ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

บทที่ 3 มักกะลีผล นารีผล

หลวงพ่อธัมมชโย · มักกะลีผล นารีผล

PDF
บทที่ ๓ มักกะลีผล นารีผล *ต้นมักกะลีผล* มักกะลีผลเป็นต้นไม้ทิพย์ในป่าหิมพานต์ ซึ่งเป็นที่นิยมยินดีของผู้เหาะเหินเดินอากาศได้ คือ ผู้มีฤทธิ์ ทั้งเทวดา คนธรรพ์ นักพรตสิทธา ฤๅษี ต้นไม้ทิพย์นี้จะขึ้นเป็นกลุ่มประปราย กระจัดกระจาย ท่ามกลางต้นไม้ต่างๆ อยู่ทั่วไปในป่าหิมพานต์ รอบๆ เขาพระสุเมรุ ลำต้นมีสีน้ำตาลทองเป็นเงาระยิบระยับสวยงาม ส่วนใบจะเป็นพุ่มสีทองแพรวพราว เมื่อถึงฤดูกาลจะมีมักกะลีผลห้อยอยู่เต็มไปหมด ใน ๑ ปี ต้นมักกะลีผลจะออกดอกออกผลเพียงครั้งเดียว ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ไม่นานเท่าไร เริ่มตั้งแต่ผลิดอกตูมจนกระทั่งเป็นดอกบานนั้นใช้เวลา ๑ เดือนของสวรรค์ จากดอกบานจนกลายเป็นนารีผลก็ใช้เวลาอีก ๑ เดือน ส่วนอีก ๑ เดือนที่เหลือเป็นช่วงที่มักกะลีผลจะหลุดจากขั้ว ซึ่งแต่ละผลจะหลุดจากขั้วไม่พร้อมกัน และเมื่อผลหลุดจากขั้วลงมาแล้ว จะคงสภาพอยู่ได้เพียง ๗ วันสวรรค์เท่านั้น เมื่อเทียบเวลาบนสวรรค์ชั้นนี้กับเวลาบนโลกมนุษย์ เวลา ๕๐ ปีในเมืองมนุษย์จะเท่ากับ ๑ วันของเขา ถ้า ๗ วันบนสวรรค์ก็จะเท่ากับ ๓๕๐ ปีในเมืองมนุษย์ นับจากที่ต้นมักกะลีผลผลิดอกตูม ๑ เดือน ก็คือ ๑,๕๐๐ ปีมนุษย์ ต่อมา เริ่มเจริญเติบโตจากดอกกลายเป็นผลใช้เวลาอีก ๑ เดือน ก็รวมได้ ๓,๐๐๐ ปีมนุษย์ กว่าที่ผลจะสุกงอมได้ที่ต้องรอ ไปอีก ๑,๕๐๐ ปีมนุษย์ รวมทั้งหมดประมาณ ๔,๕๐๐ ปี *หอมหวนชวนเชย* ยามที่มักกะลีผลผลิจากขั้วตูมๆ นั้น จะมีกลิ่นหอมหวนชวนรัญจวนใจ เมื่อเริ่มแย้มบานจะทวีความหอมมากยิ่งขึ้น และในยามที่ดอกบานเต็มที่ ก็จะส่งกลิ่นหอมฟุ้งจนกลบกลิ่นดอกไม้อื่นใดทั้งสิ้น มีแต่เพียงกลิ่นมักกะลีผลเท่านั้นที่หอมตลบอบอวลไปทั่วทั้งป่า ที่สำคัญคือ กลิ่นนี้เป็นความหอมอันแสนพิเศษ เป็นความหอมที่เย้ายวน เร้าใจ ชวนให้เกิดความกำหนัดยินดี ทำให้ผู้ที่ได้กลิ่นหอมนี้เกิดกามราคะได้ ต้นมักกะลีผลในป่าหิมพานต์ มีดอกซึ่งมีกลิ่นหอมแตกต่างจากกลิ่นหอมของดอกไม้ใดๆ ในโลกนี้ เป็นกลิ่นที่หอมเกินกว่ากลิ่นของดอกไม้ทุกชนิดบนโลกมนุษย์ ซึ่งความหอมหวนสุดพิเศษนี้จะชวนให้เกิดความกำหนัดยินดี ทำให้รู้สึกเคลิบเคลิ้ม อยากจะมีคู่รัก หากจะเปรียบกลิ่นดอกมักกะลีผลกับกลิ่นน้ำหอมใดๆในโลก แม้เป็นกลิ่นของน้ำหอมชั้นเลิศ ก็ไม่อาจเทียบเทียม ความหอมของดอกมักกะลีผลได้ เพราะมนุษย์ไม่สามารถทำน้ำหอมให้หอมได้ถึงขั้นนั้น แม้ดอกยังหอมถึงเพียงนี้ ก็ลองจินตนาการดูเถิดว่าผลจะหอมสักเพียงใด *ผู้สนใจมักกะลีผล* ยามดอกมักกะลีผลส่งกลิ่นหอมฟุ้งไปทั่ว ก็จะมีผู้สนใจกลิ่นอันแสนพิเศษนี้อย่างมากมาย แม้ว่าผู้ที่สนใจจะมี หลากหลายประเภท แต่ทั้งหมดต่างก็มุ่งมายังต้นมักกะลีผลด้วยความปีติยินดี และต่างล้วนมีความกำหนัดในกามเช่นเดียวกัน พวกที่มีฤทธิ์ก็เหาะกันมา เช่น พวกคนธรรพ์ทั้งชั้นสูง ชั้นกลาง ชั้นล่าง ที่ได้กลิ่นก็เหาะมายังต้นมักกะลีผล พวกวิทยาธรก็เหาะมา เทวดาพวกนี้สามารถเหาะได้โดยไม่ต้องมีปีก และไม่ได้เหาะแบบซูเปอร์แมน แต่เป็นการเหาะด้วยฤทธิ์ นักพรตสิทธา พวกนี้มีเวทมนตร์ มีคาถาอาคมต่างๆ เมื่อได้กลิ่นหอมอันเย้ายวนก็รู้สึกสนใจ เพราะว่ายังเป็นนักพรตที่มีตบะอ่อน หากมีตบะแก่กล้าก็จะสามารถอดทนต่อกลิ่นอันเย้ายวนนี้ได้และไม่สนใจ เนื่องจากไม่มีความกำหนัดในกาม ฤๅษีที่ขึ้นไปจากเมืองมนุษย์มีทั้งฤๅษีที่เป็นกายมนุษย์และที่เป็นกายละเอียด ฤๅษีที่เป็นกายมนุษย์ คือ ฤๅษีที่ได้ฌานสมาบัติ เป็นผู้มีฤทธิ์ จึงขึ้นไปได้ด้วยกายหยาบ ไม่ได้ถอดกายขึ้นไป เป็นการทำกายให้เบาเท่ากับใจ โดยเอากายและใจมารวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ให้ใจอยู่กับเนื้อกับตัว แล้วฝึกจนกระทั่งกายนั้นเบาเท่ากับใจ พอนึกจะไปที่ไหน ก็ไปได้ แต่ประเภทนี้จะเป็นฤๅษีที่ตบะยังอ่อน ยังปฏิบัติได้ไม่ถึงรูปฌาน แต่เขาจะมีวิชาที่เรียกว่า “จูฬคันธาระ” คือ การนั่งสมาธิจนได้แสงสว่าง แล้วจะต้องมีมนตร์ มีครู พอเขาท่องมนตร์ ครูก็จะมาช่วยทำให้เหาะได้ ฤๅษีที่เป็นกายละเอียด เมื่อได้กลิ่นหอมอันเย้ายวนใจก็จะตามขึ้นไป เพราะว่าตบะยังอ่อนอยู่ ยังไม่แก่กล้า ส่วนฤๅษีที่มีตบะแก่กล้านั้นจะไม่สนใจสิ่งเย้ายวน ตบะแก่กล้า หมายถึง การปฏิบัติธรรมจนได้รูปฌานสมาบัติ ซึ่งจะเลยความรู้สึกเรื่องกามราคะ คือ ไม่มีความยินดี ในสุขสัมผัสหรือกามสุขแบบชาวโลก แต่จะยินดีอยู่ในฌานสมาบัติ เพราะดับนิวรณ์ทั้ง ๕ ได้ ซึ่งไม่ใช่ว่ากามราคะ จะหมดสิ้นไป