อานุภาพพระของขวัญ
หลวงปู่วัดปากน้ำ · พระมงคลเทพมุนี-40วัชรวีร์
๑๒. อานุภาพพระของขวัญ
ปีพุทธศักราช ๒๔๙๓ หลวงพ่อท่านได้สร้างอาคารเรียนขนาดใหญ่พร้อมด้วยอุปกรณ์ที่ทันสมัยดังได้กล่าวในเบื้องต้นแล้วนั้น ในวาระพิเศษเช่นนั้น ท่านมีความคิดจะสร้างของที่ระลึกในโอกาสที่สาธุชนทั้งหลายได้ช่วยกันบริจาคทรัพย์สร้างโรงเรียนพระปริยัติธรรมนั้น ท่านจึงได้สร้างพระผงเป็นรูปองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าปางประทานพรขึ้น โดยท่านตั้ง ชื่อว่า “พระของขวัญ” เพื่อมอบให้แก่ผู้ที่ร่วมทําบุญตั้งแต่ ๒๕ บาทขึ้นไปไว้สักการบูชา เพื่อจะได้เป็นเครื่องระลึกถึง พระพุทธคุณ และระลึกถึงบุญที่ได้ร่วมสร้างอาคารเรียนนั้น
ครั้งนั้นท่านได้จัดพิมพ์พระของขวัญจํานวน ๘๔,๐๐๐ องค์ เพื่อแจกจ่ายแก่สาธุชนทั้งหลาย ใครจะทําบุญบริจาคมากแค่
ไหนก็แจกพระให้เพียงองค์เดียวและต้องมารับกับมือหลวงพ่อด้วยตนเองจะรับแทนกันไม่ได้ ทุกคนมีสิทธิ์รับพระได้เพียงองค์เดียวคนละครั้งเดียว ถ้าทําหายก็ไม่ให้อีก จะมาอ้อนวอน อย่างไรหลวงพ่อก็ไม่ให้ บางคนหลวงพ่อท่านจําได้ว่าเคยรับ พระไปแล้วท่านก็ไม่ให้อีก บางคนที่จําไม่ได้ท่านก็จะถาม บางรายนําเงินมาถวายหลวงพ่อเพื่อร่วมสมทบทุนสร้างโรงเรียนเป็นจํานวนพันบาทหรือหมื่นบาท หลวงพ่อท่านก็แจกพระของขวัญเพียงองค์เดียวเท่านั้น แม้หลวงพ่อเองเมื่อมอบ พระให้แก่ใครเป็นการส่วนตัว ท่านก็บริจาคปัจจัยแก่วัดเหมือนกัน ท่านถือว่าท่านทําให้วัดไม่ใช่เพื่อส่วนตัว จะเอาไปเปล่าๆไม่ได้
การแจกพระในครั้งนั้น ท่านไม่ให้ใครนําไปนอกวัดและไม่มีการป่าวประกาศหรือพิมพ์ใบปลิวเชิญชวนทั้งสิ้น แต่ท่านทําอย่างเงียบๆ และรู้กันเป็นการภายในเท่านั้น อยู่ต่อมาข่าวนี้ก็แพร่สะพัดออกไปอย่างรวดเร็ว อนึ่งการที่หลวงพ่อท่านแจกพระของขวัญให้เพียงคนละหนึ่งองค์เท่านั้น เพราะว่าก่อนที่ท่านจะมอบพระให้นั้น ท่านได้อธิบายวิธีอาราธนาพระให้ปรากฏขึ้นในกายแล้ว และถ้าทุกคนปฏิบัติตามที่ท่านบอก ถึงแม้ว่าพระของขวัญจะหายไปแต่องค์พระก็ยังสถิตอยู่ในกลางกาย จึงไม่จําเป็นต้องมาขอองค์พระอีก ซึ่งก็เป็นการ
สอนให้เขาหมั่นทําสมาธินั่นเอง
