ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

ทุกข์ในสังสารวัฏ

หลวงพ่อธัมมชโย · ง่ายแต่ลึก 6

เราอยู่ในโลกนี้ ไม่นาน ควรมุ่งหานิพพาน แก่นแท้ ค้นจนกว่าสังขาร แตกดับ จงอย่ามีข้อแม้ กล่าวแก้ตัวเลย ตะวันธรรม เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๐ 1. ทุกข์ในสังสารวัฏ วันอาทิตย์ที่ ๒๓ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๒ (๐๙.๐๐ น.) **ปรับกาย** เมื่อเราได้สวดมนต์บูชาพระรัตนตรัยกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ต่อจากนี้ไป ตั้งใจให้แน่แน่ว มุ่งตรงต่อหนทางพระนิพพานกันทุกๆ คนนะลูกนะ ให้นั่งขัดสมาธิ โดยเอาขาขวาทับขาซ้าย มือขวาทับมือซ้าย ให้นิ้วชี้ของมือข้างขวาจรดนิ้วหัวแม่มือข้างซ้าย วางไว้บนหน้าตัก พอสบายๆ หลับตาของเราเบาๆ ค่อนลูก พอสบายๆ ไม่ถึงกับปิดสนิท เหมือนปรือๆ ตา หลับตาพริ้มๆ ไม่ถึงกับปิดสนิท อย่าบีบเปลือกตา อย่ากดลูกนัยน์ตา หลับตาพอสบายๆ ตรงนี้สำคัญนะลูกนะ ถ้าเราหลับตาเป็น เราก็จะเห็นภาพภายใน หลับตาพอสบายๆ แล้วก็ผ่อนคลายทุกส่วนของร่างกายทั้งเนื้อทั้งตัว ตั้งแต่กล้ามเนื้อบนใบหน้า ศีรษะ ลำคอ บ่าไหล่ แขนทั้งสองถึงปลายนิ้วมือให้ผ่อนคลาย กล้ามเนื้อบริเวณลำตัว ขาทั้งสองถึงปลายนิ้วเท้าให้ผ่อนคลาย ผ่อนคลายร่างกายของเรา อย่าให้มีส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายเกร็งตึง ให้ผ่อนคลาย **ปรับใจ** แล้วทำใจของเราให้เบิกบาน ให้แช่มชื่น ให้สะอาดบริสุทธิ์ผ่องใส ไร้กังวลในทุกสิ่งไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม ให้ปลด ให้ปล่อย ให้วาง ให้คลายความผูกพันจากทุกสิ่ง จะเป็นเรื่องคนสัตว์สิ่งของ ธุรกิจการงาน บ้านช่อง การศึกษาเล่าเรียน เรื่องครอบครัว หรือเรื่องอะไรที่นอกเหนือจากนี้ ให้ปลด ให้ปล่อย ให้วาง คลายความผูกพันในทุกสิ่ง ทำประหนึ่งว่าเราอยู่คนเดียวในโลก ยังไม่เคยเจอเครื่องกังวลมาก่อนเลย ทำใจให้เบิกบาน ให้แช่มชื่น **วางใจ** แล้วรวมใจไปหยุดนิ่งๆ นุ่มๆ ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ซึ่งอยู่ในกลางท้องของเรา ในระดับที่เหนือจากสะดือขึ้นมา ๒ นิ้วมือ โดยสมมติว่า เราหยิบเส้นด้ายขึ้นมา ๒ เส้น นำมาขึงให้ตึงจากสะดือทะลุไปด้านหลังเส้นหนึ่ง จากด้านขวาทะลุไปด้านซ้ายอีกเส้นหนึ่ง