย่างไรออกไปก็แล้วแต่ มาจากจุดเริ่มต้นในกลางกายของเรา คือในกลางพระธรรมกาย เพราะฉะนั้นพระธรรมกายภายในนี่แหละคือสรณะที่พึ่งที่ระลึกอันสูงสุด
ที่เรียกว่า ธรรมกาย เพราะว่ากายของท่านประกอบไปด้วยธรรมล้วนๆ บริสุทธิ์ล้วนๆ รวมกันเกิดเป็นก้อนกาย บางทีเรียกว่า กายธรรม คือ กายของท่านเป็นธรรมล้วนๆ
คำบางคำ เวลาเราแปลกลับไปกลับมาแล้วความหมายไม่เหมือนกัน แต่บางคำกลับไปกลับมามันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอย่างคำนี้ ธรรมกาย กับ กายธรรม กลับไปกลับมากี่เที่ยวก็แปลลงไปอันเดียว คือธรรมประกอบกันแล้วไปเป็นกาย หรือกายประกอบไปด้วยธรรมทั้งปวง นี่ธรรมกายเป็นที่หมายของชีวิตพวกเราทุกคน
เมื่อถึงธรรมกายแล้วจะไปนรกก็ได้ จะไปสวรรค์ก็ได้ จะไปนิพพานก็ได้
วันนี้ ภาคเช้าเราจะประกอบพิธีบูชาข้าวพระ ก็จะต้องอาศัยกายธรรมภายในนี่แหละ น้อมนำเครื่องไทยธรรมทั้งหลายที่เรานำมาจากที่บ้าน อันมีดอกไม้ ธูปเทียน อาหารหวานคาว รวมมาหยุดอยู่ในกลางธรรมกาย แล้วพระธรรมกายประกอบวิชชาธรรมกาย ทำความละเอียดของเครื่องไทยธรรมให้มีความละเอียดและบริสุทธิ์เท่ากับอายตนนิพพาน พอถูกส่วนก็จะถูกดึงดูดวูบตกศูนย์เข้าไปสู่ในอายตนนิพพาน และเครื่องไทยธรรมเหล่านั้นก็เต็มพรึบไปหมด อย่างนี้เรียกว่า การบูชาข้าวพระ จะต้องอาศัยกายธรรมเท่านั้น อย่างอื่นทำไม่ได้
ก่อนที่เราจะประกอบพิธีบูชาข้าวพระ ให้ทุกคนทำใจให้หยุดนิ่งอยู่ภายใน จนกว่าใจจะหยุดนิ่ง แล้วเข้าถึงธรรมไปตามลำดับ ตั้งแต่ธรรมเบื้องต้นที่เรียกว่า ปฐมมรรค เหมือนดวงสว่างเล็กๆ จุดสว่างคล้ายดวงดาว ดวงจันทร์ หรือดวงอาทิตย์ จนกระทั่งเข้าถึงกายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์ กายรูปพรหม กายอรูปพรหม และเข้าถึงกายธรรมในที่สุด
**ฐานที่ตั้งของใจ ๗ ฐาน**
หลวงพ่อพูดถึงการเอาใจมาอยู่ที่ฐานที่ ๗ ท่านที่มาใหม่ยังไม่เข้าใจ ก็ทำความเข้าใจสักนิดหนึ่ง
ฐานที่ ๑ อยู่ที่ปากช่องจมูก ท่านหญิงอยู่ข้างซ้าย ท่านชายอยู่ข้างขวา
ฐานที่ ๒ อยู่ที่หัวตา ท่านหญิงอยู่ข้างซ้าย ท่านชายอยู่ข้างขวา
ฐานที่ ๓ อยู่ที่กลางกั๊กศีรษะ ระดับเดียวกับหัวตาของเรา
ฐานที่ ๔ อยู่ที่เพดานปาก ช่องปากที่อาหารสำลัก
ฐานที่ ๕ อยู่ที่ปากช่องคอเหนือลูกกระเดือก
ฐานที่ ๖ อยู่ในกลางท้องระดับเดียวกับสะดือของเรา
ฐานที่ ๗ อยู่เหนือจุดตัดของเส้นด้ายทั้งสองที่เราสมมติ ขึงให้ตึงจากสะดือทะลุหลังและขวาทะลุซ้าย เหนือขึ้นมา ๒ นิ้วมือเรียกว่า ฐานที่ ๗ เป็นที่หยุดใจของเรา
