แก้ฟุ้งด้วยการเดินฐาน
นักเรียนอภิญญา
ฐานเจ็ด ทางหลุดพ้น ภัยมาร
ฐานเจ็ด จรดนิพพาน เชื่อมได้
ฐานเจ็ด แหล่งบุญสราญ รวมหมด บุญญา
ฐานเจ็ด นี่แหละไซร้ ถิ่นแท้บ้านตัว
สุนทรพ่อ
ฐานเจ็ด เสด็จเข้า นิพพาน
ฐานเจ็ด เผด็จมาร พ่ายแพ้
ฐานเจ็ด แหล่งสราญ ใจสุข
ฐานเจ็ด คือบ้านแท้ ลูกนั้นทุกคน
------------------------------
11.
แก้ฟุ้งด้วยการเดินฐาน
วันอาทิตย์ที่ ๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ (๑๓.๓๐ น.)
**ปรับกาย-ปรับใจ**
ตั้งใจหลับตาเจริญสมาธิภาวนากันนะ
หลับตาเบาๆ พอสบายๆ อย่าถึงกับปิดเปลือกตาสนิทเหมือนปรือๆ ตานิดๆ ถ้าเราหลับตาเป็น เดี๋ยวกล้ามเนื้อทุกส่วนของร่างกายจะคลี่คลาย
แล้วก็รวมใจไปหยุดนิ่งๆ นุ่มๆ ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ซึ่งอยู่ในกลางท้องของเรา ในระดับที่เหนือจากสะดือขึ้นมา ๒ นิ้วมือ หรือจำง่ายๆ ว่าอยู่ในกลางท้อง
**แก้ฟุ้งด้วยการเดินฐาน**
เราก็นึกถึงบุญทุกบุญที่เราทำผ่านมา ตั้งแต่ปฐมชาติที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ แล้วสร้างบารมีเรื่อยมานับภพนับชาติไม่ถ้วนมาจนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้ ให้มารวมเป็นดวงบุญใสๆ ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ กลมรอบตัวเหมือนดวงแก้ว ใสเหมือนกับเพชรที่ต้องแสงใสๆ มีประกายเจิดจ้า สว่างเหมือนดวงอาทิตย์ยามเที่ยงวัน แต่ว่าใสเย็นเหมือนแสงจันทร์ในคืนวันเพ็ญ สว่างอยู่กลางกายของเรา
เราปรับตรงนี้ ปรับเปลือกตา ปรับการหลับตา กับการนึกถึงดวงบุญใสๆ เหมือนกับเพชร ขนาดไหนก็ได้ นึกเบาๆ สบายๆ แล้วเราก็ทดลองเคลื่อนย้ายดวงบุญ ดวงบุญใสๆ ย่อส่วนให้เหลือขนาดสักปลายนิ้วก้อย เราลองเลื่อนไปฐานที่ ๖ อยู่ในกลางท้องของเราระดับสะดือ และปรับการหลับตาของเราเวลาเรานึก ลองค่อยๆ ดูนะ
แล้วก็ภาวนาสัมมาอะระหัง สัมมาอะระหัง สัมมาอะระหัง เลื่อนมาฐานที่ ๕ มาที่ปากช่องคอ เหนือลูกกระเดือก ค่อยๆ เลื่อน แล้วก็ตรึกนึกถึงความใสของดวง นึกเรื่อยๆ
สัมมาอะระหัง สัมมาอะระหัง สัมมาอะระหัง แล้วก็มาฐานที่ ๔ เพดานปาก ช่องปากที่อาหารสำลัก
