ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

สมาธิไม่ยาก ทุกคนทำได้

หลวงพ่อธัมมชโย · ง่ายแต่ลึก 6

จะฟุ้งน้อยฟุ้งมากไม่ยากดอก เดี๋ยวจะบอกเคล็ดลับไว้ใช้แก้ เพียงค่อยค่อยลืมตาเท่านั้นแล ฟุ้งว่าแน่ก็ยังแพ้แค่ลืมตา ตะวันธรรม ๑๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๕ ------------------------------ 8.สมาธิไม่ยาก ทุกคนทำได้ วันอาทิตย์ที่ ๒๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๙ (๑๓.๓๐ น.) **ปรับกาย-วางใจ** ตั้งใจหลับตาเจริญสมาธิภาวนากันนะ หลับตาเบาๆ พอสบายๆ ให้ผ่อนคลายทุกส่วนของร่างกายของเรา ตั้งแต่ศีรษะ ใบหน้า ลำคอ บ่าไหล่ แขนทั้งสองถึงปลายนิ้วมือ ลำตัว ขาทั้งสองถึงปลายนิ้วเท้า ทั้งเนื้อทั้งตัวให้ผ่อนคลาย แล้วรวมใจไปหยุดนิ่งๆ นุ่มๆ เบาๆ สบายๆ ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ซึ่งอยู่ในกลางท้องของเรา ในระดับที่เหนือจากสะดือขึ้นมา ๒ นิ้วมือ รวมใจหยุดนิ่งๆ นุ่มๆ เบาๆ สบายๆ **บริกรรมนิมิต** จะตรึกนึกถึงดวงใสหรือองค์พระใสๆ หรือพระเดชพระคุณหลวงปู่ก็ได้ โดยเฉพาะช่วงนี้ เป็นช่วงที่เรากำลังจะไปเชื่อมสายบุญกับท่าน จะไปตอกเสาเข็มสร้างอนุสรณ์สถานที่แผ่นดินดอกบัว แดนเกิดด้วยรูปกายเนื้อของท่าน ในวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๐ เราอยู่ในช่วงของการเตรียมใจของเราให้ใสๆ ให้สะอาดบริสุทธิ์ จะได้เหมาะสมที่จะเป็นภาชนะรองรับบุญใหญ่ที่จะเกิดขึ้นในวันนั้น ให้เรานึกถึงภาพพระเดชพระคุณหลวงปู่ซึ่งเราคุ้นเคยกับท่านอยู่แล้ว จากภาพที่เราเห็นจากรูปหล่อทองคำที่เรามาร่วมหล่อกันตั้งหลายองค์แล้ว อาราธนาให้ท่านนั่งเจริญสมาธิภาวนาอยู่ในกลางกายของเรา โดยทำความรู้สึกว่าเราอยู่ในกลางกายของท่านก็ได้ โดยใจของเราก็ไปหยุดนิ่งๆ นุ่มๆ ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ นี้เป็นหลักที่สำคัญเลย ทั้งหมดที่กล่าวมาแล้ว จะเป็นองค์พระ เป็นดวงใสๆ หรือพระเดชพระคุณหลวงปู่ ให้เราน้อมไว้ในกลางกายของเรา มีวัตถุประสงค์เพียงเพื่อให้ใจของเราที่ไม่อยู่กับเนื้อกับตัวนั้น กลับมาสู่ที่ตั้งดั้งเดิมที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ **ใจหยุดนิ่งฐานที่ ๗ คือหลักของชีวิต** ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ เป็นต้นทางไปสู่อายตนนิพพาน ที่พระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์นับอสงไขยพระองค์ไม่ถ้วนท่านก็ทำแบบเดียวกันอย่างนี้ คือ หยุดใจนิ่งให้สนิทติดตรงกลางกายฐานที่ ๗ ตรงนี้อย่างเดียว ไม่ได้ไปทำอะไรนอกเหนือจากนี้ แล้วใจจะเป็นกลางๆ ตั้งมั่น สงัดจากกามและบาปอกุศลธรรม ความบริสุทธิ์ของใจจะบังเกิดขึ้น ความสุขที่เราไม่เคยมีประสบการณ์ ไม่เคยเจอก็จะบังเกิดขึ้น ซึ่งเป็นความสุขที่ยิ่งใหญ่แบบที่เราพูดไม่ออก บอกไม่ถูก วัตถุประสงค์ต้องการให้ใจมาหยุดอยู่ที่ตรงนี้ ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ถ้าเราส่งใจออกไปข้างนอกอย่างที่เราคุ้นเคยในชีวิตประจำวัน ในเรื่องคน สัตว์ สิ่งของ ธุรกิจการงาน บ้านช่อง หรือเรื่องอะไรที่นอกเหนือจากนี้ จะพบว่าเราไม่เคยเจอความสุขที่แท้จริงเลย อย่างมากก็มีแต่ความเพลิน ทำให้เราลืมความทุกข์ไปชั่วขณะ ประเดี๋ยวเราก็กลับมาไม่สบายกาย ไม่สบายใจอีก แล้วมีความทุกข์กายทุกข์ใจเกิดขึ้นด้วยเหตุต่างๆ อีก หยุดกับนิ่งที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ เป็นหลักของชีวิต สิ่งอื่นเป็นเรื่องรองลงมา **ความสุขที่แท้จริง** เราตะเกียกตะกายแสวงหาสิ่งต่างๆ เพราะปรารถนาที่จะได้เจอความสุข ความสบายกายสบายใจ ที่จะทำให้เราเกิดความพึงพอใจอย่างสูงสุดจนไม่ต้องการอะไรเลย แต่จากประสบการณ์ที่ผ่านมาในชีวิต เราไม่เคยเจอเลย ไม่ว่าจะอยู่ในคน สัตว์ สิ่งของที่เป็นที่รัก ลาภยศสรรเสริญ อำนาจวาสนา พวกพ้องบริวาร มีที่มีทาง มีทรัพย์มาก สิ่งเหล่านี้ก็ไม่ได้ให้ความพึงพอใจแก่เราอย่างสูงสุด ได้แค่ปลื้มใจชั่วคราว แล้วความปลื้มนั้นก็ดับไป มันเกิดขึ้นตั้งอยู่แล้วก็ดับไป ไม่เป็นสาระแก่นสารเหมือนต้นกล้วยที่ไม่มีแก่นอย่างนั้น พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ก็ผ่านชีวิตอย่างนั้นมา ยืนยันเหมือนกันหมดด้วยประโยคเดียวกันว่า นตฺถิ สนฺติปรํ สุขํ สุขอื่นนอกจากหยุดจากนิ่งไม่มี หมายความว่า เราจะไปแสวงหาความสุขจากที่อื่นที่นอกเหนือจากใจหยุดนิ่งนั้นไม่เจอ เหนื่อยฟรี แก่เจ็บตายฟรีๆ แถมมีวิบากเป็นผลเสียอีก มันมีไซด์เอฟเฟ็กต์ มีผลข้างเคียง คือ ความทุกข์ทรมานของชีวิต ทั้งในปัจจุบันที่เรามองเห็นด้วยตาเนื้อ กับที่เรามองไม่เห็นด้วยตาเนื้อคือชีวิตในปรโลก ทุกพระองค์ยืนยันเหมือนกันหมดว่าหยุดกับนิ่ง คือหยุดใจไว้ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ จึงจะเจอสิ่งที่เราแสวงหา คือความสุขที่ไม่มีขอบเขตจำกัด ที่จะทำให้เราเกิดความพึงพอใจ ตั้งแต่ความพึงพอใจเหนือกว่าสิ่งที่เราเคยเจอ และเพิ่มปริมาณความพึงพอใจไปเรื่อยๆ ไม่หายเห่อ ไม่เบื่อหน่าย กระทั่งถึงบรมสุข คือ เข้าถึงอายตนนิพพานที่มีแต่สุขล้วนๆ ไม่มีทุกข์เจือเลย จะไปตรงนั้นได้ใจต้องหยุดต้องนิ่ง จะหยุดนิ่งได้ต้องทิ้งสิ่งที่ทำให้ใจเราเกิดความทะยานอยาก อยากได้ อยากมี อยากเป็นเหล่านั้นในชีวิตประจำวันที่เราเจอออกไป คลายความผูกพัน พิจารณาเห็นทุกข์เห็นโทษ ถ้าเราให้ความเอาใจใส่ศึกษาถึงสิ่งเหล่านั้นที่เราแสวงหา เราจะค้นพบว่ามีแต่ความไม่จีรัง เปลี่ยนแปลง แปรปรวนไปเรื่อยๆ มีแต่ความทุกข์ ทำให้เราไม่สบายกาย ไม่สบายใจ เป็นตัวปัญหา เพราะความไม่แน่นอนนั้นทำให้เราไม่สบายใจ ไม่สบายกาย และจะบังคับบัญชาให้เป็นไปตามความปรารถนาของเราก็ไม่ได้ ดังนั้น หยุดนิ่งเป็นสิ่งที่สำคัญ ซึ่งลูกทุกคนจะต้องให้ความเอาใจใส่ เพื่อตัวของเราเองเป็นหลักเลย เพราะตัวเราจะได้เข้าถึงความสุขที่ไม่มีประมาณ แล้วความสุขที่ไม่มีประมาณนี้ก็จะดึงดูดให้เรากระหายที่จะเรียนรู้ไปเรื่อยๆ อยากมีความสุขเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ แล้วใจก็จะละเอียดลุ่มลึกไปตามลำดับ ค่อยๆ หลุดพ้นจากความผูกพันของมนุษย์ และของทิพย์ที่มีกายละเอียดตั้งแต่สวรรค์ รูปพรหม อรูปพรหม ซึ่งสิ่งเหล่านั้นเป็นสุขประณีตกว่าในมนุษย์ เราก็ยังปลดปล่อยวางได้ จึงจะเข้าถึงบรมสุขคืออายตนนิพพาน แล้วจะทำให้เกิดแรงกระตุ้นภายในที่ทำให้เราไปแสวงหาสิ่งเหล่านั้นเพิ่มขึ้น และในทุกขั้นตอนของการแสวงหาจะเป็นความรู้ที่คู่ความสุข เบิกบาน มีความตื่นตัวภายใน สดชื่นอยู่ตลอดเวลา ฉะนั้นเราต้องให้ความสำคัญกับตรงนี้ให้มาก ในชีวิตประจำวันที่เราจะต้องทำมาหากิน เพื่อให้ได้ปัจจัย ๔ มาหล่อเลี้ยงสังขาร และมีชีวิตอยู่เพื่อแสวงหาบรมสุข บรรลุมรรคผลนิพพาน ต้องจับหลักของชีวิตให้ได้ แล้วจะทำให้เราขยันมีความเพียรที่จะปฏิบัติธรรม ไม่ทำๆ หยุดๆ หรือทำไปแกนๆ ฝืนๆ อย่างนั้น ไม่ใช่ แต่ทำอย่างมีเป้าหมายแบบบัณฑิตนักปราชญ์ในกาลก่อน **วิธีนึกนิมิต** ตอนนี้เรามาปรับใจให้หยุด ให้นิ่ง นุ่ม เบา สบาย ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ นึกถึงภาพดังกล่าว แต่ต้องค่อยๆ นึก ใจเย็นๆ นึกได้เดี๋ยวก็เห็นได้ นึกได้ใหม่ๆ ก็ยังเห็นไม่ชัด เป็นเพียงรู้สึกว่ามีอยู่ภายใน เช่น สมมติว่าเรานึกถึงพระเดชพระคุณหลวงปู่ เราจะมีความรู้สึกว่ามีท่านอยู่ภายใน แต่ถามว่าชัดไหม ก็ไม่ชัดในระดับที่เรายอมรับว่าเห็น ก็ไม่ถึงขนาดนั้น ให้นึกอย่างนั้นไปเรื่อยๆ อย่างสบายๆ แต่ถ้าใครคุ้นนึกดวงใสๆ ก็นึกถึงดวงแก้ว ดวงตะวันใสๆ หรือเพชรสักเม็ดหนึ่ง นึกให้ต่อเนื่องไปเรื่อยๆ เพื่อให้ใจอยู่ที่กลางกายอย่างสบาย สบาย คือ ต้องไม่ลุ้น ไม่เร่ง ไม่เพ่ง ไม่จ้อง นิ่งเฉยๆ ค่อยๆ นึกไปเรื่อยๆ จะเป็นดวง เป็นองค์พระ หลวงปู่ เราก็นึกเอาอย่างเดียว ต่อเนื่องไปเรื่อยๆ สบายๆ แล้วรักษาระดับเปลือกตา อย่าให้ถึงกับปิดสนิท ให้ปิดเพียงระดับขนตาชนกัน ปรือๆ ตานิดๆ แต่ไม่ถึงกับเห็นภาพภายนอก ปรือๆ ตา เพื่อให้กล้ามเนื้อบริเวณใบหน้าคลาย แล้วนำใจมานึกอยู่ภายในกลางท้อง ฝึกบ่อยๆ จะคุ้นเคยและชินไปในที่สุด ถ้านึกแบบสบายๆ เพลินๆ ภาพที่เรานึกจะค่อยๆ ชัดขึ้น เหมือนของที่ไกลๆ ในที่มืดขยับใกล้เข้ามา ทำให้เราเห็นชัดขึ้น จะเป็นดวงใสๆ ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดวงดาว เพชร หยดน้ำปลายยอดหญ้า อะไรอย่างนั้น ถ้าเป็นองค์พระก็เริ่มจากองค์ที่เราเคารพกราบไหว้บูชา ที่เราคุ้นเคยกับองค์นั้นก่อน ปางอะไรก็ได้ หรืออิริยาบถใดก็ได้ จะทำด้วยวัสดุอะไรก็ตามใจ ได้ทั้งนั้น ให้เรานึกอยู่ในกลางท้อง นึกได้แค่ไหนก็เอาแค่นั้นไปก่อน นึกได้แค่เศียร แต่เศียรไม่ได้เป็นดอกบัวตูม เป็นยอดแหลมๆ ก็ไม่เป็นไร เราก็นึกไปเรื่อยๆ ถ้านึกไม่ออกตรงเศียร ถ้านึกเห็นหน้าตักท่านหรือพระหัตถ์ท่านก็เอาอย่างนั้นไปก่อน คุ่มๆ ค่ำๆ ใจเย็นๆ ใครที่ชอบนึกถึงพระเดชพระคุณหลวงปู่เราก็นึก จะหน้าตรงหรือทั้งองค์ รูปหล่อทองคำของท่านก็ได้ หรือภาพถ่ายก็ได้ มองดูไปเรื่อยๆ สบายๆ แต่บางคนพอนึกไปแล้วไม่ถนัด นึกทีไรก็ตึงเกร็งทุกที อยากอยู่เฉยๆ มากกว่า ถ้าเราชอบอย่างนี้ เราก็เอาอย่างนี้ แล้วแต่ใจของเรา แต่จับหลักให้ได้ว่าต้องอยู่ในกลางท้อง แต่บางคนพอเริ่มที่กลางท้องก็ยังไม่คุ้นอยู่ดี จะมาเริ่มต้นที่ปากช่องจมูกก่อนก็ได้ เราจะนึกตรงนั้น จะมีภาพหรือไม่มีภาพก็ได้ แล้วภาวนาสัมมาอะระหังเรื่อยไปเลย แล้วเราก็นึกไปที่หัวตา หญิงอยู่ข้างซ้าย ชายอยู่ข้างขวา ถ้าไม่มีภาพก็ไม่เป็นไร กำหนดตำแหน่งเอง และภาวนาสัมมาอะระหังเรื่อยไปสัก ๓ ครั้ง แล้วช้อนตาเหลือกค้างขึ้นไป เพื่อให้ความเห็นกลับเข้าไปข้างใน นึกที่กลางกั๊กศีรษะก็ได้ นิ่งๆ นุ่มๆ เบาๆ แล้วค่อยๆ เลื่อนมาที่เพดานปาก ช่องปากที่อาหารสำลัก แล้วก็มาปากช่องคอเหนือลูกกระเดือก แล้วค่อยๆ เคลื่อนไปในกลางท้อง แล้วยกถอยหลังขึ้นมาจากสะดือ ๒ นิ้วมือ ทำความคุ้นเคย ๗ ฐานเหล่านี้ซึ่งเป็นทางเดินของใจเอาไว้ สักวันหนึ่งเราต้องได้ใช้ ตอนมาเกิดเราได้ใช้มาแล้ว เราจะใช้อีกครั้งตอนไปเกิดคือตายนั่นแหละ ให้ทำความคุ้นเคยอย่างนี้ก็ได้ ทั้งหมดก็แล้วแต่เราเลือกเอานะลูกนะ อย่าไปสับสน ที่บอกหลายวิธี เพื่อให้เหมาะกับจริตแต่ละคน ทำจริตให้มันถูก แม้บางคนไม่ถูกจริตก็ช่าง ให้จริตมันถูกสักอย่างหนึ่ง หรืออยากจะนั่งนิ่งๆ เฉยๆ ฐานอะไรต่างๆ ยังไม่อยากคิด อยากจะนั่งนิ่งๆ เฉยๆ รู้สึกสบายกว่า ก็เอา เราก็นั่งนิ่งๆ ภาวนาสัมมาอะระหังเรื่อยไป บางคนอยากนิ่งเฉยๆ ไม่ภาวนาก็เอาตามใจปรารถนาของเรา เราก็นั่งนิ่งเฉยๆ แล้วผ่อนคลาย ให้รู้สึกสบาย **สมาธิทำได้ทุกคน** เห็นไหมว่า การทำสมาธิไม่ได้ยากอะไร ขอให้เรามีเพียงลมหายใจกับศูนย์กลางกาย กับสมัครใจจะเข้าถึงความสุขที่แท้จริง ใคร่ต่อการศึกษา อยากแสวงหาพระรัตนตรัยในตัว อยากพ้นทุกข์ อยากมีสุข ก็ต้องทำอย่างนี้ เราเริ่มต้นอย่างง่ายๆ อย่างนี้ไปก่อน แต่เป้าของเราจะเริ่มจากตรงไหนก็แล้วแต่ สุดท้ายต้องไปอยู่กลางท้องตรงฐานที่ ๗ ซึ่งจะเกิดขึ้นได้หลายกรณี เช่น ถ้าเราเริ่มต้นนั่งนิ่งๆ เฉยๆ สบายตรงไหนก็เอาตรงนั้นไปก่อน แต่พอถูกส่วนมันลงไปฐานที่ ๗ เองก็มี หรือเราเกิดความรู้สึกว่า เราสามารถลงไปที่กลางท้อง เหนือสะดือขึ้นมา ๒ นิ้วมือ ฐานที่ ๗ ได้อย่างสบาย เราก็น้อมลงมาเอง หรือเราทำให้ลงไปตอนที่เรามีความพร้อม