**การเจริญพุทธานุสติ**
ท่านที่มาใหม่ต้องเอาใจไปหยุดนิ่งอยู่ตรงฐานที่ ๗ โดยกำหนดบริกรรมนิมิตขึ้นมาในใจ นึกถึงพระแก้วใสบริสุทธิ์ ให้ท่านขัดสมาธิทำสมาธิหันหน้าออกทางเดียวกับตัวของเรา ให้เป็นบริกรรมนิมิตแทนองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ในอายตนนิพพาน นึกอยู่กลางท้องตรงฐานที่ ๗ ขนาดองค์พระเล็กใหญ่แล้วแต่ใจเราชอบ ถ้าชอบกำหนดใหญ่ก็นึกองค์ใหญ่ ชอบขนาดเล็กเราก็นึกองค์เล็ก จะทำด้วยวัสดุอะไรก็ได้ แต่ใส เป็นแก้วดีที่สุด นึกให้ใสเป็นแก้วอยู่ในกลางท้องของเราตรงฐานที่ ๗
ลักษณะที่เรานึก เบื้องต้นเหมือนกับเรามองจากด้านบนลงไปด้านล่าง จากพระเศียรของท่านลงไป หน้าตาท่านเราเห็นไม่ชัดหรอก ให้นึกองค์พระแก้วใสบริสุทธิ์ นึกอยู่ภายในอย่างสบายๆ
นึกถึงพระพุทธเจ้า อย่าไปซีเรียส อย่าตั้งใจมากเกินไป ให้นึกอย่างสบายๆ ด้วยความเลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคเจ้าทุกพระองค์ นึกอย่างนั้นให้ต่อเนื่องกันไป อย่าเผลอไปคิดเรื่องอื่น ให้มีแต่พระแก้วใสๆ บริสุทธิ์อยู่ในกลางท้องของเรา แล้วทำใจหยุดนิ่งๆ สบายๆ ในกลางองค์พระที่เราเห็น ที่เรากำหนดขึ้นมา
ใหม่ๆ นึกได้ไม่ชัดเจนก็ไม่เป็นไร แต่ให้นึกต่อไปด้วยใจที่เยือกเย็น เดี๋ยวเราจะค่อยๆ เห็นขึ้นมาทีละเล็กละน้อย จนกระทั่งชัดขึ้นเหมือนเราลืมตาเห็น ถ้าเรานิ่งต่อไปจะชัดยิ่งกว่าลืมตาเห็น
ตอนนี้นึกถึงพระแก้วใสๆ บริสุทธิ์ ให้ใสเหมือนกับเพชร สว่างเหมือนกับดวงอาทิตย์ตอนเที่ยงวัน ถ้าเป็นความสว่างให้เย็นตาเย็นใจ ให้นึกอย่างนี้พร้อมกับภาวนาในใจ สัมมาอะระหังภาวนาไปอย่างนี้ ภาวนาให้ใจใสบริสุทธิ์ ในใจมีแต่พระแก้วใสอย่างเดียว นึกอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ อย่างสบายๆ อย่างมีความสุข ในการที่จะได้เจริญพุทธานุสติ มีพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ มีพระแก้วเป็นสิ่งแทนองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
**อานิสงส์การเจริญพุทธานุสติ**
การนึกพระพุทธเจ้ามีอานิสงส์ใหญ่ ปิดประตูอบายภูมิ คือ ไม่ไปเกิดในนรก ไม่ต้องไปเป็นเปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน ถ้านึกหนักเข้าจนกระทั่งเห็นองค์พระได้ใสแจ่ม กระแสกรรมต่างๆ ที่ทำมาตามไม่ทัน ถึงแม้ไม่หมดแต่ก็ตามไม่ทัน กรรมจะหมดต่อเมื่อหมดกิเลส หมดกิเลสก็หมดกรรม หมดกรรมก็หมดวิบาก
