ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

ประสบการณ์ร่วมสมัย

หลวงปู่วัดปากน้ำ · พระมงคลเทพมุนี-40วัชรวีร์

PDF
๙. ประสบการณ์ร่วมสมัย เรื่องราวต่างๆ ของบุคคลที่เคยมีประสบการณ์บางเสี้ยวในชีวิตที่ได้เกี่ยวข้องกับหลวงพ่อวัดปากน้ำนั้น มีอยู่มากมายหลายๆ เรื่องก็ยังไม่มีผู้บันทึกด้วยสาเหตุต่างๆ กัน ซึ่งเรื่องเหล่านั้นนับวันก็จะค่อยๆ สูญหายไปตามกาลเวลา ส่วนบางเรื่องที่มีการเผยแพร่กันอยู่แล้วและเห็นว่าน่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ใฝ่รู้ทั้งหลาย ก็ได้รวบรวมมาไว้ในที่นี้ด้วยเช่นกัน เรื่องแรกนั้น เป็นประสบการณ์ของท่านเจ้าอาวาสวัดลําพระยา ท่านเล่าให้พระราชภาวนาวิสุทธิ์ (หลวงพ่อธัมมชโย) ฟังเมื่อหลายปีก่อนว่า เมื่อสมัยที่ท่านยังเป็นเด็กวัด ท่านมีหน้าที่ช่วยหลวงพ่อวัดปากน้ำรับแขกในสมัยที่หลวงพ่อท่านยังอยู่ในวัยหนุ่ม อยู่มาวันหนึ่ง มีพระธุดงค์ ๓ รูปมาจากต่างจังหวัด มาขอเรียนวิชาไสยศาสตร์จากหลวงพ่อและขอร้องให้หลวงพ่อแสดงวิชาให้ดู หลวงพ่อท่านจึงให้เด็กวัดไปเอาดินเหนียวมาสองก้อน ปั้นเป็นตุ๊กตาสองตัว แล้วเอาวางไว้ ห่างๆ กัน จากนั้นท่านก็มองดูเฉยๆ ไม่ได้เสกไม่ได้เป่า ตุ๊กตาก็วิ่งมาชนกัน จากนั้นท่านก็ให้เอาตอกมาจากโรงครัว แล้วท่านก็เอามาจักเป็นวัวธนู ชั่วนาทีเดียววัวธนูนั้นขยับทําท่าจะบิน หลวงพ่อท่านบอกว่าถ้าเป่าพรวดเดียวก็บินไปทันที พระธุดงค์ทั้งสามรูปนั้นก็ไม่ค่อยแสดงอาการตื่นเต้นอะไรนัก เข้าใจว่าคงเคยเห็นมาบ้าง ต่อจากนั้นหลวงพ่อท่านก็หยิบผ้าอาบน้ำฝนขึ้นมาแล้ว มองดูผ้านั้นสักหนึ่งนาที แล้วเอาผ้านั้นลูบขึ้นบนใบหน้า พอท่านเอาผ้าออก ใบหน้าของท่านก็เป็นสีทองสุกปลั่งสวยงาม เหมือนเอาทองคําไปหล่ออย่างนั้น สักครู่ท่านก็เอาผ้าลูบลง หน้าทองนั้นก็หายไป ถึงตอนนั้นพระธุดงค์ทั้งสามรูปต่างก็ก้ม ลงกราบขอเรียนวิชานี้ แต่หลวงพ่อท่านไม่สอนเพราะเหตุว่า ไม่ใช่วิชาของพระพุทธเจ้า เรียนแล้วก็ไปนิพพานไม่ได้ ท่านเองก็ทิ้งวิชาเหล่านั้นไปหมดแล้ว ท่านบอกว่าสู้เรียน “สัมมา อรหัง” ไม่ได้ ไปมรรคผลนิพพานได้ เรื่องที่สองเป็นเรื่องที่คุณตรีธา เนียมขํา ได้เล่าไว้ในหนังสือ “ตรีธาเล่าเรื่องหลวงพ่อและวัดปากน้ำ” มีใจความว่า คุณโชติ วนิกเกียรติ บุตรคุณพระสุธรรมวินิจฉัย ในวันเวียนเทียนวันหนึ่งหลังจากที่หลวงพ่อแสดงพระธรรมเทศนาเสร็จ และลงจากธรรมาสน์มานั่งพักบนอาสนะสงฆ์ คุณโชติได้เข้ามากราบเรียนหลวงพ่อว่า “หลวงพ่อครับ ผมขอกราบเท้าหลวงพ่อ” หลวงพ่อท่านตอบว่า “กราบตรงนี้ก็ได้” พร้อมกับชี้มือมาข้างหน้าคุณโชติก็ยังยืนยันอีกว่า “ผมขอกราบเท้า หลวงพ่อครับ หลวงพ่อกรุณาเหยียดเท้ามาให้กระผมกราบเถิดครับ” ในที่สุดหลวงพ่อท่านก็ทนการรบเร้าอ้อนวอนไม่ได้ จึงเหยียดเท้ามาให้คุณโชติกราบ คุณโชติกราบเรียนหลวงพ่อต่อไปว่าพี่สาวของเขานั้นมีความศรัทธาเลื่อมใสในองค์หลวงพ่อเป็นอย่างยิ่ง (พี่สาวคุณโชติชื่อชัช วนิกเกียรติ เคยเป็นโรคผิวหนังแล้วไม่มีหมอคนใดรักษาให้หายได้ แต่หลวงพ่อสามารถรักษาจนหายได้ และตัวคุณชัชก็ได้ธรรมกายด้วย) ทุกวันอาทิตย์ คุณชัชจะต้องมาทําบุญเลี้ยงพระที่วัดปากน้ํา คุณโชติเคยคัดค้านพี่สาวว่า วัดใกล้ๆ บ้านก็มีทําไม ไม่ไปทําบุญ ทําไมจะต้องไปทําบุญที่วัดปากน้ำด้วย หรือเป็น เพราะไปติดใจพระรูปใดรูปหนึ่งที่วัดปากน้ำเข้า หรือว่าไปถูกหลวงพ่อหลอกลวงให้หลงใหล เขาเล่าว่าตนเองนั้นติเตียนและพูดล่วงเกินหลวงพ่อเสมอ แต่ในวันนั้นซึ่งเป็นวันเวียนเทียน เขาได้เห็นอานุภาพพระธรรมกายด้วยตนเอง (เห็นองค์พระบนท้องฟ้า) เขาจึงเกิดความสลดใจว่าตัวเองเคยบริภาษล่วงเกินหลวงพ่ออย่างมากมายมาก่อน เขาจึงมาขอกราบเท้าขออโหสิกรรมจากหลวงพ่อ เมื่อหลวงพ่อได้ฟังดังนั้น ท่านก็อโหสิให้ ตั้งแต่นั้นมาคุณโชติก็มาทําบุญที่วัดปากน้ำเป็นประจําทุกๆ วัน เพราะ บ้านอยู่ไม่ไกลจากวัด ตอนเย็นๆ เมื่อกลับจากที่ทํางาน คุณโชติจะมากราบหลวงพ่อซึ่งเป็นเวลาที่หลวงพ่อเสร็จจากการนําสวดมนต์และนํานั่งสมาธิแล้ว คุณโชติมักนําน้ำอ้อยใส่แก้วเจียระไนอย่างดีมาถวายหลวงพ่อด้วยอาการนอบน้อมเป็นอย่างยิ่ง ต่อมาภายหลังเขาก็ฝึกเจริญภาวนาจนได้ธรรมกาย อีกเรื่องหนึ่งเป็นเรื่องที่สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (ปุ่น ปุณณสิริ) สมเด็จพระสังฆราชฯ (สมเด็จป๋า วัดโพธิ์ ของเหล่าสานุศิษย์ ท่านมีศักดิ์เป็นหลานของหลวงพ่อ) เล่าไว้ในหนังสือประวัติหลวงพ่อวัดปากน้ำตอนหนึ่งว่า “ครั้งหนึ่ง ผู้เขียนเรื่องนี้ได้มาฉันเพลที่วัดปากน้ำ วันนั้นมีประชาชนมาร่วมใจกันบริจาคทานแก่พระภิกษุสามเณรทั้งวัดเป็นกรณีพิเศษ เมื่อทายกประเคนอาหารเรียบร้อยแล้ว มีพ่อค้าตลาดสําเพ็ง ผู้มั่งคั่งคนหนึ่งไปกราบและถามว่า หลวงพ่อขอรับ วันนี้จะมี ผู้บริจาคสร้างกุฏิเพื่อเจริญพระกรรมฐานบ้างไหม ชาวบ้านไม่น้อยกว่า ๒๐ คนที่นั่งใกล้ๆ ได้ยินคําถามนั้น คิดว่าคงตั้งใจ ฟังคําตอบหลวงพ่อ ต่างทอดสายตามามองหลวงพ่อเพื่อฟังคําตอบ เวลานั้นข้าพเจ้าผู้เขียนมีทั้งโกรธผู้ถาม ทั้งหนักใจแทนหลวงพ่อและได้มองดูหน้าผู้ตอบ หลวงพ่อมีดวงหน้ายิ้มแย้ม แจ่มใส หลับตาสัก ๕ นาที ครั้นแล้วตอบทันทีว่า “มี” ผู้ถาม ได้ถามย้ำต่อไปว่ากี่หลัง ตอบว่า ๒-๓ หลัง และย้ำอีกว่าต้องได้แน่ เวลานั้นผู้เขียนฉันภัตตาหารไม่มีรส โกรธผู้ถามว่าช่างไม่มีอัธยาศัย คําถามเช่นนั้นเท่ากับเอาโคลนมาสาดรดหลวงพ่อ เมื่อต้องการทราบควรถามเฉพาะสองต่อสอง และโกรธหลวงพ่อว่า ช่างไม่มีปัญญาแก้ปัญหาเฉพาะหน้า คิดว่าทําไมนะหลวงพ่อจึงไม่พูดว่า เวลานี้ยังไม่เป็นโอกาสที่จะพยากรณ์ คําถามนั้น ที่ตอบออกไปว่าจะมีผู้บริจาค ๒-๓ หลังนั้นหมิ่นต่ออันตรายมากนัก อาจเป็นคําพูดที่ฆ่าตนเองได้ ดาบของตนฆ่าตนเอง เวลานั้นก็เอาใจช่วยหลวงพ่อขอให้มีผู้บริจาคจริงๆ เถิด เสร็จการฉันของหวานแล้วคําพยากรณ์ของหลวงพ่อก็ยังไม่ปรากฏเป็นความจริงขึ้น ผู้เขียนเรื่องนี้นั่งอยู่ด้วยความอึดอัดใจ นึกตําหนิท่านว่าไม่รอบคอบ พอได้เวลาอนุโมทนา มีคณะอุบาสกอุบาสิกากลุ่มหนึ่งเข้ามากราบหลวงพ่อ บอกว่าศรัทธาจะสร้างกุฏิเล็กๆ อย่างที่หลวงพ่อสร้างไว้แล้วอีก ๒-๓ หลัง ประมาณ ราคา ๓-๔ ร้อยบาทต่อหนึ่งหลัง ขอให้หลวงพ่อช่วยจัดการให้ด้วย ตอนนี้หลวงพ่อไม่หัวเราะ ยิ้มน้อยๆ พอสมควรแก่กาละ ครั้นแล้วหลวงพ่อเรียกตัวผู้ถามมาบอกว่า ได้แล้วกุฏิกรรมฐาน ๓ หลัง เจ้าของนั่งอยู่นี่ แล้วท่านชี้มือไปยังเจ้าภาพผู้บริจาค ผู้ถามได้กระโดดเข้าไปกราบที่ตักหลวงพ่อพูดว่ายิ่งกว่าตาเห็น ผู้เขียนดีใจจนเหงื่อแตกที่ความจริงมากู้เกียรติของหลวงพ่อไว้ได้ เกรงจะเป็นลูกไม้ จึงหาโอกาสสนทนากับผู้บริจาคว่านัดกับหลวงพ่อไว้หรือว่าจะสร้างกุฏิถวาย ได้รับคําตอบว่า เพิ่งคิดเมื่อมาทําบุญวันนี้เอง เดินมาเห็นกุฏิเล็กๆ สวยดีอยากจะสร้างบ้าง แต่ทุนไม่พอจึงปรึกษากับพวกพ้องที่บังเอิญมาพบกันวันนี้ เห็นดีร่วมกัน จึงได้มอบเงินแก่หลวงพ่อให้จัดการสร้างต่อไป นี่เป็นเรื่องก่อนสงครามโลกร่วม ๒๐ ปี เมื่ออุบาสกอุบาสิกากลับหมดแล้ว ผู้เขียนจึงได้พูดกับหลวงพ่อต่อไป เบื้องต้นยกย่องว่า หลวงพ่อพยากรณ์แม่นเหมือนตาเห็นแต่น่ากลัวอันตราย ไม่ควรตอบเวลานั้น ควรจะบอกเฉพาะตัวหรือสองต่อสอง หลวงพ่อถามว่าอันตรายอย่างไร จึงเรียนท่านว่าถ้าไม่เป็นความจริงดังคําพยากรณ์ ชาวบ้านจะเสื่อมศรัทธา หลวงพ่อพูดว่า เรามันเซอะ พระ พุทธศาสนาเก๊ได้หรือ ธรรมะของพระพุทธเจ้าต้องจริง ธรรมกายไม่เคยหลอกลวงใคร...”