ภาพที่สำคัญของชีวิต
๑๐
ภาพที่สำคัญของชีวิต
วันอาทิตย์ที่ ๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ (๐๙.๓๐ น.)
**ปรับกาย**
เมื่อเราได้สวดมนต์บูชาพระรัตนตรัยกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ต่อจากนี้ไป ตั้งใจให้แน่แน่ว มุ่งตรงต่อหนทางพระนิพพานกันทุกๆ คนนะลูกนะ
ให้นั่งขัดสมาธิ โดยเอาขาขวาทับขาซ้าย มือขวาทับมือซ้าย ให้นิ้วชี้ของมือข้างขวา จรดนิ้วหัวแม่มือข้างซ้าย วางไว้บนหน้าตักพอสบายๆ
หลับตาของเราเบาๆ ค่อนลูกพอสบายๆ คล้ายๆ กับตอนที่เราใกล้จะหลับ อย่าไปบีบเปลือกตา อย่ากดลูกนัยน์ตา
**ปรับใจ**
แล้วทำใจของเราให้เบิกบาน ให้แช่มชื่น ให้สะอาด บริสุทธิ์ ผ่องใส ไร้กังวลในทุกสิ่งไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม ให้ปลด ให้ปล่อย ให้วาง ทำใจให้ว่างๆ
สมมติว่า ภายในร่างกายของเรานั้นปราศจากอวัยวะ ไม่มีปอด ตับ ม้าม ไต หัวใจ เป็นต้น ให้เป็นที่โล่งๆ ว่างๆ เป็นปล่อง เป็นช่อง เป็นโพรงกลวงภายใน คล้ายๆ ท่อแก้ว ท่อเพชรใสๆ
**ทางเดินของใจ ๗ ฐาน**
คราวนี้ เราก็มาทบทวนคำสอนของพระเดชพระคุณหลวงปู่ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย ที่ท่านอบรมสั่งสอนเกี่ยวกับเรื่องทางเดินของใจ ซึ่งเป็นทางไปเกิดมาเกิดของสัตว์โลกทั้งหลาย รวมทั้งตัวของเราด้วย อาทิตย์หนึ่งเราจะมาประชุมพร้อมกันครั้งหนึ่ง ดังนั้นต้องมาทบทวนตรงนี้เอาไว้ แต่ว่าเมื่อเรากลับไปที่บ้านในวันธรรมดา เราก็เอาใจไปไว้ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ เลย แต่ทุกอาทิตย์ต้องมาทบทวนหลักวิชชาเอาไว้
ทางเดินของใจมีทั้งหมด ๗ ฐาน
ฐานที่ ๑ อยู่ที่ปากช่องจมูก ท่านหญิงอยู่ข้างซ้าย ท่านชายอยู่ข้างขวา
ฐานที่ ๒ อยู่ที่เพลาตาหรือตรงที่น้ำตาไหล ตรงหัวตา ท่านหญิงอยู่ข้างซ้าย ท่านชายอยู่ข้างขวา
ฐานที่ ๓ อยู่ที่กลางกั๊กศีรษะในระดับเดียวกับหัวตาของเรา
ฐานที่ ๔ อยู่ที่เพดานปาก ช่องปากที่อาหารสำลัก
ฐานที่ ๕ อยู่ที่ปากช่องคอเหนือลูกกระเดือก
ฐานที่ ๖ อยู่ในกลางท้องของเราในระดับเดียวกับสะดือ
โดยสมมติว่า เราหยิบเส้นด้ายขึ้นมา ๒ เส้น นำมาขึงให้ตึง เส้นหนึ่งขึงจากสะดือทะลุไปด้านหลัง อีกเส้นหนึ่งขึงจากด้านขวาทะลุไปด้านซ้าย ให้เส้นด้ายทั้งสองตัดกันเป็นกากบาท จุดตัดจะเล็กเท่ากับปลายเข็ม ตรงนี้เรียกว่า ศูนย์กลางกายฐานที่ ๖ ถูกกลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์หยาบ ใสบริสุทธิ์ โตเท่ากับฟองไข่แดงของไก่
