ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

เผยแผ่พุทธธรรม

หลวงปู่วัดปากน้ำ · พระมงคลเทพมุนี-40วัชรวีร์

PDF
๑๓. เผยแผ่พุทธธรรม โดยทั่วไปเราท่านทั้งหลายมักจะพบว่า พระอาจารย์ผู้ มีชื่อเสียงในด้านการปฏิบัติธรรมนั้น ส่วนใหญ่มักไม่มีชื่อเสียงในด้านการแสดงธรรม ในทางกลับกัน พระที่เป็นที่ยอมรับในด้านการแสดงธรรม ก็มักไม่ใช่พระนักปฏิบัติ แต่หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านไม่ได้เป็นเช่นนั้น เพราะเหตุที่ท่านเป็น พระนักปฏิบัติที่มีความสามารถในการแสดงธรรมได้อย่างดีเยี่ยม ทุกๆ วันอาทิตย์และวันธรรมสวนะ ท่านจะลงแสดงธรรมในโบสถ์เป็นประจําไม่ได้ขาด รวมทั้งในวันอื่นๆ ที่ญาติโยมผู้มาถวายภัตตาหารอาราธนาท่าน พระธรรมเทศนาที่ท่านนํามาแสดงนั้นส่วนมากท่านค้นคว้ามาจากพระไตรปิฎกแสดงหลักฐานที่มาอย่างชัดเจน ยกพระบาลีมาแปลเป็นข้อๆ แล้วจึงขยายความสู่การปฏิบัติ ท่านเป็นพระอาจารย์ที่เพียบพร้อมทั้งปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ ตลอดจนเทศนา ซึ่งยากจะหาผู้ใดมีคุณสมบัติครบถ้วนถึงเพียงนี้ หากจะมีผู้สงสัยว่าเรื่องความสามารถในการเทศน์ของหลวงพ่อท่านนั้นจะเป็นที่น่ายอมรับมากน้อยเพียงใด ในเมื่อผู้ที่ฟังท่านเทศน์นั้นก็ล้วนแต่เป็นศิษย์ของท่าน อาจเป็นเพราะความเคารพเลื่อมใสในตัวท่านผู้เป็นครูบาอาจารย์ของตนจึงเกิดฉันทาคติเห็นดีเห็นงามไปหมดก็ได้ ข้อกังขาเหล่านี้ก็เป็นสิ่งที่น่าพิจารณา เพราะผู้ที่ได้รับการยกย่องว่ามีความสามารถอยู่ในหมู่คณะของตน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะที่ตนเป็นผู้ปกครองสูงสุดอยู่ในหมู่คณะนั้น จะเชื่อได้อย่างไรว่ามีความสามารถปราดเปรื่องจริงๆ ประเด็นนี้มีข้อพิสูจน์ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า พระเดชพระคุณท่านไม่ใช่แกล้วกล้าอยู่แต่ในกําแพงของวัดปากน้ำเท่านั้น แต่ท่านได้เคยบันลือสีหนาทให้เป็นที่ปรากฏต่อสังคม นอกวัดปากน้ำมาแล้ว และสถานที่ที่ท่านได้ไปสร้างกิตติศัพท์อันงดงามนั้น ก็ไม่ใช่สถานที่ธรรมดาทั่วไป แต่เป็นสํานักที่ได้ชื่อว่าเป็นแหล่งรวมบรรดาบัณฑิตผู้รู้ทั้งฝ่ายปริยัติและปฏิบัติทั้งหลายในยุคสมัยนั้นทีเดียว สํานักดังกล่าวนั้นก็คือ วัดมหาธาตุฯ ท่าพระจันทร์ เรื่องมีอยู่ว่าท่านเจ้าคุณพระพิมลธรรม (ช้อย ฐานทต โต ป.ธ.