ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

ประจักษ์พยาน

หลวงปู่วัดปากน้ำ · พระมงคลเทพมุนี-40วัชรวีร์

PDF
๘.ประจักษ์พยาน เป็นที่ทราบกันดีว่า เมื่อพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่าน ได้เริ่มเปิดอบรมสั่งสอนธรรมปฏิบัตินั้น มีผู้มาศึกษาปฏิบัติธรรมกับท่านเป็นจํานวนมาก ในบรรดาบุคคลเหล่านั้นแต่ละคนก็ได้รับผลการปฏิบัติแตกต่างกันไป บางท่านพอได้ความสงบใจ บางท่านพอได้เห็นดวงสว่าง บางท่านก็ได้เข้าถึงพระธรรมกาย เรื่องราวต่อไปนี้พอจะถือเป็นตัวอย่างหรือ เป็นกรณีศึกษาให้แก่อนุชนผู้มาในภายหลัง จะได้ทราบเรื่อง ราวความเป็นไปในยุคนั้นได้บ้าง ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้นได้มีผู้จดจําและบันทึกไว้ ได้มากพอสมควร แต่หลายๆ เรื่องก็ยังไม่เป็นที่เปิดเผยด้วย เหตุผลหลายประการ อย่างไรก็ตามเราท่านทั้งหลายก็ยังโชคดีที่มีบางท่านได้บันทึกจดจําและนํามาเปิดเผยให้เราได้ทราบ ๑ เรื่องแรกนี้เป็นบันทึกของพระทิพย์ปริญญา (ธูป กลัมพสุต) เปรียญ ๖ ประโยค อดีตผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ บันทึกไว้ดังนี้ “วันหนึ่งข้าพเจ้ามาที่วัดแห่งหนึ่งในพระนคร พบนายทหารคนหนึ่งชื่อ หลวงจบกระบวนยุทธ เขาคุยให้ฟังว่าเขา เคยมาวัดปากน้ําได้ข่าวลือว่าพาไปสวรรค์นรกได้ เขาสองคนกับภริยาไปหา ขอให้พาไปพบพ่อตาที่ตายไปนานแล้วว่าจะไปอยู่ที่ไหน หลวงพ่ออิดเอื้อน แกตัดพ้อต่อว่าต่างๆ นานาว่า ถ้าไม่ทําให้เห็นจริง เสียงที่เล่าลือนั้นก็ไม่เป็นความจริง ในที่สุดแกว่าหลวงพ่ออดรนทนไม่ได้จึงเรียกพระมา ๑ รูป ซี ๑ คน และบอกเรื่องที่หลวงจบฯ ต้องการให้ทราบทั้งพระและแม่ชีก็นั่งเข้าสมาธิ ที่หลวงจบฯ บอกชื่อพ่อมาให้ทราบ สักประเดี๋ยวเดียว พระตอบว่าไม่พบ หลวงพ่อบอกว่าขอตรวจบัญชีให้ถ้วนถี่ พระบอกว่าพบแล้ว ไปเกิดเป็นเทวดาอยู่ในชั้นยามา (สวรรค์ชั้นที่ ๓) และบอกแม่ชีว่าขอยืมร่างหน่อย ประเดี๋ยวบอกว่ามาแล้ว แม่ชีลืมตา หลวงพ่อก็ถามไปยังแม่ชีผู้นั้น แม่ชีบอกว่ามาจากชั้นยามาและบอกว่าเมื่อเป็นมนุษย์ อยู่ทางวัดยายร่ม