ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

ภาค ๒ ความเป็นมา ของพระคุณานันทเถระ ในทรรศนะของโรงเรียนอนุบาลฝันในฝันวิทยา

หลวงพ่อธัมมชโย · พระคุณานันทเถระ พิมพ์ครั้งที่ 2

PDF
ภาค ๒ ความเป็นมา ของพระคุณานันทเถระ **ในทรรศนะของโรงเรียนอนุบาลฝันในฝันวิทยา** (หลับตาฝันเป็นตุเป็นตะ ตื่นขึ้นมาหาวหนึ่งที แล้วนำมาเล่าให้ฟังเป็นนิยายปรัมปราในรายการโรงเรียนอนุบาลฝันในฝันวิทยา ทางช่อง DMC ช่องนี้ช่องเดียว) เรื่องราวที่จะเล่าให้ฟังนี้เป็นเรื่องราวย้อนอดีตกาลในการมาเกิดของพระคุณานันทะ เพราะเหตุใดท่านจึงต้องมาเกิดในประเทศศรีลังกา ซึ่งน่าศึกษาอย่างยิ่ง ----------------------------------- **กำเนิดพระโพธิสัตว์** มนุษย์และสัตว์โลกทั้งหลายต่างต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏจักรของโลก บางชาติก็ได้เกิดเป็นมนุษย์ บางชาติก็ได้เกิดเป็นเทวดา เป็นพรหม ฯลฯ บางชาติพลาดพลั้งทำบาปอกุศลกรรมเข้าก็ไปเกิดในทุคติภูมิ เป็นสัตว์นรกบ้างเปรตบ้าง อสุรกายบ้าง สัตว์เดร็จฉานบ้าง วนเวียนอยู่อย่างนี้จนนับภพนับชาติไม่ถ้วน พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอุปมาให้ฟังว่า ในระหว่างที่เวียนว่ายตายเกิดต้องประสบแต่ความทุกข์ ทั้งทุกข์เพราะพลัดพรากจากของรัก ประสบสิ่งที่ไม่ชอบใจ และยังทุกข์เพราะเกิดแก่เจ็บตายอีกด้วย น้ำตาที่ต้องรินไหลเพราะความทุกข์ของแต่ละคนหากนำมารวมกันแล้วยังมากกว่าน้ำในมหาสมุทรทั้งสี่ กระดูกของแต่ละคนเฉพาะในชาติที่เกิดเป็นมนุษย์หากนำมากองรวมกันยังสูงกว่าขุนเขาเสียอีก" สัตว์โลกทั้งหลายต้องประสบกับความทุกข์อย่างแสนสาหัส เพราะการเวียนเกิดเวียนตายอย่างไม่ที่สิ้นสุดนี้ และพร้อมกับภพชาติที่ผ่านไป ก็สั่งสมความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับโลกและชีวิตไว้ชาติแล้วชาติเล่า ในบรรดาสัตว์โลกทั้งหลายนั้น ย่อมมีสัตว์โลกผู้สั่งสมปัญญามามาก เมื่อประสบเหตุการณ์สะดุดใจ จึงพลันได้คิดว่า "ที่แท้โลกก็คือคุกใบใหญ่นี่เอง เราและสัตว์โลกต่างก็ถูกจับขังให้เวียนว่ายตายเกิดอยู่ในโลกนี้ไม่รู้จักจบสิ้น เราจะต้องหาทางพาตัวเองออกไปจากคุกนี้ให้ได้" และผู้มีปัญญาเหล่านี้ยังมีความกรุณาต่อสัตว์โลกอีกด้วย จึงได้ตั้งความปรารถนาว่า "หากวันใดเราแหกคุกนี้ไปได้ เราจะไม่ไปคนเดียว แต่จะขนคนไปให้หมดโลก" ------------------------- ๑ ปุคคลสูตร พระสูตรและอรรถกถาแปล สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒๖ หน้า ๕๐๙ และ ๕๒๑ จากนั้นก็เร่งทำความเพียรสั่งสมความดีเรื่อยไป จึงได้เนมิตกนาม คือ นามตามคุณธรรมว่า "พระโพธิสัตว์"หมายถึง สัตว์ผู้มุ่งการตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพื่อการหลุดพ้นจากทุกข์ ------------------------------ **น้ำใจพระโพธิสัตว์** หากแม้ว่าจักรวาลอันกว้างใหญ่สุดประมาณนี้ มีถ่านเพลิงร้อนสุมคุระอุเต็มไปหมด หากแม้ว่าจักรวาลอันกว้างใหญ่สุดประมาณนี้ มีเปลวไฟลุกแดงเป็นพืดยาวเต็มไปหมด หากแม้ว่าจักรวาลอันกว้างใหญ่สุดประมาณนี้เต็มไปด้วยภูเขาเหล็กลุกเป็นไฟโพลงอยู่ไม่รู้ดับ และพื้นภูมิภาคตามระหว่างข้างๆ ชอกแห่งภูเขาเหล่านั้น เต็มไปด้วยน้ำทองแดงอันเดือดพลุ่งร้อนละลายเหลวอยู่เต็ม ผู้ใดที่มีใจองอาจที่จะเดินฝาบุกไปโดยเท้าเปล่าๆ ไปจนสุดหมื่นจักรวาล ผู้นั้นแหละจึงควรที่จะปรารถนาเป็นพระโพธิสัตว์ ผู้ที่ปรารถนาพุทธภูมินั้น ย่อมบำเพ็ญธรรมหนักแน่นด้วยน้ำใจเด็ดเดียวมั่นคง ไม่ว่าจะเสวยพระชาติเป็นอะไรก็ตาม ย่อมประกอบกุศลธรรมไม่ย่อหย่อนหรือเบื่อหน่ายเลย แม้ใครจะคิดทดลองด้วยอุบายใดๆ เพื่อให้พระโพธิสัตว์เปลี่ยนใจจากการกระทำกุศลธรรม ย่อมสำเร็จ ได้โดยยาก ---------------------------- **อัธยาศัยพระโพธิสัตว์** ๑. เนกขัมมัชฌาสัย พอใจที่จะออกบวช ทำตนห่างไกลจากกามคุณ รักเพศบรรพชิตเป็นยิ่งนัก ๒. วิเวกัชฌาสัย พอใจอยู่ในที่เงียบสงัดวิเวกผู้เดียวเป็นยิ่งนัก ๓. อโลภัชฌาสัย พอใจบริจาคทานเป็นยิ่งนัก สละความโลภและความตระหนี่ ๔. อโทสัชฌาสัย พอใจในความไม่โกรธ เจริญเมตตาแก่สัตว์ทั้งปวงเป็นยิ่งนัก ๕. อโมหัชฌาสัย พอใจในการพิจารณาสิ่งที่เป็นคุณและโทษ ไม่เป็นคนหลงงมงาย ชอบคบค้าสมาคมกับเหล่าบัณฑิตผู้มีสติปัญญาเป็นยิ่งนัก ๖. นิสสรณัชฌาสัย พอใจที่จะสลัดตนออกจากภพไม่ยินดีในการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสาร ต้องประสงค์พระนิพพานเป็นยิ่งนัก --------------------------- **ประเภทพระโพธิสัตว์** ๑. อนิยตโพธิสัตว์ คือ พระโพธิสัตว์ที่ยังไม่ได้รับการพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าองค์ก่อน จึงยังไม่แน่ว่าจะได้เป็นพระพุทธเจ้า เป็นเพียงแต่ตั้งใจจะสร้างบารมีเพื่อเป็นพระพุทธเจ้าเท่านั้น ถึงแม้จะมีน้ำใจเด็ดเดี่ยว