ให้เส้นด้ายทั้งสองตัดกันเป็นกากบาท จุดตัดจะเล็กเท่ากับปลายเข็ม เหนือจุดตัดนี้ขึ้นมา ๒ นิ้วมือ นั่นคือ ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ หรือเราจำง่ายๆ ว่าอยู่ในบริเวณกลางท้อง ในระดับที่เรามั่นใจว่าเหนือสะดือขึ้นมา ๒ นิ้วมือ คือ สมมติเราเอานิ้วชี้กับนิ้วกลางวางซ้อนกัน แล้วนำไปทาบตรงจุดตัดของเส้นด้ายทั้งสองสูงขึ้นมา ๒ นิ้วมือ นั่นแหละเรียกว่าศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ เป็นตำแหน่งที่สำคัญ เป็นที่ตั้งใจของเรา คือเราจะต้องเอาใจมาตั้งไว้ที่ตรงนี้ เอาความเห็น ความจำ ความคิด ความรู้ หรือ ทำความรู้สึกนึกคิดอะไรทุกอย่างมารวมอยู่ที่กลางท้องตรงนี้ **ความสำคัญของฐานที่ ๗** ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ตรงนี้เป็นที่เกิด ที่ดับ ที่หลับ ที่ตื่นของตัวเรา เกี่ยวกับตัวเราทั้งสิ้นเลย เวลาเรามาเกิด เราเป็นกายละเอียด เราผ่านเข้าทางบิดา โดยเริ่มต้นจาก ฐานที่ ๑ ทางปากช่องจมูก หญิงข้างซ้าย ชายข้างขวา เป็นกายละเอียดเข้าปากช่องจมูกแล้วเลื่อนไป ฐานที่ ๒ ที่หัวตา หญิงข้างซ้าย ชายข้างขวา ฐานที่ ๓ ที่กลางกั๊กศีรษะ ระดับเดียวกับหัวตาของเรา ฐานที่ ๔ เพดานปาก ช่องปากที่อาหารสำลัก ฐานที่ ๕ ที่ปากช่องคอ เหนือลูกกระเดือก ฐานที่ ๖ ตรงจุดตัดของเส้นด้ายทั้งสอง ในระดับเดียวกับสะดือ ฐานที่ ๗ เหนือสะดือขึ้นมา ๒ นิ้วมือที่กลางกายของบิดา เป็นกายละเอียดอยู่ที่ตรงนั้น แล้วดึงดูดให้บิดาเข้าไปหามารดาเพื่อประกอบธาตุธรรมส่วนหยาบ เอาธาตุธรรมส่วนหยาบห่อหุ้มกายละเอียดของเรา พอถูกส่วนแล้ว กายละเอียดก็เคลื่อนย้ายจากบิดา จากฐานที่ ๗, ๖, ๕, ๔, ๓, ๒, ๑ แล้วก็ไปเข้าสู่ครรภ์มารดา ไปตามฐานเช่นเดียวกัน เริ่มต้นจากฐานที่ ๑ ปากช่องจมูกเรื่อยไป ไปหยุดที่ฐานที่ ๗ ของมารดา แล้วธาตุหยาบของบิดามารดา ที่ประกอบกันถูกส่วนก็ห่อหุ้มกายละเอียดของเราเอาไว้ ต่อจากนี้ก็เป็นหน้าที่ของมารดาที่จะหล่อเลี้ยงเราด้วยธาตุหยาบของท่าน บิดามารดาท่านมีพระคุณกับเราอย่างนี้ ให้เราได้ประกอบธาตุหยาบขึ้นมา ส่วนกายละเอียดก็เป็นส่วนของเรา พอถึงกำหนดก็เคลื่อนออกจากครรภ์มารดาเป็นมนุษย์ มาเป็นตัวเรา เจริญเติบโตด้วยอาหารหวานคาวต่างๆ เรื่อยมา เมื่อถึงเวลาเราตาย ใจของเราก็จะมาอยู่ตรงฐานที่ ๗ ตรงนี้ แล้วกายละเอียดก็จะเคลื่อนไปฐานที่ ๖, ๕, ๔, ๓, ๒, ๑ ออกทางปากช่องจมูก แล้วไปแสวงหาที่เกิดตามกำลังบุญบาปที่ได้กระทำเอาไว้ เกิดดับก็อยู่ที่ตรงนี้ เวลาเราหลับใจก็มาอยู่ตรงนี้ ตื่นก็ตื่นตรงนี้ เพราะฉะนั้นเกิดดับหลับตื่นก็ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ และนอกเหนือจากเป็นที่เกิด ที่ดับ ที่หลับ ที่ตื่นของตัวเราแล้ว สำคัญที่สุดคือ ยังเป็นต้นทางไปสู่อายตนนิพพานที่พระพุทธเจ้า พระอรหันต์ทุกๆ พระองค์ ไม่มีเว้นแม้แต่พระองค์เดียว ท่านบรรลุมรรคผลนิพพาน หลุดพ้นจากกิเลสอาสวะโดยที่ใจของท่านมาหยุดนิ่งอยู่ที่ตรงนี้ **ภัยในสังสารวัฏ** พระพุทธเจ้า พระอรหันต์ทั้งหลาย เมื่อท่านเห็นทุกข์โทษภัยของชีวิตในสังสารวัฏที่เวียนว่ายตายเกิด เกิดเป็นโน่นเป็นนี่สารพัด เป็นมนุษย์ชนชั้นล่างบ้าง ชั้นกลางบ้าง ชั้นสูงบ้าง ถ้าประมาทในการดำเนินชีวิตและไม่รู้เรื่องกฎแห่งกรรม เรื่องราวความเป็นจริงของชีวิต วิบากกรรมต่างๆ กิเลส กรรมวิบากเหล่านี้ก็ยิ่งเป็นอันตรายสำหรับชีวิต จะดำเนินชีวิตผิดพลาด พลัดไปสู่อบาย ไปเกิดในมหานรก ในอุสสทนรก ในยมโลก เป็นเปรต เป็นอสุรกาย เป็นสัตว์เดรัจฉาน กว่าจะหวนคืนมาเป็นมนุษย์ก็ยากมาก กลับมาเกิดเป็นมนุษย์ก็ไม่สมบูรณ์ ถ้ายิ่งมาจากอบายใหม่ๆ ไม่สมบูรณ์ทั้งกายใจและในทุกด้าน ในยามที่ไม่ประมาทในการดำเนินชีวิต ทำทาน รักษาศีล เจริญภาวนา ก็ไปสู่เทวโลก สู่สุคติภพ พอหมดกำลังบุญก็ต้องจุติลงมาใหม่ เป็นเทวดาตกสวรรค์ มาเกิดในเมืองมนุษย์ ก็เวียนตายเวียนเกิดกันอย่างนี้นับภพนับชาติไม่ถ้วน หาหนทางออกไม่พ้นเพราะไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร แม้แต่ตัวเองยังไม่รู้ว่า ตัวเองก็ยังไม่รู้อะไรเลย ยังไม่รู้ว่าตัวเองยังไม่รู้ หรือรู้ว่าตัวเองยังไม่รู้ก็แสวงหาความรู้ แต่ไม่พบผู้รู้ ก็ค้นคว้าไปตามความเข้าใจของตัว ชีวิตเลยวนเวียน เวียนตายเวียนเกิดกันอย่างนี้ เมื่อมาเป็นมนุษย์ก็มีความทุกข์ทรมานของชีวิต เป็นชนชั้นล่างก็ทุกข์แบบชนชั้นล่าง ชนชั้นกลางก็ทุกข์แบบชนชั้นกลาง ชนชั้นสูงก็ทุกข์แบบชนชั้นสูง นั่นแปลว่า ไม่ว่าจะเกิดเป็นมนุษย์เชื้อชาติศาสนาและเผ่าพันธุ์ใดล้วนมีความทุกข์ทั้งสิ้น ทุกข์ประจำตัวก็มี เกิดจากภายในใจภายในตัวของเรา ทุกข์ที่จรมาก็มีอีก ผู้มีบารมีแก่ๆ บรมโพธิสัตว์ทั้งหลายเห็นโทษภัยของชีวิตในสังสารวัฏ ท่านเลยเบื่อหน่ายอยากจะหลุดพ้นจากความทุกข์ทรมานของชีวิต ท่านก็ปลีกตัวออกจากเพศของคฤหัสถ์ เพราะชีวิตของฆราวาสมันอึดอัด คับแคบ มันวนเวียน วันๆ ก็มีแต่เรื่องเดิมๆ จำเจอยู่อย่างนั้น ถึงจุดอิ่มตัวแล้ว ก็ยกระดับฐานะจากเพศคฤหัสถ์มาเป็นเพศบรรพชิต เพราะการมีทรัพย์แบบโลกียทรัพย์หรือทรัพย์ทางโลกมันมีข้อจำกัด ให้ความพึงพอใจกับชีวิตเราได้ในระดับหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์ ในสิ่งที่เราได้เห็น ได้ยิน ได้ดม ได้ลิ้มรส ได้ถูกต้องสัมผัส นึกคิด สิ่งต่างๆ เหล่านั้นให้ความพึงพอใจได้ในระดับหนึ่ง แล้วก็หวนกลับไปสู่ความทุกข์ทรมานของชีวิตใหม่ มีแค่ความเพลินกับความเพลีย แล้วก็วนเวียนซ้ำๆ ซากๆ จึงตัดสินใจออกบวชเพื่อแสวงหาหนทางที่ดีกว่า ในที่สุดเมื่อบารมีเต็มเปี่ยม บรมโพธิสัตว์ซึ่งออกบวชแล้วเป็นพระมหาบุรุษ พระองค์ก็ทิ้งทุกอย่าง ปล่อยวางทุกสิ่ง แล้วเอาใจมานิ่งอยู่ที่ตรงนี้ โดยธรรมชาติของใจ เมื่อทิ้งทุกอย่าง ปล่อยวางทุกสิ่ง มันจะกลับมาสู่ที่ตั้งดั้งเดิมที่ฐานที่ ๗ แล้วใจท่านจะหยุดนิ่งๆ อยู่ที่ตรงนี้ ไม่ห่วงหาอาลัยอาวรณ์อะไรเลยแม้กระทั่งชีวิต แม้เนื้อเลือดจะแห้งเหือดหายไป เหลือแต่กระดูกหนังช่างมัน ถ้าไม่หลุดพ้นจากทุกข์ก็ยอมตาย ไม่ได้ตายเถอะ ใจท่านก็หยุดนิ่งเฉยๆ อยู่ภายใน **ดวงธรรมภายใน** พอนิ่งถูกส่วนเข้า ใจก็ดับวูบตกศูนย์ลงไปภายใน แล้วก็มีดวงธรรมลอยเกิดขึ้นมา เป็นดวงใสๆ กลมรอบตัวเหมือนดวงแก้วกายสิทธิ์ ใสเหมือนกับเพชรที่เจียระไนแล้ว ไม่มีตำหนิเลย สว่างเหมือนดวงอาทิตย์ยามเที่ยงวัน แต่ว่าใสเย็นเหมือนแสงจันทร์ในคืนวันเพ็ญ ดูนุ่มเนียนตาละมุนใจ มาพร้อมกับความสุขที่ไม่มีประมาณ และไม่เคยพบมาก่อนเลย และยอมรับว่านี่คือความสุข คือ ความสบายกาย สบายใจ ใจจะใสๆ กายเบา ใจเบา เบิกบาน มาพร้อมกับความบริสุทธิ์ที่ไม่เคยบริสุทธิ์อย่างนี้มาก่อน คือใจจะเกลี้ยงเกลา กะเทาะล่อนออกจากความรู้สึกเก่าๆ ที่เราคุ้นเคย เป็นความบริสุทธิ์ที่ยิ่งใหญ่ ความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่ก็เกิดขึ้นมาพร้อมกับดวงใสๆ ธรรมดวงนี้เป็นธรรมดวงแรกที่เรียกว่า ดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน หรือดวงปฐมมรรค คือ เห็นทางของพระอริยเจ้า เป็นดวงใสๆ เกิดขึ้นที่กลางกาย เพราะฉะนั้น ขั้นตอนคือ เห็นทุกข์โทษภัยในชีวิตจนกระทั่งเกิดความเบื่อหน่าย เห็นว่าความทะยานอยากที่ไม่ได้ประกอบไปด้วยปัญญา มีแต่ความเพลินนั้นเป็นบ่อเกิดแห่งความทุกข์ จึงปล่อยวาง ทิ้งทุกอย่าง วางทุกสิ่ง แล้วก็นิ่งอย่างเดียว ในที่สุดก็ดับวูบลงไป มรรคก็เกิดเป็นดวงใสๆ ติดอยู่ในศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ เมื่อใจมีความสุขเพราะหยุดนิ่ง มีความบริสุทธิ์ มีความเบิกบาน ใจก็แล่นเข้าไปสู่ภายในเอง ในกลางดวงใสๆ แล้วก็เห็นไปตามลำดับ เห็นภาพภายในด้วยใจที่บริสุทธิ์ใสๆ เพราะหยุดนิ่ง คือดวงปฐมมรรคก็จะขยายกว้างออกไป และจะมีจุดเล็กๆ ที่ขยายออกมาเป็นดวงใหม่ เรียกว่า ดวงศีล จะใสสว่างกว่าเดิม สุขกว่าเดิม บริสุทธิ์กว่าเดิม ก็เกิดความพึงพอใจที่จะหยุดใจนิ่งอยู่ที่ตรงนั้น จะเห็นเป็นลำดับอย่างนี้ ในกลางดวงศีล ก็จะเข้าถึงดวงสมาธิ ในกลางดวงสมาธิ ก็จะเข้าถึงดวงปัญญา ในกลางดวงปัญญา ก็จะเข้าถึงดวงวิมุตติ ในกลางดวงวิมุตติ ก็จะเข้าถึงดวงวิมุตติญาณทัสสนะ ทั้งหมดนี้เป็นดวงที่ซ้อนๆ กันอยู่ ที่ใสบริสุทธิ์เพิ่มขึ้น ๑ ชุด มี ๖ ดวง ตั้งแต่ดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐานหรือดวงปฐมมรรค แล้วก็ดวงศีล ดวงสมาธิ ดวงปัญญา ดวงวิมุตติ ดวงวิมุตติญาณทัสสนะ ทั้งหมดนี้มีอยู่แล้วในตัว แต่จะเข้าถึงได้และเห็นได้เมื่อใจหยุดนิ่ง **กายภายใน ๑๘ กาย** พอสุดกลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะก็จะเข้าถึง กายมนุษย์ละเอียด คือ กายกายหนึ่งอยู่ในอิริยาบถสมาธิ หันหน้าออกไปทางเดียวกับตัวของเรา หน้าตาจะคล้ายๆ กับตัวของเรา คือ ท่านหญิงก็จะเหมือนกับท่านหญิง ท่านชายก็จะเหมือนกับท่านชาย แต่อยู่ในวัยเจริญ ในวัยที่สดใส เหมือนเราย้อนยุคดูตัวของเราในวัยสดใส ในอิริยาบถสมาธิ มันไม่ใช่เป็นแค่เพียงภาพนิมิต แต่เป็นอีกชีวิตหนึ่งที่ถูกยกระดับขึ้นไป กายมนุษย์ละเอียดนี้ก็คือ กายฝันของเรานั่นเอง หรือกายไปเกิดมาเกิดของเรา เวลาเราตื่นก็อยู่ตรงนี้ เวลาหลับก็ออกไปทำหน้าที่ฝัน เมื่อเรามาถึงกายนี้ ความรู้สึกของเราจะเปลี่ยนแปลงไป แต่เดิมเข้าใจว่ากายมนุษย์หยาบคือตัวเรา คือของเรา แต่ความจริงแล้วมันเหมือนแค่บ้านเรือนให้กายละเอียดอาศัยอยู่ เปรียบเหมือนเสื้อผ้าที่เราสวมอยู่ เมื่อถึงเวลาหมดอายุขัยก็ต้องทิ้งร่างกายหยาบนี้เอาไว้ในเมืองมนุษย์ เป็นซากศพอสุภะไป ส่วนกายละเอียดก็ไปแสวงหาที่เกิดใหม่ เมื่อใจหยุดนิ่งก็จะเข้าถึงอย่างนี้ พระมหาบุรุษท่านเข้าถึงกายในกายอย่างนี้ จะมีหลายๆ กาย ซ้อนๆ กันอยู่ กายมนุษย์ละเอียด ซ้อนอยู่ในกลางกายมนุษย์หยาบ กายทิพย์ ซ้อนอยู่ในกลางกายมนุษย์ละเอียด กายรูปพรหม ซ้อนอยู่ในกลางกายทิพย์ กายอรูปพรหม ซ้อนอยู่ในกลางกายรูปพรหม กายธรรมโคตรภู ซ้อนอยู่ในกลางกายอรูปพรหม กายธรรมพระโสดาบัน หน้าตัก ๕ วา สูง ๕ วา เกตุดอกบัวตูม ซ้อนอยู่ในกลางกายธรรมโคตรภู กายธรรมพระสกิทาคามี หน้าตัก ๑๐ วา สูง ๑๐ วา ซ้อนอยู่ในกลางกายธรรมพระโสดาบัน กายธรรมพระอนาคามี หน้าตัก ๑๕ วา สูง ๑๕ วา ซ้อนอยู่ในกลางกายธรรมพระสกิทาคามี กายธรรมพระอรหัต หน้าตัก ๒๐ วา สูง ๒๐ วา ซ้อนอยู่ในกลางกายธรรมพระอนาคามี แต่ละกายมีกายหยาบ-กายละเอียด นับรวมได้้ ๑๘ กาย กายที่สำคัญคือ กายธรรม มีเกตุดอกบัวตูมที่สวยงามมาก ลักษณะมหาบุรุษครบถ้วนทุกประการ ใสเกินความใสใดๆ ในโลก ใสยิ่งกว่าเพชรจึงเรียกว่า พุทธรัตนะ หมายถึง พระธรรมกายเกตุดอกบัวตูม ในที่สุด ท่านก็บรรลุกายธรรมอรหัตผล บรรลุกายธรรมอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า กายที่ ๑๘ กายสุดท้ายเป็นกายที่สำคัญที่จะหลุดพ้นจากกิเลสอาสวะได้ ทางมรรคผลนิพพานเขาเดิน โดยการหยุดนิ่งกันอย่างนี้ เมื่อท่านบรรลุแล้ว เข้าถึงแล้ว เห็นแล้ว เป็นแล้ว ก็นำมาถ่ายทอดสั่งสอนแก่พระสาวกให้ทำตาม แล้วบรรลุผลตามพระองค์ท่านด้วย มีพระอริยเจ้าบังเกิดขึ้นมากมายที่ได้บรรลุกายธรรมไปตามลำดับ ตั้งแต่โคตรภูบุคคล มีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง บางท่านเป็นพระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี พระอรหันต์ นั่นแปลว่า ทางมรรคผลนิพพานนั้นมีอยู่ในตัวของเรา วิธีการเข้าถึงก็คือ หยุดใจนิ่งที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ เพราะฉะนั้นแม้ยุคนี้จะเป็นยุคไฮเทคก็ไม่พ้นกาลสมัยที่จะบรรลุมรรคผลนิพพาน เพราะอยู่ในตัวของเรา **ต้องเข้าถึงธรรมให้ได้** ดังนั้น เกิดมาเป็นมนุษย์มาพบพระพุทธศาสนา เราก็จะต้องใช้ความมีโชคมีบุญลาภของเรานี้ให้ถูกวัตถุประสงค์ของชีวิต พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านเป็นบรมศาสดาเอกของโลก ที่แตกต่างจากพระศาสดาท่านอื่นๆ คือท่านสอนให้เห็นธรรม ให้เห็นตามพระองค์ท่าน ในขณะที่บางความเชื่อในเทวนิยมจะสอนไม่ให้เห็น ก็ไม่ทราบว่าเพราะอะไร ให้เชื่ออย่างเดียว แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านจะสอนให้เห็น อย่าเพิ่งเชื่อที่พระองค์สอน ให้พิสูจน์ด้วยตัวเอง นี่คือสิ่งที่ตรงกันข้ามกัน เพราะฉะนั้น เรามีบุญมาก มีโชค มีบุญก็ต้องมีวาสนา เมื่อเกิดมาเป็นชาวพุทธแล้วก็ต้องทำตามคำสอนของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า คือ ต้องให้เห็นธรรมให้ได้ เห็นก็คือเห็น เหมือนเราลืมตาเห็นวัตถุ คน สัตว์ สิ่งของต่างๆ แต่นี่เป็นการเห็นภายในที่มาพร้อมกับความสุข ความบริสุทธิ์ และการหลุดพ้นจากความทุกข์ทรมานของชีวิต สอนให้เห็นไปตามลำดับ นี่คือข้อแตกต่างจากคำสอนของเทวนิยม **บวช ๒ ชั้นให้ได้** สำหรับผู้ที่มีบุญที่จะมาบวชในรุ่น ๗,๐๐๐ ตำบลนี้ ลูกทุกคนจะต้องตั้งใจมั่นว่า เราจะทำตามคำสอนของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า จะต้องบรรลุธรรมให้ได้อย่างใดอย่างหนึ่งตามกำลังบารมีแห่งตน อย่างน้อยต้องให้เข้าถึงดวงธรรมภายใน เป็นดวงใสๆ หรือเข้าถึงองค์พระภายใน ถึงพระธรรมกายภายใน แม้จะยังไม่ได้เป็นพระอริยเจ้าก็ตาม จึงจะบรรลุวัตถุประสงค์ของการมาบวชในคราวนี้ ซึ่งจะมีอานิสงส์ใหญ่ ปิดประตูอบายให้แก่ตนเอง ให้แก่บิดามารดา และเป็นการสืบทอดอายุพระพุทธศาสนาต่อไปอีกด้วย เป็นพยานในการยืนยันการตรัสรู้ธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า พระรัตนตรัยมีอยู่ในตัวจริงๆ สามารถเข้าถึงได้ โดยเราได้เข้าถึงแล้วด้วยการหยุดกับนิ่ง ใจหยุดนิ่งนี่เองเป็นพยานในการตรัสรู้ธรรมของท่าน ในยุคของเรานี่เรายังทำได้ ใครที่เกิดอยู่ร่วมยุคสมัยของเราก็สามารถทำได้ด้วย เรามีเวลาอีกไม่กี่วันที่จะบวช ต้องตั้งเป้าให้สูงๆ เอาไว้ว่า เราจะต้องบวชให้ได้ ๒ ชั้น ด้วยการบวชภายใน คือ เข้าถึงพระรัตนตรัยในตัวหรือเห็นองค์พระภายในใสๆ ภายนอกก็บวชแบบญัตติจตุตถกรรมเหมือนบวชทั่วๆ ไปในพระอุโบสถ มีพระอุปัชฌาย์ประทานการอุปสมบทให้ เพราะฉะนั้น เมื่อเราทราบกันอย่างนี้ดีแล้ว วันเวลาที่เหลืออยู่ทุกอนุวินาที และในทุกอิริยาบถไม่ว่าจะนั่งนอนยืนเดิน