ธรรมดวงนี้สำคัญมาก ถ้าไม่มีธรรมดวงนี้เรามาเกิดเป็นมนุษย์ไม่ได้ ธรรมดวงนี้ทรงรักษากายมนุษย์เอาไว้ ถ้าธรรมดวงนี้ผ่องใสไม่เศร้าหมอง ชีวิตก็รุ่งเรือง ถ้าเศร้าหมองไม่ผ่องใส ชีวิตก็ร่วงโรย ถ้าธรรมดวงนี้ดับ ชีวิตก็ดับไปด้วย
ธรรมดวงนี้จึงเป็นเครื่องยืนยันว่า ถ้าใครฝึกใจให้หยุดนิ่งแล้ว จะต้องเข้าถึงกันอย่างแน่นอน ที่เข้าไม่ถึงธรรมนั้นเป็นไม่มี ถ้าได้ทำก็ทำได้ ทำไม่ได้มีเพียงประการเดียว คือ ไม่ได้ทำ หรือทำไม่ถูกหลักวิชชา เพราะฉะนั้นก็เป็นเครื่องยืนยันให้เราอุ่นใจว่า ทำความเพียรไปเถิด ให้ถูกหลักวิชชา ทำทุกวันทุกคืนให้สม่ำเสมอ เราจะต้องเข้าถึงธรรมกันอย่างแน่นอน ไม่ถึงเป็นไม่มี เราจะได้เลิกวิตกกังวล เลิกท้อแท้ท้อถอยกัน เมื่อเรายังทำไม่ได้ผล เพราะธรรมดวงนี้เป็นเครื่องยืนยันว่า ต้องได้แน่ๆ
ฐานที่ ๗ อยู่เหนือจากฐานที่ ๖ ขึ้นมา ๒ นิ้วมือ โดยสมมติว่า เราเอานิ้วชี้กับนิ้วกลางมาวางซ้อนกัน แล้วนำไปทาบตรงจุดตัดของเส้นด้ายทั้งสองสูงขึ้นมา ๒ นิ้วมือ ตรงนี้เรียกว่า ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗
**ฐานที่ ๗ สำคัญที่สุด**
ทั้งหมด ๗ ฐาน เป็นทางเดินของใจ ไปเกิดมาเกิดต้องอาศัยทางนี้ สำคัญทุกฐาน แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือ ฐานที่ ๗ เพราะว่าเป็นที่เกิด ที่ดับ ที่หลับ ที่ตื่น และเป็นทางไปสู่อายตนนิพพาน ทางหลุดทางพ้นจากกิเลสอาสวะทั้งหลายได้ เป็นทางเข้าถึงความสุขที่แท้จริง ความสมหวังในชีวิต และเป็นทางที่จะทำให้เราเข้าถึงความรู้ที่แท้จริง ที่เกี่ยวกับความเป็นจริงของชีวิต ทำให้ชีวิตรอดปลอดภัยและมีชัยชนะ และเป็นทางที่จะเข้าถึงพระรัตนตรัยในตัวด้วย
ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ นี้จึงสำคัญ เกิด ดับ หลับ ตื่น อยู่ที่ตรงนี้ เกิด เราได้มาเกิดแล้ว แต่ดับคือตาย ก็ต้องตายตรงนี้ ที่ย้ำกันทุกอาทิตย์ว่า ตายตรงนี้ และตรงนี้สำคัญ เป็นทางไปสู่ปรโลก ถ้าใจใสไม่เศร้าหมอง สุคติเป็นที่ไป ถ้าหมองไม่ผ่องใส ทุคติเป็นที่ไป หลักวิชชาอยู่ตรงนี้ เราฟังกันทุกอาทิตย์ เพื่อตอกย้ำความทรงจำของเราให้แน่นเข้าไปเรื่อยๆ จะได้ไม่ชะล่าใจ ไม่ประมาท
**ซ้อมตาย**
ในเมื่อเราหลีกเลี่ยงความตายและไปสู่ปรโลกไม่ได้ ก็ต้องฝึกซ้อมตรงนี้เอาไว้ให้ดี ซ้อมกันทุกวัน วันละหลายๆ ครั้ง ทำให้เป็นให้ได้ ให้ใจใสให้ได้ ฝึกซ้อมมาหลายวัน แพ้ชนะกันเพียงวันเดียวในวันสุดท้ายสงครามศึกชิงภพสุคติและทุคติ เราจะเอามาใช้ตรงนี้
