ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

สิริมาภาคสวรรค์

หลวงพ่อธัมมชโย · นางสิริมา หญิงงามเมืองผู้บรรลุโสดาบัน

PDF
สิริมาภาคสวรรค์ ทีนี้เรามาดูภาคสวรรค์กันบ้าง หลังจากตายแล้วนางสิริมาได้ไปบังเกิดในสวรรค์ชั้นนิมมานรดี ไปแบบหลับแล้วตื่นขึ้นกลางวิมานเลย ซึ่งวิมานของเธอนั้นเป็นวิมานแก้วประดับด้วยรัตนชาติต่างๆ มีเรือนยอดนับแสนที่สวยงามอลังการมากๆ ในชั้นนิมมานรดีนั้นมีวิมานอยู่ ๓ ลักษณะ ๑. วิมานแก้ว เรียกว่า รัตนวิมาน ทรงไม่เหมือนกัน งดงามใหญ่โตตามกำลังบุญของเจ้าของวิมาน ๒. วิมานทอง เรียกว่า สุวรรณวิมาน วิมานทองนี้ก็มีเรือนยอด มีอะไรต่างๆ สวยหลากหลายไม่ซ้ำกันตามกำลังบุญ ๓. วิมานเงิน เรียกว่า รัชตวิมาน ก็มีความสวยงามที่หลากหลายเช่นกัน วิมานในชั้นนี้แตกต่างกับวิมานในชั้นต่างๆ ตรงที่วิมานในชั้นต่างๆ ทั้งจาตุมหาราชิกา ดาวดึงส์ ยามา ดุสิต ไม่อาจเปลี่ยนแปลงรูปทรงของวิมานที่เกิดขึ้นตามกำลังบุญของตนได้ วิมานเป็นอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น ยกเว้นในกรณีที่ได้บุญเพิ่มจากการอุทิศส่วนกุศลที่ญาติอุทิศจากเมืองมนุษย์ไปให้ ก็จะมีทิพยสมบัติเพิ่มขึ้น วิมานก็จะแตกต่างเปลี่ยนแปลงไปตามกำลังบุญที่ได้รับอุทิศมา แต่ในสวรรค์ชั้นนิมมานรดี เทวดาชั้นนี้สามารถเนรมิตรูปทรงของวิมานตนเองได้ตามความปรารถนาของตน ด้วยอำนาจบุญฤทธิ์และตามกำลังบุญ เช่น วิมานที่มีลักษณะเป็นเรือนยอด ซึ่งมียอดหนึ่งแสนเรียกว่า สตสหัสสถูปวิมาน คือวิมานที่มีเรือนยอดแสนยอด เมื่ออยู่ไปเจ้าของวิมานเกิดรู้สึกเบื่อไม่ชอบทรงนี้แล้ว อยากจะเปลี่ยนแปลงรูปทรงก็สามารถเนรมิตเปลี่ยนแปลงรูปทรงวิมานขึ้นใหม่เองได้เลย เช่น อยากจะได้ลักษณะสูงคล้ายๆ หอคอยสูงเสียดฟ้า ซึ่งสูงเด่นเป็นสง่า เรียกว่า อัจจุพเพธวิมาน เนรมิตปุ๊บวิมานก็เปลี่ยนไปเลย เป็นคล้ายๆ หอคอยสูงมากๆ เป็นร้อยโยชน์พันโยชน์ก็ได้ เหลือเชื่อแต่ก็เป็นความจริง ดังนั้น เทวดาชั้นนี้จึงมีชื่อว่า นิมมานรดี แปลว่า เทวดาที่สามารถเนรมิตทุกสิ่งขึ้นได้ตามความปรารถนาของตนเอง และจะเนรมิตให้เปลี่ยนแปลงไปอย่างไรก็ได้ตามกำลังบุญของตน เมื่อนางสิริมาไปบังเกิดเป็นเทพธิดาในกลางรัตนบัลลังก์ ในวิมานแก้วรายล้อมด้วยบริวารหลายโกฏิ (หนึ่งโกฏิ=สิบล้าน) วิมานมีเรือนยอดมากมาย และยังมีวิมานของบริวารต่างหากอีกมากมาย ถ้าอยากจะเปลี่ยนสวน สระ ถนน แม้ลวดลายบนท้องถนนอะไรต่างๆ พอนึกปั๊บก็วื้ดเกิดขึ้นอย่างนั้นเลย เมื่อได้เห็นบุพกรรมที่ได้มาบังเกิดเป็นเทพธิดาชั้นนิมมานรดีเพราะได้ฟังธรรมจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นางจึงนำบริวารมายังโลกมนุษย์เพื่อมานมัสการพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพร้อมภิกษุสงฆ์ เทพธิดาได้เห็นร่างของตนเองในอดีตซึ่งเปลี่ยนแปลงไปมาก จึงเกิดสลดสังเวชใจว่า ‘โอ อัตภาพร่างกายของเราตอนเป็นมนุษย์ แค่ผ่านไปไม่กี่วันก็เป็นสมบัติของหมู่หนอนไปแล้ว ซากร่างนั้นก็พองบวม อืด ไม่มีใครปรารถนาร่างกายของเราเลย ‘เราได้ยินที่พระราชาสั่งให้ประกาศตั้งแต่หนึ่งพันกหาปณะและลดลงเรื่อยมาตามลำดับ ก็ไม่มีใครต้องการสรีรยนต์ของเราเลย ร่างกายไม่เที่ยงจริงๆ เปลี่ยนแปลงได้ ไม่งาม เป็นของปฏิกูล เป็นสมบัติของหมู่หนอน แล้วก็พองอืดเปื่อยเน่าผุพังไปหมด’ จึงเกิดความสลดสังเวช แต่ท่านเป็นพระโสดาบันแล้ว ใจท่านก็อยู่ในธรรมมาตลอด อยู่ในกายธรรมพระโสดาบัน หน้าตัก ๕ วา สูง ๕ วา เป็นพระไปแล้ว แต่เปลือกนอกเป็นเทพธิดา แต่ข้างในล่อนไม่ได้ติดเปลือก เมื่อตอนกลับมาถึงสวรรค์ชั้นนิมมานรดี ขณะนั่งเทวรถผ่านมา ปรากฏว่าเหล่าเทพบุตรผู้มีศักดิ์ใหญ่ในระดับเทวราชาได้ยินกิตติศัพท์ของเทพธิดาใหม่ผู้มีรัศมีและกลิ่นหอม ทำให้เหล่าเทวบุตรผู้มีศักดิ์ใหญ่ออกจากวิมานมาดูกันเลย ซึ่งชั้นนิมมานรดีนั้นก็ยังอยู่ในกามภพ และชาวสวรรค์ทั้ง ๖ ชั้นก็ยังเป็นผู้บริโภคกาม แต่เป็นกามแบบทิพย์ เพราะฉะนั้นก็ยังมีความรักความใคร่อยู่ จึงมีจุดประสงค์ตั้งใจจะมาจีบนาง ไม่ใช่แค่มาเยี่ยมเยือนธรรมดา ตอนนางเป็นมนุษย์ เหล่ามนุษย์ก็ชอบ พอมาเกิดบนสวรรค์ เทวดาผู้มีศักดิ์ใหญ่ก็ชอบ ส่วนเทวดาศักดิ์น้อยแค่เทวรถของนางผ่านมาก็จำต้องหลบออกไปข้างทางเลย เพราะแพ้รัศมีของนาง ต้องเป็นเทวดาศักดิ์ใหญ่ในระดับเทวราชา ซึ่งได้แก่เทวดาที่มีอำนาจในการปกครองเขตพื้นที่หนึ่งๆ ในสวรรค์ชั้นนั้น เช่น หัวหน้าเขตของสวรรค์ในแต่ละเขต ถ้าเปรียบเทียบในเมืองมนุษย์ก็ระดับผู้ว่าฯ หรือนายอำเภอ เป็นต้น เหล่าเทพบุตรสุดหล่อต่างก็แต่งกายกันมาอย่างดี เนรมิตทั้งเครื่องประดับ เทวรถ เป็นต้น เพื่อจะให้ต้องตาต้องใจนาง อย่าว่าแต่เทวดาผู้มีศักดิ์ใหญ่เลย แม้แต่เทวราชาธิบดีผู้ปกครองชั้นนี้ คือ ท้าวนิมมานรดีเทวราชก็ยังชื่นชมให้ความสนใจ ท่านเนรมิตกายให้หล่อสุดๆ เพราะมีบุญมากกว่าใครทั้งหมด ถึงแม้ว่าเทวดาผู้มีศักดิ์ใหญ่มารุมจีบนางมากมาย แต่เทพธิดาสิริมาไม่ได้มีความรู้สึกพึงพอใจหรือมีอารมณ์ร่วมด้วยเลย เพราะว่าวิบากกรรมกาเมฯ ของเธอจางลงไปแล้ว อีกทั้งเพิ่งกลับมาจากโลกมนุษย์ ได้เห็นร่างของเธอเป็นอุปกรณ์ในการสอนพุทธบริษัททั้ง ๔ เธอกำลังสลดสังเวชใจ และกรรมกาเมฯ ของเธอก็จางลง อีกทั้งยังเป็นพระโสดาบันด้วย และด้วยผลบุญที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงใช้ร่างของเธอเป็นกรณีศึกษาในการสอนธรรมะแก่ภิกษุสงฆ์และมหาชนทั้งหลายทำให้มีผู้บรรลุธรรมมากมาย พอใครบรรลุธรรม บุญนั้นก็บังเกิดขึ้นกับเทพธิดาด้วย จิตใจของเทพธิดาก็ยิ่งห่างไกลจากกามราคะ ความกำหนัดยินดีในกามก็จืดจางลงไปเรื่อยๆ รสแห่งกามราคะมันเริ่มจืดไป เริ่มไม่ค่อยมีรสมีชาติ ไม่เอร็ดอร่อยเหมือนตอนที่ยังมีความกำหนัดยินดีผูกพันไว้ เธอจึงปฏิเสธเทวดาผู้มีศักดิ์ใหญ่ทุกๆ องค์ที่มาชอบพอด้วยความนุ่มนวลว่า “ตอนนี้หม่อมฉันไม่ได้นึกถึงเรื่องนี้แล้ว หม่อมฉันมีความรู้สึกอยากนั่งสมาธิ หม่อมฉันได้เห็นองค์พระภายใน ทุกพระองค์ก็ควรจะทำให้ได้อย่างนี้ อย่าไปแสวงหาอะไรที่ไหนเลย ร่างกายนี้แม้เป็นทิพย์ก็ยังไม่แน่นอน มันก็สวยประเดี๋ยวประด๋าวแค่นั้นเอง เดี๋ยวมันก็แวบหายไป” แล้วเธอก็ตั้งใจปฏิบัติธรรมเจริญสมาธิภาวนาแต่เพียงอย่างเดียว เสวยอาหารทิพย์แล้วก็มานั่งเจริญสมาธิภาวนาต่อ เธอหมดอารมณ์ในเรื่องนี้ ถึงแม้กามราคะจะยังไม่หมดแต่ว่ามันบรรเทาเบาบางลงไป ไม่ค่อยจะคิดเรื่องนี้แล้ว อยากที่จะนั่งหลับตาทำสมาธิอย่างเดียว เทพธิดาสิริมาตั้งใจประพฤติธรรม เพื่อจะให้บรรลุธรรมขั้นสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ซึ่งในอนาคตเธอจะได้บรรลุธรรมชั้นอนาคามี เพราะไม่อยากกลับไปในเมืองมนุษย์อีกแล้ว เธอต้องการเลื่อนไปชั้นพรหมสุทธาวาส ไปเป็นพระอนาคามีแล้วก็ไปปรินิพพานตรงนั้น ใจของเธอตอนนี้คิดอย่างนี้ เพราะว่าถ้าลงมายังโลกมนุษย์มันน่าเบื่อหน่าย เบื่อหน่ายกายมนุษย์ทั้งของตนและของคนอื่น พอเบื่อหน่ายมันก็คลาย พอคลายก็หลุด พอหลุดจิตก็บริสุทธิ์ พอบริสุทธิ์ก็หยุดนิ่ง พอหยุดนิ่งดวงกับองค์พระก็ผุดขึ้นมา นิพพิทา วิราคะ วิมุตติ วิสุทธิ สันติ นิพพาน ในอนาคตเธอตั้งใจจะทำความเพียรให้สูงขึ้นไปเรื่อยๆ ตั้งใจผูกใจไว้กับชั้นพรหมสุทธาวาส ต้องไปเป็นพระอนาคามีและปรินิพพานที่นั่นให้จงได้ เทพธิดาสิริมาตั้งใจมากที่จะให้บรรลุธรรมขั้นสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ไม่อยากจะกลับลงมาเกิดในโลกมนุษย์นี้อีก เพราะว่าการเกิดในโลกมนุษย์มีโอกาสที่จะดำเนินชีวิตผิดพลาดได้ เนื่องจากว่าลงมาเกิดใหม่แล้วมันลืม กิเลสมันบดบังให้ลืม เพราะความลืมนี้เองและยิ่งถ้าไม่เจอกัลยาณมิตรอย่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยแล้วชีวิตก็อันตราย การบังเกิดขึ้นของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเกิดขึ้นได้ยาก ในหนึ่งกัปเกิดได้ไม่เกิน ๕ พระองค์ เพราะฉะนั้นอย่าลงมาดีกว่า ซึ่งก็มีวิธีคือ ต้องละกิเลสให้มากกว่านี้จนเข้าไปในระดับของพระอนาคามี จะได้จุติจากภพของสวรรค์ชั้นกามภพไปอยู่บนพรหมโลกชั้นสุทธาวาสที่มีแต่ความบริสุทธิ์ล้วนๆ ไม่มีคู่ ประพฤติพรหมจรรย์อย่างเดียว แล้วก็ไปปรินิพพานบนนั้น ไม่ลงมาโลกมนุษย์อีกเลย อยู่บนนั้นอย่างเดียว มีความสุขอยู่ในโลกุตตรฌานสมาบัติของพระอนาคามี ซึ่งเหลืออีกชั้นเดียวเท่านั้นก็จะเป็นพระอรหันต์แล้ว