ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

อานิสงส์สัมมาสมาธิ

หลวงพ่อธัมมชโย · ง่ายแต่ลึก 6

เมื่อดวงตาปิดสนิทอย่างละมุน ไม่มีลุ้นเร่งจ้องมองที่หมาย ก็จะพบผู้รู้อยู่กลางกาย ธาตุอ่อนแก่มากมายถึงปลายทาง ยิ่งกว่าได้ดื่มสวรรค์อันเอมโอษฐ์ รสแห่งธรรมชนะโลดไม่ขนาง (สงสัย) รสอะไรไม่อาจสู้กลางของกลาง ลองเข้าถึงดูบ้างจะรู้เอง ตะวันธรรม ๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๓ -------------------------------- 20.อานิสงส์สัมมาสมาธิ วันอาทิตย์ที่ ๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๘ (๐๙.๓๐ น.) **ปรับกาย** เมื่อเรากล่าวคำบูชาพระรัตนตรัยกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ต่อจากนี้ให้ทุกคนตั้งใจให้แน่แน่วมุ่งตรงต่อหนทางพระนิพพาน ให้นั่งขัดสมาธิ เอาขาขวาทับขาซ้าย มือขวาทับมือซ้าย ให้นิ้วชี้ของมือข้างขวาจรดนิ้วหัวแม่มือข้างซ้าย วางไว้บนหน้าตักพอสบายๆ สำหรับท่านที่มาอย่างสม่ำเสมอก็ให้ลงมือปฏิบัติธรรมได้เลย ส่วนท่านที่มาใหม่ยังไม่เคยปฏิบัติ ให้นึกน้อมใจตามเสียงหลวงพ่อไปทุกๆ คนนะ หลับตาเบาๆ หลับพอสบายคล้ายกับเรานอนหลับ อย่าไปบีบหัวตา อย่ากดลูกนัยน์ตา ทำให้สบายๆ ขยับเนื้อขยับตัวของเราให้ดี กะคะเนให้เลือดลมในตัวเดินได้สะดวก จะได้ไม่ปวดไม่เมื่อยกัน ท่านั่งที่แนะนำไปนี้ เป็นท่านั่งที่หลวงปู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ท่านถอดแบบเอามาจากพระธรรมกายภายใน เพราะฉะนั้นศึกษาเอาไว้ให้ดี สำหรับท่านที่มาใหม่ เมื่อเราเข้าใจแล้วเวลากลับไปที่บ้านจะได้นำวิธีนั่งที่ถูกต้องนี้ไปทำต่อ ถ้านั่งท่านี้ใหม่ๆ ยังรู้สึกไม่ถนัด จะนั่งขัดสมาธิชั้นเดียวก็ได้ ให้อยู่ในอิริยาบถที่มีความรู้สึกว่าสบาย การหลับตาก็เช่นเดียวกัน ต้องหลับพอสบายๆ คล้ายกับเรานอนหลับ ให้สังเกตเวลานอนหลับ เราไม่ได้บีบหัวตา ไม่ได้กดลูกนัยน์ตา เราหลับตาเฉยๆ การทำสมาธิภาวนาก็เช่นเดียวกัน **ปรับใจ** ต่อไปนี้เป็นเรื่องของการปรับใจ ทำใจของเราให้เบิกบาน ให้แช่มชื่น ให้สะอาด บริสุทธิ์ ผ่องใส อย่าให้มีเครื่องกังวลใจอะไรทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการศึกษาเล่าเรียน เรื่องครอบครัว เรื่องธุรกิจการงาน หรือเรื่องอะไรที่นอกเหนือจากนี้ ให้ปลดปล่อยวางไปชั่วขณะที่เราจะเจริญภาวนา ทำใจให้เข้าถึงสมาธิภายใน ปลดปล่อยวาง ทำใจให้ว่างๆ ให้สบาย ท่านที่มาใหม่ก็สังเกตดูว่าท่านั่งเราสบายไหม จิตใจเราปลอดโปร่ง ไม่มีเครื่องกังวลใจแล้วหรือยัง สังเกตตรงนี้ให้ดี เพราะการเข้าถึงสมาธินั้นกายและใจต้องสบาย กายสบาย ใจปลอดโปร่งถึงจะเข้าถึงสมาธิได้ **อานิสงส์สัมมาสมาธิ** พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า อานิสงส์ของการทำสัมมาสมาธิจะได้รับประโยชน์อย่างน้อย ๕ ประการ คือ อานิสงส์ข้อที่ ๑ ได้ความสุขในปัจจุบัน อานิสงส์ข้อที่ ๒ ได้ฌานสมาบัติ อานิสงส์ข้อที่่ ๓ ได้วิปัสสนา อานิสงส์ข้อที่ ๔ ได้นิโรธสมาบัติ อานิสงส์ข้อที่่ ๕ ได้ภพอันวิเศษ ๕ อย่างนี้เป็นประโยชน์ที่เกิดจากการทำสัมมาสมาธิ สัมมาสมาธิ คือ การทำใจให้หยุดนิ่งอยู่ภายในนั่นเอง ให้ใจที่แวบไปแวบมากลับเข้ามาสู่ภายใน ให้หยุดให้นิ่งถูกส่วน **อานิสงส์ข้อที่ ๑ ได้ความสุขในปัจจุบัน ** เมื่อใจหยุดนิ่งแล้ว เราก็จะเข้าถึงความบริสุทธิ์เบื้องต้น เข้าถึงความสว่าง เมื่อใจบริสุทธิ์แล้วมันจะสว่าง จะใส และความสว่างนั้นเห็นได้ สัมผัสได้ มีความใสและมีความสุขภายใน เป็นความใสความสว่างและความสุขที่มาพร้อมๆ กัน เมื่อใจเราหยุดนิ่งดีแล้ว เพราะฉะนั้นประโยชน์หรืออานิสงส์ข้อแรกที่เราจะได้รับจากการทำใจให้หยุดนิ่งหรือสัมมาสมาธินี้ก็คือ ความสุขที่แท้จริง ตั้งแต่สุขเล็กน้อย สุขพอประมาณ กระทั่งถึงความสุขอย่างยิ่ง ความสุข แปลว่า ความสบายกาย สบายใจ ใจของเราจะมีความรู้สึกว่า ปลอดโปร่ง โล่ง เบา สบาย อยากจะอยู่กับอารมณ์นี้ไปนานๆ ความสุขนี้เป็นรากฐานของชีวิตทั้งมวล ของชีวิตทุกระดับ ความสุขคือสิ่งที่ทุกชีวิตปรารถนา พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเอาไว้ สุขะกามานิ ภูตานิ สัตว์โลกทั้งหลายล้วนปรารถนาความสุข สุขจากการได้เห็น สุขจากการได้ยิน สุขจากการได้ดมกลิ่น สุขจากการได้ลิ้มรส สุขจากการได้สัมผัส สุขจากการนึกคิดต่างๆ เหล่านั้น มีความสุขที่ไหลผ่านเข้ามาทาง อายตนะทั้ง ๖ นั้น คือ อยากเห็นภาพสวยๆ งามๆ ดูแล้วสบายตา สบายใจ อยากได้ยินเสียงเพราะๆ ฟังแล้วระรื่นหู สบายหู สบายใจ อยากได้กลิ่นที่หอมๆ ดมแล้วชื่นอกชื่นใจ สบายใจ อยากได้ลิ้มรสอาหารอร่อย รสชาติอร่อย ดื่มกินเข้าไปแล้วก็สบายใจ อยากได้สัมผัสที่นุ่มนวล สัมผัสแล้วสบายกาย สบายใจ อยากนึกคิดได้คล่องแคล่ว ปลอดโปร่ง นึกคิดอย่างนั้นแล้วสบายอก สบายใจ นี่คือความปรารถนาของมนุษย์ แต่รวมสรุปแล้วไปลงที่ใจ จะเห็นก็ดี ได้ยิน ได้ดมกลิ่น ลิ้มรส ถูกต้องสัมผัส นึกคิด ก็ไปรวมลงที่ใจ เพราะฉะนั้นจะมีคำที่เราเคยได้ยินว่า สุขทุกข์อยู่ที่ใจ ใจเป็นที่รวมของทุกสิ่งเหมือนแผ่นดินเป็นที่รวมของต้นหมาก รากไม้ ภูเขาเลากา ทะเลเป็นที่รวมของน้ำจากห้วยหนองคลองบึงต่างๆ เหล่านั้น ใจก็เป็นที่รวมของทุกสิ่งที่มาจากทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ เพราะฉะนั้น สิ่งที่มนุษย์ต้องการอย่างแท้จริงก็คือความสุขแต่ความสุขที่มนุษย์ได้สัมผัสตามรสนิยมเป็นความสุขเล็กน้อย ยังไม่เป็นความสุขที่แท้จริง บางครั้งท่านก็เรียกว่า ความเพลิน ไปดูป่า ดูเขา ดูชายทะเล ดูภาพสวยๆ ดูเพลินๆ ไปแล้วให้มันลืมเรื่องราวของความทุกข์ไปชั่วคราว กลับมาแล้วก็ลืมหมด แถมเหนื่อยเสียอีก นั่นยังไม่ใช่ความสุขที่แท้จริง จะลิ้มรสอะไรก็ตาม เดี๋ยวนี้มีรสนิยมใหม่ เขาดื่มไวน์กัน วายวอด เขาจะเรียกว่า ไวน์อะไรก็ไม่ทราบ หลวงพ่อบอกมันชื่อวายวอด ให้มันมึนๆ ทึมๆ ลืมเรื่องราวอะไรไปชั่วคราว สนุกสนานกันไป แต่ถ้าหากเรามีประสบการณ์ภายใน เมื่อใจเราหยุดนิ่งอยู่ภายในกลางกายของเรา เราจะพบอารมณ์ชนิดหนึ่งซึ่งแตกต่างจากที่เราเคยเจอ อารมณ์ของใจที่โล่ง โปร่ง เบาสบาย ใจขยายกว้างขวางไปอย่างไม่มีขอบเขต เป็นอารมณ์ที่แตกต่างจากที่เคยเจอ ไม่เหนื่อย ไม่เพลีย ไม่มึน ไม่ซึม ไม่ทึมๆ ไม่มีตื่นเต้น ไม่มีได้มีเสีย เหมือนเล่นการพนันจะตื่นเต้นมีได้มีเสีย แต่นี่เป็นอารมณ์ที่ประณีตละเอียดแตกต่างกันทีเดียว หลับก็เป็นสุข ตื่นก็เป็นสุข นั่งนอนยืนเดินก็เป็นสุข อารมณ์ดี อารมณ์สบายกันทั้งวันทั้งคืน จิตใจเบิกบานแช่มชื่น นี่คือความสุขซึ่งเป็นอานิสงส์หรือประโยชน์ข้อแรกที่จะได้จากการทำสัมมาสมาธิ เวลาใจเป็นสุขแล้วจะคิดอะไรก็คล่อง จะพูดจาจะทำอะไรก็สะดวกสบาย เพราะว่าแหล่งที่มาของความคิดภายในบริสุทธิ์ สะอาด เต็มเปี่ยมไปด้วยสติปัญญา ความสุข สบาย ความบริสุทธิ์ จะกลั่นให้ความคิดเราบริสุทธิ์ คิดแต่เรื่องดีๆ พูดก็ดีๆ ทำก็ดีๆ ไม่เบียดเบียนตัวเองและผู้อื่น มีความสุข สบ๊ายสบายตลอดเลย นี่เป็นประโยชน์ของการทำสมาธิ สัมมาสมาธิ ซึ่งใครๆ ก็ทำได้ ถ้าอยากได้ความสุขชนิดนี้ และอารมณ์ชนิดนี้เป็นทุกสิ่งของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นนักศึกษา ถ้าได้อารมณ์ตรงนี้ ใจที่เป็นสมาธิ มีอารมณ์ปลอดโปร่งเบาสบาย มีความสุขภายใน จะเรียนรู้ก็ง่าย จำก็คล่อง สอบก็สะดวก รู้แจ้งแทงตลอดในความรู้ของครูบาอาจารย์ จะเป็นพ่อบ้านแม่เรือนก็จะครองเรือนด้วยสันติสุข ขจัดข้อขัดแย้งภายในที่มีอยู่ในครัวเรือน