สัมมาอะระหัง สัมมาอะระหัง สัมมาอะระหัง เลื่อนมาที่กลางศีรษะ ระดับเดียวกับหัวตาเรา เป็นฐานที่ ๓ ประคองดวงบุญใสๆ
สัมมาอะระหัง สัมมาอะระหัง สัมมาอะระหัง และเลื่อนมาที่หัวตา หญิงซ้าย ชายขวา
สัมมาอะระหัง สัมมาอะระหัง สัมมาอะระหัง เลื่อนมาที่ปากช่องจมูก หญิงซ้าย ชายขวา ซึ่งเป็นฐานที่ ๑ จ่ออยู่ที่ปากช่องจมูกเลย เอาดวงขนาดพอที่จะลอดช่องจมูกได้ ตรงนี้เป็นฐานที่ ๑
เราลองฝึกไปพร้อมกับการหลับตาที่ไม่ตึง ผ่อนคลาย สัมมาอะระหัง สัมมาอะระหัง สัมมาอะระหัง นึกเป็นภาพไปเลยนะ นึกเป็นดวงใสๆ ขนาดลอดช่องจมูกได้ เพื่อที่จะฝึกการหลับตาและการนึกภาพให้สอดคล้องกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกัน
ไม่มีการขมวดคิ้ว ไม่มีการบีบเปลือกตา ไม่มีความตั้งใจมากเกินไป แล้วลองปรับตรงนี้ให้สบาย แล้วเราค่อยๆ เลื่อนไปฐานที่ ๒ ที่หัวตา เลื่อนไปช้าๆ ปรับเปลือกตา หรือลืมลูกนัยน์ตาไปเลยก็ได้ เหมือนเรามองหลังเปลือกตานั่นแหละ มองดูดวง จนไม่สนใจการหลับตา สัมมาอะระหัง สัมมาอะระหัง สัมมาอะระหังนึกอย่างนี้ สมมติเวลาเราฟุ้ง เราก็หาเรื่องคิด แทนที่จะคิดเรื่องอื่น เราก็มานึกถึงดวงบุญดวงใสๆ
แล้วก็เลื่อนมาที่ฐานที่ ๓ โดยค่อยๆ ช้อนตาเหมือนตาเหลือกค้างขึ้นไป เพื่อที่จะให้ความเห็นกลับเข้าไปในตัว มาที่กลางกั๊กศีรษะ ระดับเดียวกับหัวตาของเรา
สัมมาอะระหัง สัมมาอะระหัง สัมมาอะระหัง เลื่อนมาที่เพดานปากฐานที่ ๔ ช่องปากที่อาหารสำลัก ค่อยๆ นิ่ง นุ่ม เบา สบาย นึกถึงดวงใส ความใส
สัมมาอะระหัง สัมมาอะระหัง สัมมาอะระหัง เลื่อนมาที่ปากช่องคอเหนือลูกกระเดือก ตามภาพเลย จับภาพไปอย่าให้คลาดจากใจ แต่ต้องเบา สบาย
สัมมาอะระหัง สัมมาอะระหัง สัมมาอะระหัง แล้วก็เลื่อนลงไปเหมือนกลืนเข้าไปไว้ในท้องเลย ค่อยๆ เคลื่อนตามดวงไปเลย ไปหยุดนิ่งอยู่ที่กลางท้อง ระดับเดียวกับสะดือของเรา
สัมมาอะระหัง สัมมาอะระหัง สัมมาอะระหัง ปรับเปลือกตาให้ดีนะ หรือลืมไปเลย ผ่อนคลายไปด้วย มือ นิ้ว จะงออย่างไรก็ช่างมัน เลื่อนถอยหลังขึ้นมา ยกสูงมาที่ฐานที่ ๗ กลางท้องเหนือสะดือขึ้นมา ๒ นิ้วมือ
สัมมาอะระหัง สัมมาอะระหัง สัมมาอะระหัง เราจะเลื่อนกลับไปกลับมาอย่างนี้กี่รอบก็ได้ ถ้าฟุ้งมาก ก็เลื่อนหลายรอบหน่อย แต่ตอนสุดท้ายต้องมาอยู่ที่ฐานที่ ๗ ตรงนี้ สัมมาอะระหัง สัมมาอะระหัง สัมมาอะระหัง อย่างนี้นะ