หลวงพ่อท่านได้อธิบายถึงพระของขวัญของท่านไว้ดังนี้ “ท่านทั้งหลายได้เป็นผู้อุปถัมภ์พระศาสนาเช่นนี้ ฝ่ายทางพระศาสนาก็ได้รับสมบัติของท่านก็จะมีของตอบแทนแก่ท่าน คือของศักดิ์สิทธิ์ชนิดหนึ่ง ซึ่งเราทั้งหลายยังไม่เคยพบเคยเห็นว่าศักดิ์สิทธิ์ขนาดนี้อาจจะเป็นได้จริงหรือ คาดคะเนไม่ถูก ผู้พูดนี้เองเป็นผู้อาราธนาพระพุทธเจ้าในนิพพานมีธรรมกายมากด้วยกัน ได้ไปอาราธนาพระพุทธเจ้ามานับพระนิพพานไม่ถ้วนนับอสงไขยก็ไม่ถ้วน มาผลิตของขวัญนี้ให้ปรากฏขึ้นในมนุษย์ ธรรมกายในมนุษย์นี้ก็เข้าสมทบด้วย ดูแลการงานนั้นๆ ท่านทําอย่างไรก็ทําไปตามท่าน พระพุทธเจ้าท่านจัดแจงทําทั้งนั้นตั้งแต่วันเข้าพรรษาจนกระทั่งถึงวันออกพรรษา วินาทีหนึ่งมิได้หยุดเลย ท่านกระทําความศักดิ์สิทธิ์ของท่าน พอออกพรรษาแล้ว พอได้อรุณก็สําเร็จความประสงค์ของท่านในการผลิตของขวัญ องค์ต้นรับสั่งว่า ของศักดิ์ สิทธิ์ขนาดนี้บังเกิดเป็นครั้งแรกในโลก แล้วก็หับพระโอษฐ์ที เดียวเมื่อรับสั่งดังนี้แล้ว เราก็คํานวณว่าศักดิ์สิทธิ์เพียงแค่ไหน เพียงใด คํานวณไม่ถูก
ผู้พูดนี้ก็ได้ลงมือแจกในวันแรม 5 ค่ำเป็นวันเกิดของผู้พูดนี้ได้แจกของขวัญออกไป อัศจรรย์ต่างๆ ความศักดิ์สิทธิ์ของของขวัญนั้น ผู้ที่ได้รับไปแล้ว นางเขียว บางไผ่ เป็น ผู้หญิงอายุ ๘๐ กว่า ได้รับพระเอาไปแล้ว เอาไปไว้บนหลังมุ้ง พอค่ำลงเท่านั้นเปล่งรัศมีสว่างเต็มบ้านเต็มช่อง พากันตกตะลึงเพราะไม่รู้เรื่องอะไรกัน ทะเลิ่กทะลักไปตามกันพักใหญ่ นานอยู่ แล้วแสงนั้นก็ค่อยโทรมลงไป แล้วก็มาสว่างอยู่ที่ หลังมุ้ง นางเขียวก็รู้ว่าพระของขวัญเอาไว้ที่นั่น แสงสว่างนี้ออกจากพระของขวัญนั่นเอง แต่เช้าเชียวมาหาผู้พูดนี้ บอกว่าท่านเมื่อคืนนี้แสงสว่างเกิดที่บ้านดิฉัน พระท่านเปล่งรัศมีสว่างเชียว เดิมทีก็ไม่รู้ว่าอะไรแล้วก็มารวมอยู่ที่พระจึงรู้ว่าพระ รูปร่างนางเขียวเมื่อวันมารับพระของขวัญนั้นมีโรคภัยไข้เจ็บเป็นประจําอยู่ คืนเดียวเท่านั้น เวลามาบอกร่างกายเปล่งปลั่งไปหมด แปลกกว่าปกติเดิมทีเดียว ผิวพรรณเกลี้ยงเกลาไปหมด ดูสะอาดสะอ้านมีผิวพรรณวรรณะ เขารู้สึกว่า ของขวัญนี้อัศจรรย์ แปลชั่วเป็นดีได้ขนาดนี้เชียวหนอ เรารู้สึกว่าศักดิ์สิทธิ์เพียงแค่นี้แลหรือ ยังไม่ใช่เพียงเท่านี้ อีกหลายรายที่ได้รับของขวัญไป
มีเด็กหญิงคนหนึ่งอายุยังมีถึง ๑๓ ปี รับพระของขวัญ ไปจากวัดปากน้ำแล้ว อยู่ทางถนนตกพอไปถึงบ้าน พระออกจากตัวไป ลอยเรื่อยไปในอากาศตัวก็เห็นเรื่อยไป แล้วไปเข้าบ้านโน้นเข้าไปในห้องพระแล้วเข้าไปในที่บูชานั้น เข้าไปในครอบพระที่เขาบูชานั่น ตัวก็ตามเข้าไปจะเอาให้ได้ เขาก็ไม่ยอมให้เข้าไป เขาบอกว่าห้องพระนั้นคนอื่นมาเกี่ยวข้องไม่ได้ เขาคนเดียวเท่านั้น ไม่มีอะไรไม่ต้องเข้าไป เด็กก็จะเข้าไป เกิดเถียงกันเด็ก