จะทำงานก็สะดวก มีบรรยากาศแห่งความเป็นมิตร จะนึกคิดอะไรก็ทะลุปรุโปร่ง คิดแก้ปัญหาอะไรก็แจ่มแจ้ง เพราะใจใสใจสบาย จะทำอะไรก็แล้วแต่ ถ้าใจเป็นสมาธิ ใส สว่าง บริสุทธิ์ มีความสุขภายใน เท่ากับเรากำความสำเร็จเอาไว้ถึงล้านเปอร์เซ็นต์ทีเดียว และจะแตกต่างจากที่เราเคยเจอมาก่อน นี่คือความสุขที่เราจะได้รับเป็นเบื้องต้น เป็นอานิสงส์เล็กๆ น้อยๆ ที่จะได้จากสัมมาสมาธิ **อานิสงส์ข้อที่ ๒ ได้ฌานสมาบัติ** ถ้าใจเราหยุดแนบแน่นเข้าไปเรื่อย ละเอียดลงไปตามลำดับ ใจหยุดนิ่งสนิทแนบแน่นเป็นอัปปนาสมาธิ ไม่ว่าเราจะนั่งนอนยืนเดิน เห็นดวงธรรมใสแจ่ม เห็นกายภายในใสแจ่มติดตลอดเวลา ไม่ว่าจะหกคะเมนตีลังกาก็ยังเห็นกายภายใน ตั้งแต่กายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์ กายรูปพรหม กายอรูปพรหมอยู่ภายในตลอดเวลา อย่างนี้เรียกว่า ได้ฌานสมาบัติ กายมนุษย์ละเอียดเป็นปฐมฌาน กายทิพย์เป็นทุติยฌาน กายรูปพรหมเป็นตติยฌาน กายอรูปพรหมเป็นจตุตถฌาน เรื่อยไปถึงอรูปสมาบัติ เห็นชัดใสแจ่ม เราจะเห็นกายภายในซ้อนอยู่ภายใน เข้าถึงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับกายภายในทีเดียว การที่ได้ฌานสมาบัตินี้ นอกจากได้ความสุขภายในแล้ว ยังได้ความบริสุทธิ์ที่เพิ่มขึ้น ใจเราจะเกลี้ยงเกลา จะมีความบริสุทธิ์เพิ่มขึ้น และมีความรู้แจ้งเพิ่มขึ้น เพราะว่าใจเราใส ใจเราจะสว่าง ดวงตามนุษย์มีขอบเขตจำกัดของการเห็น เห็นวัตถุอะไรก็แล้วแต่จะเห็นอย่างจำกัด แต่ว่าเมื่อไรที่เอาแว่นขยายมาส่องเราจะเห็นได้มากขึ้น แตกต่างจากที่เห็นด้วยตามนุษย์ธรรมดายิ่งแว่นขยายนั้นมีกำลังขยายมากๆ เราจะยิ่งเห็นได้มาก เห็นได้มากแค่ไหนก็มีความรู้ได้กว้างขวางขึ้น ละเอียดขึ้น ลึกซึ้งขึ้นแจ่มแจ้งขึ้น การเข้าถึงฌานสมาบัติภายในถึงกายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์ กายรูปพรหม กายอรูปพรหม ก็เหมือนเรามีเลนส์ของใจที่ซ้อนกันอยู่ภายใน กายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์ กายรูปพรหม กายอรูปพรหม เป็นเลนส์ใจที่ซ้อนกัน ทำให้เรามีกำลังขยาย มองเห็นเรื่องราวของชีวิตเราไปตามความเป็นจริง ทั้งในอดีตก็ดี อนาคต ปัจจุบัน ของเราและผู้อื่นก็ดี แทงทะลุหมดไปตามกำลังของความบริสุทธิ์ ของกำลังขยายของเลนส์ใจที่บริสุทธิ์ การได้ฌานสมาบัติบังเกิดขึ้น เป็นอานิสงส์หรือประโยชน์ข้อที่ ๒ ที่เราจะได้จากการทำสัมมาสมาธิ **อานิสงส์ข้อที่ ๓ ได้วิปัสสนา** วิปัสสนา แปลว่า เห็นแจ้ง เห็นวิเศษ เห็นได้แตกต่างจากดวงตาธรรมดา เห็นไปตามความเป็นจริง ตามนุษย์เราเห็นอะไรถูกบ้างผิดบ้าง ซึ่งหลวงพ่อเคยยกตัวอย่างเชือกที่เปียกน้ำ ถ้าอยู่ในที่สลัวเรามองเห็นอะไรยาวๆ นี่อาจจะเข้าใจผิดว่าเป็นงูได้ แต่เมื่อไรเราดึงออกมาสู่ที่แจ้ง สู่ที่สว่าง ก็จะเห็นได้ชัดเจนว่า อ้อ นี่มันเชือกเปียกน้ำ ไม่ใช่งู ความสะดุ้งหวาดกลัวก็จะหายไป เพราะเห็นไปตามความเป็นจริง วิปัสสนา แปลว่า เห็นแจ้ง เห็นวิเศษ เห็นได้แตกต่างจากตามนุษย์ ตาของกายทิพย์ ตาของรูปพรหม ตาของอรูปพรหม แตกต่างจากที่เขาเห็นกันอยู่ เมื่อเขาเห็นไปถึงไหน ความรู้ของเขาก็ไปถึงที่นั่น เพราะความรู้ของเขายังไม่สมบูรณ์ เนื่องจากการเห็นยังไม่สมบูรณ์ ยังไม่วิเศษ ยังไม่แจ้ง ยังไม่แตกต่าง เพราะฉะนั้นเห็นถึงไหนรู้ถึงนั่น รู้ถึงไหนก็เข้าใจว่าอย่างนั้นมันสมบูรณ์จริงๆ แต่ยังมีความรู้ความเห็นที่แตกต่างจากนี้ ที่สมบูรณ์กว่านี้ คือ การรู้เห็นได้ด้วยธรรมกายหรือธัมมจักขุ ธัมมจักขุ คือ ดวงตาธรรมของพระธรรมกาย กายของผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานแล้ว กายของสรณะที่พึ่งภายในนั้นเห็นแตกต่างจากดวงตาต่างๆ และมีญาณทัสสนะหยั่งรู้ได้กว้างไกลกว่าดวงตาสรรพสัตว์ที่ยังเวียนว่ายตายเกิดในภพทั้ง ๓ จะเป็นตาของมนุษย์ก็ดี ตาทิพย์ก็ดี ตารูปพรหม หรืออรูปพรหมก็ดี จะเห็นได้กว้างไกลแตกต่างออกไป ดวงตาธรรมกายนั้นเห็นได้รอบตัวเห็นได้ทุกทิศทุกทาง ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และในอนาคต เห็นไปตามความเป็นจริงอย่างแท้จริง เป็นความจริงของพระอริยเจ้าไม่ใช่ความจริงของปุถุชนธรรมดา ดังนั้น เราจะเห็นด้วยธัมมจักขุ รู้ได้ด้วยญาณทัสสนะของธรรมกาย ปกติเราก็เห็นเพียงสั้นๆ แคบๆ เช่น เราเห็นว่าเราเกิดมาจากท้องพ่อท้องแม่และไปสิ้นสุดที่เชิงตะกอน บางพวกเห็นอยู่แค่นี้จริงๆ เห็นสั้นๆ ผู้ที่เห็นไกลกว่านี้ก็ยังเห็นว่า ตายไปแล้วไปรวมอยู่ในสถานที่ที่มีอายุยาวนาน จนกระทั่งเข้าใจว่าเป็นอมตะ เป็นนิรันดร อย่างเช่นเห็นว่าสวรรค์เป็นนิรันดร เห็นพรหมเป็นนิรันดร เห็นพรหมเป็นผู้สร้างสรรพสิ่งทั้งหลาย แต่ธัมมจักขุเห็นเกินไปกว่านั้นว่า ไม่ใช่ นั่นมันชั่วคราวแต่ว่ายาวนานเท่านั้นเอง อยู่ตรงนั้นยังชั่วคราว แต่ว่าระยะเวลามันยาวนาน นานจนกำหนดไม่ได้ ด้วยความรู้แจ้งเรายังไม่พอ แต่ธัมมจักขุของธรรมกายนั้นรู้แจ้งได้ไกลกว่านั้นว่า ตรงนั้นแค่ชั่วคราว แต่ตรงที่ท่านกำลังอยู่นี้ถาวร เห็นชั่วคราวกับถาวรได้อย่างชัดเจน เพราะฉะนั้น คำว่าวิปัสสนานี้จะบังเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อเข้าถึงธรรมกายภายใน การรู้แจ้งเห็นแจ้งจึงจะเกิด นี่คือได้วิปัสสนาเป็นอานิสงส์ข้อที่ ๓ **อานิสงส์ข้อที่ ๔ ได้นิโรธสมาบัติ** อานิสงส์ข้อถัดมาก็เป็นเรื่องของพระอริยเจ้า คือ การได้เป็นพระโสดาบัน ได้เป็นพระสกิทาคามี ได้เป็นพระอนาคามี จนกระทั่งได้เป็นพระอรหันต์ พระอรหันต์ท่านเข้านิโรธสมาบัติได้ เพราะใจท่านไม่มีเครื่องเหนี่ยวรั้ง กิเลสไม่หุ้มห่อ ไม่มีอะไรผูกพัน ความโลภ ความโกรธ ความหลงละลายหายสูญ สิ้นเชื้อไม่เหลือเศษไปหมดแล้ว มีแต่กายธรรมอรหัต หน้าตัก ๒๐ วา สูง ๒๐ วา ใสบริสุทธิ์แจ่มกระจ่างตลอดวัน ตลอดคืน ตลอดเวลา ใจไปเป็นพระอรหันต์แล้ว เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับท่านจึงเข้านิโรธสมาบัติได้ นิโรธ แปลว่า ดับก็ได้ หยุดก็ได้ นิโรธะ คือ ใจหยุดนิ่งอย่างดีแล้ว หยุดจากความอยากทั้งมวล เมื่อหยุดก็สว่าง เมื่อสว่างก็เห็น เมื่อเห็นก็รู้ พอรู้ก็หลุด ใจหลุดพ้นจากกิเลสอาสวะ บริสุทธิ์ สว่าง เข้าถึงความสุขที่แท้จริงภายใน นี่เป็นอานิสงส์หรือประโยชน์ข้อที่ ๔ **อานิสงส์ข้อ ๕ ได้ภพอันวิเศษ** ภพอันวิเศษ คือ อายตนนิพพาน เป็นภพที่วิเศษกว่าภพใดๆ ทั้งสิ้น ไม่มีการเวียนว่ายตายเกิด ในอายตนนิพพานมีแต่พระธรรมกายล้วนๆ มีแต่ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานแล้ว ผู้หลุดพ้นจากกิเลสจากอาสวะที่เข้ามาบังคับบัญชาครอบงำอยู่ มีแต่ผู้รู้อย่างนี้ทั้งนั้น บริสุทธิ์ล้วนๆ ธรรมกายล้วนๆ ปรากฏอยู่ในอายตนนิพพาน ในภพอันวิเศษ วันนี้ เราจะได้ประกอบพิธีบูชาข้าวพระ นำเอาเครื่องไทยธรรมซึ่งเป็นของหยาบนี้มากลั่นให้ละเอียดให้บริสุทธิ์เท่ากับพระธรรมกาย จะไปถวายเป็นพุทธบูชาแด่พระธรรมกายของพระพุทธเจ้าในภพอันวิเศษ ในอายตนนิพพานกันในวันนี้ อย่างน้อย ๕ อย่างนี้ คืออานิสงส์หรือประโยชน์ที่จะได้รับจากการทำสัมมาสมาธิ ซึ่งเป็นหนึ่งในมรรค ๘ ประการ และเป็นประการสุดท้ายที่สำคัญ เรียงกันตั้งแต่ สัมมาทิฎฐิ ความเห็นถูกต้อง เรื่อยมา แล้วก็มาลง สัมมาสมาธิ ตรงนี้แหละเป็นจุดที่จะเข้าถึงอานิสงส์ ๕ อย่าง ในวันนี้ผู้มีบุญทั้งหลายที่เดินทางมาประกอบกิจที่สำคัญบูชาข้าวพระกันในวันนี้ จะได้รับอานิสงส์ทั้ง ๕ อย่างนี้ ได้เข้าถึงจุดตรงนี้กัน ดังนั้นก่อนที่เราจะประกอบพิธีบูชาข้าวพระกันต่อไป