สบายแล้วอยากลง ส่วนภาพที่จะเกิดขึ้นถือเป็นของแถม อย่างไรก็เห็นอยู่แล้ว เพราะมันมีอยู่แล้ว นึกทบทวนดูว่าเราถนัดแบบไหนอย่างไร เรามีทางเลือกหลายทาง แต่เป้าของเราอยู่ที่ฐานที่ ๗ เห็นไหมว่านั่งสมาธิไม่ได้ยากเลย เราสามารถทำได้ง่ายๆ ขอให้มีฉันทะ รักที่จะเข้าถึงความสุขที่แท้จริงแค่นั้น สมมติเราไม่กำหนดเป็นภาพ เวลานิ่งมันจะสบาย ก็เอาอย่างนี้ไปก่อน เดี๋ยวตัวก็จะโล่ง โปร่ง เบา สบาย กระทั่งเรารู้สึกชอบประสบการณ์นี้ ไม่เห็นมีภาพอะไรบังเกิดขึ้น แต่เราก็พึงพอใจในระดับหนึ่ง ที่อยากนั่งเฉยๆ แม้ไม่เห็นอะไร ไม่ทุกข์ใจ ไม่กลุ้ม ขนาดได้ยินเพื่อนคนอื่นเขาเห็นโน่นเห็นนี่ องค์พระ ดวง เรายังไม่กลุ้มเลย ถ้าอย่างนี้ใช้ได้ ถ้านั่งไปแล้วรู้สึกเวลาหมดเร็วเหลือเกิน นั่นถูกหลักวิชชาแล้ว เห็นไหมว่ามันไม่ยาก ง่ายๆ ลูกทุกคนทำได้ ถ้าได้ทำ เรานั่งนิ่งๆ นุ่มๆ เบาสบาย สบายตรงไหนเอาตรงนั้นไปก่อน เพราะเรารู้แล้วว่าที่หมายของเราอยู่ตรงไหน นิ่งๆ เฉยๆ ถ้าดูไปในท้องทีไร อดกดลูกนัยน์ตาดูไม่ได้ เราจะยังไม่ไปตรงนั้นก่อน เราจะนั่งประหนึ่งว่า เราเป็นศูนย์กลางของสรรพสัตว์และสรรพสิ่งทั้งหลาย ศูนย์กลางของโลกและจักรวาล เหมือนเราอยู่ในกลางอวกาศ ไม่คำนึงถึงฐานที่ ๗ เพราะอย่างไรเราก็ไปตรงนั้นได้แน่ๆ แต่ตอนนี้ยังไม่ต้องคำนึงถึง เห็นไหมจ๊ะ ว่าไม่ยากอีกเหมือนกัน เราสามารถเริ่มจากตรงนี้ได้ นิ่งๆ สบายๆ อยากภาวนาก็ภาวนา ไม่อยากภาวนาก็ไม่ต้องภาวนา ถ้าฟุ้งคิดเรื่องอื่นก็เผยอเปลือกตาขึ้นมานิดหนึ่ง กะคะเนว่าหายฟุ้งก็เอาใหม่ เริ่มใหม่ สลับกันไปอย่างนี้ เมื่อยเราก็ขยับ หรืออยากจะลองเอาชนะมัน เพื่อให้ได้ขันติบารมีก็ลองฝืนดู ไม่สนใจมัน จะปวดจะเมื่อยก็เป็นเรื่องของกล้ามเนื้อ เราเฉยๆ เพราะตอนใกล้ตายเราจะเจ็บปวดกว่านี้อีก หรือถ้าไปอบายหนักกว่านี้เข้าไปอีก เพราะฉะนั้นเมื่อยแค่นี้ทนไม่ได้ก็ให้มันรู้ไป ถ้าเราชอบอย่างนี้ก็เอา หรือว่าเอายืดหยุ่น เอาผ่อนคลาย ถ้าเมื่อยก็ขยับอย่างนี้ก็ได้ เห็นไหมว่า สมาธิทำได้ทุกคน ลูกทุกคนทำได้ แล้วทำได้ดีด้วย ขอให้ได้ทำเท่านั้น เรานั่งตรงไหนก็ได้ ในบ้าน นอกบ้าน หน้าบ้าน ในรถ ในยานพาหนะ ถึงที่ทำงาน ระหว่างทำงาน หรือที่ที่เราจะไปซื้อข้าวซื้อของ ทำได้ตลอดเวลาเลย