ถ้าเราเห็นองค์พระใสๆ อย่างนี้ แม้กรรมยังไม่หมด แต่ก็ตามไม่ทัน เหมือนเราขี่จรวด นั่งเครื่องบิน แต่กรรมเหมือนขี่จักรยานหรือเดินเท้าเปล่า เพราะอานุภาพการเจริญพุทธานุสติ ระลึกถึงผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานแล้วเป็นชีวิตจิตใจ ทุกลมหายใจเข้าออก จนกระทั่งท่านมาปรากฏอยู่ในกลางใจของเราติดอยู่ตลอดเวลา ๒๔ น. มีอานุภาพอย่างไม่มีประมาณ ปิดประตูอบายได้ เพราะใจจะเกลี้ยงเกลาผ่องใสตลอด
ที่เคยพลาดพลั้งไปในอดีตแล้วก็แล้วกันไป แต่สิ่งที่เราทำในปัจจุบันนี้มันผ่องใส เมื่อจิตผ่องใส ไม่เศร้าหมอง สุคติเป็นที่ไป เราจะไปมีกายใหม่หลังจากละโลกไปแล้ว เป็นกายทิพย์ที่สวยงาม มีรัศมีที่สว่าง มีสมบัติอันเป็นทิพย์ มีวิมาน มีบริวารเกิดขึ้นมากมายก่ายกอง
รัศมีที่สว่างจะอยู่แถวหน้า ถ้าเป็นเทวดาเขาดูกันที่รัศมี ที่มีรัศมีน้อยสู้รัศมีมากไม่ได้ก็ต้องถอยห่างออกไป เหมือนเราลืมตาดูดวงอาทิตย์ มันสู้กันไม่ไหว ต้องมาดูในระดับแสงเทียน แสงหลอดไฟ แสงนีออน เป็นต้น
การระลึกนึกถึงพุทธานุสติอย่างนี้ ปิดประตูอบาย มีสุคติเป็นที่ไป สว่างไสวตลอดปี เป็นสหายแห่งเทวดายาวนานทีเดียว เมื่อถึงคราวที่จะต้องมาเกิด ก็จะเกิดในตระกูลสูง กระแสบุญแห่งการระลึกนึกถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ใช่เรื่องเล็ก จะติดตัวมาเกิดในตระกูลที่ดี มีโภคทรัพย์สมบัติรอคอย ทุกอย่างเพียบพร้อมที่จะนำเราเข้าไปถึงกระแสธรรมได้ในที่สุด
ดังนั้น ให้นึกถึงพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ โดยเอาพระแก้วใสๆ เป็นสิ่งแทนพระองค์ท่านมีอานิสงส์มาก แม้ในปัจจุบันนี้ ถ้าเข้าถึงเมื่อไร นึกได้ตลอดเมื่อไร ก็ยังทำให้เรามีความสุข สดชื่นเบิกบานทันทีที่เราระลึกถึง
ในสมัยหนึ่ง มีหญิงคนหนึ่งอยากจะไปทำบุญที่วัด เห็นแสงไฟประทีปที่ลานพระเจดีย์ใกล้บ้านตน แต่ตัวเองกำลังตั้งครรภ์พ่อกับแม่ก็เห็นว่าเป็นช่วงพลบค่ำไม่เหมาะที่เธอจะไป เธอจึงถูกห้าม แต่ใจเธออยากจะไปวัดฟังธรรม อยากปฏิบัติธรรม อยากจะไปบำเพ็ญบุญ ใจครุ่นคิดอยู่อย่างนั้นทั้งวัน ใจก็อยู่ที่วัดนึกถึงพระพุทธเจ้าและพระเจดีย์อยู่ในใจเป็นอารมณ์ตลอดเวลา ใจไม่ได้ห่างจากพระผู้มีพระภาคเจ้าและพระเจดีย์เลย อยากจะไปวัดจังเลย กระทั่งใจผ่องใสตกกระแสธรรม ด้วยอานุภาพแห่งปีติในการเจริญพุทธานุสติเป็นอารมณ์ มีอานุภาพพาตัวที่หนักๆ เหาะลอยไปในอากาศได้ แล้วไปตกที่อารามแห่งนั้น
ถ้าเลื่อมใสกันหนักจริงๆ นึกถึงจริงๆ จนกระทั่งองค์พระใสแจ่มกระจ่าง ถูกส่วนเข้าจนมารกันไม่อยู่ พรึบไปได้เหมือนกันด้วยกายเนื้ออย่างนี้แหละ