ให้ทุกคนตั้งใจทำใจให้เป็นสัมมาสมาธิ ทำใจให้หยุดให้นิ่งอยู่ภายในให้ได้ วิธีการทำให้ใจเข้าถึงสมาธินั้นไม่ยาก เป็นวิธีง่ายๆ เพราะปกติเราก็มีสมาธิกันอยู่แล้ว คือใจจรดจดจ่อไปในเรื่องราวต่างๆ แต่ว่ายังไม่เป็นสัมมาสมาธิ เพราะฉะนั้นจึงยังไม่ได้อานิสงส์ ๕ อย่าง สัมมาสมาธินั้นคือการนำใจกลับเข้ามาสู่ที่ตั้งภายในใจ หลวงปู่วัดปากน้ำท่านค้นพบว่า ใจประกอบไปด้วย ๔ อย่าง คือ ความเห็นอย่างหนึ่ง ความจำอย่างหนึ่ง ความคิดอย่างหนึ่ง ความรู้อย่างหนึ่ง ๔ อย่างรวมหยุดเป็นจุดเดียวกัน เรียกว่า ใจ แต่ถ้าพูดอย่างนี้ ในแง่ของการปฏิบัติเราจะไม่ค่อยเข้าใจ ไม่ค่อยรู้เรื่องกัน เอาเป็นว่าเอาความนึกคิดทั้งมวลมาทำความรู้สึกอยู่ภายในตัวตรงฐานที่ตั้งของใจเรา **ฐานที่ตั้งของใจทั้งหมด ๗ ฐาน** ฐานที่ ๑ อยู่ที่ปากช่องจมูก ท่านหญิงข้างซ้าย ท่านชายข้างขวา ฐานที่ ๒ อยู่ที่เพลาตา ที่หัวตา ตรงตำแหน่งที่น้ำตาไหล ท่านหญิงข้างซ้าย ท่านชายอยู่ข้างขวา ฐานที่ ๓ อยู่กลางกั๊กศีรษะ ในระดับเดียวกับหัวตาของเรากึ่งกลางศีรษะ สมมติกะโหลกศีรษะเราไม่มีมันสมอง เป็นที่โล่งว่างๆ กึ่งกลางกะโหลกที่ระดับเดียวกับหัวตา ตรงนั้นแหละเรียกว่า กลางกั๊กศีรษะ เป็นฐานที่ ๓ ฐานที่ ๔ อยู่ที่เพดานปาก ช่องปากที่อาหารสำลัก ฐานที่ ๕ อยู่ที่ปากช่องคอ เหนือลูกกระเดือก สมมติปากช่องคอเรากลมเหมือนปากถ้วยแก้ว ตรงกึ่งกลางปากถ้วยแก้วหรือปากช่องคอนั่นแหละ ฐานที่ ๖ อยู่กลางท้องกลางกายของเราระดับเดียวกับสะดือ สมมติเราเอาเส้นด้าย ๒ เส้น มาขึงให้ตึง เส้นหนึ่งขึงจากสะดือทะลุไปด้านหลัง อีกเส้นหนึ่งขึงจากด้านขวาทะลุไปด้านซ้าย ให้เส้นด้ายทั้งสองตัดกันเป็นกากบาท จุดตัดเล็กเท่ากับปลายเข็ม ตรงนี้เรียกว่า ศูนย์กลางกาย ฐานที่ ๖ ฐานที่ ๗ ยกถอยหลังจากฐานที่ ๖ ขึ้นมา ๒ นิ้วมือ ให้เอานิ้วชี้กับนิ้วกลางวางซ้อนกันแล้วนำไปทาบตรงจุดตัดของเส้นด้ายทั้งสอง สูงขึ้นมา ๒ นิ้วมือนั่นแหละ ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ทั้งหมด ๗ ฐาน ๗ ฐานนี้เป็นทางไปเกิดมาเกิดของสัตว์โลกและของตัวเรา พูดง่ายๆ คือของทุกๆ คนด้วย ๗ ฐานนี้ ต้องศึกษาให้เข้าใจสำหรับท่านที่มาใหม่ **การไปเกิดมาเกิด** เวลาเรามาเกิด เราเข้าทางฐานที่ ๑ ปากช่องจมูกของบิดา ไล่เรื่อยมาเลย แล้วมาอยู่กลางกายบิดา ตรงฐานที่ ๗ แล้วก็บังคับบิดาให้คิดถึงมารดาเพื่อที่จะประกอบธาตุธรรมส่วนหยาบเมื่อประกอบธาตุธรรมส่วนหยาบกับมารดาตกศูนย์เข้าพอดีกายละเอียดนั้นก็เดินทางออกไปตามฐาน ตั้งแต่ฐานที่๗-๖-๕-๔-๓-๒-๑ เรื่อยไปเลย แล้วก็เข้าสู่ปากช่องจมูกของมารดา ไปตามฐานเช่นเดียวกัน แล้วก็ไปหยุดที่กึ่งกลางกายของมารดา อยู่กลางธาตุธรรมหยาบที่ประกอบกัน มันดูดเข้าหากันเลย ประกอบกันพ่อแม่ลูก พ่อแม่มีธาตุธรรมหยาบ ธาตุหยาบๆ ธรรมหล่อเลี้ยงรักษาเอาไว้ ส่วนของลูกนั้นคือกายละเอียดเข้าไปอยู่ตรงนั้น แล้วห่อหุ้มด้วยธาตุหยาบที่อยู่กึ่งกลางกายธาตุหยาบของบิดามารดา นี่เวลามาเกิดมากันอย่างนี้นะ แล้วก็เจริญเติบโตด้วยอาหารหล่อเลี้ยงของมารดาเรื่อยมาเลย ส่วนเวลาไปเกิด เวลาตัวเราจะตายก็ไปสวนทางกัน ตั้งแต่เวลาตาเหลือกค้างชักขึ้นมาเพราะทุกขเวทนาบีบคั้น ก็จะถูกดึงดูดมาอยู่ที่ฐานที่ ๗ แล้วก็ตกศูนย์ไปฐานที่ ๖ ถอยหลังเรื่อยไปเลย ๕-๔-๓-๒-๑ ออกจากปากช่องจมูกของร่างกายหยาบของเรา แล้วก็ไปแสวงหาที่เกิดกันต่อไป เพราะฉะนั้น ทางเดินทั้ง ๗ ฐานนี้ ให้ท่านที่มาใหม่รู้จักไว้ เป็นสิ่งที่สำคัญ ไปเกิดมาเกิดเดินสวนทางกันอย่างนี้นะ **เส้นทางสายกลางภายใน** ทีนี้มีอีกทางหนึ่งซึ่งค้นพบโดยพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นทางสายกลางภายใน ถ้าเข้าถึงทางสายกลางภายในตรงนี้แล้วจะไปสู่อายตนิพพาน