ถ้าใจใสจะมีแต่ภาพดีๆ บังเกิดขึ้น เราจะหนีภาพไม่ได้นะ กรรมนิมิต กรรมารมณ์ เราจะหนีภาพของการกระทำไม่พ้นเลย ซึ่งกรรมนิมิตจะทำให้เราเข้าถึงคตินิมิต จะมีภาพคตินิมิต คือ ภาพที่จะไปสู่ทุคติหรือสุคติ เพราะฉะนั้นภาพสุดท้ายต้องสดใส ต้องสวยงาม เป็นภาพสรุปงบดุลของชีวิต และภาพอะไรก็ไม่ดีเกินไปกว่าภาพดวงธรรมหรือองค์พระที่ฉายขึ้นให้ดูบนจอ พอเป็นแนวทางให้เรารู้ว่า ภาพสุดท้ายต้องอย่างนี้ อย่างน้อยต้องอย่างนี้
จะเริ่มต้นด้วยภาพอะไรก็แล้วแต่ เวลาใจใสแล้วต้องได้ภาพอย่างนี้ ดวงใสหรือองค์พระใสๆ ที่จะนำเราไปสู่สุคติภพ เพื่อทำให้ชีวิตหลังจากตายแล้วนั้น มีแต่ความสุขสมหวังอันยาวนานกว่าตอนที่มีกายมนุษย์นี้อยู่ ยาวนานเสียจนกระทั่งเรานึกไม่ถึง หรือไม่ค่อยจะเชื่อเสียด้วยว่าจะนานอะไรขนาดนั้น ทั้งสุคติและทุคติ ทุคติเป็นสิ่งที่ไม่ควรไป แต่สุคติเป็นสิ่งที่ควรไป
**หยุดนิ่งคือกรณียกิจ**
การที่เรามาฝึกฝนอบรมใจให้หยุด ให้นิ่ง ก็เพื่อต้องการให้ใจใสๆ เข้าถึงพระรัตนตรัยในตัว ให้เรามีความสุขในปัจจุบันทันทีที่เข้าถึง เป็นความสุขที่ยิ่งใหญ่ที่เราไม่เคยนึกเลยว่า มีความสุขชนิดนี้มาก่อน จะทำให้เราได้เรียนรู้เรื่องราวความจริงของชีวิตเพิ่มเติมขึ้นจากที่เราได้รู้ได้เห็นด้วยตามนุษย์ จะมีความรู้ที่เพิ่มเติมขึ้น เป็นความรู้ที่ยิ่งใหญ่ที่จะทำให้ชีวิตปลอดภัยและมีชัยชนะ มีความสมหวัง เมื่อใจหยุดนิ่งแล้วจะเป็นอย่างนี้ แล้วเป็นทางมาแห่งบุญด้วย
เพราะฉะนั้น ต้องซ้อม ต้องฝึกเอาไว้ นี่คือกรณียกิจ คือ กิจที่แท้จริงหรืองานที่แท้จริงของมวลมนุษยชาติ ของตัวเรา ส่วนกิจอย่างอื่นเป็นอกรณียกิจ ที่จะไปเที่ยวเตร่สนุกสนานเพลิดเพลิน ไม่มีประโยชน์อะไร
โลกใบนี้ที่เรามาเกิดไม่ใช่โลกแห่งความสนุกสนาน เพลิดเพลิน แต่เป็นโลกแห่งการสร้างบารมี เติมบุญเติมบารมีของเราให้กลั่นกล้าเพิ่มขึ้น มีการทำมาหากินกับทำมาสร้างบารมีเท่านั้นที่เป็นเรื่องหลัก เมื่อกายหยาบต้องกิน ต้องใช้ เราก็ต้องทำมาหากินประกอบสัมมาอาชีวะกันไป แต่กิจที่แท้จริงคือการหยุดนิ่ง
หยุดนิ่งเป็นกรณียกิจ เป็นงานที่แท้จริงของตัวเราและมวลมนุษยชาติทั้งหลาย เพื่อให้ใจใส พอตอนสุดท้ายของชีวิตที่เราหลีกเลี่ยงภาพไม่ได้ เราจะต้องให้ได้ภาพที่ดี นี่พูดถึงการตายอย่างปกติที่ไม่ใช่โดยอุบัติเหตุนะ เราหนีภาพไม่พ้น เพราะฉะนั้นต้องให้ใจใสเอาไว้