เพียงแค่ว่าระงับไว้ได้ชั่วคราว เปรียบได้กับการนำก้อนหินไปทับต้นหญ้า ดูผิวเผินอาจเข้าใจว่า ต้นหญ้าตายไปแล้ว แต่ความจริงคือต้นหญ้ายังไม่งอกขึ้นมาใหม่เท่านั้นเอง หากเรายกก้อนหินนั้นออก ต้นหญ้าก็จะเจริญงอกงามขึ้นมา แม้ฤๅษีที่มีตบะแก่กล้า อยู่ในฌานสมาบัติ ท่านจะไม่มีความรู้สึกยินดี แต่ท่านก็จะประมาทไม่ได้ *ล้อมรอลุ้น* ผู้ที่อยากได้มักกะลีผลเขามากันมากมาย มาเฝ้ารออยู่ที่โคนต้น คอยแหงนดู รอวันที่ผลไม้จะเปลี่ยนจากดอกกลายเป็นผลอันสุกงอม เฝ้าชะเง้อและชี้ชวนกันให้ดูว่า ดอกนั้นเป็นอย่างนี้ ดอกนี้เป็นอย่างนั้น ต่างรอคอยกันด้วยความชื่นชม บรรดาผู้ที่มาเฝ้ารอทั้งหลาย ต่างรอคอยกันด้วยใจระทึก เฝ้ารอวันที่ดอกมักกะลีจะกลายเป็นผลที่สุกงอม ระหว่างนี้ก็พูดคุยสนทนากันด้วยความเบิกบาน โดยไม่มีการขัดแย้งกันเลย เพราะผู้ที่มาเฝ้ารอนั้นต่างมีรสนิยมเดียวกัน เป็นพวกเดิม พวกเก่า ที่มาเฝ้ารอเก็บมักกะลีผลกันทุกปี ส่วนพวกที่เกิดใหม่ก็บอกต่อๆ และพากันมา บางพวก เช่น ฤๅษี ก็เฝ้าเล็งแลอยู่ในฌานว่า ดอกไม้ที่ตนรอคอยนั้นบานหรือยัง อย่าลืมว่าเวลา ๑,๕๐๐ ปี ที่ต้นมักกะลีผลจะเริ่มผลิดอกเป็นเวลานานมากสำหรับมนุษย์ มนุษย์ทั่วไปไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้นานถึงเพียงนั้น แต่ที่ ฤๅษีสามารถรอคอยได้ถึง ๑,๕๐๐ ปี ก็เพราะฤๅษีเป็นผู้มีอายุยืน หากได้ฌานสมาบัติแล้วอยู่ในฌาน ก็เรียกได้ว่าเป็นผู้ถือศีลกินลม ไม่ต้องใช้ข้าวปลาอาหารเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงร่างกาย สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยปีติ จึงมีอายุขัยยืนยาว ถ้าเมื่อใดที่มนุษย์ไม่ได้ใช้อาหารเป็นสิ่งหล่อเลี้ยงร่างกาย แต่ใช้ธรรมปีติ หรือปีติในฌาน เป็นสิ่งหล่อเลี้ยงร่างกายแล้ว อายุของมนุษย์ก็จะยืนยาว มีคลื่นหัวใจที่สงบ ราบเรียบ ไม่มีขึ้น ไม่มีลง ดังนั้น ในปัจจุบันที่มีผู้กล่าวว่า การดื่มไวน์ในปริมาณที่พอเหมาะจะช่วยป้องกันการเป็นโรคหัวใจ เพราะว่าไวน์จะทำให้หัวใจมีการสูบฉีดโลหิตได้ดีขึ้น หรือการเล่นการพนัน การไปสนามม้า เพื่อให้เกิดความสนุกลุ้นระทึก ตื่นเต้น โดยอ้างว่าเป็นการช่วยให้เลือดลมสูบฉีดได้ดีขึ้น แล้วจะทำให้มีโอกาสเป็นโรคหัวใจลดลง มีอายุยืนยาวขึ้น คำกล่าวในลักษณะนี้จึงไม่เป็นความจริง เพราะการจะมีอายุขัยยืนยาว คลื่นหัวใจจะต้องราบเรียบ สงบนิ่ง วันใดที่มนุษย์ไม่ต้องรับประทานอาหารหยาบ ร่างกายสามารถดำรงอยู่ได้ด้วยการถือศีลกินลมอย่างนั้น มนุษย์จึงจะมีอายุยืน *ปัญจสาขา* เมื่อเข้าเดือนที่ ๒ กลีบดอกก็เริ่มหลุดร่วง เผยให้เห็นผลภายใน คนธรรพ์ วิทยาธร เทวดา ที่มาเฝ้ารอนั้น ต่างก็ ชี้ชวนและพูดคุยกันว่า “โอ้ นั่นเกือบจะมีผลแล้ว” บ้างก็ว่า “ดูสิ นั่นผลิออกมาเป็นปัญจสาขาแล้ว” ปัญจสาขา คือ มีลักษณะเป็น ๕ ปุ่ม แต่ละปุ่มพร้อมจะเติบโตกลายเป็นหัว เป็นแขน เป็นขา เหมือนเด็กทารกแรกเกิด โดยส่วนที่เป็นหัวจะอยู่ตรงขั้วซึ่งคล้ายกับขั้วของผลมังคุด แต่ประณีตสวยงามแบบรัดเกล้าของเทพธิดา ยามที่สายลมพัดมากระทบ ร่างนั้นก็จะปลิวลมไปมา หลับตาพริ้มตลอดเวลาเหมือนตุ๊กตา มักกะลีผลหลับตาพริ้ม แล้วก็เจริญเติบโตขึ้นเรื่อยๆ เท่ากับเด็กวัย ๑๐ ขวบ มีแสงเรืองๆ อยู่ที่ผิวกาย แล้วเจริญเติบโตเต็มวัยเป็นสาววัยแรกรุ่น เพียบพร้อมไปด้วยความงาม ที่มนุษย์และเทวดาต่างหลงใหลใฝ่หา ริมฝีปากสีชมพูเรื่อๆ ผิวพรรณนั้นงามดุจกลีบดอกบัว ผิวสีชมพู ขนสีทอง ผุดผ่องทั้งเรือนร่าง มีไออุ่น ละมุนละไม รูปร่างเหมือนเทพธิดา เพียงแต่ไม่มีชีวิตจิตใจเหมือนเทพธิดา เพราะเธอคือผลไม้ แม้ว่ามักกะลีผลจะเป็นผลไม้ แต่ผิวสัมผัสไม่กระด้างแบบที่เราสัมผัสลูกอิน ลูกจัน หรือลูกมะม่วง ความรู้สึกจะไม่ใช่แบบนั้น ผิวสัมผัสของมักกะลีผลจะทำให้เกิดสุขสัมผัส คือ เวลาสัมผัสแล้วจะมีความสุข และมักกะลีผลจะมีความหอมตรึงใจตลอดเวลา ต่างจากมนุษย์ ถ้ามนุษย์ไม่ได้แปรงฟัน ไม่ได้อาบน้ำ ไม่ได้สระผม หรือแม้จะอาบน้ำสระผมแต่ไม่ประแป้ง ไม่ชโลมด้วยของหอม ปล่อยให้เหงื่อออก ก็ย่อมมีกลิ่นอันสุดจะทน นารีผลสายพันธุ์นี้ไม่มีอวัยวะภายใน ไม่มีโครงกระดูก เป็นผลไม้สวรรค์ซึ่งข้างในมีธาตุสำเร็จที่หอมกรุ่น ต้องรอจนผลสุกงอมแล้วหล่นลงมาเองเท่านั้นจึงจะใช้ได้ เพราะฉะนั้นผู้ที่มาเฝ้ารอทั้งหลายก็จะรอคอยกันอย่างใจจดจ่อ ลุ้นระทึกว่า เมื่อไรผลจะหลุดจากขั้วสักที เมื่อมักกะลีผลเริ่มสุกเต็มต้น แต่ละผลจะมีรูปร่างใกล้เคียงกัน โดยมีความแตกต่างเพียงเล็กน้อยเหมือนผลไม้ สุกก็ไม่พร้อมกัน ใน ๑ เดือน จะทยอยสุก เริ่มสุกก็หมายความว่า ยังห่ามอยู่ ช่วงเวลานี้เองที่เป็นช่วงสำคัญที่สุดแห่งการรอคอย เพราะผู้รอคอยต่างเฝ้าคอยมาเป็นเวลายาวนานถึง ๓,๐๐๐ ปีมนุษย์ ดวงตาของผู้รอคอยทุกคู่จึงจ้องมองไปที่จุดหมายเดียวกัน ช่วงเวลานี้ ผู้เฝ้ารอคอยทั้งหมดต่างก็รู้สึกคึกคักกระปรี้กระเปร่าเป็นพิเศษ แววตาทุกคู่ฉายประกายแห่งความหวัง หัวใจทุกดวงเต็มเปี่ยมด้วยความใฝ่ฝันที่จะได้ครอบครอง มือทุกคู่ของผู้รอคอยพร้อมจะรองรับนารีผลไปเชยชมให้สมปรารถนา ในที่สุด นารีผลก็หล่นลงมา... ร่างอันงดงามค่อยๆ หลุดจากขั้วลงมาทีละผล... ทีละผล *ศึกชิงมักกะลีผล* เวลาผ่านไป การร่วงหล่นของมักกะลีผลก็ลดลง จำนวนมักกะลีผลน้อยลงไปเรื่อยๆ จนดูบางตา แต่จำนวนผู้ปรารถนาที่จะครอบครองมักกะลีผลนั้นกลับเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นเมื่อผลใดหล่นลงมา ก็จะได้รับความสนใจจากผู้รอคอย เป็นอย่างยิ่ง แต่ละครั้งที่มักกะลีผลหล่นลงมา ผู้รอคอยต่างไม่รอช้าที่จะเข้าไปรับ ซึ่งทุกท่านมีความคิดเหมือนกัน นั่นคือต้องการครอบครองมักกะลีผลแต่เพียงผู้เดียว เมื่อปริมาณความต้องการกับปริมาณของสิ่งที่ต้องการไม่สอดคล้องกัน การแย่งชิงสิ่งที่ต้องการจึงเกิดขึ้น ซึ่งแต่เดิมนั้น ผู้รอคอยต่างสมัครสมานเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ชี้ชวนกันชมดอกมักกะลีผล ต่อมาเมื่อมักกะลีผลสุกงอมร่วงหล่นจนเหลือน้อยลง ก็เริ่มมีการแย่งชิง โดยยังไม่ถึงขั้นทะเลาะกัน แต่เมื่อมักกะลีผลเหลือจำนวนน้อยลงไปอีก ช่วงนี้จึงเริ่มมีการทะเลาะเบาะแว้งจนถึงกับต้องต่อสู้กัน ตัวอย่างเช่น ทันทีที่นักพรตห่มกรัก หนึ่งในผู้เฝ้ารอ เห็นว่าผลไม้ที่ตนเฝ้ามาเนิ่นนานหล่นลงมาแล้ว ก็เหาะเข้าไปรับมักกะลีผลก่อนใคร แต่ฤๅษีที่ห่มหนังเสือก็คิดว่าตนมีสิทธิ์จะครอบครองมักกะลีผลเช่นกัน เมื่อเป็นเช่นนี้ การชิงรักหักสวาทจึงเริ่มขึ้น! ฤๅษีที่ห่มหนังเสือร่ายเวทแปลงร่างเป็นงูใหญ่สีทอง พุ่งไปโอบรัดนักพรตห่มกรัก ทำให้มักกะลีผลหล่นจากมือนักพรต แล้วฤๅษีในร่างงูก็รีบเข้าไปรับมักกะลีผลไว้ด้วยพังพาน แต่มีหรือที่นักพรตห่มกรักจะยอมแพ้ เขาแปลงกายเป็นนกอินทรีแล้วโฉบด้วยความเร็วเหนือเสียงไปยังงูใหญ่สีทอง เพื่อชิงมักกะลีผลที่อยู่บนพังพาน ทั้งสองต่อสู้กัน แต่งูใหญ่เสียเปรียบเพราะเป็นสัตว์ที่มีฤทธิ์น้อยกว่านกอินทรี เมื่อโดนกรงเล็บนกอินทรีเข้าก็ต้องยอมแพ้ ฤๅษีคลายมนตร์กลับคืนสู่ร่างเดิม โกรธหน้าดำหน้าแดงจนต้องจุติ (ตาย) การต่อสู้แย่งชิงที่ใต้ต้นมักกะลีผลนั้นมีหลากหลายรูปแบบ มีทั้งการต่อสู้แบบเดี่ยวและแบบกลุ่ม โดยแต่ละเหตุการณ์ที่ดำเนินไปล้วนมีความดุเดือดและน่าตื่นเต้นยิ่งกว่าหนังจีนกำลังภายใน หรือละครจักร ๆ วงศ์ ๆ อย่างเทียบกันไม่ได้ ยิ่งเวลาผ่านไป จำนวนมักกะลีผลก็ยิ่งลดน้อยลงเรื่อยๆ มักกะลีผลหล่นลงมาผลเดียวก็แห่ไปรับกันทั้งหมดเลย เมื่อเป็นเช่นนี้ การประลองฤทธิ์จึงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง อีกคู่หนึ่ง คือ วิทยาธรที่พาดหนังเสือกับนักพรตชุดขาว ซึ่งต่างฝ่ายต่างหมายจะชิงมักกะลีผลมาครองให้ได้ ไม่มีใครยอมกัน โดยทันทีที่มักกะลีผลหลุดลงมานั้น วิทยาธร เป็นฝ่ายที่รับไว้ได้ นักพรตชุดขาวจึงแปลงกายเป็นเหยี่ยวใหญ่เพื่อเข้าไปชิงมักกะลีผลจากวิทยาธร ส่วนวิทยาธรได้อุ้มมักกะลีผลแล้วก็รีบมุ่งหน้าสู่ถ้ำของตน โดยไม่ได้คิดเลยว่า จะมีใครตามมาข้างหลัง ในฉับพลัน! เหยี่ยวใหญ่ก็พุ่งมาเฉี่ยวโฉบมักกะลีผลจากวิทยาธรไปได้อย่างรวดเร็ว วิทยาธรจึงร่ายเวทเป็นเสือโคร่งบิน แล้วกระโจนเข้าใส่เหยี่ยวทันที ตะครุบเหยี่ยวด้วยกรงเล็บอันแหลมคม ทำให้มักกะลีผลหลุดจากกรงเล็บเหยี่ยว ขณะที่เหยี่ยวเสียหลักร่วงลงไป เสือโคร่งก็บินเข้าไปใช้แผ่นหลังของตนเข้ารองรับมักกะลีผลไว้ได้อย่างหวุดหวิด และรีบกลับไปยังถ้ำของตนให้เร็วที่สุด ฝ่ายเหยี่ยวใหญ่ เมื่อร่วงลงมาแล้วก็ไม่มีวันยอมแพ้เด็ดขาด นักพรตชุดขาวในร่างเหยี่ยวใหญ่จึงร่ายเวทแปลงร่างเป็นฝูงผึ้งบินตามเสือโคร่งไป ผึ้งทั้งฝูงบินอย่างรวดเร็วด้วยแรงปรารถนา เมื่อตามมาทันเสือโคร่งบินที่มีมักกะลีผลพาดอยู่บนกลางหลัง ก็รุมต่อยปล่อยพิษเข้าที่ใบหน้าเสือ เสือโคร่งสู้กับฝูงผึ้งไม่ได้ จึงกลับคืนสู่ร่างวิทยาธร แล้วร่ายเวทปล่อยเพลิงไฟพุ่งออกจากฝ่ามือทั้งสอง หมายจะเผาฝูงผึ้งให้มอดไหม้กลายเป็นจุณ ฝูงผึ้งนั้นแพ้ไฟจึงกลายร่างกลับคืนไปเป็นนักพรตชุดขาว ในพริบตาเดียว นักพรตชุดขาวก็ร่ายเวทปล่อยพลังน้ำจากฝ่ามือทั้งสองไปดับไฟ วิทยาธรจึงร่ายเวทเสกลมพายุออกจากฝ่ามือไปสู้กับพลังน้ำ เมื่อน้ำปะทะกับลมพายุก็ถูกพายุพัดแตกกระเซ็น นักพรตชุดขาวยังไม่ยอมแพ้ ร่ายเวทเป็นพายุหมุนที่ทวีอำนาจรุนแรงยิ่งขึ้น เมื่อพายุหมุนปะทะกับลมพายุ ลมธรรมดาย่อมพ่ายแพ้ลมพายุหมุน พายุหมุนทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น แล้วก็ดูดวิทยาธรที่พาดหนังเสือเข้าไปตีลังกาหมุนติ้วอยู่ในกลางพายุ ถึงกระนั้นวิทยาธรก็ยังร่ายเวทเสกพายุหมุนที่รุนแรงกว่า มาสู้กับพายุหมุนของนักพรตชุดขาว พายุหมุนต่อพายุหมุนก็เคลื่อนตัวเข้าปะทะกัน ต่างฝ่ายต่างทำอะไรกันไม่ได้ เพราะฝีมือเสมอกัน ซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างก็โกรธซึ่งกันและกัน พอความโกรธเพิ่มขึ้น หน้าก็เริ่มแดง โกรธหนักยิ่งขึ้นอีกก็เลยจุติด้วยกันทั้งคู่ ขณะที่นักพรตชุดขาวกับวิทยาธรประลองฤทธิ์กันอยู่นั้น มักกะลีผลก็หล่นลงมาเรื่อยๆ หล่นลงมาๆ จนกระทบกับพื้นสวรรค์ ทันทีที่กระทบพื้นก็เหี่ยวไปเลย ผู้หวังจะครอบครองมัวแต่ประลองฤทธิ์กัน พลันสิ่งที่ทั้งคู่ต้องการกลับมลายหายไป เราจะเห็นได้ว่า แค่ผลไม้เพียงผลเดียว เขาถึงกับยอมสละชีวิตต่อสู้แย่งชิงกัน ซึ่งการต่อสู้แย่งชิงนารีผลนั้น วิทยาธรเขาจะแย่งกับวิทยาธรด้วยกัน คนธรรพ์ก็จะแย่งกับคนธรรพ์ เขาจะไม่ข้ามสายกัน เพราะวิทยาธรมองว่า คนธรรพ์เหมือนเด็กๆ ถ้าวิทยาธรไปแย่งคนธรรพ์ก็เหมือนกับไปรังแกเด็ก เสียศักดิ์ศรี ส่วนคนธรรพ์ก็มองวิทยาธรเหมือนผู้อาวุโส จัดระดับกันด้วยฤทธิ์ เพราะฉะนั้นเขาจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกัน นี่ก็เป็นเรื่องสังคมชาวสวรรค์ เรื่องแย่งชิงผลไม้ ทำไมจึงกลายเป็นเรื่องใหญ่ ที่กลายเป็นเรื่องใหญ่ นั่นก็เพราะผู้หวังจะครอบครองผลไม้นั้น ยังหมกมุ่นอยู่กับเรื่องสุขสัมผัส ซึ่งเป็นลักษณะเดียวกับที่มนุษย์ยอมทุ่มชีวิต ยอมทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างเพื่อระบบ ปลายประสาท ซึ่งในพวกกายละเอียดเขาก็มีความรู้สึกสัมผัสคล้ายๆ กับปลายประสาทของมนุษย์อย่างนั้น แต่ ของเขาจะดีกว่า เพราะภายในเขาไม่มีอวัยวะ ไม่มีตับไตไส้พุง ไม่มีเส้นเลือด ไม่มีเส้นเอ็น เรื่องสุขสัมผัสนี้ เป็นเรื่องที่ติดกันไปถึงบนสวรรค์ ผู้รอคอยมักกะลีผลถึงกับยอมเสี่ยงตาย ยอมแลกชีวิตกับเรื่องสุขสัมผัสนี้ เมื่อมักกะลีผลลดจำนวนลงเรื่อยๆ หล่นลงมาเพียงผลเดียว แต่ขึ้นไปรับกันเป็นร้อย โดยทันทีที่อีกผลหนึ่งร่วงลงมา ก็มีนักพรตที่ใส่เสื้อแขนกระบอกสีดำสวมลูกประคำสีทองเข้ามารับผลไม้ผลนี้ไปได้ แต่วิทยาธรที่พาดผ้าสีขาว และวิทยาธรที่พาดผ้าสีกรัก ผู้เฝ้ารออยู่ด้วยนั้น ต่างก็ต้องการจะแย่งชิงมาเป็นของตน วิทยาธรที่พาดผ้าสีขาวจึงแปลงร่างเป็นเหยี่ยวสีน้ำเงินพุ่งเข้าใส่นักพรตที่ใส่เสื้อแขนกระบอกสีดำ เหยี่ยวบิน เข้าไปโฉบมักกะลีผลหลุดจากมือนักพรต วิทยาธรที่พาดผ้าสีกรักเห็นมักกะลีผลถูกเหยี่ยวโฉบไปจึงร่ายเวทแปลงกายเป็นหัสดีลิงค์ตัวใหญ่ ตัวเป็นนก หัวเป็นช้าง บินเฉี่ยวเข้าไปจู่โจมเหยี่ยวสีน้ำเงินจนมักกะลีผลหลุดจากกรงเล็บเหยี่ยว แล้วหัสดีลิงค์ก็นำมักกะลีผลกลับถ้ำของตน นักพรตที่ได้มักกะลีผลคนแรกเห็นแล้วก็ไม่ยอม ด้วยคิดว่า ตนนั้นไปถึงก่อน สมควรที่จะได้เป็นผู้ครอบครอง นักพรตจึงถอดประคำออกมาร่ายเวทแล้วแปลงกายเป็นสีหสกุณา คือ ราชสีห์ที่สวยงามแต่ดุร้าย มีปีกเหมือนนกขนสีน้ำตาลทอง ทั้งควบทั้งบิน กระโจนทะยานไล่ตามไปติดๆ เมื่อตามมาทันก็ต่อสู้กันเป็นพัลวัน และแล้วสีหสกุณาก็ชิงมักกะลีผลมาไว้บนหลังของตนได้ด้วยลีลาอันสง่างาม วิทยาธรที่พาดผ้าสีขาวเห็นเหตุการณ์ดังนั้น ก็รู้ทันทีว่า ตนสู้ไม่ได้ จึงร่ายเวทเรียกพวกวิทยาธรที่พาดผ้าสีขาวเหมือนกันให้มาช่วย คราวนี้มากันเป็นทีม จึงเกิดการสู้กันระหว่างสายวิชา วิทยาธรร่ายเวทกันเป็นหมู่เลย แปลงกายเป็นไกรสรสกุณา เหาะกันมาเป็นทีมเลย สีหสุกณาเห็นดังนั้น จึงเรียกพวกของตนมาบ้าง เพื่อกอบกู้ศักดิ์ศรีของสายวิชา เหล่าสีหสกุณาจึงต้องเจอกับหมู่ไกรสรสกุณาที่ไล่กวดเข้ามาล้อมพวกตนไว้ ซึ่งในขณะที่ชุลมุนกันอยู่ ก็มีวิทยาธรในร่างไกรสรสกุณาตนหนึ่งออกจากฝูงเพื่อมาชิงมักกะลีผล ไกรสรสกุณาตนนั้นปล่อยให้เพื่อนสู้กันไป แล้วตนก็รีบเข้าไปรับมักกะลีผลไว้ได้ เมื่อพวกพ้องเห็นดังนี้แล้ว ก็หมดอารมณ์ที่จะต่อสู้ในทันที ทีมไกรสรสกุณาพากันไล่กวดเพื่อนตนนั้น เพราะเพื่อนออกไปเดี่ยวๆ อย่างนั้นมันไม่ยุติธรรม ที่ไล่กวดตามเพื่อนไปนี้ ไม่ใช่เพื่อไปคุ้มกัน แต่ตามไปเพราะแต่ละตนก็อยากได้มักกะลีผลด้วย หัสดีลิงค์คืนร่างเป็นวิทยาธรที่พาดผ้าสีกรักดังเดิม แล้วรวมพวกรวมทีมมาอีกด้วยใจ ซึ่งทุกตนต่างก็พร้อมใจร่ายเวทแปลงกายเป็นต่อแตนฝูงใหญ่ซึ่งบินเร็วมาก บินไล่กวดไกรสรสกุณามาติดๆ ส่วนทีมไกรสรสกุณาก็ตามกวดเพื่อนไปโดยที่ไม่รู้เลยว่า ด้านหลังนั้น ต่อแตนกำลังตามมาอีกเป็นฝูง พอฝูงต่อแตนตามมาทัน ก็แยกย้ายกันโจมตีเข้าที่ใบหน้าของไกรสรสกุณา ซึ่งแม้ว่าจะมีเขี้ยวมีเล็บ แต่ก็ไม่รู้จะไปต่อสู้ตบตีกับต่อแตนอย่างไร ไม่รู้จะไปตีตรงไหน ฝูงต่อแตนส่วนหนึ่งก็โจมตีไกรสรสกุณา อีกส่วนหนึ่งบินไปแย่งชิงมักกะลีผลมาได้ ถึงเวลานี้ ก็เป็นเรื่องของการต่อสู้ระหว่างสายวิชากันแล้ว ซึ่งตอนนี้มี ๓ ก๊กที่กำลังสู้กันอยู่ ขณะที่ทีมไกรสรสกุณาทำท่าจะพ่ายแพ้ฝูงต่อแตนนั้น นักพรตก็ไม่ยอมแพ้ รวมทีมด้วยใจร่ายเวทเป็นพญานาค บังหวนควัน รีบไล่กวดตามไป ฝูงต่อแตนซึ่งกลัวพญานาคบังหวนควันก็ต้องยอมปล่อยมักกะลีผล จากนั้น เหตุการณ์ก็วนกลับไปคล้ายรูปแบบเดิม คือ พญานาคตัวหนึ่งปล่อยให้ทีมลุยกันต่อไป แต่ตนไม่รอช้า รีบพุ่งไปรับมักกะลีผลติดพังพานไปเลย ทีมที่เหลือก็ไล่กวดกันเหมือนเดิม กามภพก็เป็นอย่างนี้ ครู่เดียวก็เกิดการรวมพลังกันระหว่างวิทยาธรพาดผ้าสีขาวกับวิทยาธรพาดผ้าสีกรัก ๒ ก๊กมารวมกัน ซึ่งแต่เดิมสู้กัน ๓ ก๊ก ตอนนี้ยุบเหลือ ๒ ก๊กแล้ว วิทยาธรที่พาดผ้าสีขาวเริ่มร่ายเวทก่อน พอร่ายเวทเสร็จก็โยนผ้าสีขาวขึ้นไปในอากาศ ผ้านั้นได้กลายเป็นแหทองคำ ฝ่ายวิทยาธรที่พาดผ้าสีกรักก็ร่ายเวทเช่นกัน โยนผ้าสีกรักขึ้นไปในอากาศ ผ้านั้นได้กลายเป็นเชือกบ่วงบาศ จากนั้นทั้งแหทั้งบ่วงก็รัดพญานาคไว้เลย ทั้งรัดทั้งคลุมกันหนาแน่นจนกระทั่งพญานาคต้องปล่อยมักกะลีผลหล่นลงมา ในขณะที่มักกะลีผลกำลังร่วงลงมาเรื่อยๆ ก็มีฤาษีตนหนึ่งเหาะมารับไว้ได้ทัน แต่ทันใดนั้น วิทยาธรที่พาดผ้าสีกรักก็ได้เหาะตามมาด้วย ครั้นประเมินแล้วว่าคงจะไม่ทันฤๅษี จึงหยิบลูกประคำออกมาร่ายเวทเสกลมพายุออกมาจากฝ่ามือทั้งสองข้างให้พัดไปยังฤๅษี ผลก็คือ ฤๅษีกับมักกะลีผลต้องลมพายุจึงพลัดจากกันไปคนละทาง แล้วมักกะลีผลก็ค่อยๆ ร่วงลงมา ในที่สุด มักกะลีผลก็ตกถึงพื้น! ทันทีที่มักกะลีผลสัมผัสพื้น ผลก็ช้ำ เหี่ยว วิทยาธรที่พาดผ้าสีกรักตามมารับไม่ทันก็โกรธ ภาพที่เห็นคือ มักกะลีผล กำลังเหี่ยวและกำลังย่อขนาดเล็กลงไปเรื่อยๆ ฤๅษีเหาะตามไปเห็นภาพเดียวกัน ทั้งสองจึงยืนดูมักกะลีผลโดยหมดอารมณ์จะแย่งชิงกันอีกแล้ว มักกะลีผลค่อยๆ เหี่ยวและมีขนาดเล็กลงๆ จนในที่สุดก็หายไป ฤๅษีเกิดความรู้สึกปลงสังเวช เพราะได้เห็นแล้วว่า สิ่งที่แย่งกันนั้น ในที่สุดก็เป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็เสื่อมสลายหายไปในที่สุด ฤๅษีเห็นแล้วก็คิดได้ว่า เราควรจะกลับถ้ำไปนั่งสมาธิต่อดีกว่า จึงกลับไปนั่งหลับตาบำเพ็ญตบะ บำเพ็ญเพียรต่อ หมดอารมณ์เลย แต่หมดอารมณ์แค่ปีเดียว ปีหน้าค่อยว่ากันใหม่ อย่างนี้คือเบื่อชั่วคราว ไม่ใช่เบื่อถาวร แต่ก็ยังดี เพราะ ๑ วันสวรรค์เท่ากับ ๕๐ ปีในเมืองมนุษย์ ดังนั้น ก็นับเป็นเวลา ๑๘,๒๕๐ ปีในเมืองมนุษย์ที่ฤๅษีจะกลับไปบำเพ็ญตบะต่อ ซึ่งการกลับไปครั้งนี้ ภาพมักกะลีผลที่เหี่ยวเฉาก็ปรากฏชัดในญาณทัสนะตลอดเวลาเลย ส่วนนักพรตอีกตนหนึ่ง ยังปลงไม่ตก จึงกลับไปรอรับมักกะลีผลที่ต้นอีกครั้ง พวกวิทยาธรพาดผ้าสีกรักตามมาเห็นสภาพมักกะลีผลก็โกรธมาก แต่กลัวจุติจึงระงับความโกรธไว้ได้ เมื่อระงับไว้ได้จึงยังไม่จุติ เพียงแค่แก่ลงไปเท่านั้น ส่วนตนหนึ่งโกรธจัดจนหน้าดำหน้าแดง จึงต้องจุติลงไปเลย เหล่านักพรตที่ใส่เสื้อแขนกระบอกสีดำ สวมประคำทอง ก็โกรธมากเช่นเดียวกัน ระงับไม่ได้ก็จุติไปเป็นทีม หาก ระงับความโกรธไว้ได้ก็ไม่เป็นไร แต่หากระงับเกือบไม่ได้ สภาพของตนก็จะแก่ลงไปทันที พวกที่จุติแล้วก็ไปตามกรรมของตัว บ้างก็ไปลงนรก บ้างก็ไปเป็นเปรต บ้างก็เป็นอสุรกาย บ้างเป็นสัตว์เดรัจฉาน บ้างเป็นมนุษย์ บ้างกลับมาเกิดเป็นวิทยาธรอีก บ้างก็ไปเกิดบนสวรรค์ ตามกำลังบุญบาปที่ได้สั่งสมไว้ ส่วนมักกะลีผลที่อยู่บนต้นนั้น ก็ยังคงมีผู้เฝ้ารอต่อไป เมื่ออีกผลหนึ่งร่วงหล่นลงมา คนธรรพ์ชุดสีเหลืองพาดผ้าสีแดงเหาะมารับไว้ได้ แต่ก็ตามมาด้วยคนธรรพ์ชุดสีเขียวพาดผ้าสีส้ม คนธรรพ์กับคนธรรพ์เหาะตามกันไป คนธรรพ์ชุดสีเขียวไล่เหาะตามไปแย่งมักกะลีผลมาจากคนธรรพ์ชุดสีเหลือง ซึ่งคนธรรพ์ชุดเหลืองแทนที่จะขัดขวางกลับทำนิ่งเฉย เหมือนรูปปั้นที่ลอยอยู่กลางอากาศ เป็นเพราะว่าคนธรรพ์ชุดเขียวเขาร่ายเวทสะกดให้คนธรรพ์ชุดเหลืองขยับตัวไม่ได้นั่นเอง ซึ่งอย่างนี้นับว่าเป็นการร่ายเวทแบบเด็กๆ โดยคนธรรพ์ชุดเหลืองก็ได้แต่มองตามด้วยความเฉา เศร้า และเสียดายว่า ‘โอ้มักกะลีผลของเรา เขาเอาไปแล้ว’ แล้วมักกะลีผลอีกผลหนึ่งก็ร่วงหล่นลงมา ทันทีที่คนธรรพ์ชุดสีแดงเหาะมารับไปได้ คนธรรพ์ชุดสีเขียวก็ตรงเข้าไปแย่ง