ให้ลูกทุกคนเอาใจมาหยุดนิ่งๆ นุ่มๆ อยู่ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ หรือกลางท้องของเรา จะนึกเป็นดวงใสๆ เหมือนดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดวงดาว หรือเพชรสักเม็ดหนึ่งก็ได้ หรือจะนึกเป็นองค์พระพุทธรูปองค์ใดองค์หนึ่งที่เราคุ้นเคยในกลางท้องของเรา ให้ท่านหันหน้าออกไปทางเดียวกับตัวของเรา พร้อมกับประคองใจให้หยุดนิ่งด้วยบริกรรมภาวนาในใจเบาๆ สบายๆ ว่า สัมมาอะระหัง ภาวนาเบาๆ ให้เสียงคำภาวนาดังออกมาจากกลางท้องของเราอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ ภาวนาด้วยความสบายใจ สุขใจ และนึกถึงภาพภายในเพื่อใจจะได้ไม่ฟุ้งซ่าน จะได้มีหลักยึด เชื่อมโยงใจเราออกจากความสับสนวุ่นวาย มาหยุดนิ่งอยู่ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ซึ่งเป็นต้นทางที่จะเข้าถึงพระรัตนตรัยในตัว จะทำให้เราบวชได้ ๒ ชั้น และจะมีอานิสงส์ใหญ่ ไม่ว่าจะบวชสั้นหรือยาว วัตถุประสงค์มีเพียงประการเดียว คือ ต้องการทำพระนิพพานให้แจ้ง เพื่อความบริสุทธิ์บริบูรณ์แห่งการประพฤติพรหมจรรย์ของเรา ทำกิจแบบพระอริยเจ้า เหมือนเราย้อนยุคสมัยพุทธกาล ลูกทุกคนที่มาบวชในคราวนี้ จะเป็นต้นบุญต้นแบบในการสถาปนาการบวชล้านรูปต่อไปในอนาคต แปลว่า แม้เราละจากโลกนี้ไป แต่พุทธศาสนาก็ยังสืบทอดยั่งยืนคงอยู่คู่กับโลกนี้ต่อไป ก็จะเป็นอานิสงส์แก่เรา เมื่อเราไปเกิดอยู่ในเทวโลก ในสุคติโลกสวรรค์ มองมาด้วยทิพพจักขุก็ได้แต่ปลื้มปีติว่า เรามีส่วนในการสืบทอดอายุพระพุทธศาสนา แม้จะเป็นการบวชช่วงสั้นก็ตาม เพราะฉะนั้นนับจากวันนี้เป็นต้นไป ให้ลูกทำตัวประหนึ่งว่า เป็นนักบวชแล้วโดยบวชภายใน แม้ภายนอกจะยังไม่ได้บวชก็ตาม ให้สงบเสงี่ยม สง่างาม สำรวมอินทรีย์ ด้วยการหยุดใจไว้ภายในอย่างนี้ ตรึกนึกถึงดวงใส ใจหยุดอยู่ในกลางดวงใสๆ อย่างสบายๆ หรือตรึกนึกถึงองค์พระใสๆ หยุดอยู่ในกลางองค์พระใสๆ พร้อมกับบริกรรมภาวนาสัมมาอะระหังเรื่อยไปนะลูกนะ เวลาที่เหลืออยู่นี้ เราก็ประคองใจไปจนกว่าใจจะหยุดนิ่ง เมื่อใจหยุดนิ่งแล้ว เราจะได้พร้อมใจกันถวายภัตตาหารเป็นสังฆทานแด่ภิกษุสามเณรผู้ประพฤติธรรมกันต่อไป ต่างคนต่างนั่งกันไปเงียบๆ เช้านี้ให้ลูกทุกคนสมหวังดังใจในการเข้าถึงพระรัตนตรัยในตัวทุกๆ คนนะลูกนะ หลวงพ่อธัมมชโย