ปรารถนามาเป็นเวลาช้านานหลายอสงไขยแล้วก็ตาม ๒. นิยตโพธิสัตว์ คือ พระโพธิสัตว์ที่ได้รับการพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าองค์ก่อนแล้ว ย่อมเที่ยงแท้แน่นอนว่าจะได้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งการจะได้รับพยากรณ์จากพระพุทธเจ้านั้นต้องประกอบด้วยธรรมสโมธาน ๘ ประการ ดังนี้ ๑. เกิดเป็นมนุษย์ ๒. เกิดเป็นเพศชาย ๓. มีบารมีสมบูรณ์ พร้อมที่จะบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ในชาตินั้นได้ คือ ถ้าต้องการเป็นพระอรหันต์เมื่อใดก็เป็นได้เมื่อนั้น ถ้าปรารถนา ๔. ได้พบพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้บำเพ็ญกุศลใหญ่แล้วตั้งความปรารถนาเฉพาะพระพักตร์ของพระบรมศาสดา ๕. เป็นนักบวชในพระพุทธศาสนาหรือภายนอกพระพุทธศาสนาอย่างใดอย่างหนึ่งที่เป็นสัมมาทิฏฐิ ๖. มีคุณวิเศษ คือ อภิญญาสมาบัติ อันเชี่ยวชาญเกินคนธรรมดาสามัญ ๗. เคยประกอบกุศลกรรมที่ยิ่งยวดอย่างใดอย่างหนึ่งถึงขั้นสละชีวิต ๘. มีความรักและพอใจในพุทธภูมิอย่างแรงกล้าไม่เสื่อมคลาย ไม่ถอยกลับ ไม่ปรารถนาเป็นอย่างอื่น -------------------------------- **ดุสิตบุรีสถานที่ประชุมรวมของเหล่าพระโพธิสัตว์** ในระหว่างการบำเพ็ญบารมีของเหล่าพระโพธิสัตว์เพื่อจะตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น ท่านมีที่พักระหว่างทางอันเป็นสถานที่ประชุมรวมกัน คือ สวรรค์ชั้นดุสิต หรือ ดุสิตบุรี ซึ่งเป็นสวรค์ชั้นที่ ๔ ในจำนวน ๖ ชั้น โครงสร้างของสวรรค์ชั้นดุสิตนี้ มีวิมานของท้าวสันดุสิต ซึ่งเป็นผู้ปกครองภพอยู่ ณ ศูนย์กลางของสวรรค์บนสวรรค์แบ่งพื้นที่ออกเป็น ๔ เขต วนโดยรอบวิมานของท้าวสันดุสิต ดังนี้ เขตที่ ๑ เป็นที่อยู่ของพระอริยเจ้า ได้แก่ พระโสดาบันพระสกิทาคามี เขตที่ ๒ เป็นที่อยู่ของนิยตโพธิสัตว์ เขตที่ ๓ เป็นที่อยู่ของอนิยตโพธิสัตว์ เขตที่ ๔ เป็นที่อยู่ของผู้ที่สั่งสมบุญกุศลไว้มากโดยทั่วไป และมีกำลังบุญมากพอที่จะได้อยู่บนสวรรค์ชั้นดุสิตนี้ ------------------------------ **เหตุที่สวรรค์ชั้นดุสิตเป็นที่ประชุมรวมของเหล่าพระโพธิสัตว์** สวรรค์ชั้นดุสิตมีความพิเศษ คือ เป็นที่อยู่ของเหล่าพระโพธิสัตว์จำนวนมากที่จะตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในอนาคต และยังเป็นที่อยู่ของเหล่าเทพบุตรที่สร้างบารมีเพื่อความเป็นพระสาวกที่จะติดตามพระโพธิสัตว์มาตรัสรู้ในอนาคต