ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

โรงงานทําวิชชา

หลวงปู่วัดปากน้ำ · พระมงคลเทพมุนี-40วัชรวีร์

PDF
๑๐. โรงงานทําวิชชา เป็นที่ทราบกันดีว่าหลวงพ่อท่านมีความมุ่งมั่นในการเจริญภาวนาเป็นที่สุด จะเห็นได้จากกิจวัตรประจําวันของท่านนั้น เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการเจริญภาวนาแทบทั้งสิ้น และที่สําคัญประการหนึ่งคือ ท่านไม่ชอบออกไปนอกวัด เพราะ เกรงจะเสียเวลาในการทําวิชชา หากสุดวิสัยจําเป็นต้องออกไป ท่านก็จะรีบกลับ โดยไม่ยอมไปค้างคืนที่อื่นเลยนับแต่เป็นเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ คําว่า “ทําวิชชา” ในที่นี้อาจไม่เป็นที่คุ้นเคยสําหรับบางท่าน และการจะอธิบายว่าการทําวิชชาคืออะไรนั้น ก็เป็นเรื่องค่อนข้างยากต่อการอธิบายและยากต่อการทําความเข้าใจเช่นกัน เพราะเหตุที่เป็นเรื่องที่ลึกซึ้งละเอียดอ่อน ผู้ที่จะเข้าใจเรื่องนี้ได้ดีก็คือผู้ที่ได้ธรรมกายแล้วและเคยมีประสบการณ์ในการทําวิชชามาก่อน ซึ่งในสมัยนั้นผู้ที่ทําวิชชาได้ก็มีอยู่เป็นจํานวนมากเช่นกัน เท่าที่ประมวลจากเรื่องราวการทําวิชชาในสมัยหลวงพ่อวัดปากน้ำนั้น พอจะกล่าวเพื่อความเข้าใจในระดับเบื้องต้นนี้ว่า การทําวิชชานั้นเป็นการทํางานทางจิตชนิดหนึ่งของผู้ที่ได้ธรรมกายแล้ว โดยที่การทํางานชนิดนี้มีลักษณะของการศึกษาและค้นคว้า (ทางจิต) ไปด้วยเช่นกัน ดังนั้นจึงจําเป็นต้องมีครูผู้เชี่ยวชาญคือหลวงพ่อคอยควบคุมดูแลอยู่ด้วย เทียบกับในยุคนี้ก็ดูคล้ายๆ กับศาสตราจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านใดด้านหนึ่ง นําคณะทํางานอยู่ในห้องปฏิบัติการในสาขาวิชาที่ตนเชี่ยวชาญฉะนั้น สถานที่ที่ใช้ทําวิชชาหรือที่เรียกว่า “โรงงานทําวิชชา” ในสมัยนั้นเป็นกุฏิหลังใหญ่มีเพิงออกไปสองข้าง มีแผงกั้นเป็นสองส่วนคือส่วนของพระส่วนหนึ่ง และของแม่ชีส่วนหนึ่ง ทําให้ทั้งสองฝ่ายไม่เห็นหน้าและไม่รู้จักกัน ส่วนการทํางานนั้น ทั้งสองฝ่ายต่างก็แบ่งเป็น ๒ ผลัด ผลัดแรกเริ่มเข้าที่นั่งสมาธิตั้งแต่ ๖ โมงเย็นถึงเที่ยงคืน ผลัดที่สองเริ่มตั้งแต่เที่ยงคืนไปออก ๖ โมงเช้า ตอนกลางวัน ผลัดหนึ่งมารับครึ่งวันตอนเช้า ผลัดสองก็มาต่อครึ่งวันตอนเย็น ส่วนผู้ที่ไม่ได้ธรรมกายนั้น หลวงพ่อท่านไม่อนุญาตให้เข้าไป เพราะเกรงว่าจะไปรบกวนสมาธิของผู้ที่กําลังเจริญภาวนา นอกจากนั้นก็อาจจะเกิดความสงสัยในเรื่องที่ละเอียดลึกซึ้ง อันไม่เป็นผลดีใดๆ ความรู้และประสบการณ์ของผู้ที่ทําวิชชาอยู่กับหลวงพ่อนั้นเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์มาก