อาทิตย์หนึ่งเรามาปฏิบัติธรรม เรามาฝึกตรงนี้ ทำให้ได้ ทำให้มี ทำให้เป็น ฝึกกันไปทุกๆ วัน จะต้องสมหวังอย่างแน่นอน อย่าไปท้อแท้ อย่าไปท้อถอย อย่าไปเกียจคร้านขี้เกียจปฏิบัติธรรม แต่ขยันไปทำอย่างอื่นแทน อย่าไปใช้ชีวิตอย่างนั้นกันนะลูกนะ
เรามีเวลาอยู่ในโลกนี้จำกัดจริงๆ ที่ผ่านมาทิ้งเปล่าไปเสียตั้งเยอะ เพิ่งสร้างบารมีกันไปได้นิดๆ หน่อยๆ และเวลาที่เหลือ เหลืออยู่เท่าไรก็ไม่รู้ นิดเดียวจริงๆ เพราะฉะนั้นจะต้องเอาเวลาที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดนี้มาใช้ให้มีคุณค่า ให้เป็นประโยชน์อันสูงสุด ด้วยการสั่งสมบุญบารมี ทั้งทาน ศีล ภาวนา เป็นต้น
โดยเฉพาะในตอนนี้ ที่เรากำลังจะทำกิจที่สำคัญคือภาวนา ให้จำศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ตรงนี้ เหนือสะดือขึ้นมา ๒ นิ้วมือ หรือเหนือฐานที่ ๖ ขึ้นมา ๒ นิ้วมือ จำให้ดีนะลูกนะ
**บริกรรมนิมิต**
คราวนี้ เราก็น้อมเอาภาพที่เราดูบนจอนั้น คือ ภาพองค์พระในกลางดวงแก้ว ที่ท่านนั่งหลับตาเจริญภาวนา หันหน้าออกไปทางเดียวกับตัวของเรา ภาพที่เอามาฉายให้ดูเป็นภาพท็อปวิว (top view) คือ มองจากด้านบนลงไปด้านล่าง ตั้งแต่ปลายเกตุดอกบัวตูม ที่ตั้งอยู่บนจอมกระหม่อม บนพระเศียรที่เรียงรายไปด้วยเส้นพระศก ที่ขดเป็นทักษิณาวรรตหมุนขวาตามเข็มนาฬิกาเรียงรายกันอย่างเป็นระเบียบเป็นถ่องแถวอย่างนั้น
เรามองเห็นพระเศียรตั้งอยู่บนบ่าทั้งสอง บนไหล่ คอนั้นเราไม่เห็นหรอก แขนทั้งสอง ฝ่ามือที่หงายขึ้น นิ้วชี้มือขวาจรดนิ้วหัวแม่มือข้างซ้าย เหมือนกายหยาบอย่างนี้ วางบนหน้าตักที่ขาขวาทับขาซ้าย
ภาพบนจอยังไม่ใสเท่าไร แต่ภาพความจริงนั้นใส ตั้งแต่ใสเหมือนน้ำ ใสเหมือนกระจก ใสเหมือนเพชรที่ต้องแสง มีประกายเจิดจ้า นั่งอยู่บนแผ่นฌานในกลางดวงแก้วที่ครอบเอาไว้ จำภาพนี้ให้ดีนะลูกนะ
**นึกได้ก็เห็นได้**
นึกบ่อยๆ นอกเหนือจากเวลานั่ง ให้นึกเอาไว้ นึกบ่อยๆ เดี๋ยวเราก็นึกได้ นึกได้ก็เห็นได้ มันจะเป็นขั้นเป็นตอน ที่เรายังเห็นไม่ได้เพราะเรายังนึกไม่ได้ ที่นึกไม่ได้ เพราะไม่ค่อยจะนึกกัน มักจะไปนึกเรื่องอื่น เช่น เรื่องคน สัตว์ สิ่งของ เรื่องการทำมาหากิน ครอบครัว เรื่องอะไรที่ไม่ค่อยจะเข้าท่าเท่าไร ไม่เป็นสาระ ไม่เป็นแก่นสาร ซึ่งเอาไปใช้ในช่วงสุดท้ายของชีวิตไม่ได้ มักจะไปนึกเรื่องอย่างนั้นกัน เปิดทีวีดู เปิดวิดีโอดู ดูหนัง ดูละครอะไรกันไป ซึ่งขืนเอาภาพเหล่านั้นให้ติดกลางใจ เวลาตายจะไปไหนนึกเอาก็แล้วกัน แต่ภาพที่สำคัญซึ่งเป็นภาพที่ต้องเอามาใช้ไม่ค่อยจะได้นึก