ท่านเหล่านี้ล้วนตั้งความปรารถนาที่จะได้มาบังเกิดบนสวรรค์ชั้นดุสิต ทั้งที่ความจริงแล้วท่านเหล่านี้มีกำลังบุญบารมีที่สั่งสมมามาก สามารถตั้งความปรารถนาจะไปบังเกิดในสวรรค์ชั้นใดก็ได้ แต่ที่ท่านเลือกสวรรค์ชั้นนี้มีเหตุ ๓ ประการ คือ ๑. อายุทิพย์ของเทวดาบนสวรรค์ชั้นดุสิตนี้ไม่มากเกินไปและไม่น้อยเกินไป พอเหมาะพอดีสำหรับการเสวยทิพยสมบัติ จากนั้นก็จะต้องจุติลงมาสร้างบารมีต่อ ๒. พระโพธิสัตว์สามารถจุติลงมาเกิดได้ตามที่ใจปรารถนา หมายความว่า โดยปกติแล้วเทวดาจะมีเหตุแห่งการจุติได้หลายประการ เช่น หมดบุญ หมดอายุขัย จุติเพราะความโกรธ เป็นต้น แต่พระโพธิสัตว์ทั้งหลายในสวรรค์ชั้นดุสิตนี้ เมื่อจะจุติลงมาสร้างบารมี หรือจะมาบังเกิดเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็จะนั่งทำสมาธิ แล้วอธิษฐานจิต ก็สามารถดับวูบลงมาเกิดได้ สิ่งนี้เป็นสิ่งที่อยู่เหนือกฎเกณฑ์ธรรมชาติ ๓. พระโพธิสัตว์ได้สนทนาธรรมตามอัธยาศัยของเหล่าบัณฑิตทั้งหลาย เนื่องจากสวรรค์ชั้นนี้มีแต่บัณฑิตและพระโพธิสัตว์ที่มีอัธยาศัยคล้ายคลึงกันในการที่จะฝึกฝนตนเองและรื้อสัตว์ขนสัตว์ไปสู่ฝั่งพระนิพพาน เมื่อมาประชุมกันก็จะได้สนทนาธรรมกันในเรื่องเหล่านี้ ซึ่งจะนำความปลาบปลื้มใจมาสู่ผู้ที่ได้สนทนา ----------------------------- **พระคุณานันทโพธิสัตว์** การจะตรัสรู้ธรรมเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้นั้นจะต้องสั่งสมบ่มบารมีมานับภพนับชาติไม่ถ้วน แต่ละภพแต่ละชาติที่เกิดมาต้องสร้างบารมีชนิดเอาชีวิตเป็นเดิมพันดังเช่น "พระคุณานันทเถระ" ผู้กอบกู้พระพุทธศาสนาในศรีลังกาให้กลับฟื้นคืนมาอีกครั้ง การบังเกิดขึ้นของท่านนั้นเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขแก่ชาวโลกทั้งมวล ชีวิตของท่านประดุจแสงสว่างที่ส่องนำทางชาวโลกที่กำลังตกอยู่ในความมืดบอดของห้วงอวิชชาความไม่รู้ตามความเป็นจริงของบุคคลเหล่านั้นจะนำไปสู่ความเสื่อมโดยที่ไม่มีผู้ใดรู้ตัวเลย แต่ด้วยดวงปัญญาอันบริสุทธิ์ประกอบกับมหากรุณาของท่านที่มีต่อมวลมนุษย์ความไม่รู้จริงเหล่านั้นจึงได้ถูกลบล้างให้มลายหายไป ดวงแก้วแห่งธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงได้เจิดจรัสขึ้นอีกครา นำพาสันติสุขให้บังเกิดขึ้น พระคุณานันทะ จึงได้ชื่อว่าเป็นผู้มีคุณปการอย่างยิ่งต่อพระพุทธศาสนา