เพราะฉะนั้น นับประสาอะไรกับที่ละโลกแล้วจะปิดอบายภูมิไม่ได้ ปิดอบายได้ ไปสู่สุคติภพ เกิดมาก็มีสุขต่อไปอีก เพราะกระแสแห่งบุญที่ระลึกนึกถึงพระพุทธเจ้าส่งต่อเนื่องกันไปเหมือนคลื่นลูกแล้วลูกเล่าส่งต่อๆ กันไปเรื่อยๆ เหมือนเราเปิดสวิตช์ไฟ ไฟก็ติดสว่างทุกเสาตลอดทั้งถนนอย่างนั้นแหละ บุญนี้ก็ติดไปทุกชาติ
**บุญคืออะไร**
บุญ คือ พลังงานชนิดหนึ่งที่จะดึงดูดสิ่งที่ดีและผลักสิ่งที่ชั่วร้ายทั้งหลายออกไป เป็นความใสสว่างบริสุทธิ์อัดแน่นอยู่ภายในกลางของแต่ละกาย ทุกกายมีที่เก็บเป็นดวง ดวงบุญใสส่งกระแสตลอดเวลา
เวลาบุญส่งผล จิตใจเราจะเบิกบาน ชุ่มชื่น มีความสุขร่างกายแข็งแรง ไม่เจ็บ ไม่ป่วย ไม่ไข้ ผิวพรรณวรรณะผ่องใสสว่างเป็นที่ดึงดูดตาดึงดูดใจของทุกคนที่เห็นเรา ใจเราจะมีแต่ความสุข มีกำลังทั้งร่างกายและจิตใจ ร่างกายมีเรี่ยวมีแรง จิตใจก็เข้มแข็งไม่ได้มองเห็นว่าอะไรเป็นอุปสรรค มีพลังที่จะเอาชนะอุปสรรค พลังที่จะสร้างความดี
บุญยังส่งผลให้ความคิดของเราแจ่มใส คิดอะไรก็ได้ดั่งใจ
ทะลุปรุโปร่ง มองเห็นเป็นภาพ เป็นเรื่องราว คาดการณ์ในอนาคตได้ถูกต้อง คิดออก พูดก็ได้ดังใจ แถมถ้อยคำที่พูดก็มีพลัง ใครฟังแล้วเขาก็เชื่อถืออยากจะทำตาม การกระทำนั้นก็สำเร็จ ไม่ว่าจะทำอะไรก็จะสำเร็จ
เป็นนักกีฬาก็ประสบชัยชนะ เป็นนักเรียนก็จะเรียนดี เป็นนักธุรกิจก็จะได้เป็นมหาเศรษฐี ถ้าครองเรือนก็จะอยู่เย็นเป็นสุข ถ้ารับราชการก็จะไปสูงที่สุดในสายนั้น ถ้าเป็นพระก็จะได้บรรลุมรรคผลนิพพาน อย่างนี้เป็นต้น นี่คือกำลังบุญเขาส่งไป และเขาก็จะดึงดูดสมบัติไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็แล้วแต่ เช่น สมบัติในอากาศ เขาก็คว้าเงินทองจากอากาศมาได้เกี่ยวกับเรื่อง โทรคมนาคมอย่างนั้น สมบัติตั้งแต่อยู่ในอากาศ อยู่บนยอดเขา เรื่อยลงมาถึงพื้นดิน ไล่ไปถึงในทะเล ใต้ทะเลก็คว้ามาได้
บุญจะดึงดูดจังหวะชีวิตที่ดี โอกาสที่ดีๆ มีคนมาช่วยเหลือ พูดกับใครเขาก็สนับสนุน เกิดสภาพคล่องขึ้นมา พวกพ้องบริวารก็ร่วมมือ ซื่อสัตย์ สุจริต ได้ทั้งคนซื่อ คนฉลาด ได้คนดีมีฝีมือมาเป็นมือเป็นเท้า สนับสนุนทุกอย่าง จนกระทั่งอยากได้อะไรก็ได้ดั่งใจหมด นี่คือกำลังบุญส่งผล
ส่งมากหนักยิ่งขึ้นจนกระทั่งอิ่มเต็มในโลกียทรัพย์ ได้สมบัติจักรพรรดิตักเท่าไรก็ไม่พร่องเกิดขึ้นมา เหมือนท่านโชติกเศรษฐี ท่านชฎิลเศรษฐี ทำบุญด้วยทอง ก็มีภูเขาทองโผล่เกิดขึ้นมาเต็มไปหมด เกิดขึ้นอย่างอัศจรรย์ ท่านเมณฑกเศรษฐีมีสมบัติจักรพรรดิ มีฝูงแพะกายสิทธิ์ ดึงสมบัติจากปากแพะออกมาแล้ว อยากได้อะไรมันก็ออกมาอย่างนั้น
