ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

เตรียมใจให้พร้อม

หลวงพ่อธัมมชโย · ง่ายแต่ลึก 6

ไยให้ใจหมกไหม้ อัคคี รีบเร่งดับเร็วซี ก่อนม้วย ชีวิตไม่รอรี คอยท่า ใครนา ดึกดื่นตื่นดับด้วย นิ่งไว้กลางกาย ตะวันธรรม ------------------------------ 19. เตรียมใจให้พร้อม วันอาทิตย์ที่ ๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๑ (๐๙.๐๐ น.) **ปรับกาย-ปรับใจ** เมื่อเราสวดมนต์บูชาพระรัตนตรัยกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ต่อจากนี้ไปตั้งใจให้แน่แน่ว มุ่งตรงต่อหนทางพระนิพพานกันทุกๆ คนนะลูกนะ ให้นั่งขัดสมาธิ โดยเอาขาขวาทับขาซ้าย มือขวาทับมือซ้าย ให้นิ้วชี้ของมือข้างขวาจรดนิ้วหัวแม่มือข้างซ้าย วางไว้บนหน้าตักพอสบายๆ หลับตาของเราเบาๆ ค่อนลูกพอสบายๆ คล้ายกับตอนที่เราใกล้จะหลับ อย่าไปบีบเปลือกตา อย่ากดลูกนัยน์ตา แล้วทำใจของเราให้เบิกบาน ให้แช่มชื่น ให้สะอาด บริสุทธิ์ ผ่องใส ไร้กังวลในทุกสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม ให้ปลด ให้ปล่อย ให้วาง ทำใจของเราให้ว่างๆ ว่างเปล่าจากความคิดทั้งหลาย ทิ้งทุกอย่าง วางทุกสิ่ง **วางใจ** รวมใจของเรามาหยุดนิ่งๆ นุ่มๆ เบาๆ สบายๆ ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ซึ่งอยู่ในกลางท้องของเรา ในระดับที่เหนือจากสะดือขึ้นมา ๒ นิ้วมือ โดยสมมติว่า เราหยิบเส้นด้ายขึ้นมา ๒ เส้น นำมาขึงให้ตึงจากสะดือทะลุไปด้านหลังเส้นหนึ่ง จากด้านขวาทะลุไปด้านซ้ายอีกเส้นหนึ่ง ให้เส้นด้ายทั้งสองตัดกันเป็นกากบาท จุดตัดจะเล็กเท่ากับปลายเข็ม เหนือจุดตัดนี้ขึ้นมา ๒ นิ้วมือ เรียกว่า ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ **ที่เกิด ที่ดับ ที่หลับ ที่ตื่น** ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ เป็นตำแหน่งที่สำคัญ เพราะเป็นที่เกิด ที่ดับ ที่หลับ ที่ตื่นของเรา เมื่อเราเดินทางมาเกิดก็มาจากฐานที่ ๑ ปากช่องจมูกของบิดาเรื่อยมา แล้วก็มาหยุดอยู่ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ตรงนี้ เมื่อบิดามารดาดึงดูดเข้าหากัน ประกอบธาตุธรรมส่วนหยาบเพื่อห่อหุ้มกายละเอียดของเรา พอถูกส่วนก็เคลื่อนจากกายของบิดาไปสู่มารดา เข้าทางปากช่องจมูกของมารดา แล้วไปหยุดอยู่ที่ฐานที่ ๗ ของมารดา ถูกห่อหุ้มด้วยธาตุธรรมส่วนหยาบ พอครบกำหนดแล้วก็เคลื่อนออกมาเป็นกายมนุษย์หยาบ เวลาเราหลับก็หลับตรงนี้ ตื่นก็ตรงนี้ ตายก็ตรงนี้ เมื่อเรามาเกิดแล้ว ตอนนี้การหลับเราก็ผ่านมาแล้ว การตื่นก็ผ่านมาแล้ว เหลือความตายนี่แหละซึ่งเรายังไม่ได้ผ่าน แต่สักวันหนึ่ง เราจะต้องประสบพบเจอ ต้องผ่านตรงนี้ เพราะฉะนั้นจะต้องศึกษากันเอาไว้ให้ดีตรงฐานที่ ๗ นี้ เพราะจากตรงนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่จะเดินทางไปสู่ปรโลก ไปมีชีวิตใหม่หลังจากที่เราตายแล้ว หรือถอดจากกายมนุษย์หยาบนี้แล้ว จะต้องศึกษาเรียนรู้ให้ดีเพราะเราจะต้องจากโลกนี้ไปอย่างสง่างามแบบผู้มีชัยชนะ เหมือนพระราชาที่รบชนะศึกออกจากแว่นแคว้นที่รบชนะแล้วด้วยใจเบิกบาน **ภาพสุดท้ายของชีวิต** เราก็เช่นเดียวกัน จะต้องจากโลกนี้ไปอย่างสง่างามและเบิกบาน จะเบิกบานได้ใจจะต้องใสบริสุทธิ์ ความใสบริสุทธิ์จะเกิดขึ้นจากการประกอบกรรมดี สั่งสมบุญบารมีเอาไว้มากๆ ทั้งทาน ทั้งศีล ทั้งภาวนา เป็นต้น ซึ่งพอถึงวันสุดท้ายของชีวิต มันจะฉายมาเป็นภาพเรียกว่า กรรมนิมิต ให้เราได้เห็นเฉพาะตัวของเราเอง ประดุจภาพยนตร์ส่วนตัว ถ้าเราสั่งสมภาพแห่งความดีไว้มากก็จะมีกำลังแรงกล้าที่จะมาฉายให้เราเห็นก่อน เห็นภาพแห่งการกระทำความดี ทั้งความคิด คำพูด เป็นต้น ทาน ศีล ภาวนา หรือความดีที่ทำในบุญกิริยาวัตถุ ๑๐ ประการ เช่น ทอดกฐิน ผ้าป่า สร้างวัดวาอาราม สงเคราะห์โลก เป็นต้น จะเป็นภาพมาฉายให้เราเห็นตรงนี้ ซึ่งจะเหมือนเป็นที่โล่งกว้าง คล้ายกับเราอยู่ในเหตุการณ์จริงๆ ณ ตอนช่วงนั้น จะทำให้ใจเราผ่องใส คตินิมิตจะสว่าง เราจะเดินทางออกไปจากกายมนุษย์หยาบ มีจุดเริ่มต้นที่ฐานที่ ๗ แล้วผ่านไปฐานที่ ๖, ๕, ๔, ๓, ๒, ๑ ออกไปทางปากช่องจมูกอย่างรวดเร็ว แล้วปรากฏใหม่เป็นกายมนุษย์ละเอียด เพราะฉะนั้น ฐานที่ ๗ ตรงนี้ ต้องศึกษาให้ดีเพื่อเตรียมตัวรับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยไม่มีนิมิตหมาย ไม่มีสัญญาณบอกมาก่อนล่วงหน้า นี่เป็นเรื่องที่ต้องศึกษากันเอาไว้ให้ดี **วิธีเตรียมตัวที่ดีที่สุด** วิธีเตรียมตัวที่ดีที่สุด คือ จะต้องฝึกใจนำกลับมาหยุดนิ่งอยู่ที่ตรงนี้ เช่นเดียวกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระอรหันต์ทั้งหลายที่ท่านหยุดใจตรงฐานที่ ๗ พอถูกส่วนใจจะเคลื่อนเข้าไปสู่ภายใน ได้เห็นสิ่งที่มีอยู่แล้วในตัวของเรา เช่น ดวงธรรมในดวงธรรม กายในกายต่างๆ จนกระทั่งได้บรรลุมรรคผลนิพพาน หลุดพ้นจากความทุกข์ทรมานของชีวิต จากกิเลสอาสวะซึ่งเป็นบ่อเกิดแห่งความทุกข์ทรมานของชีวิตได้ ใจของเราก็จะต้องมาหยุดตรงนี้ ตรงฐานที่ ๗ ให้เคลื่อนเข้าไปสู่ภายใน ตกศูนย์เข้าไปกระทั่งเข้าถึงกายธรรมในตัว หรือพระธรรมกายที่มีลักษณะเป็นองค์พระ ลักษณะสวยงามมาก เกตุดอกบัวตูมไม่ใหญ่ไม่เล็กเหมือนดอกบัวสัตตบงกช ขนาดกำลังพอดีๆ อยู่บนจอมกระหม่อมที่มีลักษณะพิเศษนูนสวยงามกว่ามนุษย์ทั้งหลาย แล้วก็มีเส้นพระศกหรือเส้นผมขดเวียนเป็นทักษิณาวรรตหมุนขวาตามเข็มนาฬิกา กายจะใสเกินความใสใดๆ ในโลก ทั้งใส ทั้งสวยงาม สะอาด สงบ บริสุทธิ์ มีพลังอยู่ในตัว มีอานุภาพ เป็นที่พึ่งที่ระลึกที่แท้จริง มีญาณทัสสนะ มีธัมมจักขุ การเห็นได้รอบตัวทุกทิศทุกทาง อย่างน้อยเราต้องฝึกหยุดใจให้มาถึงตรงนี้ จะได้มีที่พึ่งที่ระลึก ทั้งตอนที่มีชีวิตอยู่และก่อนเดินทางออกจากกายหยาบจากโลกนี้ไปสู่เทวโลกอย่างสง่างาม เพราะฉะนั้นเราต้องหมั่นฝึกใจให้หยุดนิ่ง โดยการน้อมนำใจมาหยุดอยู่ที่ตรงนี้ให้ได้ทุกวัน และทั้งวัน ควบคู่กับภารกิจในชีวิตประจำวัน โดยเริ่มต้นนึกถึงดวงใสๆ ใสบริสุทธิ์ประดุจเพชรลูกที่เจียระไนแล้ว ไม่มีตำหนิเลย โตเท่ากับแก้วตาหรือขนาดไหนก็ได้ ถ้าเราไม่คุ้นเคยกับแก้วตา สิ่งที่เราจะต้องนึกถึงคือ นึกถึงความใสบริสุทธิ์ของทรงกลม ดวงแก้วใสๆ ซึ่งมีแสงสว่างในตัว มีความบริสุทธิ์ ให้นึกอย่างเบาๆ สบายๆ คล้ายกับเรานึกถึงสิ่งที่เราคุ้นเคย สิ่งที่เราชอบ ที่เราถูกใจ พึงพอใจ จะต้องนึกให้เป็น คือ ค่อยๆ นึกธรรมดาเหมือนนึกถึงสิ่งที่เราคุ้นเคย เราก็นึกธรรมดาอย่างนั้นที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ หรือจำง่ายๆ ว่าอยู่ในกลางท้องของเราเพื่อเป็นแลนด์มาร์ก เป็นเครื่องหมายสำหรับให้เรารู้ว่า ตรงนี้คือฐานที่ ๗ ที่เราจะต้องนำใจมาหยุดมานิ่งอยู่ตรงนี้ให้นิ่งแน่น ไม่เคลื่อนย้ายไปที่อื่นเลย **บริกรรมนิมิต-บริกรรมภาวนา** เราจะต้องตรึกนึกถึงดวงใส ใจหยุดอยู่ในกลางดวงใสๆ อย่างสบายๆ พร้อมกับประคองใจให้หยุดนิ่งด้วยบริกรรมภาวนาในใจเบาๆ สบายๆ โดยให้เสียงของคำภาวนาเป็นเสียงที่ละเอียดอ่อน ดังออกมาจากในกลางท้องของเรา เหมือนมาจากแหล่งแห่งความบริสุทธิ์ แหล่งแห่งอานุภาพอันไม่มีประมาณอย่างต่อเนื่องจากกลางท้องของเรา ประคองใจด้วยบริกรรมภาวนาว่า สัมมาอะระหัง อย่าใช้กำลังในการภาวนา ไม่เหมือนการท่อง ถ้าท่องบ่นมนตราเราต้องใช้กำลังในการท่อง แต่นี่เหมือนเป็นเสียงที่เป็นสำนึกลึกๆ ที่ละเอียดอ่อน เหมือนบทสวดมนต์ที่เราคุ้นเคยที่ดังขึ้นมาเองในใจ หรือบทเพลงที่เราชอบดังขึ้นมาเองอย่างนั้น อันนี้เราต้องค่อยๆ ฝึกไป แล้วคำภาวนาจะดังเองในกลางท้อง