เมื่อไม่ให้เข้าไปมันก็ร้อง เขาว่าถ้าจะเข้าไปก็ ต้องไปบอกมารดาเอ็งก่อน ให้ไปบอกผู้ใหญ่มาก่อน เด็กก็ไปบอกมารดามา เขาก็ให้เข้าไปเปิดดู เปิดเข้าไปในห้องพระก็เห็นพระของขวัญนั้นอยู่ในครอบพระจริงๆ เจ้าของบ้านก็รับรองว่าไม่ใช่ของของเขา เขาก็ให้เด็กคนนั้นมา นี่ก็อัศจรรย์ นึกว่าของตายๆ ดินๆ อย่างนี้แหละ ออกไปก็ได้ น่าอัศจรรย์นัก...”
เรื่องความศักดิ์สิทธิ์ของพระของขวัญนี้ หนังสือพิมพ์ บางกอกไทม์ ปีที่ 5 สัปดาห์ที่ ๒๘๐ วันจันทร์ที่ ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๐๓ ได้เสนอข่าวว่า
“ครั้งหนึ่ง ข้าพเจ้าได้ไปหาท่านเจ้าคุณพระมงคลเทพมุนี (สด) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ธนบุรี หรือที่ ประชาชนเรียกว่า “หลวงพ่อวัดปากน้ำ” เพื่อนมัสการถามถึง ความศักดิ์สิทธิ์อันลือเลื่องเกี่ยวกับอภินิหารพระเครื่องที่ท่านสร้างขึ้น แจกเป็นพระของขวัญของประชาชนชาวไทย เพราะปรากฏทหารไทยในสมรภูมิเกาหลีรอดตายมาอย่างไม่น่าเชื่อ ด้วยเหตุการณ์ต่างๆ กันนั้น มีพระเครื่องของ “หลวงพ่อวัดปากน้ำ” แขวนคออยู่ด้วยกันทุกคน ขณะที่ข้าพเจ้าไปถึงวัด ปากน้ำ ภาษีเจริญ ธนบุรี ตลาดพลูนั้น ตรงกับเวลาที่หลวงพ่อกําลังฉันจังหันเพลอยู่ที่ศาลาการเปรียญ ข้าพเจ้าจึงนั่งคอยอยู่ท่ามกลางบรรดาผู้คนซึ่งทยอยกันเข้ามาไม่ขาดจังหวะเพื่อพบหลวงพ่อ ในระหว่างที่นั่งรออยู่นี้เอง สายตาของข้าพเจ้า ได้เหลือบไปเห็นจดหมายของหลวงพ่อฉบับหนึ่ง เป็นของสิบตรีวาสนา อาคมวัฒนะ แห่งกรมผสมที่ ๒๑ ส่งจากสมรภูมิเกาหลีมานมัสการหลวงพ่อ และจากจดหมายฉบับนี้ข้าพเจ้า ได้พิจารณาแล้ว เห็นสมควรที่จะนํามาเผยแพร่ให้ท่านผู้อ่าน ได้ทราบทั่วกันดังต่อไปนี้
...เนื่องจากผมได้รับพระเครื่องซึ่งเป็นผงสีขาวไป ๑ องค์ และบัดนี้ผมก็ได้ออกสนามรบในยุทธภูมิเกาหลี และได้รับความคุ้มกันเป็นอันดีทั้งๆ ที่ตัวผมเองก็เป็นนักสะสมพระเครื่องมาเป็นเวลานานปี ก็ยังไม่เห็นพระองค์ใดที่จะให้ผลเป็นที่โจ่งแจ้งเช่นนี้ ตลอดจนปรารถนาสิ่งใดก็นึกภาวนาไปตามข้อปฏิบัติ ก็จักได้ผลสําเร็จทุกประการ นับว่าเป็นพระเครื่องที่ประเสริฐแท้ไม่มีที่พึ่งใดๆ จะยิ่งไปกว่า แม้การเงินการทองที่เคยขัดสน จนยาก นับแต่ได้พระเครื่องของพระคุณอาจารย์มาก็รู้สึกว่าค่อยมีฐานะกระเถิบขึ้นดีกว่าเก่ามาก และเงินนั้นใช้ไม่รู้จักหมดสิ้น
