ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

หญิงโสเภณีโลโซ

หลวงพ่อธัมมชโย · นางสิริมา หญิงงามเมืองผู้บรรลุโสดาบัน

PDF
หญิงโสเภณีโลโซ จนกระทั่งในชาติหนึ่ง อดีตพ่อค้าหนุ่มก็ได้เกิดเป็นหญิงและได้เข้าไปทำงานเป็นโสเภณีอยู่ในสำนักของหญิงงามเมืองเลื่องชื่อประจำเมือง หญิงงามเมืองเลื่องชื่อคนนี้มีความงามมาก มีความสามารถในการฟ้อนรำ ขับร้อง เป็นดาวเด่นประจำเมือง จึงมีลูกค้าในระดับเชื้อพระวงศ์ มหาอำมาตย์ และมหาเศรษฐีมาใช้บริการอยู่เป็นประจำ ซึ่งเปรียบค่าบริการแล้วก็ประมาณ ๑,๐๐๐ กหาปณะต่อคืน ซึ่งนับว่าแพงมากในยุคนั้น ส่วนโสเภณีอดีตพ่อค้าหนุ่มนั้นเป็นเพียงหญิงสาวหน้าตาธรรมดาคนหนึ่ง จึงไม่ค่อยมีลูกค้ามาใช้บริการ จะมีก็เพียงลูกค้าประเภทบริวารผู้ติดตามเจ้านายมาใช้บริการ ซึ่งก็ได้ค่าบริการไม่มากนักเพราะเธอไม่งาม จึงเกิดความน้อยเนื้อต่ำใจในความอาภัพของตน ที่เกิดมาไม่สวยเท่าหญิงงามเมืองคนนั้น **บุญบันดาลให้เจอพระปัจเจกพุทธเจ้า** จนกระทั่งคืนหนึ่ง เป็นคืนที่ไม่มีลูกค้ามาใช้บริการเลย ด้วยความกลัดกลุ้มใจจึงนอนไม่ค่อยจะหลับและตื่นขึ้นมาตั้งแต่เช้ามืด จึงลุกจากเตียงแล้วออกไปเดินเล่นจนกระทั่งถึงประตูเมือง ในเช้าวันนั้น พระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่งได้ออกภิกษาจารมาถึงบริเวณประตูเมือง ท่านได้ตรวจดูแล้วว่าวันนี้จะไปโปรดผู้ใด หญิงโสเภณีคนนี้ก็เข้าไปในข่ายพระญาณของท่านว่าจะต้องมาโปรด หญิงโสเภณีเดินผ่านมาทางนั้นพอดี นับเป็นบุญลาภของเธอ เมื่อเธอเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าแล้วก็เกิดจิตเลื่อมใส ปกติโสเภณีทั่วไปจะมีความขัดเขินกับพระภิกษุ ไม่ค่อยกล้าเข้าใกล้ แต่ถ้าฝากทำบุญล่ะก็มี ถ้าจะให้ทำเองซึ่งๆ หน้าจะไม่ค่อยกล้ากัน เพราะมีความรู้สึกว่าตัวเองไม่สะอาด ไม่ค่อยอยากพบเจอพระ แต่โสเภณีคนนี้เห็นพระแล้วเกิดจิตเลื่อมใสเลย ความเลื่อมใสของเธอนี่เองที่ทำให้เธอเดินเข้าไปกราบอาราธนาพระปัจเจกพุทธเจ้าให้ไปรับภัตตาหารที่เรือนของตน พระปัจเจกพุทธเจ้ารับอาราธนาด้วยอาการสงบนิ่งๆ เป็นที่ทราบกันว่าท่านรับแล้ว เธอมีอาการสดชื่น เบิกบาน รีบกลับไปบ้านตั้งใจชวนเพื่อนให้มาถวายภัตตาหารด้วยกัน จึงปลุกเพื่อนหญิงโสเภณีคนหนึ่งที่อาศัยอยู่ด้วยกันให้ลุกขึ้นมาจัดเตรียมภัตตาหาร แต่ด้วยความง่วงนอนของเพื่อน เพราะโดยปกตินางจะต้องรับแขกในช่วงกลางคืน ในตอนแรกนางจึงปฏิเสธ แต่ก็ทนการรบเร้าของหญิงสหายไม่ได้ จึงยอมตกปากรับคำจำต้องลุกขึ้น แล้วช่วยกันจัดเตรียมภัตตาหารแด่พระปัจเจกพุทธเจ้า ครั้นเตรียมภัตตาหารเสร็จแล้วก็นิมนต์พระปัจเจกพุทธเจ้าให้รับภัตตาหารหน้าเรือนของตน **คำอธิษฐานของโสเภณี** หลังจากนั้นนางทั้งสองก็ตั้งจิตอธิษฐาน คนหนึ่งง่วงจำใจมาเพราะเพื่อนชวน ส่วนอีกคนหนึ่งมีอาการอยากจะทำบุญอย่างแรงกล้า