การทำอย่างนี้ดูเหมือนไม่มีอะไรก้าวหน้า แต่จริงๆ แล้วมันก้าวหน้าเพิ่มขึ้นทุกวันโดยที่เราไม่รู้ตัว สมาธิจะถูกเก็บคะแนนสั่งสมเพิ่มเติมให้กับเราทุกวันกระทั่งถึงวันแห่งความสว่างของเรา วันแห่งความสมปรารถนาก็จะเกิดขึ้น แล้ววันนั้นเราจะดีใจปนพิศวงว่า คนอย่างเราทำได้กับเขาเหมือนกันหรือ จากมืดๆ มาสว่าง จากสว่างมาเห็นดวงใสๆ ที่เรายอมรับว่า เราเห็นจริงๆ องค์พระใสๆ เห็นตัวเองใสๆ เห็นตัวเองในวัยเจริญนั่งอยู่ภายใน ในอิริยาบถที่สงบเสงี่ยม สง่างาม เป็นท่านั่งของพระอริยเจ้า ผู้ที่นิรทุกข์ มีสันติสุขภายใน เราจะมีความปลื้มปีติปนพิศวงอัศจรรย์ตัวเองว่า คนอย่างเราก็ทำได้ แล้วความภาคภูมิใจก็จะบังเกิดขึ้น นับจากวันนั้นเป็นต้นมา เราก็มีที่พึ่งที่ระลึกภายในแล้ว คือ ใจจะเป็นกลางๆ ไม่ว่าสถานการณ์ของโลกหรือสิ่งแวดล้อมจะขึ้นจะลงก็ตาม แต่ใจจะว่างๆ นิ่งๆ เป็นสุขอยู่ข้างใน เห็นแสงสว่างภายใน เห็นดวงธรรมใสๆ เห็นองค์พระใสๆ เหมือนเป็นป้อม เป็นค่าย เป็นหลุมหลบภัยให้กับเรา ถ้าทำได้อย่างนี้ การมาเกิดคราวนี้เราสมหวังแล้ว เป้าที่เราจะไปพักกลางทางที่ดุสิตบุรีก็อยู่ในกำมือของเราว่า คนอย่างเราก็ทำกับเขาได้เหมือนกัน แล้วจะเป็นการเตรียมตัวเตรียมใจที่ดีที่สุด พร้อมเสมอที่จะเดินทางไปสู่ปรโลก ออกจากกายมนุษย์หยาบนี้แล้ว ใจก็จะสบาย เบิกบาน นี่คือสิ่งที่ลูกทุกคนต้องเอาใจใส่ ให้ความสำคัญ ฝึกฝน อย่าทอดธุระไม่ว่าจะมีภารกิจมากแค่ไหนก็ตาม อย่าท้อใจในกรณีที่ใจยังไม่นิ่ง ยังฟุ้ง ยังมืด ยังไม่เห็นอะไร ทำไปเรื่อยๆ ถ้าเราสบายถูกหลักวิชชาดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ลูกก็จะกำความสมปรารถนาเกินล้านเปอร์เซ็นต์ ต้องได้ทุกคน ลูกทุกคนสามารถทำได้ เวลาที่เหลืออยู่นี้ให้เราทดลองทำดู รวมใจนิ่งเบาสบาย จะเริ่มต้นจากตรงไหนก่อนก็ได้ แต่เป้าอยู่ที่ฐานที่ ๗ ถ้าใครสามารถไปวางตรงนั้นได้เลยก็วางเลย ถ้าใครยังไปตรงนั้นไม่ได้ เพราะอดกดลูกนัยน์ตาดูไม่ได้ ก็เริ่มอย่างที่ได้กล่าวมาตั้งแต่เบื้องต้น ให้มีความรู้สึกว่า สมาธิไม่ยาก เราทำได้ และเริ่มอย่างนั้นไปก่อน ให้ระบบประสาทกล้ามเนื้อคลี่คลาย จนกระทั่งสอดประสานกับใจที่นิ่งๆ นุ่มๆ เบาๆ สบาย ลองทำกันดูนะลูกนะ หลวงพ่อธัมมชโย