แล้วถามว่าทําบุญอะไรจึงไปเกิดเป็นเทวดา แม่ชีนั้นตอบว่าสร้างโบสถ์ หลวงจบฯตอนนี้ชักตะลึง เพราะความจริงพ่อตาสร้างโบสถ์ไว้จริง หลวงจบฯ ยังช่วยทําแต่ก็นานแล้ว แต่สังเกตดู แม่ชีผู้นี้อายุยังน้อย คะเนว่าจะเกิดไม่ทันเสียอีก แต่ไฉนบอกถูกต้อง แล้วหลวงพ่อซักต่อไปว่า เคยมีลูกกี่คน บอกถูกหมด ทั้งลูกหญิงลูกชาย แล้วถามว่านี่ใคร แม่ชีมองดูสักประเดี๋ยว แล้วถามตรงมาที่หลวงจบฯ ว่า นี่อ้ายแช่มใช่ไหม หลวงจบฯ ว่าใช่ แล้วถามต่อไปอีกว่า นี่นางเครือใช่ไหม ภริยาหลวงจบ รับว่าใช่ ที่สุดทั้งตัวหลวงจบฯ และภริยาต้องร้องไห้โฮโดย คิดถึงบิดา เพราะความจริงแม่ชีผู้นี้ไม่รู้จักชื่อหลวงจบฯ และชื่อภริยาก็ไม่รู้ หลวงพ่อก็ไม่รู้ ไฉนแม่ชีจึงพูดถูกต้อง นี่เป็นเรื่องที่หลวงจบฯ เล่าให้ข้าพเจ้าฟังเองว่า ตัวหลวงจบฯ แต่เดิมนั้นชื่อแช่ม แต่เป็นหลวงจบกระบวนยุทธมานานแล้ว ไฉนแม่ชีจึงเอามาพูดถูก ในที่สุดหลวงจบฯ ว่า เรื่องที่พบมา เป็นอย่างนี้” ๒ เรื่องที่สองนี้ เป็นเรื่องที่พระภาวนาวิริยคุณ (หลวงพ่อทัตตชีโว) รองเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ได้ฟังมาจากท่านเจ้าคุณพระราชโมฬี อดีตเจ้าอาวาสวัดราชโอรสาราม หลายปีมาแล้ว เรื่องที่เกิดขึ้นนี้ท่านเจ้าคุณอยู่ในเหตุการณ์ด้วย เรื่องมีอยู่ว่า บ่ายวันหนึ่ง ขณะที่หลวงพ่อวัดปากน้ำกําลังรับแขกอยู่ตามปกติ (มีแขกจริงๆ คือชาวอินเดียคนหนึ่ง) ได้ยินกิตติศัพท์ของหลวงพ่อวัดปากน้ำจึงตั้งใจมากราบนมัสการท่าน เมื่อพบหลวงพ่อก็เข้าไปกราบแล้วถามว่า สติปัญญาอย่างตน ถ้าตั้งใจปฏิบัติธรรม จะมีโอกาสเข้าถึงพระธรรมกายไหม หลวงพ่อตอบว่า มี เพราะการที่ได้มาเจอหลวงพ่อก็ แสดงว่ามีบุญเยอะแล้ว แขกคนนั้นถามว่า สักกี่วันถึงจะเข้าถึง หลวงพ่อท่าน เข้าสมาธิตรวจดู แล้วตอบว่า “ถ้าบังนั่งวันละชั่วโมง ไม่กี่เดือนก็ได้” แขกนั้นตอบว่านานเป็นเดือนเชียวหรือ วันรุ่งขึ้นเขาจะต้องกลับอินเดียแล้ว เอาให้ได้วันนั้นเลยได้ไหม หลวงพ่อท่านนั่งเข้าที่อีกครู่หนึ่ง แล้วลืมตาขึ้นมาตอบว่า “ได้ แต่มีข้อแม้ว่า บังต้องนั่งกับหลวงพ่อตรงนี้ ถ้าหลวงพ่อไม่เลิก บัง ก็ต้องไม่เลิก