ถ้าทำอย่างนี้แล้วยังฟุ้ง ก็เผยอเปลือกตาขึ้นมานิดหนึ่ง แล้วหลับไปใหม่ ประคองใจให้ใสๆ สัมมาอะระหัง สัมมาอะระหัง สัมมาอะระหัง ทำอย่างนี้
**หาเรื่องคิดแก้ฟุ้ง**
ถ้าทำอย่างนี้แล้วยังฟุ้งอีก เราก็หาเรื่องคิดที่เกิดประโยชน์ต่อเรา คือคิดไปตามความเป็นจริงของสรรพสัตว์และสรรพสิ่งทั้งหลาย ที่พระพุทธเจ้าท่านทรงแทงตลอดในสิ่งเหล่านี้มา ด้วยสัพพัญญุตญาณของพระองค์ว่า คน สัตว์ สิ่งของ จะมีวิญญาณครองหรือไม่มีวิญญาณครอง มีชีวิตหรือไม่มีชีวิต จะเป็นอะไรที่นอกเหนือจากนี้ ล้วนเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็เสื่อมสลายไป ต้องผุต้องพังหมด ไม่ว่าจะเป็นคน สัตว์ หรือสิ่งของ
เราก็เห็นบรรพบุรุษของเราล้วนตายหมด แม้แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านเป็นพระบรมศาสดาของเรา มีบารมี ๓๐ ทัศ เต็มเปี่ยมบริบูรณ์ ได้ลักษณะมหาบุรุษ สมบูรณ์ด้วยวิชชาและจรณะ มีตาทิพย์ หูทิพย์ ระลึกชาติได้ มีฤทธิ์ทางใจ แสดงอิทธิฤทธิ์ได้ กระทั่งทำอาสวะให้สิ้น ยังต้องดับขันธปรินิพพานเลย นับประสาอะไรกับเราที่บารมียังไม่เท่าท่าน สุดท้ายต้องตายแน่
เราก็นึกไปตามสมมติ ในเมื่อเราห้ามความคิดไม่ได้ เราก็มาคิดเรื่องนี้ คนสัตว์ตายหมด สิ่งของก็พังหมด ต้นไม้ตาย บ้านเรือนผุพัง รถรา ถ้วยโถโอชาม ภูเขา พังหมด แม้แต่โลกใบนี้ก็ต้องถึงกัปวินาศด้วยไฟบรรลัยกัลป์ น้ำบรรลัยกัลป์ ลมบรรลัยกัลป์ ไฟไหม้ถึงสวรรค์ ไหม้หมดเลย ไปถึงพรหมโลกในระดับหนึ่ง ไหม้หมดตั้งแต่ปาริสัชชา ปุโรหิตา มหาพรหมา เป็นต้น
แม้พระอรหันต์เหาะเหินเดินอากาศได้ ยังถูกจับถอดกาย นับประสาอะไรกับเราจะไปเหลืออะไร ดูมหาปูชนียาจารย์ของเรา ท่านเชี่ยวชาญในวิชชาธรรมกาย ยังถูกพญามารถอดกายได้ นับประสาอะไรกับเราจะไปเหลืออะไร คิดอย่างนี้แล้วใจจะได้คลายความผูกพันกับทุกสิ่ง ใจก็จะกลับมาอยู่กับเนื้อกับตัว ไม่ฟุ้ง ไม่กระเจิง แล้วก็มาเริ่มต้นใหม่นึกถึงดวงใสๆ