ถ้าเรานึกบ่อยๆ ก็นึกได้นะลูกนะ นึกได้ก็เห็นได้ เป็นขั้นเป็นตอนไป พอเห็นได้ เราก็ศึกษาได้ ศึกษาความรู้ภายใน ความรู้อันยิ่งใหญ่ของมวลมนุษยชาติ เราจะได้ความรู้เพิ่มเติม จากที่เราเคยศึกษาว่า ชีวิตมนุษย์มีแต่เรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ เรื่องกลัว วนเวียนกันอยู่อย่างนี้ หรือได้อ่านหนังสือหนังหา ได้เรียนรู้เรื่องกฎแห่งกรรมบ้าง เรื่องอบายภูมิ อะไรต่างๆ เหล่านั้น แต่ว่ายังเป็นความรู้ในระดับพื้นผิว ทราบแต่มันยังไม่ซึ้ง ยังตื้นๆ อยู่
**ความรู้ภายใน**
ทีนี้พอเรามาทำอย่างนี้ได้ เราก็ได้เรียนรู้เพิ่มเติมว่า ภายในกายของเรานี้ เมื่อใจหยุดแล้ว จะมีแสงสว่างในตัวที่นอกเหนือจากแสงสว่างภายนอกที่เราเคยเห็น แสงสว่างจากดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดวงดาว แสงไฟฟ้าที่มนุษย์ประดิษฐ์ แสงไฟ แสงเทียนอะไรอย่างนั้น เป็นต้น ว่ามันมีแสงในตัวด้วยนะ แต่ว่าเนียนตาละมุนละไมแตกต่างจากแสงภายนอก
เห็นไหมว่าความรู้เราเพิ่มเติมแล้ว มันมีความสุขที่แปลก แตกต่าง ลึก กว้าง ไม่มีถ้อยคำที่จะเอามาใช้กับความสุขภายในที่เราได้ไปสัมผัส แต่เรารู้ด้วยใจ ยากที่จะรู้ด้วยถ้อยคำ เห็นไหม เรามีความรู้เพิ่มแล้วว่ามีความสุขชนิดนี้อยู่นะ เราไม่เคยรู้มาก่อนเลย และรู้เพิ่มเติมไปอีกว่า ข้างนอกที่เราเคยเจอไม่น่าจะเรียกว่า ความสุข น่าจะเรียกว่า ความเพลิน มากกว่า สนุกสนานเพลินๆ ให้ผ่านไปวันๆ อย่างนั้น
พอหยุดไปได้อีกระดับหนึ่ง มีดวงธรรมภายในนะ ดวงกลมๆ ภายใน กลมเหมือนดวงแก้วภายนอก แต่ทำไมความรู้สึกมันแตกต่างจากการที่เราเห็นดวงแก้วภายนอกกับเห็นดวงธรรมภายใน เห็นดวงแก้วภายนอก เห็นแล้วก็เฉยๆ ไม่สุขไม่ทุกข์ ธรรมดาๆ แต่เห็นข้างในมันปลื้ม มันรื่นเริง เหมือนเรากำลังดู เพลินๆ เปลี่ยนไปอีกมิติหนึ่ง เหมือนเราหล่นไปในสถานที่รื่นเริง ที่มีความบันเทิงใจ แตกต่างจากสถานที่รื่นเริงที่เราเคยเจอ มีชีวิตชีวาไปทุกระบบประสาทและกล้ามเนื้อ และดูเหมือนจะขยายไปไม่มีที่สิ้นสุด นี่เป็นความรู้เพิ่มเติม
เดี๋ยวก็เห็นกายในกาย ภายในนี้มีกายมนุษย์ละเอียด มีกายทิพย์ กายรูปพรหม กายอรูปพรหม กระทั่งมีกายธรรม เห็นพระรัตนตรัยในตัว ความรู้เพิ่มเติมไปเรื่อยไม่มีที่สิ้นสุดเลย เหมือนเราเอาเถาปิ่นโตมาเปิดชั้นแรกว่าอร่อยแล้ว ชั้นถัดไปอร่อยเพิ่มขึ้น และเป็นเถาปิ่นโตที่ไม่มีชั้นที่สิ้นสุด เป็นชั้น เป็นชุด เป็นขั้น เป็นตอน เป็นภาค เป็นพืดไปเลย เยอะแยะ สนุกสนาน บุญบันเทิง