จะหลุดพ้นจากกิเลสอาสวะที่บังคับบัญชาครอบงำมาตลอด ทำให้มีความทุกข์ทรมาน เวียนว่ายตายเกิดนับภพนับชาติไม่ถ้วน ไม่ว่าจะเกิดเป็นมนุษย์ชั้นสูงชั้นกลางชั้นล่างก็ตามล้วนมีทุกข์ทั้งนั้น หรือจะไปเกิดเป็นเปรต อสุรกาย สัตว์นรก สัตว์เดรัจฉานก็เป็นทุกข์ จะไปเกิดเป็นเทวดา รูปพรหม อรูปพรหมก็ยังเป็นทุกข์ ยังไม่พ้นจากทุกข์ แต่ทุกข์ก็ลดลงไปเรื่อยๆ แล้วก็อยู่ได้ชั่วคราว เดี๋ยวก็วนเวียนกันอยู่อย่างนั้น แต่มีหนทางหนึ่งอยู่ในกลางกายของทุกๆ คน คือ ทางสายกลางที่เริ่มต้นตรงฐานที่ ๗ เมื่อใจหยุดตรงนี้ถูกส่วนเข้าก็จะหลุดพ้นจากหยาบ สิ่งที่เขาบังคับให้ติดอยู่ที่หยาบ มีความรู้แคบๆ ก็จะเข้าไปถึงดวงธรรมซึ่งเป็นของละเอียดภายใน แล้วก็จะไปพบชีวิตที่ประเสริฐเป็นชั้นๆ ซ้อนกันอยู่ภายในพบกายภายในอย่างที่เรานึกไม่ถึงเลยว่า จะมีสิ่งต่างๆ เหล่านี้ซ้อนกันอยู่ภายใน มีกายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์ กายรูปพรหม กายอรูปพรหม แล้วก็กายธรรม กายของผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานแล้วเป็นสรณะอย่างแท้จริงอยู่ภายใน เมื่อใจเราหยุดนิ่งสนิทที่กึ่งกลางกายตรงฐานที่ ๗ **ความสำคัญของฐานที่ ๗** ฐานที่ ๗ นี้สำคัญมาก หลวงปู่วัดปากน้ำท่านว่าไว้อย่างนี้ “ถ้าอยากจะไปเกิดก็เดินนอกออกไป ถ้าอยากจะไม่เกิดก็เดินในเข้าไป” ฟังยากสักนิดหนึ่ง ถ้าอยากจะไปเกิด ก็เดินนอกออกไป คือ ส่งใจไปยังเรื่องราวต่างๆ ข้างนอก ที่เราได้เห็น ได้ยิน ได้ดม ได้ลิ้มรส ได้สัมผัส ถูกต้องทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ ส่งไปเรื่อยเปื่อยเลย เรื่องราวคนสัตว์สิ่งของวนเวียนกันไปอยู่อย่างนั้น ถ้าจะไม่เกิดก็ต้องเดินในเข้าไป เดินเข้าไปข้างใน คือทำใจหยุด ใจหยุดเป็นวิธีเดียวที่จะหลุดพ้นจากสิ่งที่ครอบงำเรา ครอบงำให้เรามีทุกข์ ให้เรามีอุปสรรค ให้เรามีใจที่ไม่มีคุณภาพ ทำอะไรก็ไม่ได้ดังใจ มันบังคับเราอยู่เป็นชั้นๆ เข้าไปเลย ตั้งแต่กายมนุษย์หยาบก็ถูกบังคับ กายทิพย์ กายรูปพรหม กายอรูปพรหม ถูกบังคับหมดเลย แม้กระทั่งกายธรรมโคตรภู กายธรรมพระโสดาบัน กายธรรมพระสกิทาคามีและกายธรรมพระอนาคามี ถูกบังคับหมด ยกเว้นกายธรรมพระอรหัตนั่นแหละ ไม่ถูกบังคับ จะเข้าถึงได้ จะหลุดพ้นจากสิ่งที่เขาบังคับได้ ต้องหยุดอย่างเดียวเท่านั้น เอาใจหยุดนิ่งอย่างเดียวในกลาง แล้วก็หยุดตรงฐานที่ ๗ ที่เดียวเท่านั้น หยุดนิ่งเฉยๆ ตรงนี้ ไม่ต้องทำอะไรเลย พอถูกส่วนเดี๋ยวก็หลุดเข้าไปเรื่อยๆ หลุดพ้นไปเห็นไปรู้เรื่องไปตามลำดับเข้าไปเรื่อยๆ เลย เป้าหมายต้องการให้เข้าถึงกายธรรมอรหัต ซึ่งเป็นกายที่หลุดพ้นจากกิเลสอาสวะที่เขาบังคับบัญชาครอบงำเอาไว้ได้ วันนี้ ท่านที่มาใหม่ให้เข้าใจวิธีการที่เราจะทำสัมมาสมาธิ ให้ได้รู้เรื่องราวของประโยชน์ของการทำสัมมาสมาธิและวิธีการก่อนที่เราจะประกอบบุญใหญ่ ส่วนท่านที่มาอย่างสม่ำเสมอที่เข้าใจกันอย่างดีแล้ว ก็ลงมือปฏิบัติกัน อยู่ใน ขั้นปฏิบัติ ส่วนท่านที่มาใหม่อยู่ใน ขั้นปริยัติ และบางท่านอยู่ถึง ขั้นปฏิเวธ คือมีประสบการณ์ภายใน ได้เข้าถึงดวงธรรม ได้เข้าถึงกายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์ กายรูปพรหม กายอรูปพรหม กระทั่งถึงกายธรรม ถึงกายธรรมก็มีมากมายเป็นพยานในการตรัสรู้ธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากันก็เยอะแยะแล้ว เหลือแต่ท่านที่มาใหม่ที่มาช้าไปหน่อย เพราะว่ายังไม่รู้เรื่องราวเกี่ยวกับธรรมกายภายใน พญามารเขายังบังคับบัญชาอยู่ ตรึงเราไปติดในสิ่งที่ไม่ได้เรื่องได้ราวอย่างนั้น แต่วันนี้บุญบันดาลได้เดินทางกันมา มาได้ยินเรื่องราวเหล่านี้ จะได้หมดเวรหมดกรรมหลุดพ้นจากกิเลสอาสวะกันเสียที