เมื่อใจเกิดธรรมสังเวช สลดใจแล้ว ก็มานึกถึงดวงซึ่งเกิดจากบุญที่เราทำทาน รักษาศีล เจริญภาวนา หรือในบุญกิริยาวัตถุ ๑๐ ประการ เราก็นึกไป หรือในบารมี ๑๐ ทัศ หรือบุญที่เราพอนึกได้ เช่น ทอดกฐิน ทอดผ้าป่า สร้างโบสถ์ วิหาร ศาลาการเปรียญ ถวายภัตตาหาร คิลานเภสัช สร้างศาสนวัตถุ ศาสนสถาน ช่วยเหลือเกื้อกูลเพื่อนมนุษย์เรียงไปเลย ตั้งแต่ทำทานกับสัตว์เดรัจฉาน กับมนุษย์ คนยากคนจน คนทุศีล คนมีศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ ศีล ๒๒๗
นี่เป็นวิธีคิดที่ทำให้ใจเราชุ่ม พอใจเรารู้สึกเบิกบานแล้ว ก็มานึกถึงดวงใหม่ ปรับร่างกาย ปรับเปลือกตา นึกถึงดวงใสๆ เห็นไหมว่า มันจะทำให้เราบันเทิง เกิดความอาจหาญ ร่าเริง เบิกบานในธรรม ให้เราทำอย่างนี้ แล้วก็นึกถึงดวงใสๆ ภาวนาสัมมาอะระหัง สัมมาอะระหัง ไปเรื่อยๆ
ถ้ามันหลุดแวบไปอีก ก็มานึกถึงร่างกายของเรา จะนึกถึงผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็นกระดูก เยื่อในกระดูก อาการ ๓๒ มันต้องผุ ต้องพัง แล้วคิดตั้งแต่ภายนอกร่างกายเรา เข้าไปหาข้างในเลย
ผมอยู่ข้างนอก แต่เดิมมันก็สีสวยสดงดงาม ต่อไปก็แปรเปลี่ยนไป หลุดร่วงไป ขนก็เหมือนกัน เล็บก็เช่นเดียวกัน ฟันที่ว่าเป็นของเรา มันไม่จริงเลย ถ้าเป็นของเรามันก็ต้องเชื่อฟังเราอยู่กับเราตลอด เดี๋ยวฟันนี้หลุด ฟันนี้ถอนอะไรต่างๆ สารพัด จะคิดในแง่มันผุมันพังหรือมันเป็นปฏิกูลเราก็นึกได้ทั้งนั้น
ผิวหนัง ตอนเด็กๆ ก็สวยสดงดงาม พอกาลเวลาผ่านไปก็เปลี่ยนแปลงไป เหี่ยวย่นกันไป ไม่สวยไม่งาม มีกระ มีฝ้า ถ้าลอกออกไปทีละชั้น ทีละชั้น หนังชั้นนอก ชั้นในกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น กระดูก อวัยวะภายใน จับเอามากองที่โน่นที่นี่ แยกย้ายกระจัดกระจายกันไป ดูไม่ออกว่าเป็นคนหรือว่าเป็นใคร เพราะว่ามันกระจัดกระจายกันไปหมด
มีวิธีนึกตั้งหลายวิธีที่จะแก้ความฟุ้ง ถ้ามันรุนแรงมาก นึกอย่างนี้บ่อยๆ เข้า ใจก็จะยอมรับความเป็นจริงของสรรพสัตว์และสรรพสิ่ง เมื่อมีการพลัดพรากจากไปหรือประสบในสิ่งที่ไม่เป็นที่รัก หรือปรารถนาอะไรมันก็ไม่ได้ดังใจ มันได้ตามกำลังบุญของเรา จากทุกข์มากมันก็ทุกข์น้อย จากทุกข์น้อยก็ไม่มีทุกข์
