ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

แบบฉบับแห่งเจ้าอาวาส

หลวงปู่วัดปากน้ำ · พระมงคลเทพมุนี-40วัชรวีร์

PDF
๑๕. แบบฉบับแห่งเจ้าอาวาส มีข้อที่น่าคิดประการหนึ่งคือวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ แต่เดิมนั้นก็เป็นเพียงวัดเล็กๆ ที่ค่อนข้างห่างไกลความเจริญเพราะว่าอยู่ในเรือกในสวน การคมนาคมก็ไม่สะดวก สมัยนั้นรถยนต์ยังเข้าไม่ถึงวัด แต่ก็ยังมีบุคคลชั้นนําอย่างท่านนายกรัฐมนตรีให้เกียรติเดินทางไปร่วมในงานถึงที่วัด รวมทั้งแขกผู้มีเกียรติอื่นๆ ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศอีกด้วย ทั้งนี้ก็เพราะบารมีของพระเดชพระคุณหลวงพ่อที่เป็นผู้ประพฤติดีปฏิบัติชอบมาโดยตลอด เมื่อเราได้เห็นความสําเร็จทั้งหลายทั้งปวงของวัดปากน้ำแล้ว ทําให้เราได้เห็นความเป็นนักบริหารที่ยอดเยี่ยมของหลวงพ่อท่านอีกด้วย ลําพังการดูแลเรื่องปากท้องเพียงเรื่องเดียวของพระภิกษุสามเณร อุบาสกอุบาสิกา รวมมากกว่า ๑,๒๐๐ คน ก็ไม่มีวัดใดในสมัยนั้นทําได้ ยังไม่ต้องกล่าวถึง เรื่องการเรียน การทํางาน ความเป็นอยู่ ฯลฯ ซึ่งหากผู้ที่เคยเป็นผู้บริหารมาบ้างย่อมจะซาบซึ้งดีว่ายุ่งยากเพียงใด โดย เฉพาะอย่างยิ่งปัญหาเรื่อง “คน” เพียงเรื่องเดียว ถ้าผู้บริหาร มีบารมีไม่เพียงพอ หมู่คณะนั้นก็มีอันจะต้องระส่ำระสาย หลักในการปกครองของท่านนั้น ที่เห็นได้ชัดประการแรกได้แก่ พรหมวิหารธรรม เรื่องเมตตาธรรมของท่านนั้น เป็นที่ประจักษ์ชัดแก่เราท่านทั้งหลายเป็นอย่างดี ตั้งแต่เรื่องราวในวัยเด็กของท่าน และโดยเฉพาะการให้อาหารเป็นทานแก่สุนัขผอมโซ ในยามที่ท่านเองก็หิวโหยเพราะอดอาหารนั้นเป็นที่ซาบซึ้งกันเป็นอย่างดี ศิษย์ใกล้ชิดของท่านผู้หนึ่งกล่าวถึงปฏิปทาของท่านว่า “หลวงพ่อท่านให้ความเมตตากรุณาแก่ทุกคนอย่างเสมอภาค ท่านสอนให้ทุกคนมีเมตตากัน ไม่ให้ดูหมิ่นเหยียดหยามกัน ท่านบอกว่าการดูหมิ่นเหยียดหยามกันแสดงให้เห็นถึงความปราศจากเมตตาในกันและกัน ใครที่มีนิสัยเช่นนี้ให้กลับใจเสียใหม่ ท่านบอกว่า บางคนดูหมิ่นผู้อื่นโดยที่ตัวไม่รู้ตัวก็มี เห็นว่าเขาเล็กกว่าด้อยกว่า สู้ไม่ได้ก็ว่าเอาตามชอบใจ พูดจาไม่ไพเราะ พูดจากักขฬะหยาบช้ากับเขา ท่านเปรียบเทียบว่า “เรือนยอดที่จะทําลายลงด้วยไฟนั้น เพราะไหม้แต่เรือนย่อยขึ้นไป” ไหม้เรือนเล็กๆ ก่อนแล้วลามไปไหม้เรือนยอด ความร้อนเกิดจากชั้นน้อยขึ้นมาไหม้เรือนยอดได้ฉันใด ความเกลียดชังของผู้น้อยก็สามารถทําลายผู้ใหญ่ได้ฉันนั้น เมื่อเจอผู้ใหญ่กว่าก็ให้ตั้งอยู่ในความเมตตารักใคร่ ปรารถนาให้เขาเป็นสุข เมื่อเจอผู้อยู่ในระดับเดียวกันก็มีเมตตาปรารถนาให้เขาเป็นสุข เมื่อเจอผู้ต่ำกว่าก็ให้มีเมตตาปรารถนาให้เขาเป็นสุข” หลวงพ่อท่านได้ช่วยเหลือเกื้อกูลคนไว้มาก ทั้งผู้ที่อยู่ประจําในวัดและคนที่อยู่นอกวัด ท่านทําตนเป็นที่พึ่งแก่ทุกๆ คน ใครเดือดร้อนมาท่านไม่เคยปฏิเสธ เด็กบางคนพ่อแม่เลี้ยงดูไม่ไหวท่านก็สงเคราะห์ให้มาอยู่วัด และอบรมให้การศึกษากันจนได้ดีไปหลายราย ท่านเปรียบตัวท่านเหมือนต้นไม้ใหญ่ในป่า เป็นที่พึ่งของฝูงนกให้ได้รับความสุขจากผลไม้และร่มเงา ในแต่ละวันมีคนเป็นจํานวนมากมากราบหลวงพ่อ มีทั้งพวกที่ดั้นด้นเดินทางมาจากต่างจังหวัดไกลๆ และที่มาจากต่างประเทศก็มีไม่น้อย มีบางคนเจ็บไข้ได้ป่วยและยากจน ไม่มีญาติพี่น้องพามาแต่ก็พยายามหาทางมาพบหลวงพ่อเป็นที่พึ่งสุดท้าย เวลาหลวงพ่อรับแขกท่านจะไต่ถามทุกคนด้วยความเป็นห่วงทั้งเรื่องการเดินทาง ที่พัก การกินอยู่ ถ้าท่านทราบว่าผู้นั้นยากจนมาก มีเงินมาเพียงค่าเดินทางเท่านั้น แม้แต่เงินจะซื้ออาหารก็ไม่มี หลวงพ่อท่านจะบอกอย่างเมตตาว่าให้ไปหาอาหารกินที่โรงครัว และท่านยังถามต่อไปถึงเรื่องที่นอนหมอนมุ้งว่ามีมาหรือไม่ ถ้าผู้ใดไม่มีท่านก็จะสั่งให้ไวยาวัจกรของวัดคือ คุณประยูร สุนทารา จัดหาเครื่องนอน และที่พักให้ด้วย เมื่อหลวงพ่อช่วยรักษาโรคให้หายหรือทุเลาเบาบางพอที่จะเดินทางกลับได้แล้ว ท่านจะสั่งให้ไวยาวัจกร จัดค่าเดินทางกลับให้ด้วย เพราะความเมตตากรุณาของท่าน ทําให้ท่านมีศิษยานุศิษย์มากมาย ศิษย์เหล่านั้นต่างก็พากันถวายจตุปัจจัยต่างๆ อยู่เสมอ แต่ท่านก็ไม่ได้เก็บไว้แต่เพียงผู้เดียว ท่านนําออกแจกจ่ายแก่พระภิกษุสามเณรทั่วถึงกันโดยไม่เสียดาย ท่านเก็บไว้แต่ที่จําเป็นต้องใช้เท่านั้น เพราะท่านคิดว่าทุกคนที่อยู่ในวัดเหมือนเป็นลูกหลานของท่านทุกคน ท่านเป็นห่วงทั้งเรื่องการกิน การอยู่ การศึกษาเล่าเรียน ความประพฤติ ท่าน