ตัวอย่างเช่นวันหนึ่งหลวงพ่อได้นําเมล็ดมะม่วงเข้าไปในบริเวณโรงงานทําวิชชา แล้วนําเมล็ดมะม่วงนั้นปลูกลงในดินพร้อมกับรดน้ำลงไป ทันใดนั้นต้นอ่อนของมะม่วงก็ค่อยๆ งอกขึ้นมาและโตขึ้นจนเป็นต้นมะม่วงที่สูงใหญ่ในเวลาเพียงครึ่งชั่วโมง ต่อจากนั้นมะม่วงต้นนั้นก็ออกดอกและออกผลในทันที ซึ่งในครั้งนั้นหลวงพ่อได้แบ่งมะม่วงให้แก่ทุกๆ คนในที่นั้นได้ลิ้มโอชารสอันวิเศษด้วยเช่นกัน เรื่องปลูกมะม่วงแล้วโตขึ้นมาทันทีนี้ มีปรากฏอยู่ในคัมภีร์อรรถกถาธรรมบทซึ่งบางท่านอาจจะคุ้นเคยกันดี กล่าวคือในช่วงก่อนที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะทรงกระทํายมกปาฏิหาริย์นั้น พระพุทธองค์มีรับสั่งให้นายคัณฑะปลูกเมล็ดมะม่วง แล้วทรงเทน้ำล้างพระหัตถ์บนเมล็ดมะม่วงนั้น ต้นมะม่วงก็งอกขึ้นมาทันทีจนกระทั่งมีความสูงถึง ๕๐ ศอก พร้อมกับมีผลมะม่วงสุกอยู่ด้วย และในครั้งนั้นพระภิกษุจํานวนมาก ก็ได้ฉันผลมะม่วงนั้นด้วย การที่หลวงพ่อท่านได้พิสูจน์ให้ศิษย์ทั้งหลายเห็นความมหัศจรรย์ของวิชชาในพระพุทธศาสนาด้วยตนเองเช่นนี้ ทําให้หลายๆ ท่านหมดความคลางแคลงในเรื่องปาฏิหาริย์ต่างๆ ที่มีอยู่ในพระไตรปิฎก และไม่ใช่เพียงครั้งเดียวเท่านั้น เรื่องทํานองเดียวกันนี้ยังมีอีก เรื่องมีอยู่ว่า ศิษย์ของท่านผู้หนึ่งได้เล่าประสบการณ์ที่ มหัศจรรย์ที่สุดในชีวิตของเธอให้แก่ นางกิมซุ้ย แซ่ลี้ และ คุณทนุ มานะไชยรักษ์ ฟังว่า สมัยที่หลวงพ่อยังมีชีวิตอยู่ ตนเองได้พายเรือมาทําบุญที่วัดปากน้ำเป็นประจําติดต่อกัน มานานถึง ๓๐ ปี จนกระทั่งคุ้นเคยกับหลวงพ่อมาก อยู่มาวันหนึ่ง เจ้าของที่ดินที่เธอเช่าทําสวนอยู่นั้น ขอยกเลิกการเช่าและให้ครอบครัวของเธอเตรียมย้ายออก เธอและสามีจึงได้เตรียมซื้อที่ไว้แปลงหนึ่งจํานวน ๔ ไร่เศษ อยู่ที่ซอยสวนผัก บางขุนนนท์ ครั้งนั้นเธอมีเงินอยู่๓,๐๐๐ บาทเศษ ยังขาดอยู่ประมาณ ๑๓,๐๐๐ บาท (ประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๐) จึงได้เอ่ยปากขอยืมเงินหลวงพ่อ หลวงพ่อท่านทราบดีว่า เธอมีนิสัยโกรธง่ายหายเร็ว ท่านจึงแกล้งตอบเธอเหมือนกับจะช่วยไม่ได้ คือท่านพูดว่า “อาตมาจะไปเอาเงินมาจากไหน” ซึ่งก็เป็นไปตามคาด เธอโกรธและต่อว่าหลวงพ่อพร้อมกับผลุนผลันกลับไปที่ท่าเรือ หลวงพ่อท่านหัวเราะแล้วเดินไปส่ง พร้อมกับบอกให้เธอกลับไปรดน้ำต้นฝรั่งที่ปลูกไว้ในสวนแล้วจะมีเงินพอซื้อที่ เมื่อกลับถึงบ้านเธอเองก็ไม่เชื่อว่าคําพูดหลวงพ่อจะเป็นจริง แต่เธอก็คิดจะลองดูเพราะไม่รู้จะแก้ปัญหาอย่างไรแล้ว และด้วยความคิดอยากจะลองดี เธอจึงรดน้ำต้นฝรั่งเพียง 5 ต้น ทั้งๆ ที่มีต้นฝรั่งเกือบเต็มพื้นที่ ๕ ไร่เศษ รุ่งขึ้นตอนเช้า เธอไปดูที่ต้นฝรั่งแล้วถึงกับตะลึงเพราะ ว่าฝรั่ง 5 ต้นนั้น ออกผลเต็มไปหมดและล้วนแล้วแต่ผลโตๆ ทั้งสิ้น เธอจึงเรียกลูกชายและสามีไปช่วยกันเก็บไปขาย ส่วนตนเองนั้นก็ไปรดน้ำฝรั่งจนหมดทั้งสวน และเหตุการณ์ก็เป็นเช่นเดิมคือฝรั่งทุกต้นออกผลโตๆ เต็มไปหมด ครั้งนั้นเธอเล่าว่า สามีและลูกเดินแบกตะกร้าฝรั่งจนเท้าบวม และเมื่อนําไปขายในตลาดใครๆ เห็นก็อยากซื้อ ในเวลาเพียงไม่กี่วันเธอก็ขายฝรั่งได้เงินมากพอไปซื้อที่แปลงใหม่ และยังมีเงินเหลืออีกด้วย เมื่อซื้อที่ได้แล้วปัญหาใหม่ก็มีอีกคือเธอต้องการปลูกบ้านแต่เงินที่เหลืออยู่เล็กน้อยนั้นไม่พอ เธอจึงเอ่ยปากขอยืมเงิน หลวงพ่อเช่นเคย และเหตุการณ์ทํานองเดียวกับครั้งแรกก็เกิดขึ้น แต่ครั้งนี้หลวงพ่อให้เธอไปรดน้ำผักที่หลังบ้าน เธอกลับไปในตอนเย็น แล้วลงมือรดน้ำผักกาดขาวแปลงเล็กๆ ซึ่งเธอไม่ค่อยได้ดูแล และในทันทีที่เธอรดน้ำลงไป ผักนั้นก็โตขึ้นมาในบัดดล เธอตกใจและประหลาดใจมาก รีบร้องเรียกให้สามีและลูกชายมาดูสิ่งมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นนั้น แล้วในที่สุด เธอก็ขายผักได้เงินพอปลูกบ้านได้สําเร็จ ช่วงที่เธอเล่าให้คุณทนุและคุณแม่ (นางกิมซุ้ย) ฟังนั้น ประมาณ พ.ศ.๒๕๑๐ เธอชอบไปคุยกับนางกิมซุ้ยซึ่งทําหน้าที่ ช่วยขายดอกไม้ธูปเทียนอยู่ที่วัดปากน้ำในสมัยนั้น และเธอยังได้แนะนําให้คุณทนหมั่นไปทําบุญที่วัดปากน้ำบ่อยๆ แล้วจะประสบความสําเร็จในการงาน ซึ่งคุณทนุก็ได้ปฏิบัติตามนั้น และก็ได้รับความสุขความเจริญทั้งในเรื่องธุรกิจ และชีวิตครอบครัวเป็นอย่างดี ความมหัศจรรย์อันเกิดจากการทําวิชชานั้นมีอยู่อีกมากมาย ผู้ที่เป็นศิษย์วัดปากน้ำในสมัยนั้นต่างก็ทราบกันดี และด้วยเหตุนี้เอง จึงมีผู้ที่เข้าไปขอพึ่งบารมีพระเดชพระคุณหลวงพ่ออย่างเนืองแน่น ส่วนภารกิจในการทําวิชชาสมัยนั้น เท่าที่ทราบกันดี ก็ได้แก่การสงเคราะห์ประชาชนทั่วไป เช่น ผู้เจ็บไข้ได้ป่วยทั้งหลาย บางคนหลวงพ่อท่านก็แก้ให้เอง แต่เนื่องจากมีผู้มารับการสงเคราะห์เป็นจํานวนมาก จึงต้องให้ผู้ที่อยู่ในโรงงานทําวิชชาช่วยด้วย เรื่องการแก้โรคนั้น หลวงพ่อท่านจะสั่งให้ผู้ที่อยู่ในโรงงาน ค้นกรรมที่ทําให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บของผู้ป่วย เมื่อรู้ว่าเขาทํากรรมใดไว้ก็ตามไปแก้ที่เหตุ นอกจากการรักษา ผู้ป่วยแล้วยังมีภารกิจอื่นๆ อีกมาก ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นการช่วยเหลือสังคมทั้งสิ้น โดยเฉพาะในช่วงสงครามโลกครั้งที่ สองนั้น ภารกิจที่สําคัญยิ่งในโรงงานทําวิชชาก็คือ “การปัด ระเบิด !!!”