เหตุการณ์ในแนวรบนั้น ผมจะนํามากล่าวให้พระคุณทราบตลอดจนอุบาสิกา พระภิกษุ สามเณร และฆราวาสทั้งหลาย ยามนั้นกองพันทหารไทยได้ขึ้นสู่แนวรบในที่ดุเดือดและวาระหนึ่ง กระสุนปืนใหญ่ของข้าศึกได้ยิงถูกคลังกระสุนจนผู้ที่พักอยู่ในที่นั้นต้องกระจัดกระจายไป เนื่องจากไฟได้ไหม้ถังน้ำมัน บางอย่างจนเกิดเป็นแสงไฟอร่ามทั่วท้องฟ้า ปืน ต่างๆ และเครื่องเหล็กละลายไปกับพระเพลิง ในจํานวนนั้น มีทหารคนหนึ่งได้ทิ้งห่อพระไว้ ตอนสายๆ เพลิงค่อยสงบลง จึงได้รุดมายังที่นั้น ก็เห็นภาพอันน่าประหลาดที่ห่อผ้าเช็ดหน้าแขวนเด่นอยู่กับเสาเหล็ก เป็นที่ประหลาดใจแก่ทหารทั้งหลายเป็นอันมาก เพราะแม้แต่เหล็กก็ยังละลาย แต่ทําไมผ้าที่ห่อพระอันเป็นผ้าขาวเปล่าๆ โดยไม่ได้ลงเลขยันต์อะไรและภายในห่อผ้านั้นมีพระเครื่องอยู่หลายองค์โดยอาจารย์ต่างๆ แต่ที่เป็นผงก็ละเอียดป่นไปหมด ส่วนที่เป็นชิ้นก็ละลายไปสิ้น คงเหลือแต่พระเครื่องวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ธนบุรี องค์เดียว โดยไม่เสียหายแม้แต่กรอบที่หุ้มองค์พระไว้ จนเป็นที่เลื่องลือกันทั่วไป และในกองร้อยผมก็ได้สืบความมาว่าทั้งกองร้อยมี
พระวัดปากน้ำเพียงสององค์ คือรวมทั้งของผมเองและของเพื่อนที่ถูกปืนใหญ่ดังกล่าว
อีกประการหนึ่งตัวผมเองก็ได้ผ่านมา ขณะนั้นจะลําเลียงอาวุธบางอย่างไปบนยอดเขา ตรงที่ยืนกําลังเจรจานั้นแหละ เป็นที่ลูกปืนใหญ่หล่นลงมายังหัวของผมพอเหมาะทีเดียว แต่เป็นด้วยอานุภาพของพระเครื่องของท่านที่ผมเคารพบูชา เป็นเหตุให้ผมเฉลียวใจแปลกๆ ผมจึงรีบนําอาวุธเคลื่อนจากที่นั้นรีบไปโดยด่วน และประมาณ ๑๕ นาที ลูกปืนก็ตกลงที่ที่ผมยืนอยู่นั้น พอดีกับรอยเท้าที่ยืนเลย ถ้ามัวเจรจากันอยู่ เยิ่นเย้อก็ไม่เป็นปัญหาอะไร
อีกครั้งหนึ่งรถตกเหวตายกันทั้งคันและบาดเจ็บบ้าง ผม กระโดดรอดมาได้อีกโดยไม่เป็นอันตรายเลย บางครั้งหิมะและหมอกลงจัดทําให้ผมหลงทางในเวลาปฏิบัติการจนหมดปัญญา เลยเสี่ยงยกมือขึ้นไหว้ระลึกถึงพระคุณท่านให้ช่วย สักครู่ประมาณ ๑ ชั่วโมง หมอกนั้นก็ค่อยจางหายไปอย่างรวดเร็วราวกับปาฏิหาริย์ ผมจึงได้กลับมายังฐานทัพได้ และยังมีอีกหลายเรื่องที่ผมมิได้นํามากล่าว เนื่องจากออกไปทําการยิงขนาดเผาขนกันแทบไม่เว้นแต่ละวัน ก็รอดมีชัยมาได้ทุกครั้ง หาได้ระคายผิวหนัง ทั้งนี้จึงขอนมัสการมาให้ทราบเพราะผมและเพื่อนได้เป็นผู้ทดลองกันมาด้วยตนเอง บางครั้งอยู่ในวิถีปืนที่ยิงมาอย่างหนัก ถ้าไม่มีโอกาสเพ่งศูนย์กลางตัวได้ก็เพียงภาวนาดังกล่าว และระลึกถึงอาจารย์คือหลวงพ่อก็พอแล้ว สามารถคุ้มกันได้และพลอยคุ้มเพื่อนฝูงไปได้เสียอีก...”