แล้วใจมันจะเกลี้ยงๆ จะเห็นว่าโลกนี้ว่างเปล่า ไม่มีอะไรเป็นสาระแก่นสาร ไม่มีอะไรใหม่ เราเคยเกิด เคยแก่ เคยเจ็บ เคยตาย เคยพลัดพรากจากสิ่งที่รัก ประสบสิ่งที่ไม่เป็นที่รัก ปรารถนาสิ่งใดก็ไม่ได้สมหวังทุกอย่าง มีความโศกเศร้า เสียใจ คับแค้นใจ ร่ำพิไรรำพัน อะไรต่างๆ นานา ซ้ำๆ ซากๆ อย่างนี้ ก็จะช่วยคลายความฟุ้งได้
พอมันคลายแล้ว ไม่ใช่ไปคิดตลอดเวลานะ คิดแค่ให้คลายความผูกพันยึดมั่นถือมั่น เมื่อถึงระดับหนึ่งแล้ว เราก็ต้องปล่อยวางความคิดนั้น แล้วมาเริ่มที่ดวงใหม่ จะเริ่มจากฐานไหนก่อนก็เอา แต่ตอนสุดท้ายก็มาอยู่ที่ฐานที่ ๗ อยู่นิ่ง ฝึกให้คุ้นเลย
แต่เดิมเราใช้เวลาคิดในสิ่งเหล่านั้นเป็นชั่วโมง แต่พอเราฝึกบ่อยๆ แค่นาทีเดียว ก็คิดว่าทุกอย่างต้องผุต้องพังหมด เกิดขึ้น ตั้งอยู่ เสื่อมสลายหมด มันก็สลดใจแล้ว ใจก็จะใสๆ แม้ยังไม่เห็นอะไร แต่ว่ามันมีความพร้อมที่จะนึกถึงภาพดวงใสๆ หรือมองคนสัตว์สิ่งของก็เห็นไปอย่างนั้นแหละ สักแต่ว่าเห็น ซึ่งจะเป็นไปเอง
หรือได้ยินเสียงอะไรต่างๆ ที่แต่เดิมเราเคยยินดียินร้าย มันก็สักแต่ว่าได้ยิน กลิ่นก็เหมือนกัน แต่เดิมได้กลิ่นแล้วมีความยินดียินร้าย ชอบใจ ไม่ชอบใจ พอเราฝึกบ่อยๆ ได้กลิ่นก็อย่างนั้นแหละ จะดู จะโดน จะเป็นอะไรต่างๆ ก็เป็นอย่างนั้น ใจจะกลับเข้ามาสู่ที่ตั้งดั้งเดิม จะมาหยุดนิ่งอยู่ภายใน
พอใจเรานิ่งดีแล้ว ต่อจากนี้ไปไม่ต้องไปคิดอย่างนั้นอีกแล้ว เมื่อใจมีความพร้อมที่จะนึกถึงดวงได้ต่อเนื่องแล้ว ไม่ต้องคิดอย่างนั้นอีก เราก็นึกถึงดวงใสๆ ภาวนาสัมมาอะระหังเรื่อยไป ภาวนาเท่าที่จำเป็น ถ้าหมดความจำเป็นในการภาวนา เราก็ไม่ต้องภาวนาต่อไปเมื่อใจมันรวมได้แล้ว คือพอเรานึกกลางกาย มันก็ปึ๊บเข้ามาอยู่ในกลางกายฐานที่ ๗ นี้ เราก็นิ่งอย่างเดียว เพราะหยุดเป็นตัวสำเร็จ นิ่ง นุ่ม เบา สบาย เมื่อใจมันละเอียด ใจมันใสแล้ว ดวงก็จะค่อยๆ ชัดขึ้นมาเอง จะชัดขึ้น ชัดขึ้น ชัดขึ้น ในระดับที่เรายอมรับได้ว่า นี้คือการเห็น ไม่ใช่การนึก เห็นเหมือนเราเห็นวัตถุภายนอก
คราวนี้ใจก็ตั้งมั่นแล้ว มีอารมณ์เดียวเป็นเอกัคคตารมณ์แล้ว ใจจะเป็นกลางๆ มีอุเบกขาและมีสุขด้วย สุขเวทนาก็เกิด มันมาพร้อมๆ กันเลย นั่งแล้วต้องสุขสบาย มันจะมีแต่สุขเพิ่มขึ้น เจอขั้นตอนตั้งแต่ความทุกข์ มาแปรเป็นไม่สุขไม่ทุกข์ แล้วตอนสุดท้ายก็เป็นสุข กระทั่งท้ายสุดก็บรมสุข นี่คือ นิพพานัง ปะระมัง สุขัง นิพพานเป็นบรมสุข สุขเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ สุขอย่างเดียว