หมดกิเลสก็หมดกรรม หมดกรรมก็หมดวิบากคือผลของกรรม คือผลที่จะส่งต่อไปในภพชาติต่อๆ กันไป เพราะฉะนั้นหลักใหญ่คือ ทำให้หมดกิเลส นี่เป็นเรื่องหลัก บางคนบอกมีกรรมมาก แต่ไปใช้วิธีอย่างอื่น ไปสะเดาะเคราะห์ ต่อชะตาชีวิต อย่างนั้นทำอย่างไรก็ไม่หมดกรรม ดีหน่อยที่ได้บุญบ้าง พอเป็นเชื้อที่จะเป็นแรงผลักดันให้เราเข้าถึงความหมดกิเลส ต้องจำไว้ว่า หมดกิเลสจึงจะหมดกรรม หมดกรรมเมื่อไรก็หมดวิบาก คือ ผลของกรรม ดังนั้นหลักใหญ่ต้องหมดกิเลสก่อน กิเลสจะหมดได้อยู่ที่การทำใจให้หยุดนิ่ง ถ้าไม่หยุดนิ่งเขาก็บังคับได้ บังคับได้ก็ยังอยู่ในครอบงำเขา ยังหลุดพ้นไม่ได้จะหลุดได้ต้องหยุดอย่างเดียว เอาใจหยุดกลับมาสู่ภายใน เมื่อเราเข้าใจอย่างนี้แล้ว ต่อจากนี้ไปจะสอนวิธีทำสมาธิอย่างง่ายๆ ให้กับผู้ที่มาใหม่ เพื่อที่จะได้จำได้แล้วเอาไปทำต่อที่บ้าน **วิธีทำสมาธิ** วิธีทำใจให้เข้าถึงสมาธิง่ายๆ ก็เอาใจของเรามาหยุดมานิ่ง มานึกคิดอยู่ที่กลางกายฐานที่ ๗ ในกลางท้อง จำง่ายๆ ว่ากลางท้องนะ เหนือสะดือขึ้นมา ๒ นิ้วมือ แต่ไม่ต้องถึงกับกังวลว่าจะต้องไปนั่งเล็งนั่งวัดกันว่า มันตรงไหม ไม่ต้องถึงขนาดนั้น เพราะฐานที่ ๗ เราจะเข้าถึงจริงๆ ต่อเมื่อใจหยุดแล้ว เราถึงจะเห็นว่า อ้อ มันตรงพอดี แต่ตอนที่ใจเรายังไม่หยุด เรายังเริ่มต้นอยู่นั้น ให้เราสมมติเอา คาดคะเนเอาว่า เราจะเอาใจมาอยู่กลางท้อง ตรงนี้แหละเรียกว่าฐานที่ ๗ ทึกทักเอา คาดคะเนเอา จะได้ไม่ต้องสงสัยหรือกังวลว่า มันตรงฐานที่ ๗ ไหม จำง่ายๆ ว่า เอาใจมาตั้งไว้กลางท้อง **บริกรรมนิมิต** แล้วก็หาเครื่องหมายเสียหน่อยจะได้มีที่ยึดที่เกาะของใจ เครื่องหมายนี้หลวงปู่วัดปากน้ำท่านสอนเอาไว้ ท่านให้กำหนดเครื่องหมายให้ใสสะอาดบริสุทธิ์ประดุจเพชรลูกที่เจียระไนแล้ว ไม่มีขีดข่วนคล้ายขนแมว โตเท่ากับแก้วตาของเรา ถ้าพูดง่ายๆ ก็คือ ให้นึกถึงดวงแก้วใสๆ กลมๆ โตเท่าแก้วตา หรือจะโตใหญ่กว่านั้นก็นึกเอา กำหนด คือ นึกถึงภาพดวงแก้วใสๆ ที่โตเท่าแก้วตา ที่ใสเหมือนกับเพชร ทุกคนคงเคยเห็นเพชรกันแล้ว หรือจะใสเหมือนน้ำแข็ง ใสเหมือนกระจกที่ส่องเงาหน้าก็ได้ หรือกระจกที่ทุบแตกแล้วโดนแสงมันใสอย่างไรนึกอย่างนั้นก็ได้ หรือเหมือนน้ำแข็ง นึกให้ใส กำหนดเครื่องหมายอย่างนี้นะ กำหนดก็คือการนึกอย่างเบาๆ สบายๆ คล้ายกับนึกถึงน้ำที่กลิ้งอยู่บนใบบัว หรือน้ำค้างที่อยู่ที่ปลายยอดหญ้า นึกอย่างนั้น ถ้าให้นึกถึงดวงแก้ว เรามักจะนึกกันไม่ค่อยออก บางคนไม่เคยเห็นดวงแก้วกลมๆ ก็ให้นึกถึงน้ำที่กลิ้งอยู่บนใบบัว หรือน้ำค้างปลายยอดหญ้า หรือเพชรสักเม็ดหนึ่ง ที่ใสๆ บริสุทธิ์ ไม่มีขีดข่วนคล้ายขนแมว โตเท่าแก้วตา ท่านสอนให้กำหนดโตเท่ากับแก้วตา แต่บางคนแก้วตาก็ไม่เคยสังเกต ไม่เคยดู เอาเป็นว่าโตขนาดไหนก็ได้ที่ใจเราชอบ แต่ก็ให้นึกเหมือนน้ำค้างปลายยอดหญ้า น้ำที่กลิ้งอยู่บนใบบัว ใบบอน นึกอย่างนั้นนะ **นึกอย่างสบายๆ ให้ต่อเนื่อง** นึกอย่างสบายๆ ตรงนี้สำคัญ บางคนไม่เข้าใจ ไปเค้นภาพจะให้ภาพดวงแก้วหรือเพชรสักเม็ดทะลักออกมาอยู่ในกลางท้อง อย่างนั้นไม่ใช่ แต่เป็นการเห็นภาพที่ไม่ได้ใช้ลูกนัยน์ตา แต่เห็นได้ลองนึกสิว่า การเห็นภาพในท้องที่ไม่ได้มองด้วยลูกนัยน์ตาเนื้อ มันเป็นอย่างไร เห็นภาพในท้องที่ไม่ได้มองด้วยลูกนัยน์ตาเนื้อ เหมือนเห็นภาพน้ำกลิ้งอยู่บนใบบัวที่เราไม่ได้มองด้วยตาเนื้อ แต่ภาพนั้นมาปรากฏ ก็ให้นึกถึงสิ่งนั้นเป็นเครื่องหมาย คือที่ยึดที่เกาะที่ใจของเรา เป็นเครื่องหมายว่าตรงนี้คือฐานที่ ๗ นึกให้ชัดอย่างสบายๆ หลวงพ่อมีคำว่า สบายๆ ต่อท้ายด้วย นึกให้ชัดอย่างสบาย ถ้านึกชัดแล้วปวดหัวไม่ใช่ ไม่ถูกวิธี นึกแล้วชัดแต่ไม่ถึงกับปวดหัวแต่ว่าตึงขมับก็ไม่ใช่ นึกแล้วชัดแต่หัวคิ้วย่นเหมือนมีแม่เหล็กขั้วเหนือใต้ดูดเข้าหากัน อย่างนั้นก็ไม่ใช่ นึกแล้วตึงเกร็งไปทั้งตัว เกร็งนิ้วมือ ไหล่ยก เกร็งหน้าท้อง อย่างนี้ก็ไม่ใช่ นึกอย่างสบายๆ ก็ต้องนึกแล้วไม่มีอาการเหล่านั้นเลย นึกแล้วสบ๊าย สบาย แม้จะเห็นไม่ชัดมากก็ยังสบายอยู่ แม้เห็นแค่เป็นรูปเป็นร่างของดวงใสๆ ใสสลัวเหมือนอยู่ในที่สลัวๆ ก็ยังสบายใจ นั่นแหละถูกวิธีแล้ว ตรงนี้สำคัญ นึกอย่างนั้นแหละ ถ้าใครสามารถนึกได้ชัดทันทีเลย ยิ่งดี แต่นานๆ จะมีสักคนหนึ่ง ส่วนมากมักจะนึกแล้วสลัวๆ รางๆ แบบนี้ถูกต้องแล้ว เราก็เอาใจนึกถึงเครื่องหมายอย่างนั้นอย่างสบายๆ นึกให้ต่อเนื่องกันไป **บริกรรมภาวนา** ถ้าใจฟุ้งไปคิดเรื่องอื่น ก็ภาวนาสัมมาอะระหัง สัมมาอะระหัง สัมมาอะระหัง ให้เสียงคำภาวนาดังออกมาจากในกลางท้องเลย เทคนิคมันอยู่ตรงนี้ ต้องกลางท้อง เสียงดังก้องออกมาจากในกลางท้องอย่างสบายๆ ทำแล้วเพลิน มีความรู้สึกเหมือนเล่นๆ ไม่ใช่หน้าที่ เหมือนเล่นๆ เพลินๆ สบ๊าย สบาย อย่างนี้ถูกต้อง ถูกวิธีการ นี่วิธีนึกถึงดวงแก้ว หลวงพ่อพูดกับท่านที่มาใหม่นะ ส่วนท่านที่มาเก่า เข้าถึงดวงธรรมแล้ว เห็นองค์พระแล้ว เราก็หยุดต่อไปดูเรื่อยไปเท่านั้น ส่วนท่านที่มาใหม่ก็ลองนึกๆ ตามหลวงพ่อไป สัมมาอะระหังเรื่อยไป ภาวนาไปแค่ไหน ภาวนาจนกว่าจะขี้เกียจภาวนา เบื่อ ไม่อยากภาวนา อยากจะทำใจให้นิ่งเฉยๆ ดูดวงใสๆ รู้สึกมันสบ๊าย สบาย ถ้าเกิดความรู้สึกอย่างนี้ ให้หยุดภาวนาไปเลย จริงๆ แล้ว คำภาวนามันหยุดไปเอง ถ้าเราเพลินต่อการนึกคิดถึงเครื่องหมายที่ใสสะอาดบริสุทธิ์ ประดุจเพชรลูกที่ไม่มีขีดข่วนคล้ายขนแมว โตเท่ากับแก้วตา จริงๆ แล้วเพชรลูกนี่ เรานึกกันง่ายนะ เพชรเวลาตั้งกลางแดดมันจะมีประกาย มีแสงสะท้อนออกมาใสบริสุทธิ์ทีเดียว นึกอย่างนี้นะ นึกให้สบาย แต่อย่าให้คิ้วย่นเข้าหากันนะ อย่าให้มึน อย่าให้ซึม อย่าให้เกร็งหน้าท้อง อย่าให้นิ้วยก นิ้วกระดก ไหล่ยก อย่างนั้นไม่เอานะ นึกแล้วต้องสบาย ผ่อนคลายทั้งกล้ามเนื้อ ทั้งจิตใจ ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ไม่ช้าเราจะสมหวัง **การทำภาวนาก็เหมือนการปั่นจักรยาน** การทำภาวนาก็เหมือนการขี่จักรยานนั่นแหละ ใหม่ๆ ขี่แล้วก็ล้ม ล้มแล้วก็จับมาขี่ใหม่ ขี่ใหม่ล้มอีก เข่าถลอกปอกเปิกบ้าง ล้มแล้วก็ลุกขึ้นมาจับจักรยานขี่ใหม่ ทำกันไปอย่างนี้เรื่อยๆ ไม่ช้าเราก็จะขี่จักรยานได้ ใหม่ๆ เราก็นึกได้บ้าง ฟุ้งบ้าง ง่วงบ้าง เมื่อยบ้าง มืดบ้างก็ช่างมัน เราก็ทำของเราไปเรื่อยๆ เพราะสิ่งนี้เป็นสิ่งที่สำคัญจะทำให้เรารู้จักตัวของเราเอง ตอนนี้เรายังไม่รู้จักตัวของเราเลยว่า เราเกิดมาจากไหน เกิดมาทำไม อะไรคือเป้าหมายที่แท้จริง เรายังไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรของตัวเราเลย การทำสัมมาสมาธิจะเป็นจุดที่จะนำใจเราให้เข้าถึงความรู้แจ้งเห็นจริง เห็นไปตามความเป็นจริงของชีวิตของเรา จะรู้แจ้งเห็นแจ้งไปตามความเป็นจริงจากการทำใจให้หยุดนิ่ง แล้วเราจะได้อานิสงส์ ๕ ประการนั้น สิ่งนี้ไม่ใช่สิ่งเล็กๆ น้อยๆ เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ ดังนั้นถ้าเข้าใจวิธีทำแล้ว จะได้กลับไปทำที่บ้านต่อ **นึกถึงดวงใสแต่กลับเห็นองค์พระ** เอาใจหยุดนิ่ง ตรึกนึกถึงดวงใส หยุดไปในกลางความใสบริสุทธิ์ของเครื่องหมายตรงนั้น ทีนี้บางท่านกำหนดเครื่องหมายอย่างนี้ แต่ก็แปลกกลับมีองค์พระแก้วใสมาปรากฏแทนที่ อย่างนี้ ก็มีเหมือนกัน อย่าไปสับสนนะ ให้ดีใจไว้เลย พระท่านมาโปรดเรา เราก็ดูองค์พระเรื่อยไปอย่างสบายๆ ให้ทำอย่างนี้สักพักหนึ่ง เมื่อใจสบายดีแล้วเราจะได้ประกอบพิธีบูชาข้าวพระกันต่อไป ต่างคนต่างทำกันไปเงียบๆ หลวงพ่อธัมมชโย