ผลงานของท่านเป็นสิ่งที่ยากจะหาใครกระทำได้ เพราะอยู่เหนือวิสัยของคนธรรมดาทั่วไป วิสัยของพระโพธิสัตว์เท่านั้นที่จะสามารถกระทำได้เช่นนี้ฐานะของท่านจึงมิใช่เพียงพระภิกษุธรรมดาสามัญ แต่เป็นฐานะของพระโพธิสัตว์ที่จุติลงมาเพื่อรื้อสัตว์ขนสัตว์นำพาสรรพชีวิตมุ่งสู่พระนิพพานโดยแท้ เนื้อหาต่อไปนี้ เป็นการกล่าวถึงความเป็นมาของพระคุณานันทโพธิสัตว์ ที่ไม่ปรากฏในบทความหรืองานเขียนใดๆ เป็นอัตชีวประวัติที่เป็นอสาธารณะ ไม่ทั่วไปแก่บุคคลทั้งหลาย เนื้อหาในส่วนนี้เป็นอีกทรรศนะหนึ่งของโรงเรียนอนุบาลฝันในฝันวิทยา ซึ่งคุณครูไม่ใหญ่เมตตานำมาถ่ายทอดให้แก่นักเรียนทุกคน เรื่องราวความเป็นมาของพระคุณานันทโพธิสัตว์ก่อนที่จะมาบังเกิดในมนุษยโลก เป็นเหตุการณ์ที่สอดคล้องกับหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของศรีลังกาในขณะนั้น ซึ่งเมื่อได้ศึกษาถึงทรรศนะของคุณครูไม่ใหญ่แล้ว ย่อมยังผลให้เกิดความเข้าใจได้ชัดเจนมากขึ้น นอกจากนี้ยังก่อให้เกิดความรักในพระพุทธศาสนาเกิดแรงบันดาลใจในการที่จะปกป้องและรักษาพระพุทธศาสนาให้ดำรงคงอยู่เป็นที่พึ่งแก่มวลมนุษยชาติไปตราบนานเท่านานอีกด้วย -------------------------------- ประเทศศรีลังกา **สถานการณ์พระพุทธศาสนาในศรีลังกา** กาลครั้งหนึ่ง เมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว ณ ประเทศศรีลังกา ซึ่งมีภูมิประเทศเป็นเกาะมีน้ำล้อมรอบ เป็นดินแดนที่พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองมาก ทั้งมนุษย์และเทวดาทั้งหลายล้วนมีความปลื้มปีติใจที่ได้สร้างบุญใหญ่ในดินแดนพระพุทธศาสนาแห่งนี้ และได้มีโอกาสเรียนรู้ธรรมะ ได้ฟังธรรมจากสาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ต่อมาภายหลัง พระพุทธศาสนาอ่อนแอลงไปมากเนื่องจากพุทธบริษัท ๕ ไม่ค่อยให้ความสนใจเหมือนดังแต่ก่อน กลับไปให้ความสำคัญกับสิ่งอื่นมากกว่าคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งสถานการณ์เช่นนี้ถือว่าเป็นศึกภายใน ส่วนศึกภายนอกก็คือการรุกรานจากต่างชาติในรูปแบบต่างๆ ซึ่งมาพร้อมกับการเผยแผ่คำสอนจากศาสนิกอื่นที่เริ่มแทรกแซงเข้ามาเรื่อยๆ จนกระทั่งพระพุทธศาสนาอ่อนแอลงทุกขณะ เหล่าเทวดาที่ดูแลรักษาพระพุทธศาสนาในประเทศศรีลังกา ซึ่งก็คืออดีตมนุษย์ที่เป็นพุทธศาสนิกชนเดิม ที่เมื่อละโลกไปแล้ว ส่วนหนึ่งได้มาเกิดเป็นเทวดาอยู่ ณ ถิ่นฐานบ้านเดิมของตน ได้มองเห็นเหตุการณ์ในปัจจุบันและเหตุการณ์ในอนาคตด้วยทิพยจักษุ ถึงความที่พุทธศาสนากำลังจะสูญสิ้นไปจากดินแดนแห่งนี้ แล้วเกิดความรู้สึกว่าหากปล่อยให้สถานการณ์เป็นไปอย่างนี้ พุทธศาสนาก็คงจะย่ำแย่ ต่อไปในอนาคตบ้านเมืองจะต้องถูกปกครองโดยชาวต่างชาติที่มีความเชื่ออย่างอื่น ซึ่งจะไม่เป็นผลดีต่อชาวศรีลังกา เมื่อเทวดาเหล่านั้นเห็นถึงอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับพระพุทธศาสนา จึงส่งเรื่องไปกราบทูลท้าวจาตุมหาราช โดยการฝากข้อความกันไปเป็นทอดๆ จากกุมเทวาบอกรุกขเทวาจากรุกขเทวาบอกอากาสเทวา อากาสเทวาขึ้นไปถึงสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา แล้วเข้าไปรายงานท้าวจาตุมหาราช ซึ่งท่านเป็นพุทธศาสนิกชน ให้ทราบถึงเรื่องราวสถานการณ์เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาในเกาะศรีลังกา ท้าวจาตุมหาราชเมื่อรับทราบแล้ว ก็นำเรื่องราวทั้งหมดเข้าสู่เทวสมาคมบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เทวสมาคมเป็นที่ชุมนุมของชาวสวรรค์ ซึ่งจะมาประชุมพร้อมกันในวันพระ ที่ประชุมได้หารือกันถึงสถานการณ์ของพระพุทธ-ศาสนาในประเทศศรีลังกาที่กำลังจะย่ำแย่ และหาวิธีการแก้ไขว่า ควรจะทำอย่างไรกันดี ในที่สุดจึงได้ข้อสรุปว่า เราจะต้องไปอาราธนาพระโพธิสัตว์เทวบุตรให้ลงไปบังเกิดในเมืองมนุษย์เพื่อแก้ไขเหตุการณ์ในครั้งนี้ ท้าวสักกเทวราชรับมติในที่ประชุมแล้ว จึงคอยวันเวลาที่จะมีเทวดาจากสวรรค์ชั้นดุสิตลงมากราบไหว้พระธาตุจุฬามณี จนกระทั่งวันหนึ่งเทวดาจากสวรค์ชั้นดุสิตก็ลงมาบูชาพระธาตุจุฬามณี ท้าวสักกเทวราชเห็นเช่นนั้นก็ทราบได้ทันที เนื่องจากมีความคุ้นเคยอยู่แล้วว่า เทวดาที่มีรัศมีกายสว่างเพียงนี้ ควรจะเป็นเทวดาที่อยู่บนสวรรค์ชั้นใด จึงฝากข้อความแก่เทวดาองค์นั้นไปถึงท้าวสันดุสิต ซึ่งเป็นผู้ปกครองภพสวรรค์ชั้นดุสิต เทพบุตรที่รับฝากข้อความก็รีบนำความนั้นไปกราบทูลให้ท้าวสันดุสิตรับทราบทันที เหตุที่ต้องเป็นสวรรค์ชั้นดุสิต ทั้งๆ ที่สวรรค์มีถึง ๖ ชั้น ก็เพราะสวรรค์ชั้นนี้เป็นที่ชุมนุมของพระบรมโพธิสัตว์ทั้งหลาย โดยเฉพาะนิยตโพธิสัตว์ ผู้ปรารถนาจะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในอนาคตกาลภายภาคเบื้องหน้า ท้าวสันดุสิตเมื่อทราบแล้ว ก็เรียกประชุมเทวสมาคมเป็นกรณีพิเศษ โดยมีหัวข้อการประชุม คือ เรื่องราวที่รับฝากมาจากท้าวสักกเทวราชถึงความเป็นไปของพระพุทธศาสนาในศรีลังกา ที่ประชุมได้หารือกันว่า ในเทวสมาคมชั้นดุสิตบุรีนี้ เทพบุตรองค์ใดจะรับอาสาลงไปกู้วิกฤติในครั้งนี้ การประชุมเพื่อเป็นหาผู้รับอาสาเช่นนี้ ถือเป็นเรื่องปกติของสวรรค์ชั้นดุสิต ซึ่งเป็นชั้นของบรมโพธิสัตว์ ในครั้งนั้น มีเทวบุตรองค์หนึ่งรับอาสา ท่านพนมมือขึ้นหันไปทางท้าวสันดุสิต แล้วจรดใจไปถึงท้าวสันดุสิตซึ่งเป็นประธานที่ประชุม รัศมีกายของเทวบุตรองค์นั้นได้สว่างวาบๆ ขึ้นมา ทำให้สายตาของชาวสวรรค์มองไปที่เทวบุตรองค์นี้ ท่านเป็นนิยตโพธิสัตว์ ผู้ปรารถนาจะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประเภทปัญญาธิกพุทธเจ้า สมบูรณ์ไปด้วยดวงปัญญา มีรัศมีสว่างไสว มีวิมานที่สวยงาม ใสเป็นแก้ว แตกต่างจากวิมานทองของเทวบุตรอื่น เหตุที่วิมานใสเป็นแก้วนั้นก็เพราะว่าท่านสร้างบารมีมามาก วิมานของท่านอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ โดยถือเอาเขาพระสุเมรเป็นเกณฑ์ คืออยู่ทางทิศใต้ ค่อนไปทางตะวันตกเล็กน้อย อยู่ในทิศเดียวกันกับชมพูทวีป ซึ่งเป็นทิศที่นิยตโพธิสัตว์อยู่ ขณะที่ท่านเปล่งวาจารับอาสา เสียงของท่านจะดังไปทั่วถึงหมดทั้งเทวสมาคม เหล่าเทวดาทั้งหมดต่างก็ประคองอัญชลี แล้วอนุโมทนาสาธุการลั่นเทวสภา จากนั้นท่านก็กลับไปยังวิมานของท่านเพื่อไปทำสมาธิ พอสมาธิถึงจุดจุดหนึ่งก็อธิษฐานจิตเพื่อจุติลงมาเกิดที่เกาะศรีลังกานี้เอง เทวบุตรองค์นี้ก็คือ "คุณานันทภิกขุ" วีรบุรุษแห่งกองทัพธรรม ผู้กอบกู้พระพุทธศาสนาในศรีลังกา ท่านสร้างบารมีโดยเอาชีวิตเป็นเดิมพัน เมื่อท่านปฏิบัติภารกิจเสร็จเรียบร้อย กวาดล้างเสี้ยนหนามของพระพุทธศาสนาให้หมดจากแผ่นดินศรีลังกาไปได้แล้ว เมื่อถึงเวลาละโลกท่านก็เดินทางออกจากกายมนุษย์ มีบริวารอันเกิดจากบุญของท่านมารอรับเป็นจำนวนมาก รวมทั้งเทวดาทั้งหลายที่ไม่ใช่บริวารก็มารับท่านกลับไปยังวิมานแก้วในดุสิตบุรีด้วยความปลื้มปีติเบิกบาน ขณะนี้ท่านกำลังนั่งระลึกนึกถึงผลบุญที่ได้กระทำไว้ด้วยใจที่ปลื้มปีติ ท่านนั่งห้อยเท้าข้างหนึ่งอย่างเพลินๆ สบายๆ อยู่บนรัตนบัลลังก์ตรงกลางวิมาน ท่ามกลางหมู่บริวาร และเมื่อท่านรู้ว่า ได้มีการสนทนาเกี่ยวกับเรื่องราวของท่านในเมืองมนุษย์ ท่านก็มีใจอนุโมทนาชื่นชมยินดีกับบุคคลเหล่านั้นด้วยทุกครั้ง