เราก็ดูไปเรื่อยๆ ใจจะใสติดนิ่งแน่นอยู่กลางดวง ดวงก็จะขยายออกไป ใจจะเคลื่อนเข้าไปในกลางดวง แล้วจะมีดวงใหม่ผุดขึ้นกลางดวงเก่า จนสุดดวงก็จะถึงกาย ในกลางกายก็มีดวงอีกชุดหนึ่ง จะสลับกันไปอย่างนี้ ในกายหยาบมีดวง ในดวงมีกาย ในกายก็มีดวง สลับไปเรื่อยๆ อย่างนี้ ในดวงมีกาย ในกายมีดวงใสๆ ๆ ๆ กระทั่งถึงองค์พระใสๆ นุ่มนวลละมุนละไมทีเดียว
องค์พระก็ใสแจ่มกระจ่างกลางกาย พอเราแนบแน่นกับศูนย์กลางกายของท่าน ก็เห็นไปรอบตัวเลย รอบทิศ ทุกทิศทุกทางไม่เหมือนมองห่างๆ แล้ว ธัมมจักขุเกิดขึ้นตอนที่แนบแน่นกับท่าน เป็นหนึ่งเดียวกับท่าน มีความรู้สึกเป็นพระ นิ่งแน่น แนบแน่น แล้วคราวนี้ก็จะแน่นในแน่นเข้าไปเรื่อยๆ
องค์พระจะผุดผ่านซ้อนขึ้นมา ใจเราก็ยิ่งบริสุทธิ์ ยิ่งหลุดพ้น ยิ่งหยุด ยิ่งนิ่ง ยิ่งดิ่งไม่หยุด หลุดพ้นไปเรื่อยๆ องค์พระโตใหญ่ขึ้น ใสขึ้น สว่างขึ้นไปเรื่อยๆ ก็จะใสในใส ใสในใส สว่างในสว่าง สุขในสุข สุขในสุขด้วยกาย เวทนา จิต ธรรม เขาเดินกันอย่างนี้ เดินเข้าในๆ ๆ เข้าไปเรื่อยๆ กายในกาย กายในกาย กายในกาย เกิดขึ้นเองเมื่อเรานิ่งในนิ่ง ในนิ่ง หรือหยุดในหยุด หยุดเข้าไปเรื่อยๆ มันหยุดของมันเอง ไม่ต้องไปท่องเลย มันหยุดนิ่งใสสว่าง ลองทำดูนะ
เพราะฉะนั้น จะนึกเรื่องอะไรให้เกิดธรรมสังเวช ก็นึกเท่าที่จำเป็น เมื่อเพียงพอแล้วเราก็เลิกนึก หันกลับมานิ่งกลางกายสลับกันไปอย่างนี้ นี่สำหรับคนที่ฟุ้งเก่งๆ นะ
ถ้าใครง่วงเก่งๆ ก็ต้องลืมตาก่อน ปรือๆ ตา นึกถึงแสงสว่างภายใน แสงจะได้แยงตาได้ ส่วนมากก็จะมีอยู่แค่ตึงเกินไปกับหย่อนเกินไปแค่นั้นเอง สลับกันไป
ฝึกกันไป เดี๋ยวจะสมหวังกันทุกคน เพราะทุกคนมีทุนเดิม บุญเก่าเยอะอยู่แล้ว มากมายก่ายกอง ขนาดงานติดกันยังมาวัดอย่างนี้ ถือว่ามีบุญมาก ที่ไม่ให้อะไรเป็นอุปสรรค ข้ออ้าง ข้อแม้ เงื่อนไข ที่จะไม่มาวัด บุญนี่มากเพียงพอ เหลือแต่ปรับวิธีการให้เป็นไปอย่างที่ว่าไว้นี่แหละ เดี๋ยวเราจะมีความสุขมาก
หลวงพ่อธัมมชโย