แล้วคนธรรพ์ชุดสีม่วงก็ตามไปแย่งด้วย มีการร่ายเวท เสกผ้า ดีดพิณเป็นมนตร์เรียกคชสีห์มาช่วยเสริมกำลัง ดีดพิณร่ายเวทนำวิชาของตนมาต่อสู้กันเพื่อแย่งชิงมักกะลีผล แล้วต่อจากนั้นเหตุการณ์ก็จะเป็นไปลักษณะเดิม คือ ต่อสู้แย่งชิงกันวุ่นวาย นี้เป็นศึกชิงมักกะลีผล ผลไม้ดังแห่งทวิภพ ซึ่งไม่น่าเชื่อว่า เพียงแค่ผลไม้จะแย่งกันอย่างจริงจัง โฉบชิงกันทั้งวัน แต่ผลก็ไม่ช้ำ ไม่มีรอยขีดข่วน เพราะถึงแม้จะแย่งกัน แต่เขาก็จะระวังไม่ให้มันช้ำเลย สู้กันไปสู้กันมาด้วยฤทธิ์ที่ดูเหมือนเรื่องเหลือเชื่อเกินจริง แต่เรื่องเหล่านี้ถือว่าเป็นวิทยาศาสตร์ทางใจ ซึ่งในช่วงแรกๆ นั้น เมื่อเหล่าคนธรรพ์ วิทยาธร รับมักกะลีผลได้แล้ว ต่างก็แวบไปยังเคหาของตน แต่เมื่อผลไม้เหลือน้อยลง พอรับได้แล้ว ยังไม่ทันแวบก็จะเกิดศึกชิงมักกะลีผล เช่นนี้ เพราะว่ามักกะลีผลจะเป็นของเฉพาะสำหรับผู้ที่เป็นเจ้าของเท่านั้น ผู้อื่นไม่สามารถเข้ามาเป็นเจ้าของร่วมกันได้ หากผู้ใดนำมักกะลีผลไปถึงเคหาของตนได้แล้ว ผู้อื่นก็จะไปแย่งชิงหรือก้าวล่วงเข้าไปในเขตนั้นไม่ได้ นี้เป็นกฎของสวรรค์ หากฝ่าฝืนข้ามล่วงเขตกันก็จะมีโทษ ก่อนมักกะลีผลจะหลุดจากขั้วนั้น จะยังไม่มีใครเหาะขึ้นไปเก็บ เพราะหากไปเก็บตอนนี้ ผลยังห่ามอยู่ ยังไม่สุก เมื่อสุกเต็มที่แล้วก็หลุดจากขั้วเอง ใบก็จะหล่นตามมาด้วย ตอนนี้ผู้ที่มาเฝ้ารอต่างก็มีหัวใจดวงเดียวกัน วันนี้สงบศึก ไม่รบกัน สายตาทุกคู่จ้องมองไปจุดเดียว เมื่อไรจะหลุดสักที ถ้าไม่ได้อยู่ใต้ต้นไม้นี้ เหตุการณ์จะเป็นอีกแบบหนึ่ง แต่พออยู่ใต้ต้นไม้นี้ จะไม่มีการขัดคอขัดใจกันเลย *อุ้มกลับวิมาน* ผู้ที่มาเฝ้าคอยทั้งหลาย เมื่อรอรับผลไม้ได้สำเร็จแล้ว ต่างก็อุ้มผลไม้เพื่อนำไปในวิมานของตน เวลาเราเห็นคนธรรพ์อุ้มผลไม้แบบนี้แล้วก็พอจะเข้าใจ แต่พอเห็นวิทยาธรมาอุ้มผลไม้แล้ว เริ่มจะไม่ค่อยเข้าใจ เพราะว่าวิทยาธรอยู่ในเพศเหมือนนักบวช แต่ทำไมยังมาเล่นตุ๊กตาผลไม้อย่างนี้ จึงจำเป็นต้องให้พวกเรารู้จักเขาว่า เขาไม่ใช่นักบวช แต่ว่าชอบเพศนี้ เพราะรู้สึกว่ามันปลอดโปร่ง เพราะฉะนั้น อย่าไปคิดอะไรมาก อุ้มผลไม้ก็เหมือนอุ้มแตงโม ชมพู่ มะม่วง ทุเรียน แต่ว่าผลไม้บนสวรรค์นั้นมีรูปร่างเป็นอย่างนี้เท่านั้นเอง บางคน บางตน บางท่านอุ้ม ๒ ผลก็มี ๓ ผลก็มี ตั้งใจจะเอาไปตุนไว้ คนธรรพ์และวิทยาธรไม่ได้เป็นเช่นนี้ไปเสียทั้งหมด บางกลุ่มเป็นผู้ที่มีความยินดีในกามรุนแรง บางกลุ่มก็เป็นผู้ที่พ้นแล้ว ไล่ระดับลดหลั่นกันลงมา เช่น บางกลุ่มยังเป็นผู้มีความยินดีในกามอยู่ แต่เห็นภัยในวัฏสงสารก็มาบวช หรือผู้กำลังจะหมดกรรมก็อยู่เป็นโสด บางกลุ่มก็พอใจที่จะมีสามีหรือมีภรรยาเพียงคนเดียว คือ รักเดียวใจเดียว พวกหลายใจประเภทรักหลายคนก็มี ถัดมาก็พวกที่ขอให้เป็นมนุษย์เท่านั้นเป็นใช้ได้ แต่ถ้าพวกที่มีกรรมก็จะมีความยินดีในเพศเดียวกัน ถ้ามีความกำหนัดยินดีในกามมากกว่านั้น ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นมนุษย์ จะเป็นสัตว์ก็ได้ ถ้ายิ่งไปกว่านั้นอีกก็คือ ไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งที่มีชีวิต จะเป็นสิ่งของก็ได้ ผลไม้มักกะลีผลนี้ก็ถือว่าเป็นสิ่งของชนิดหนึ่ง เป็นเรื่องที่น่าคิดเหมือนกันว่า ทำไมจึงมีต้นมักกะลีผลที่ป่าหิมพานต์ ต้นไม้นี้มีมาตั้งแต่เมื่อไร ใครเป็นผู้ปลูก ถ้าเราตอนกิ่งเอามาปลูกในเมืองมนุษย์บ้างจะเป็นอย่างไร ที่มีผลไม้ทำท่าสะอิ้งกายสุกงอมเต็มต้น ถามว่า ผลไม้นี้เราจะนำเมล็ดมาปลูกได้ไหม คำตอบก็คือ ไม่ได้ เพราะว่าต้นไม้นี้เป็นของทิพย์ ซึ่งมีเฉพาะในป่าหิมพานต์ ถ้าอยากไปเห็น ก็ต้องทำใจหยุดใจนิ่งกันให้ดีให้ใจใสๆ เมื่อมักกะลีผลที่สุกงอมร่วงลงมาจากต้น ผู้ที่รอรับได้แล้วก็จะไม่คุยกันเลย ต่างรีบเหาะกลับวิมานของตน นำกลับเคหาไปเลย เช่น ที่ถ้ำเงิน ถ้ำทอง ถ้ำแก้ว เป็นต้น คนธรรพ์ วิทยาธรทั้งหลาย เมื่อได้ผลไม้ทิพย์แล้วต่างก็อุ้มมักกะลีผลกลับวิมานของตน ถ้ำรัตนชาติสีแดงเป็นที่อยู่ของนักพรตชุดขาว นักพรตชุดดำอุ้มผลไม้มาที่แท่นรัตนชาติสีเขียว นักพรตห่มสีกรักอุ้มผลไม้มาที่แท่นสีม่วง นักพรตชุดดำใส่ลูกประคำสีทองมาที่ถ้ำทองแดง ฤๅษี วิทยาธร อุ้มนารีผลมาที่แท่นรัตนชาติสีส้ม ฤๅษีที่ห่มสีกรักมาที่ถ้ำสีฟ้า วิทยาธรห่มหนังเสืออุ้มมักกะลีผลมาที่แท่นทองคำ วิทยาธรที่พาดผ้าสีขาวอุ้มมักกะลีผลมาที่แท่นสีน้ำเงิน แท่นรัตนชาติเหล่านี้ หากมองด้วยสายตาจะคิดว่าผิวสัมผัสคงแข็งกระด้าง ไม่อ่อนนุ่ม แต่ความจริงแล้ว แท่นรัตนชาติเหล่านี้จะให้สัมผัสที่อ่อนนุ่มมาก เป็นความอ่อนนุ่มด้วยสัมผัสอันเป็นทิพย์ แตกต่างจากความอ่อนนุ่มในเมืองมนุษย์ แม้ว่าผิวภายนอกจะดูเงาวาวแบบรัตนชาติก็ตาม คนธรรพ์ วิทยาธร เมื่ออุ้มผลไม้ทิพย์มาวางที่แท่นของตนแล้ว ก็เพ่งพิจารณาผลไม้ *เสกชีวานารีผล* จากนั้น เขาจะต้องเติมวิญญาณเข้าไปก่อน เมื่อคนธรรพ์อุ้มมักกะลีผลมายังที่อยู่ของตนแล้วก็ค่อยๆ วางลงอย่างทะนุถนอม แผ่วเบานุ่มนวลราวกับผีเสื้อที่ค่อยๆ สัมผัสละอองเกสรดอกไม้ แผ่วเบาราวผีเสื้อที่โบยบินแล้วค่อยๆ โผไปเกาะกลีบดอกไม้อันบอบบางนุ่มนวลราวแพรไหมที่กำลังลอยลงมาจากอากาศ คนธรรพ์ยืนมองดูมักกะลีผลที่นอนหลับตาพริ้มอยู่ด้วยความรัญจวนใจ มองดูแล้วก็เกิดอารมณ์พิศวาสขึ้นมา จึงหยิบพิณขึ้นมาร่ายเวท ทันใดนั้นแสงสว่างได้บังเกิดขึ้น นารีผลลืมตาแล้วลุกขึ้นมาร่ายรำด้วยลีลาอันเร่าร้อน ชมดชม้อย ชม้ายชายตา พูดคุยเจรจา ร้องรำทำเพลง อีกท่านหนึ่ง อุ้มผลไม้มักกะลีผลมาวางบนแท่นแก้วสีม่วง ถอดลูกประคำออกมาร่ายเวท และโยนลูกประคำไปยังมักกะลีผล เกิดแสงสว่างขึ้น แล้วมักกะลีผลก็มีชีวิต ลุกขึ้นมาร่ายรำให้รู้สึกเร่าร้อนในทันที นักพรตใส่เสื้อแขนกระบอกสีดำ ใส่ลูกประคำทอง นำมักกะลีผลมาวางไว้บนแท่นแก้วสีทองแดง แล้วยืนมองร่างของเธอด้วยใจที่ชื่นบานยิ่งนัก นักพรตถอดลูกประคำทองออกมา ร่ายเวทแล้วเหวี่ยงไปยังมักกะลีผล แสงสว่างได้ เกิดขึ้น มักกะลีผลลืมตา และลุกขึ้นมาด้วยลีลายวนใจ ฤๅษีที่ห่มหนังเสืออุ้มมักกะลีผลไปที่เตียง วางลงอย่างแผ่วเบา ยืนมองด้วยใจที่ชื่นชมอยู่ครู่หนึ่งก็นำไม้เท้าทองมาร่ายเวท ซึ่งไม้เท้าทองคำนี้หนักมาก ผู้มีฤทธิ์เท่านั้นที่จะถือได้ ฤๅษีใช้ไม้เท้าเคาะไปที่ร่างของมักกะลีผล บัดดลแสงสว่างก็เกิดขึ้น แล้วเธอก็ลุกขึ้นร่ายรำในอีกลีลาหนึ่ง อีกท่านหนึ่ง ประคองมักกะลีผลมาวางอย่างละมุน หยิบไม้เท้าทองคำขึ้นมาชี้ไปที่ร่างมักกะลีผล ขยับไม้เท้าทองคำไปมา เพียงครู่เดียวก็มีแสงสว่างสาดส่องลงมาจากเบื้องบน แล้วมักกะลีผลก็พลันมีชีวิต อีกท่านหนึ่ง มีหนังเสือพาดบ่า เมื่อวางมักกะลีผลบนแท่นทองคำอย่างละมุนแล้ว ก็นำผ้าหนังเสือมาร่ายเวท จากนั้นจึงค่อยๆ ลูบผ้าหนังเสือผ่านร่างมักกะลีผล ฉับพลันแสงสว่างก็เกิดขึ้น ชีวิตใหม่บังเกิดขึ้นมา เป็นชีวิตที่ร่าเริง ลุกขึ้นมาในลีลาร่ายรำ อีกท่านหนึ่ง อุ้มมักกะลีผลมาวางอย่างละมุน จ้องมองมักกะลีผลด้วยอารมณ์อันเร่าร้อน แล้วหยิบผ้าสีขาวขึ้นมาร่ายเวท และโยนผ้าขึ้นไปแผ่อยู่เหนือร่างมักกะลีผล ปรากฏเป็นแสงสว่างคลุมร่างมักกะลีผลในทันใด แล้วชีวิตใหม่ก็บังเกิดขึ้น อีกท่านหนึ่ง วางมักกะลีผลที่นอนหลับตาพริ้มลง แล้วก็ร่ายเวท เป่า “พ่วง!” พร้อมกับปล่อยแสงออกจากมือ เหวี่ยงผ้าสีกรักไปที่มักกะลีผล แสงสว่างวาบเกิดขึ้น แล้วชีวิตใหม่ก็ลุกขึ้นร่ายรำในทันที เมื่อมักกะลีผลถูกเสกให้มีชีวิตด้วยวิธีการต่างๆ เธอก็ลืมตา ลุกขึ้นร่ายรำอย่างอ่อนช้อย สวยงาม ร้องเพลงไป ร่ายรำไป พูดคุยได้เหมือนมีชีวิตจิตใจคล้ายกับเทพธิดา จากเดิมที่มีกลิ่นกายหอมฟุ้งอยู่แล้ว เมื่อถูกเสกให้มีชีวิตผิวสีชมพูก็พลันเปล่งปลั่งขึ้นมา เป็นผิวที่นุ่มนวล มีไออุ่นมีรัศมีเรืองรอง มักกะลีผลร้องเพลงไป ร่ายรำไป เวลาหยุด ก็ซักถามพูดคุยด้วยถ้อยคำอันเป็นที่รัก ทำให้ผู้ที่อยู่ใกล้เกิดความรัญจวนใจเป็นอย่างยิ่ง ตัวอย่างที่เล่ามานี้ จะเห็นได้ว่า เขาเสกมักกะลีผลให้มีชีวิตด้วยวิธีการที่ไม่เหมือนกัน นั่นเป็นเพราะว่าเขาอยู่คนละสายวิชา มีหลายคนสงสัยว่า คนธรรพ์มีแฟนไหม ถ้ามีแฟนแล้ว ทำไมยังไปหามักกะลีผลอีก ก็ต้องถามกลับว่า แล้วมนุษย์เล่า แม้นมีแฟนแล้วก็ยังออกนอกบ้านไปหาแฟนใหม่ทำไมกัน คนธรรพ์เองก็เช่นเดียวกัน อย่าลืมว่า พวกนี้ก็คืออดีตมนุษย์ จึงยังมีการกระทำคล้ายมนุษย์อยู่ และมีหลากลีลา ถ้าเราอยากไปเห็นเองก็ต้อง ‘ฝันในฝัน’ กันให้เป็นก่อน ถ้าจะฝันในฝันให้เป็น ก็ต้องหยุดนิ่งเป็น ทำใจให้หยุด โดยใจจะต้องหยุดให้ถึงจุดที่ฝันได้ *ตกสวรรค์เพราะมัวเมา* ใน ๗ วันที่เหล่านักพรต คนธรรพ์ เก็บมักกะลีผลมานั้น มักกะลีผลจะยังคงความสดอยู่ แต่เมื่อผ่าน ๗ วันไปแล้ว มักกะลีผลจะเริ่มเหี่ยว ปกติผลที่หล่นจากต้นมายังพื้นจะช้ำและเหี่ยวเร็ว ร่วงหล่นมาไม่ทันไรก็แวบหาย แต่ผลที่หล่นลงมาแล้วไม่ตกพื้นจะเหี่ยวช้า เมื่อคนธรรพ์ไปรอรับมาก็ปลุกเสกด้วยเวทมนตร์ ปลุกเสกด้วยเวทมนตร์ นารีผลลุกทันใด ร่ายรำโหมคุไฟ ให้เร่าร้อนเพลิงโลกีย์ เสพสมจนสุขสม ถึงอารมณ์วิสัญญี (สลบ) หลับสนิทสมฤดี ตื่นอีกทีสลดใจ เมื่อคนธรรพ์เสพสุขแล้ว ก็หลับไปนานถึง ๓ เดือนสวรรค์ แต่เนื่องจากอารมณ์ของคนธรรพ์นั้นรุนแรงเป็นอย่างยิ่ง จึงส่งผลให้จุติ แม้จะยังไม่ทันตื่นก็วูบไปเกิดใหม่แล้ว คนธรรพ์จุติจากภพนั้น ส่วนมักกะลีผลก็เหี่ยวลงไปเรื่อยๆ นักพรตชุดขาว ตอนที่ไปรับมักกะลีผลนั้นยังเป็นหนุ่มอยู่ แต่หลังจากที่เสพสมจนสุขสมแล้วหลับไปเป็นเวลา ๓ เดือนสวรรค์ เมื่อตื่นขึ้นมาพลันก็ต้องสลดใจ เพราะพบว่า วัยของตนได้เปลี่ยนไป จากนักพรตหนุ่มกลายเป็นนักพรตชรา จากที่เคยมีเส้นผมสีดำ เมื่อหลับไป ๓ เดือน แล้วตื่นขึ้นมา กลับแก่ชราไปทันที ส่วนมักกะลีผลก็เหี่ยวลงเรื่อยๆ จนมลายหายไป นักพรตเห็นแล้วยิ่งสลดใจ จึงยิ่งแก่ขึ้นไปอีก เมื่อนักพรตเกิดความสลดใจมากเข้า จึงต้องจุติร่วงลงจากสวรรค์ทันที ส่วนฤๅษีที่ห่มหนังเสือ ในทำนองเดียวกัน เมื่อเสพสมจนสุขสม ถึงอารมณ์วิสัญญี หลับสนิทสมฤดี ตื่นอีกทีสลดใจ แต่ด้วยฤๅษีนั้นยังพอมีบุญอยู่บ้าง ท่านจึงยังไม่แก่ ทันทีที่ฤๅษีเห็นมักกะลีผลเหี่ยวเฉาลง ก็รู้สึกงุนงง และรู้สึกปลง ฝ่ายมักกะลีผลก็ยังเหี่ยวไปเรื่อยๆ ความงามของเธอไม่เหลือหลอ หมดสิ้นไปแล้ว แล้วเธอก็หายวับไปกับตา ฤๅษีปลงหนักเข้าจึงกลับไปทำสมาธิต่อ อิริยาบถสมาธิเป็นอิริยาบถของชีวิตที่ถูกต้อง ชีวิตที่สมบูรณ์ ชีวิตที่มีความอิ่ม ความพอแล้ว จะอยู่ในอิริยาบถนี้ ซึ่งเป็นอิริยาบถของผู้ที่มีชัยชนะ อุดมไปด้วยดวงปัญญา สว่างไสว ถ้าชีวิตของนักบวชอยู่ในอิริยาบถนี้ตลอดแล้วไม่ต้องห่วงเลย ชีวิตที่ถูกต้องนั้นเป็นอย่างนี้ *ข้อสอบฤาษี* เมื่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับมักกะลีผลเป็นเช่นนี้ ต้นมักกะลีจึงเปรียบเสมือนต้นไม้ข้อสอบให้ฤๅษีในเมืองมนุษย์ที่ได้ฌานสมาบัติตรวจสอบว่า ตนเองได้ฌานอ่อนหรือแก่ เป็นต้นไม้ข้อสอบ เพื่อทดสอบว่าผู้ใดจะสอบผ่านหรือไม่ หากผู้ที่มาทดสอบนั้นมีจิตยินดีในมักกะลีผล ก็แสดงได้ว่ายังสอบไม่ผ่าน เพราะทันทีที่มีความรู้สึกยินดี ตนก็ต้องร่วง ถ้าสอบผ่านจะต้องไม่มีความรู้สึกยินดี ถ้าฤๅษีที่จะมาวัดกำลังดูว่า ตนสอบผ่านหรือไม่นั้น เป็นฤๅษีที่มาจากเมืองมนุษย์ ซึ่งขึ้นไปด้วยกายหยาบ ไปด้วย ฌานสมาบัติ ขึ้นไปได้เพราะกายเบาเท่ากับวิสัยของใจ คือ เมื่อใจนึกถึงไหน กายก็ไปถึงนั่น หากฤๅษีเหล่านั้นต้องการไปเพื่อพิสูจน์ว่า ตนจะสอบผ่านไหม ผลการสอบก็คือ สอบตก หมดฤทธิ์ เหาะไม่ได้ จึงต้องร่วงลงมาจากสวรรค์เพราะเมื่อขึ้นไปแล้ว บรรดาฤๅษีก็ย่อมอดไม่ได้ที่จะสัมผัสความหอมของผลไม้สวรรค์ เพราะว่ามันเป็นความหอมหวนที่รัญจวนใจ ไม่เหมือนความหอมใดๆ ทั้งสิ้น ถึงแม้จะเป็นฤๅษีที่มีฌานสมาบัติ ผลการสอบของฤๅษีก็คือสอบตก ต้องร่วงลงมา แล้วก็วื้ดกลับไปที่เดิม ต้องไปเริ่มต้นนับหนึ่งกันใหม่ ส่วนฤๅษีที่เป็นกายละเอียดก็สอบไม่ผ่านเช่นเดียวกัน แม้เขาจะยังเหาะได้อยู่ แต่ว่าหมดฤทธิ์จึงต้องย้อนกลับไป ที่เดิม ต้องวื้ดกลับไปเมืองมนุษย์ ไปตั้งต้นนับหนึ่งกันใหม่ จากนั้นก็จะเหาะไม่ได้แล้ว เพราะฤทธิ์หมด ใช้ฤทธิ์อีกไม่ได้แล้ว เหมือนเครื่องบินน้ำมันหมด บินต่อไปไม่ได้ ตั้งต้นนับหนึ่งใหม่ ก็คือการกลับไปเริ่มต้นฝึกตนเองกันใหม่ เพราะฤๅษีเหล่านั้นรู้ผลแล้วว่า ตนยังสอบไม่ผ่าน ซึ่งกว่าฤๅษีเหล่านี้จะขึ้นมาบนสวรรค์ได้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องพร่ำเพียรฝึกวิชากันมานานแสนนาน แต่กลับสอบตก ด้วยเหตุ เพียงแค่ผลไม้ แต่จะว่าไปแล้ว ผลไม้ชนิดนี้ก็ไม่เหมือนผลไม้ที่ไหนเสียด้วย เพราะเป็นผลไม้ที่มีความหอมหวนอันสุดแสนพิเศษ และมีความสวยสดงดงามราวกับเทพธิดา บรรดาฤๅษีทั้งหลายที่ขึ้นมานี้ยังสอบไม่ผ่าน แล้วนักพรต วิทยาธร คนธรรพ์ จะสอบผ่านกันแค่ไหน เรื่องการสอบของสวรรค์นี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ แต่จัดเป็นเรื่องสำคัญ ทั้งนี้ก็เพราะว่า หากเป็นฤๅษีที่มีตบะแก่กล้าแล้ว ท่านจะไม่ขึ้นไปทดสอบฌานแบบนั้น ท่านจะนั่งเข้าฌานสมาบัติของท่าน ซึ่งเลยขั้นยินดีในสุขสัมผัสไปแล้ว จะพึงพอใจเฉพาะความสุขที่ละเอียดประณีตยิ่งขึ้น โดยไม่ต้องอาศัยวัตถุใดๆ ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือทิพย์ก็ไม่สนใจ ท่านสนใจแต่เพียงการทำใจหยุดใจนิ่ง มุ่งมั่นแต่การบำเพ็ญตบะเท่านั้น แม้กลิ่นดอกมักกะลีผลจะหอมรัญจวนใจแค่ไหน ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ไม่มีความสำคัญใดๆ สำหรับท่าน แต่ถ้าเป็นฤๅษีที่ตบะอ่อนก็ย่อมทนไม่ไหว ฤๅษีที่ขึ้นมาจากเมืองมนุษย์ เมื่อมาถึงก็เกิดความกำหนัดยินดี ฌานจึงเสื่อม เมื่อฌานเสื่อมก็ไม่มีฤทธิ์แม้เพียงเห็นต้นมักกะลีผลผลิดอกก็เฝ้าแต่รอคอยให้กลายเป็นผล บางรายแค่เพียงได้เห็นดอกของต้นไม้ข้อสอบเท่านั้นก็ต้องร่วงลงมาจากสวรรค์ ผู้ใดเฝ้ารอก็ต้องร่วงลงมาจากสวรรค์กันหมดเลย