ต้องการให้ทุกคนที่มาอยู่กับท่านมีความสะดวกสบาย จะได้มี กําลังศึกษาเล่าเรียนและปฏิบัติธรรมได้เต็มที่เพื่อเป็นที่พึ่งทั้งของตนเองและผู้อื่นได้ ทั้งยังช่วยจรรโลงพระพุทธศาสนาด้วย ท่านถือว่าการพัฒนาประเทศชาติ ถ้าวัดสะอาดสวยงามเป็น ที่เจริญตาน่ารื่นรมย์ บุคคลในวัดมีความประพฤติเรียบร้อยมีระเบียบวินัย คนก็อยากเข้าวัดเพื่อมาพักผ่อนร่างกายและจิตใจ สังคมและประเทศชาติก็จะเป็นสุข นอกจากนั้นหลวงพ่อท่านยังเป็นผู้ทรงไว้ซึ่งความยุติธรรม ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง ท่านเป็นคนเฉียบขาดมีสัจจะ พูดคําไหนต้องเป็นคํานั้น เพราะการปกครองคนหมู่มากให้อยู่ในระเบียบวินัยให้เกิดความพร้อมเพรียงนั้น ต้องมีกฎเกณฑ์ในการปฏิบัติ ต้องอาศัยความเด็ดขาดและเที่ยงธรรมของผู้นํา ผู้ที่ละเมิดกฎจะต้องถูกว่ากล่าวตักเตือน และถ้ายังฝ่าฝืนจะต้องถูกลงโทษ เพื่อป้องกันมิให้บุคคลประพฤติชั่ว และล่วงละเมิดศีลธรรม ดังนั้นไม่ว่าผู้ใดก็ตามถ้ากระทําผิด ประพฤติตัวไม่เหมาะไม่ควร หลวงพ่อท่านจะเรียกไปว่ากล่าวตักเตือน ถ้าทําผิดซ้ำท่านจะตักเตือนอีกครั้ง และถ้ายังขืนฝ่าฝืนกระทําผิดอีกเป็นครั้งที่ ๓ ท่านจะสั่งลงโทษเช่น ให้กวาดบริเวณวัดบ้าง ให้ตัดไม้ทําฟืนส่งโรงครัวบ้าง และถ้าบุคคลผู้นั้นยังขึ้น กระทําผิดซ้ำอีก หลวงพ่อท่านจะให้ออกจากวัด ท่านบอกว่าท่านไม่ได้ไล่ แต่กฎระเบียบไล่ กล่าวคือเมื่อบุคคลนั้นๆ ได้ ลงชื่อรับทราบกฎระเบียบไว้แล้ว เมื่อกฎระเบียบระบุว่าให้ ออกจากวัด เขาผู้นั้นก็ต้องปฏิบัติตาม หลวงพ่อท่านไม่เพียงสั่งสอนผู้อื่นให้ประพฤติปฏิบัติดีอย่างเดียว ท่านเองก็ได้ประพฤติตนเป็นแบบอย่างอันหาที่ติไม่ได้ ทั้งในด้านความสะอาดเรียบร้อยของเครื่องนุ่งห่ม การ ปฏิสันถารไพเราะ ไม่เคยพูดให้ผู้ใดกระทบกระเทือนใจ ไม่ว่าท่านรับฟังใครมีความทุกข์ความเดือดร้อนมาปรึกษาท่าน และให้คําแนะนําที่มีประโยชน์แก่ทุกคน ท่านมีแต่ปิยวาจาให้คนฟังสบายใจและสั่งสอนศิษย์ทุกคนไม่ให้พูดแบบมีเหล็กในคือไม่ให้ใช้วาจาทิ่มแทงใจผู้อื่น เวลามีผู้มาเยี่ยมเยือนให้พูดจาปฏิสันถารต้อนรับอย่างดี ท่านบอกเขาจะได้นํามงคลมาให้ แต่ถ้าเราปฏิสันถารไม่ดี เขาก็จะนํามงคลกลับไป และทิ้งอัปมงคลไว้ให้ ทุกคนที่มาหาท่าน ท่านจะต้อนรับอย่างเสมอภาคเท่าเทียมกันหมด ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นใครมียศฐาบรรดาศักดิ์ยิ่งใหญ่ขนาดไหน หรือจะเป็นสามัญชนคนธรรมดา ปกติเวลาท่านออกรับแขกนั้น ท่านจะนั่งบนเก้าอี้ ส่วนแขกทุกคนนั่งกับพื้นเสมอกันหมด หลวงพ่อท่านไม่ติดในเรื่องลาภสักการะ ท่านมีจิตเมตตาช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่เลือกหน้า ไม่หวังสิ่งตอบแทน ผู้ใดจะทําบุญถวายเงินหรือสิ่งของใดๆ แก่ท่านหรือไม่ทําเลย ท่านก็ไม่ติดใจ ท่านสั่งสอนผู้ที่ได้วิชชาธรรมกายให้ช่วยเหลือคนโดยไม่หวังในลาภสักการะ เพียงมีอาหารยังชีพไปวันๆ เพื่อการปฏิบัติกิจภาวนาก็พอแล้ว ท่านถือว่าเป็นหน้าที่ของผู้ที่ได้ธรรมกายทุกคนจะต้องแก้ไขความทุกข์ยากเดือดร้อนของทุกๆ คนที่มาหา ให้ต้อนรับด้วยอาการยิ้มแย้มแจ่มใส ไม่ให้แสดงอาการเบื่อหน่ายหรือรังเกียจ ให้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็งอดทน มีผู้สังเกตเห็นแขกที่มาพบท่านบางคนพูดเรื่องไร้สาระน่าเบื่อหน่าย บางคนก็พูดแต่จะเอาประโยชน์ตน แต่หลวงพ่อท่านก็รับฟังอย่างยิ้มแย้มแจ่มใส ไม่ว่ากล่าวอะไร บางคนนําเรื่องชีวิตคู่มาปรึกษาท่าน ท่านก็ให้คําแนะนําในทางที่ถูกที่ควรเสมอ ท่านให้ข้อเตือนใจเสมอว่า คนจะอยู่ให้เป็นสุขได้ทุกที่ทุกแห่งนั้น ต้องทําตาของตนให้เหมือนตาไม้ไผ่ ทําใจให้เหมือนใจด้ายใจไหม ทําหูให้เหมือนหูกระทะ ทําตัวให้เหมือนผ้าขี้ริ้ว ท่านสอนให้พระภิกษุสามเณรสันโดษยินดีในปัจจัยตามมีตามได้ ไม่ทําให้ผู้เลี้ยงเดือดร้อน ท่านเปรียบเทียบว่าเหมือนกับม้าหรือช้างที่เลี้ยงง่าย เจ้าของให้หญ้าสดก็ต้องกินหญ้าสด ให้หญ้าแห้งก็ต้องกินหญ้าแห้ง ให้รําก็กินรํา ให้ข้าวสุกก็กินข้าวสุก ให้ข้าวตากก็กินข้าวตาก ให้อะไรกินอย่างนั้นตามหน้าที่ กินโดยเคารพ กินไม่สุรุ่ยสุร่าย กินอย่างตั้งอกตั้งใจ ภิกษุสามเณรต้องเป็นผู้เลี้ยงง่าย เมื่อเขาเลี้ยงอย่างไรต้องบริโภคอย่างนั้น ให้ผู้เลี้ยงดีอกดีใจชื่นอกชื่นใจ พระอริยบุคคลทั้งหลายล้วนแต่เป็นผู้เลี้ยงง่ายทั้งนั้น ไม่มีผู้ใดเลี้ยงยากเลย เป็นที่เบาใจในทางพระพุทธศาสนา ปุถุชนก็ต้องประพฤติตัวให้เลี้ยงง่ายจะได้เป็นอายุพระพุทธศาสนา ท่านเปรียบเทียบว่า บ้านเรือนจะเจริญได้เพราะมีพ่อ บ้านแม่เรือนรู้จักจับจ่ายใช้สอยทรัพย์ และรู้จักปกครองบ้านเรือน วัดก็เช่นเดียวกันจะเจริญได้เพราะอาศัยสมภาร ถ้าไม่มีสมภารเป็นต้องแตกสลาย หรือถ้าสมภารไม่ฉลาด วัดนั้นก็ทรุดเสื่อมสลายเช่นกัน ถ้าสมภารเปรื่องปราดดี วัดนั้นก็เจริญ ท่านบอกว่าถ้าสมภารไม่สามารถทําให้วัดเจริญได้ก็อย่าทําลายของเดิมที่เขาทําไว้แล้ว ท่านเองไม่ใช่แต่เทศน์อย่างเดียว สอนวิชชาธรรมกายก็ได้ หาเงินสร้างโรงเรียนก็ได้ ทําได้ทุกอย่าง วัดที่เป็นอยู่ได้เพราะสมภารเป็นสําคัญ แต่สมภารก็ต้องอาศัยพระภิกษุสามเณร อุบาสกอุบาสิกา ร่วมมือร่วมแรงกัน ส่วนศิษย์ที่เป็นฆราวาสนั้น ท่านก็สอนให้รู้จักใช้จ่ายทรัพย์ให้เป็น ให้กินอยู่อย่างประหยัด เพราะท่านทราบดีว่า ทรัพย์นั้นเป็นสิ่งจําเป็นอย่างยิ่งสําหรับผู้ครองเรือนทุกคน ต้องประกอบอาชีพการงานหนักลําบากยากเข็ญ เพราะต้องการทรัพย์มาจับจ่ายใช้สอยบํารุงตนและครอบครัวให้มีฐานะมีความเป็นอยู่ที่สะดวกสบาย แต่ถ้ามีทรัพย์แล้วไม่รู้จักใช้หรือใช้ไม่เป็น ก็จะไม่มีวันตั้งหลักฐานได้ ท่านพูดบ่อยๆ ว่า คนฉลาดกินเพื่ออยู่ แต่คนโง่อยู่เพื่อกิน หลวงพ่อท่านเป็นผู้ที่รู้คุณค่าของข้าวของทุกอย่าง แม้แต่ของเล็กๆ น้อยๆ ที่คนทั้งหลายละเลย เวลาท่านเดินไปฉันภัตตาหารที่โรงครัว ท่านเห็นข้าวสารตกหล่นอยู่แม้เพียงเล็กน้อย ท่านจะเรียกเด็กมาเก็บ เนื่องจากผู้มีจิตศรัทธานําข้าวสารบรรทุกเรือมาถวายหลวงพ่อเสมอๆ ท่านเห็นว่าข้าวสารที่ตกอยู่แต่ละครั้งแม้จะน้อยนิด เมื่อบ่อยครั้งเข้าก็เป็นจํานวนมากพอที่จะเลี้ยงคนได้หลายคน แม้แต่เครื่องนุ่งห่ม ท่านก็ประหยัด ทั้งๆ ที่ท่านได้รับถวายไตรจีวรใหม่ๆ อยู่เสมอ แต่ท่านก็มักจะแจกพระภิกษุสามเณรหมด ตัวท่านเองใช้แต่ของเก่า พอเก่ามากๆ เข้า ท่านก็ให้ซ่อมแซมใช้ต่อไป ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ ท่านสั่งให้แม่ชีเอาอังสะหลายๆ ตัวที่ไม่ค่อยได้ใช้มาเย็บต่อกันเป็นจีวร แต่เนื่องจากอังสะแต่ละตัวมีสีไม่เหมือนกัน ดังนั้น จีวรผืนนั้นของท่านจึงมีหลายหลากสี ทั้งเหลืองเข้ม เหลืองแก่ สีกลัก ท่านเอาไปแจกพระเณรองค์อื่นๆ ก็ไม่มีใครรับ ท่านเลยใช้เอง เวลาเดินไปฉันภัตตาหารท่านก็ครองจีวรผืนนี้ไป ในขณะที่พระลูกวัดมีจีวรใหม่ๆ ต่อมามีศิษย์ผู้หนึ่งทนดูไม่ได้ เลยขอจีวรผืนนี้จากท่าน บอกว่าจะนําไปบูชา หลวงพ่อท่านเป็นผู้เลิศด้วยกตัญญูกตเวทิตา ใครที่เคย อนุเคราะห์ท่านมาก่อนท่านไม่เคยลืมบุญคุณ พยายามหาทางตอบแทนอยู่เสมอ เช่นอุบาสิกานวม แม่ค้าขายข้าวแกงที่เคยจัดภัตตาหารเพลมาถวายท่านเป็นประจําสมัยที่ท่านอยู่วัดพระเชตุพนฯ ต่อมาเมื่ออุบาสิกาท่านนี้ชราและทุพพลภาพ หลวงพ่อทราบข่าวจึงได้รับตัวมาอุปการะ โยมแม่ของท่านก็เช่นกัน ท่านได้อุปถัมภ์อย่างดี สร้างที่อยู่ให้ได้รับความสะดวกสบายจนตลอดชีวิต นอกจากนี้เมื่อสมเด็จพระวันรัต (ติสฺสทตฺตเถร) ซึ่งเคยดํารงตําแหน่งเจ้าคณะอําเภอภาษีเจริญ ปกครองวัดปากน้ำ และเป็นผู้เห็นชอบให้หลวงพ่อมาเป็นเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ได้อาพาธ หลวงพ่อท่านก็อุปถัมภ์เรื่องภัตตาหารอย่างเต็มที่เป็นการสนองพระคุณ หลวงพ่อท่านเป็นผู้เคร่งครัดในระเบียบวินัย ถือความพร้อมเพรียงสามัคคีเป็นสําคัญ ทุกคนในวัดจะต้องมีวัตรปฏิบัติเหมือนกัน ทําสิ่งใดก็ต้องทําให้พร้อมเพรียงกัน ไม่มีการขัดแย้งกัน พระภิกษุสามเณรหรือแม่ชีต้องลงสวดมนต์ ทําวัตร ฟังเทศน์ ฟังธรรมพร้อมกันทุกคน หลวงพ่อเองท่านก็ไม่เคยขาดกิจเหล่านี้ ท่านถือเป็นกรณียกิจที่ท่านต้องเป็นประธานทุกเมื่อ บางครั้งท่านไม่ได้แสดงพระธรรมเทศนาเอง ท่านก็ลงไปร่วมฟังอยู่ด้วย หลวงพ่อท่านย้ำอยู่เสมอว่า การทําสิ่งใดให้พร้อมเพรียงกัน ได้ชื่อว่ามีความเลื่อมใสในหมู่ ท่านให้อรรถาธิบายว่า ความเลื่อมใสในหมู่มีอยู่แก่บุคคลใด บุคคลนั้นได้ชื่อว่าเป็นคนไม่ยากจน แต่เป็นคนมั่งมี อยู่ในลัทธิใดต้องไม่รังเกียจเดียดฉันท์ ต้องเอาใจใส่แนะนําตักเตือนซึ่งกันและกัน ไปก็ไปในหมู่เดียวกัน พวกเดียวกัน หลวงพ่อท่านสอนเสมอว่า การปฏิบัติให้พร้อมเพรียงกันในหมู่คณะทําให้เป็นสุข ไม่เกิดการทะเลาะเบาะแว้งการวิวาท การแตกความสามัคคี หมู่คณะก็เจริญไม่เกิดปัญหา ถ้ามีปัญหาใดๆ เกิดขึ้นก็สามารถแก้ให้ลุล่วงไปได้ด้วยดี เพราะมีสามัคคีธรรม แม้แต่การโกนผมของพระภิกษุสามเณรและแม่ชี ท่านก็ต้องการให้โกนผมให้พร้อมเพรียงเหมือนกันหมดทุกคนในวันเดียวกัน ถ้าผู้ใดไม่โกนผมท่านจะพูดว่า แม้แต่หัวมันยังไม่สามัคคีแล้วใจจะสามัคคีได้อย่างไร