สัมมาอะระหังอย่างต่อเนื่องเบาๆ สบายๆ ควบคู่กันไปกับการตรึกนึกถึงดวงใส เอาใจหยุดอยู่ในกลางดวงใสๆ ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ประคองใจภาวนาไปอย่างนี้จนกว่าใจจะหยุดนิ่ง เมื่อใจหยุดนิ่งจะทิ้งคำภาวนาไปเอง จะมีอาการเหมือนกับเราไม่อยากจะภาวนาต่อไป หรือเหมือนลืมภาวนาไปอย่างนั้น แต่ใจไม่ฟุ้งไปคิดเรื่องอื่น ถ้าเกิดความรู้สึกอย่างนี้ เราก็ไม่ต้องภาวนาสัมมาอะระหังต่อไป แต่ว่าเมื่อใดใจฟุ้งไปคิดเรื่องอื่น เราจึงย้อนกลับมาภาวนาใหม่ **มีอะไรให้ดูก็ดูไป** ส่วนใครที่คุ้นเคยกับการนึกถึงภาพองค์พระแก้วขาวใสๆ ถ้าคุ้นเคยอย่างนี้ ชอบอย่างนี้ สมัครรักใคร่ผูกพันกับองค์พระ จะนึกองค์พระแทนดวงแก้วก็ได้ เพราะวัตถุประสงค์ของเราต้องการนำใจกลับมาหยุดนิ่งที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ตรงนี้ เราจะนึกถึงองค์พระก็ได้ นึกไปอย่างเบาๆ สบายๆ ไม่ต้องเน้นรายละเอียด แต่ให้นึกว่าองค์พระมีอยู่ นึกอย่างเบาๆ สบายๆ ค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป ใจเย็นๆ แล้วประคองใจด้วยบริกรรมภาวนาสัมมาอะระหังเช่นเดียวกัน ใครนึกถึงพระเดชพระคุณหลวงปู่แล้วสบายใจ ซึ่งเราได้นึกถึงท่านอย่างต่อเนื่องมายาวนานก่อนวันงานหล่อหลวงปู่ คือ กฐินของพระเดชพระคุณหลวงปู่ จะนึกถึงภาพท่านก็ได้ นึกอย่างเบาๆ สบายๆ ด้วยใจที่เลื่อมใสในคุณธรรมและคุณวิเศษของท่าน และในทำนองเดียวกันก็ภาวนาสัมมาอะระหังอย่างนี้เรื่อยไป ไม่ต้องสับสนว่าเราจะเอาอย่างไรดี เราชอบนิมิตอย่างไหน ดวงแก้ว องค์พระ หลวงปู่ ก็เอาอย่างเดียว หรือนึกอีกอย่างแล้วเกิดขึ้นอีกอย่างก็ใช้ได้ ดูเรื่อยไปอย่างสบายๆ ดูไปธรรมดาๆ มีอะไรให้ดู เราก็ดูไป ดูไปด้วยใจสบายๆ โดยไม่ต้องคิดอะไรทั้งสิ้น ทำอย่างนี้ แค่นี้เท่านั้น เดี๋ยวใจของเราก็จะหยุดนิ่งถูกส่วนที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ เอง สิ่งที่มีอยู่แล้วในตัวของเราก็จะค่อยๆ ทยอยบังเกิดขึ้นให้เราได้ชื่นใจ เป็นรางวัลสำหรับการประกอบความเพียรของเรา เช้านี้อากาศกำลังสดชื่นเย็นสบาย เหมาะสมที่ลูกผู้มีบุญทุกคนจะได้ประกอบความเพียรให้กลั่นกล้า ให้สมกับที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ มาพบพระพุทธศาสนา วิชชาธรรมกาย เราจะได้เข้าถึงที่พึ่งที่ระลึกภายใน ให้ลูกทุกคนตั้งใจประกอบความเพียร และให้สมหวังดั่งใจในการเข้าถึงพระรัตนตรัยในตัวทุกๆ คน ต่างคนต่างนั่งกันไปเงียบๆ นะ หลวงพ่อธัมมชโย