หญิงสาวโสเภณีอดีตพ่อค้าหนุ่มจอมเจ้าชู้ได้ตั้งจิตอธิษฐานว่า “ด้วยผลบุญนี้ ขอให้ข้าพเจ้าได้เกิดเป็นหญิงโสเภณีที่งดงามที่สุด มีชื่อเสียงที่สุด มีรายได้ดีที่สุด และขอให้ได้บรรลุธรรมที่พระคุณเจ้าท่านได้บรรลุ และให้ได้เห็นธรรมที่พระคุณเจ้าท่านได้เห็น” ที่นางอธิษฐานเช่นนี้ก็เพราะดวงปัญญาของนางมีอยู่แค่นั้น เพราะกรรมมันไปบีบคั้นให้คิดได้แค่นี้ เพราะความคับแค้นใจที่เกิดมาไม่สวย ไม่มีชื่อเสียงเท่าหญิงงามเมืองดาวเด่นคนนั้น พอกรรมบีบคั้นบางทีไม่รู้จะอธิษฐานอย่างไร การอธิษฐานอย่างนี้มันแปลกและแตกต่างจากคนอื่น เพราะเป็นข้อผิดพลาดที่ผ่านมาจากภพชาติในอดีตที่มีความเจ้าชู้และไปผิดศีลกาเมฯ มาก็เลยเป็นอย่างนี้ ประกอบกับวิบากกรรมกาเมฯ ยังส่งผลอยู่จึงทำให้นางอธิษฐานให้ติดในกามเช่นนั้น แต่ท้ายที่สุดก็ยังได้อธิษฐานว่า “ขอให้ได้บรรลุธรรมที่พระคุณเจ้าท่านได้บรรลุ และให้ได้เห็นธรรมที่พระคุณเจ้าท่านได้เห็น” ถือว่ายังดีที่มีช่องแสงสว่างแห่งดวงปัญญาหน่อยหนึ่ง เพราะมีบุญเก่าที่เคยทำนุบำรุงพระพุทธศาสนามาส่งผล ส่วนหญิงสหายของนางนั้น เนื่องจากใกล้จะหมดกรรมแล้ว จึงทำให้นางอธิษฐานว่า “ด้วยบุญนี้ขอให้ชาติต่อไปไม่ต้องมาทำงานเป็นโสเภณี ขอให้ได้เกิดในตระกูลเศรษฐี เป็นผู้ที่มีทรัพย์สมบัติ ร่ำรวย มีดวงปัญญาคิดได้ และขอให้มีดวงตาเห็นธรรมเช่นเดียวกับพระคุณเจ้าด้วยเทอญ” คำอธิษฐานไม่เหมือนกันเพราะขึ้นอยู่กับกรรมหนักกรรมเบา เพื่อนของนางใกล้จะหมดกรรมเจ้าชู้แล้วจึงอธิษฐานอย่างนี้ พระปัจเจกพุทธเจ้าท่านเป็นแหล่งแห่งเนื้อนาบุญ เพราะก่อนจะมาบิณฑบาตท่านก็เข้านิโรธสมาบัติตรวจตราดูว่าเป็นบุญของบุคคลนี้ ท่านเป็นแหล่งแห่งพลังงานบุญธาตุ บุญธาตุที่จะปรุงให้เกิดความสุขและความสำเร็จในชีวิต ให้ความปรารถนาของผู้ที่มาใส่บาตรนั้นสมหวังดังใจทุกสิ่ง เพราะใจท่านมีพระธรรมกายพระปัจเจกพุทธเจ้าสว่างไสว หมดกิเลสแล้ว หลุดล่อนหมด กะเทาะหลุดหมดทุกกายไปแล้ว ท่านก็นิ่งๆ พออธิษฐานจบ ท่านก็ให้พร ให้ความปรารถนาของเธอทั้งสองที่ได้ตั้งใจไว้ด้วยดีนั้นจงสำเร็จทุกประการว่า “เอวัง โหตุ ขอให้เป็นเช่นนั้น” หลังจากนั้นทั้งสองก็เวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสารตามกำลังบุญและบาป ไปเกิดเป็นอะไรสารพัดไปเรื่อยๆ [ เวลาที่บุญและบาปจะให้ผลก็ต้องมีเวลาทำงานเหมือนกัน บุญจะให้ผลก็ต้องมีเวลาทำงานของบุญ บาปเวลาจะให้ผลก็มีเวลาทำงานของบาป เหมือนโรคที่เกิดในกายมันก็ต้องมีเวลาทำงานของเชื้อโรค ยาที่จะเข้าไปรักษาโรคก็ต้องมีเวลาทำงานของยา บุญบาปก็ในทำนองเดียวกัน เพราะฉะนั้น บางทีเราทำบุญ แต่บุญไม่ส่งผลปุ๊บปั๊บ เรากลับตายเสียก่อน คือมันก็ต้องมีระยะเวลาให้บุญทำงาน หรือคนทำบาป เขาชั่วอย่างนี้มันน่าจะส่งผลปุ๊บปั๊บ บาปก็ต้องขอเวลาทำงานเหมือนกัน จนกระทั่งบุญบาปเต็มที่ถึงจะส่งผลได้ ]