๙) อธิบดีสงฆ์แห่งวัดมหาธาตุฯ และเป็นพระสังฆมนตรีแห่งการปกครองคณะสงฆ์ไทยในครั้งนั้น ท่านเป็นพระมหาเถระผู้ใหญ่ที่สนใจและสนับสนุนการสอนเจริญสมาธิภาวนาของหลวงพ่อมาก ครั้งหนึ่งท่านได้มีหนังสือมาอาราธนาหลวงพ่อให้ไปแสดงธรรมเรื่อง “กัมมัฏฐาน” ที่พระอุโบสถ วัดมหาธาตุฯ ในวันที่ ๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๙๐ ครั้งนั้นมีพระภิกษุสามเณร อุบาสกอุบาสิกามาฟังกันอย่างล้นหลาม เฉพาะ พระภิกษุสามเณรนั้น มากจนกระทั่งอาสนะไม่พอนั่ง จนต้องมานั่งกับพื้นพระอุโบสถ หลวงพ่อแสดงพระธรรมเทศนาประมาณชั่วโมงเศษ สร้างความประทับใจแก่หมู่คณะชาววัดมหาธาตุฯ เป็นอย่างมาก หลังจากครั้งนั้นแล้ว ท่านเจ้าคุณก็ได้นิมนต์หลวงพ่อไปสอนเจริญภาวนาอีกหลายครั้ง หลวงพ่อเองท่านก็เคารพนับถือและมีความสัมพันธ์กับท่านเจ้าคุณเป็นอย่างดี อาจเป็ เพราะว่าท่านทั้งสองเป็นผู้มองการณ์ไกล และคิดการใหญ่เหมือนกันก็ได้ ครั้งหนึ่ง ท่านเจ้าคุณคิดจะปรับปรุงการศึกษาของสงฆ์ทั่วประเทศ โดยจัดในรูปของวิทยาลัยสงฆ์ขึ้นตามพระราชดําริของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อให้ พระภิกษุสงฆ์มีความรู้และวิจารณญาณกว้างไกล และเพื่อให้เป็นสถาบันการศึกษาชั้นสูงของคณะสงฆ์ พระองค์ได้ทรงวางแนวทางการจัดหลักสูตรไว้ดังนี้ “เพื่อให้พระภิกษุสงฆ์ได้ ศึกษาพระไตรปิฎกและวิชาชั้นสูง อันเป็นประโยชน์เกื้อกูลในการเผยแผ่พุทธธรรม สถาบันแห่งนี้ในส่วนแห่งมหานิกาย ให้ชื่อว่า มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พระองค์ได้พระราชทานพระนามของพระองค์เป็นชื่อวิทยาลัย ซึ่งตั้งอยู่ ณ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ แต่ดั้งเดิมนั้นคณะสงฆ์ไม่อาจสนองพระราชดําริได้ทันที เพราะไม่มีพระมหาเถระรูปใดจะมีศักยภาพเพียงพอต่อการสนองพระราชดํารินั้นได้ จนมาในสมัยที่พระพิมลธรรม (ช้อย ฐานทตฺโต) ได้ดํารงตําแหน่งอธิบดีสงฆ์วัดมหาธาตุฯ จึงคิดสนองพระราชดํารินั้น แต่งานนี้เป็นงานใหญ่ต้องใช้ทุนทรัพย์เป็นจํานวนมาก เป็นภาระที่ท่านเจ้าคุณหนักใจมาก ท่านจึงเรียกประชุมพระเถรานุเถระเพื่อปรึกษาหาวิธีการระดมทุน ครั้งนั้น หลวงพ่อวัดปากน้ำก็เป็นพระเถระรูปหนึ่งที่ท่าน เจ้าคุณนิมนต์เข้าประชุมด้วย และหลวงพ่อท่านได้เสนอความคิดเห็นอันเป็นประโยชน์ในการหาทุนทรัพย์ในครั้งนั้น กล่าวคือให้ถือว่าการปรับปรุงการศึกษาของคณะสงฆ์ตามพระราชดํารินี้เป็นภาระหน้าที่ของคณะสงฆ์ทั่วทั้งสังฆมณฑล เพราะสถาบันนี้เป็นแหล่งผลิตศาสนทายาทให้ออกมาเผยแผ่พุทธธรรม การศึกษาของพระภิกษุสามเณรจะเป็นเครื่องชี้ชะตากรรมของพระพุทธศาสนาในอนาคตกาล จึงเป็นการสมควร ที่พระเดชพระคุณทั้งหลายจะต้องให้การสนับสนุน ส่งเสริมให้เป็นไปตามพระราชดําริ การก่อสร้างอาคารเรียนนั้นต้อง ใช้ทุนทรัพย์มากก็จริง แต่ถ้าได้ความพร้อมเพรียงร่วมแรงร่วมใจกันของพระสังฆาธิการทั่วสังฆมณฑล ถึงจะเป็นงานใหญ่ก็ไม่เหลือวิสัยที่จะทําได้ โดยขอเสนอให้ท่านเจ้าคุณพระพิมลธรรม ซึ่งดํารงตําแหน่งสังฆมนตรีว่าการปกครองมีบัญชาขอความร่วมมือให้พระสังฆาธิการระดับเจ้าอาวาสขึ้นไป จัดผ้าป่าขึ้นวัดละ ๑ กอง เพื่อสมทบทุนก่อสร้างอาคารเรียน ของวิทยาลัยสงฆ์ โดยวิธีการเช่นนี้ การก่อสร้างและการ จัดการศึกษาคงเป็นไปได้ตามพระราชดําริ ในครั้งนั้น หลวงพ่อท่านก็ได้เป็นกําลังสําคัญของท่าน เจ้าคุณ ในการจัดหาทุนและดําเนินการก่อตั้งสถาบันในพระราชดํารินั้นได้เป็นผลสําเร็จ นอกจากนั้นท่านทั้งสองยังได้ร่วมกันคิดร่วมกันทําโครงการต่างๆ เพื่อความเจริญแก่พระศาสนาอยู่เสมอ อนึ่งการได้อาศัยบารมีจากตําแหน่งของพระมหาเถระรูปนี้ย่อมสามารถผลักดันงานพระศาสนาได้อย่างกว้างขวาง น่าเสียดายที่เมื่อท่านเจ้าคุณถึงแก่มรณภาพแล้วโครงการบางอย่างต้องถูกระงับไป ในเรื่องการเผยแผ่วิชชาธรรมกายในครั้งนั้น หากหลวงพ่อท่านเห็นว่า พระภิกษุสามเณรหรือแม่ชีท่านใดมีความสามารถพอจะออกไปสอนเจริญภาวนาได้แล้ว ท่านก็จะส่งออกไปตามที่ต่างๆ ทั้งในกรุงเทพฯ และในจังหวัดต่างๆ ในบางแห่งนั้น เมื่อคนในท้องถิ่นมีความศรัทธาในการเจริญภาวนาดีแล้ว ก็มีการคัดเลือกพระภิกษุสามเณรหรือฆราวาส จากท้องถิ่นนั้นๆ มาศึกษาและปฏิบัติธรรมที่วัดปากน้ำ ในหลายๆ แห่ง ชาวบ้านเกิดความเลื่อมใสมาก จนถึงกับสร้างวัดได้เป็นหลักเป็นฐาน เช่น วัดเขาพระ อําเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี วัดเกษมจิตตาราม จังหวัดอุตรดิตถ์ วัดปากน้ำเทพาราม อําเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เป็นต้น นอกจากโครงการเผยแผ่พระพุทธศาสนาโดยตรงแล้ว ท่านยังมีความคิดในการพัฒนาประเทศชาติให้เจริญรุ่งเรืองทัดเทียมอารยประเทศด้วย เรื่องเหล่านี้ท่านเคยปรารภให้พวกที่ได้ธรรมกายฟังเสมอๆ และเมื่อมีโอกาสหลวงพ่อท่านจึงเสนอโครงการพัฒนาประเทศแก่ ฯพณฯ จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีในสมัยนั้น เมื่อครั้งที่ท่านมาวางศิลาฤกษ์สร้างโรงเรียนพระปริยัติธรรมในปี พ.ศ.๒๔๙๓ โครงการพัฒนาประเทศที่หลวงพ่อได้เสนอไปมีดังนี้ ๑.ให้สร้างอาคารสงเคราะห์เพื่อให้ประชาชนได้มีที่อยู่อาศัยของตนเอง โดยใช้เงินที่ได้จากการขายสลากกินแบ่ง ๒.ให้จัดสรรที่ดินให้เกษตรกรได้ใช้ทํามาหากินโดยทั่ว ถึงกันอย่างน้อยคนละ ๒๕ ไร่ ๓.ให้ประกาศเลิกสูบฝิ่น ๔.ให้เลิกโสเภณี ๕. ให้ตัดถนนหนทางเพิ่มขึ้น เพื่อสะดวกแก่การคมนาคม การค้าขาย โครงการพัฒนาประเทศที่หลวงพ่อท่านได้เสนอในครั้ง นั้น มีอยู่หลายโครงการที่ ฯพณฯ จอมพล ป.พิบูลสงคราม เห็นชอบและได้ดําเนินการตามนั้นด้วย