เรื่องราวเกี่ยวกับอานุภาพพระของขวัญนี้มีอยู่มากมายจนกระทั่งพระของขวัญรุ่นแรกไม่พอแจก ซึ่งหลวงพ่อท่านได้เคยบอกไว้ตั้งแต่ยังแจกไม่หมดแล้วว่าแปดหมื่นสี่พันสองหนก็ไม่พอแจก ท่านจึงได้จัดทําอีกเป็นรุ่นที่ ๒ จํานวน ๘๔,๐๐๐ องค์เท่ากับรุ่นแรก และเมื่อได้แจกพระของขวัญรุ่นสองไปได้ครึ่งหนึ่งท่านก็สั่งทํารุ่นที่ ๓ ขึ้นอีก จํานวนเท่ากับรุ่นแรก เรื่องความศักดิ์สิทธิ์ของพระของขวัญนี้เป็นที่รู้กันดีตั้งแต่สมัยนั้นจนถึงทุกวันนี้ จะเห็นได้จากเรื่องเล่าเกี่ยวกับประสบการณ์ของผู้ที่บูชาพระของขวัญกันอยู่ไม่รู้จบ
เกี่ยวกับเรื่องพระของขวัญนี้ มีข้อที่ควรทราบอยู่ประการหนึ่งคือ ตอนที่หลวงพ่อท่านแจกพระนั้น ท่านได้แจกแผ่นกระดาษซึ่งมีคําอธิบายวิธีตั้งจิตอธิษฐานเอาไว้ด้วย คําอธิบายดังกล่าวนั้นเริ่มต้นท่านก็สอนให้ทําสมาธิโดยกําหนดองค์พระของขวัญเป็นนิมิตแทนดวงแก้ว (เรื่องการกําหนดนิมิตนี้ท่านไม่จํากัดเฉพาะดวงแก้วหรือองค์พระ เช่น ขณะจะทําพิธีบรรพชาอุปสมบทท่านก็สอนให้นาคหรือสามเณรนึกถึงปอยผมที่โกนแล้วนํามาเป็นนิมิต ซึ่งก็ได้ผลเช่นเดียวกัน) เมื่อสามารถประคองใจให้หยุดนิ่งดีแล้ว ท่านจึงแนะนําวิธีอธิษฐาน ซึ่งนับว่าเป็นการตั้งจิตอธิษฐานอย่างแท้จริง
จะเห็นได้ว่า หลวงพ่อท่านยังคงมุ่งมั่นให้สาธุชนทั้งหลายฝึกทําสมาธิเจริญภาวนา ทําใจให้หยุดนิ่งอยู่ที่ศูนย์กลางกายเป็นสําคัญ ไม่ว่าจะเริ่มต้นด้วยการเทศน์ การรักษาคนไข้ การแจกพระของขวัญ แต่สิ่งสําคัญนั้นท่านยังคงมุ่งไปที่พระรัตนตรัยเป็นสําคัญ เพราะท่านซาบซึ้งดีว่าพระรัตนตรัยนั้นเป็นทั้งที่พึ่งและทีระลึกอันสูงสุดของเราทั้งหลาย