นี่คือเรื่องราวความรู้ภายในที่เพิ่มขึ้น จนกระทั่งออกไปในมหาสมุทรแห่งความรู้แจ้ง เห็นจริง ความรู้อันยิ่งใหญ่ที่ไม่มีขอบเขต Unlimited knowledge ความรู้ที่ไม่มีขอบเขต สนุกสนานเบิกบานไปเรื่อยๆ เราจะได้เรียนรู้เพิ่มเติมกันไป เพราะฉะนั้นอย่าขี้เกียจนั่ง ให้ขยัน และก็เป็นทางมาแห่งบุญของเราด้วย บุญจะเกิดขึ้นทุกวันทุกคืน
ร่างกายเสื่อมไปทุกวัน โรคภัยไข้เจ็บก็ปรากฏเกิดขึ้น ความชรา ความเหี่ยวย่นที่เราไม่ต้องการก็ปรากฏ และเราก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ เรี่ยวแรงก็ลดน้อยถอยลงไป เพราะฉะนั้นใช้กายมนุษย์หยาบนี้ให้เป็นประโยชน์นะลูกนะ ศึกษา ฝึกฝน กันไปเรื่อยๆ เดี๋ยวใจของเราก็จะหยุดจะนิ่งได้ พอหยุดนิ่งได้ ก็เข้าถึงความเป็นจริงของชีวิต
ตอนนี้เราจำภาพนี้เอาไว้ ภาพองค์พระกลางดวงแก้ว จำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ค่อยๆ นึกไป จำไม่ได้เราก็ลืมตามาดูบนจอ แล้วเวลาเราไปนั่งที่บ้านหรือในอิริยาบถอื่น เราก็เอามาตั้งไว้ตรงนี้เลย ไม่ต้องไปเริ่มฐานที่ ๑ มาถึงฐานที่ ๗ นะ มาหยุดมานิ่งตรงนี้ ให้ใจหยุด ใจนิ่ง ให้ใจใส
นึกบ่อยๆ ก็นึกได้ นึกได้บ่อยๆ ก็เห็นได้ เห็นได้บ่อยๆ ก็เข้าถึงได้ เข้าถึงบ่อยๆ ก็ศึกษาได้ จะเป็นขั้นเป็นตอนกันไปอย่างนี้ เขาทำกันได้เยอะแยะ เราเป็นคนเช่นเดียวกับเขา ถ้ามีความเพียรไม่น้อยหน้าเขา เราต้องทำได้นะลูกนะ
ต่อจากนี้ไป ให้ตรึกถึงองค์พระใสๆ นั่งอยู่ในกลางดวงแก้ว หันหน้าออกไปทางเดียวกับตัวของเรา มองไปอย่างสบายๆ ทำใจให้เบิกบาน ให้แช่มชื่น เมื่อยก็ขยับ คันก็เกา ฟุ้งก็ลืมตามาดูบนจอ หายฟุ้งเราก็หลับตาลงไปใหม่ ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงวิธีการกันไปเรื่อยๆ ไม่ช้าจะสมหวังดังใจ
ต่อจากนี้ไปตั้งใจปฏิบัติธรรมกันให้ดีนะ จะภาวนาสัมมาอะระหังประกอบไปด้วยก็ได้ หรือจะไม่ภาวนาก็ไม่เป็นอะไร ฝึกใจหยุดนิ่ง ให้ใจใสๆ ฝึกไป ประคองใจไป ให้ลูกทุกคนสมหวังดังใจในการเข้าถึงพระรัตนตรัยในตัวกันทุกๆ คนนะลูกนะ ต่างคนต่างทำกันไปเงียบๆ นะ
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------
จงทำสิ่งจริงให้ จริงจริง
จริงจักต้องแสนจริง นะเจ้า
จริงเพียงแค่สองจริง บ่ได้
จริงแสนจริงค่ำเช้า อย่างนี้จึงจริง
ตะวันธรรม
๑๓ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๐