สมบัติมีมากจนกระทั่งอิ่มเต็ม พอเต็มเข้าก็แจกจ่ายคนอื่นต่อไปอีก ทำกันต่อไปจนกระทั่งไม่มีความปรารถนาอยากจะได้สมบัติอย่างนี้ ก็แสวงหาอริยทรัพย์ภายใน เอาสมบัติที่ยิ่งไปกว่านี้ที่จะทำให้ชีวิตนี้มีความสุขสมบูรณ์ เพราะว่าโลกียทรัพย์เราได้มาจนกระทั่งเป็นพระเจ้าจักรพรรดิก็แล้ว มีสมบัติตักไม่พร่องก็แล้ว แต่ใจยังไม่บริบูรณ์ ยังรู้สึกว่ายังต้องแสวงหาอะไรอีกต่อไป แต่ไม่ใช่ทรัพย์สินภายนอก
ก็จะทิ้งสิ่งเหล่านั้นแล้วมุ่งหาอริยทรัพย์ ทรัพย์ที่เป็นเครื่องปลื้มใจของพระอริยเจ้า ของผู้รู้ ของบัณฑิต ของนักปราชญ์ ก็จะแสวงหาทรัพย์ชนิดนี้ จนกระทั่งกำลังบุญส่งผลให้เจอครูบาอาจารย์ ให้มีศรัทธา ให้ได้มาฟังธรรม ให้เข้าใจในธรรมนั้น ได้ลงมือปฏิบัติ และให้เข้าถึงธรรมนั้น บรรลุธรรมนั้นตามคำที่ครูบาอาจารย์หรือพระบรมครูท่านสั่งสอนจนหมดกิเลสอาสวะไปถึงอายตนนิพพาน กำลังบุญมากหนักยิ่งขึ้นก็ไปถึงที่สุดแห่งธรรม
เรื่องบุญเป็นเรื่องสำคัญ ยิ่งใหญ่ ใครทำใครก็ได้ ใครไม่ทำ คนนั้นก็ไม่ได้ บุญที่ทำใครจะมาแย่ง มาชิง มาปล้น จะเอาบุญของเรานี้ไปไม่ได้เลยทั้งสิ้น เกิดเป็นมนุษย์แล้วบุญนี้ยังตามส่งมา ถ้ากำลังบุญมากครอบครัวหรือตระกูลที่จะมารองรับต้องเป็นตระกูลที่เหมาะสม บุญมากตระกูลนั้นต้องใหญ่ เอาสมบัติมาคอยท่า พ่อแม่ต้องรูปร่างสวยงาม พอลูกออกมาก็มีรูปสมบัติ คนมีบุญก็มีรูปสมบัติที่งาม มีทรัพย์สมบัติมาก มีคุณสมบัติที่ยิ่งใหญ่ เฉลียวฉลาด แตกฉาน จะเกิดอยู่ที่ไหน แม้เกิดอยู่ในป่าก็ตาม แต่บุญนั้นจะต้องพัดผันมาอยู่ในเมือง เกิดในตระกูลต่ำก็ต้องสูง เกิดสูงก็จะต้องสูงยิ่งขึ้นไป จนกระทั่งปกครองประเทศชาติบ้านเมืองกันต่อไป
แม้ละโลกไปแล้ว กำลังบุญมาก สวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา ไม่อาจจะรองรับได้ ก็จะต้องไปสู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ถ้ากำลังบุญมากกว่านั้นรองรับไม่ได้อีก ก็ส่งไปอยู่บนชั้นยามา ถ้าชั้นยามารองรับบุญใหญ่นี้ไม่ได้ก็ส่งต่อไปถึงชั้นดุสิต ไปตามลำดับอย่างนี้ ถ้ากำลังบุญมากที่สุด ภพทั้ง ๓ ไม่อาจจะรองรับได้ก็ไปสู่อายตนนิพพาน
บุญไม่ใช่เรื่องเล็ก สามารถเห็นได้ด้วยธัมมจักขุของพระธรรมกาย และรู้ได้ด้วยญาณทัสสนะของท่าน เห็นได้ชัดเจนอยู่ในกลางตัวของเรา เพราะฉะนั้นบุญเป็นเรื่องสำคัญนะลูกนะ
หลวงพ่อธัมมชโย