ท่านมักจะยกนิทานเรื่องนกกระจาบแตกฝูง มาเล่าให้ฟังเป็นอุทาหรณ์เวลาที่มีการอบรมพระภิกษุสามเณร ท่านไม่ต้องการให้พระภิกษุ สามเณร แม่ชี อุบาสกอุบาสิกา ในวัดเป็นอย่างนกกระจาบแตกฝูง ท่านต้องการให้เป็นอย่างนกที่สามัคคีกัน เรื่องการปกครองดูแลวัด ท่านก็หมั่นตรวจตราให้มีความสงบเรียบร้อยอยู่เสมอ แม้ว่าเวลาส่วนใหญ่ท่านจะอุทิศให้กับการเจริญภาวนาและเผยแผ่วิชชาธรรมกายก็ตาม ในตอนกลางคืนท่านก็เดินตรวจวัดทุกคืน แม้เวลาที่ฝนตกพรําๆ ท่านว่ามีคนสองประเภทที่ชอบเวลาเช่นนั้น คือพวกมิจฉาชีพกับพวกเจ้าชู้ นอกจากนั้นท่านก็ต้องการสอดส่องดูแลสมาชิกภายในวัดว่า มีใครแอบออกไปเที่ยวหรือว่ามีการมั่วสุมทําอะไรกันหรือไม่ ระหว่างนั้นถ้าพบใครนั่งสมาธิหรือท่องหนังสือ ท่านจะพอใจมาก หลวงพ่อท่านเป็นผู้ที่เข้มงวดกวดขัน แต่ท่านไม่ใช้อารมณ์ นอกจากนั้นท่านยังเป็นผู้ที่อารมณ์ดีและมีอารมณ์ขันอีกด้วย เสียงหัวเราะหรือน้ำเสียงของท่านนั้น ทุกคนสัมผัสได้ถึงความเมตตากรุณาของท่านอย่างชัดเจน เช่น ครั้งหนึ่งอุบาสิกาในวัดที่ช่วยงานท่านอยู่เป็นประจําได้ออกไปดัดผม เมื่อกลับมาหลวงพ่อท่านถามว่าเสียค่าดัดเท่าไร เมื่อได้รับคําตอบว่า ๑๕๐ บาท ท่านก็พูดว่าแพงแต่ก็สวยดี แต่ หลวงพ่อว่าขนหน้าแข้งหลวงพ่อสวยกว่าเพราะมันหยิกธรรมชาติ ไม่ต้องเสียเงินดัด หลวงพ่อท่านเห็นคุณค่าของเวลาเป็นอย่างมาก ท่านมักอบรมให้ลูกศิษย์เห็นค่าของเวลาอยู่เสมอ ท่านว่ายังมีอีกหลายคนที่ยังมัวแต่ชมสวนดอกไม้อยู่ในโลก ชมรูปบ้าง เสียงบ้าง กลิ่นบ้าง รสบ้าง ไม่ได้ไปไหนกับเขาเลย บางคนไปแล้ว ก็เลี้ยวกลับ ไม่ไปจริงๆ ไปเพลิดเพลินในบ้านในเรือนกันอีก แล้วทํากลับๆ กลอกๆ จะเอาชีวิตไม่รอด ท่านสอนให้ปฏิบัติธรรมจริงจัง ถ้าทําจริงแล้วต้องได้ทุกคน ที่ไม่ได้คือทําไม่จริง ท่านสอนให้ทําจนถึงที่สุด ไม่ว่าจะเห็นหรือไม่เห็นก็ให้ปฏิบัติเรื่อยไป อย่าปล่อยให้กาลเวลาล่วงเลยไปโดยเปล่าประโยชน์ ท่านว่าการจะเข้าถึงธรรมต้องปล่อยชีวิตจิตใจให้หมด ไปรัก ไปห่วงอะไรไม่ได้ ถ้ายังรักยังห่วงอยู่ไปไม่ถึงเด็ดขาด ด้วยความหมั่นมั่นใจไม่ประมาท รักษาอาตม์ข่มใจไว้เป็นศรี ผู้ฉลาดอาจตั้งหลักพํานักดี อันห้วงน้ำไม่มีมารังควาน (ห้วงน้ำหรือโอฆะคือ กาม ภพ ทิฏฐิ อวิชชา)