ห้ามขยับด้วย” แขกคนนั้นก็รับคําแต่โดยดี หลวงพ่อจึงบอกให้บังไปล้างหน้าล้างตา เข้าห้องน้ำให้ เรียบร้อยแล้วสอนให้นั่งสมาธิ ท่านยังย้ำอีกว่า “ถ้าพ่อไม่ลุก เอ็งห้ามขยับนะ เพราะธาตุของเอ็งยังต้องบ่มอีกระยะหนึ่ง ถ้าเอ็งจะเอาวันนี้ มันต้องบ่มเป็นพิเศษด้วยวิธีเฉพาะ” เมื่อหลวงพ่อท่านบอกให้นั่ง บังก็ตั้งใจนั่งจริง ๆ อยากเข้าถึงธรรม เมื่อนั่งได้ประมาณครึ่งชั่วโมงก็ลืมตาเห็นหลวงพ่อท่านนั่งนิ่ง บังจึงนั่งหลับตาต่อไป อีกครู่หนึ่งก็ลืมตาขึ้นมาอีก ถึงตอนนี้ตัวของบังเต็มไปด้วยเหงื่อ แต่ก็อดทนนั่งต่อไป นั่งได้ประ มาณชั่วโมงเศษ ทั้งร่างกายแขนขาสั่นไปหมดเพราะไม่เคยนั่งนาน บังหรี่ตาขึ้นเห็นหลวงพ่อนั่งเฉยอยู่ เมื่อเห็นท่านนั่งนิ่ง ผิวพรรณเปล่งปลั่ง หน้าตาสดใส ไม่แสดงอาการปวดเมื่อย ทั้งที่ท่านอายุถึง ๗๐ ปี ส่วนตนเองอายุยังไม่ถึง ๕๐ ปี บังจึงตัดใจนั่งตัวสั่นต่อไปอีกราวหนึ่งชั่วโมง คราวนี้บังนั่งนิ่งเหงื่อที่ชุ่มโชกก็หายไป ขณะนั้นเวลาประมาณบ่าย ๓ โมงครึ่ง มี ผู้สังเกตเห็นผิวของบังผุดผ่องขึ้นมาทั้งที่ผิวก็ดําๆ อย่างนั้น ท่าทางที่ดูเกร็งๆ แต่แรกก็กลับกลายเป็นผ่อนคลาย หลวงพ่อท่านถามบังว่า “เห็นความสว่างชัดไหม?” บังตอบว่าเห็นชัดบ้างไม่ชัดบ้าง “ประคองนิ่งไว้กลางท้องที่ฐานที่ ๗” หลวงพ่อบอกวิธี ในขณะที่คนอื่นๆ ที่นั่งอยู่ด้วยกันหลายคนค่อยๆ ทยอยกลับไป เหลือเพียงไม่กี่คน สักพักบังบอกว่าเห็นชัดแล้ว หลวงพ่อจึงให้มองเข้าไปกลางดวงใสสว่างที่กลางท้อง (ดวงปฐมมรรค) นั้น ครู่ต่อมาบังก็ถามหลวงพ่อในขณะที่ตนยังหลับตาทําสมาธิอยู่ว่าทําไมตัวเขาจึงนั่งอยู่ในท้องของตนเอง หลวงพ่อไม่ว่าอย่างไรแต่ สั่งว่า “เข้ากลางไป” “ผมเห็นพระพุทธเจ้าอยู่ในท้องครับ” บังบอกถึงความก้าวหน้าไปตามลําดับของตน “นั่นแหละ เข้าถึงธรรมกายแล้ว” จากบ่ายโมงถึง ๔ โมงเย็น บังจึงเข้าถึงพระธรรมกาย เขากราบหลวงพ่ออย่างนอบน้อมเป็นพิเศษ จากนั้นหลวงพ่อ ถามว่าจะกลับกี่โมง ท่านจะไปส่ง ท่านเจ้าคุณซึ่งนั่งฟังอยู่ สงสัยว่าหลวงพ่อไม่เคยไปส่งใคร ทําไมจึงจะไปส่งแขกอินเดียผู้นี้ ประมาณ ๓-๔ เดือนต่อมา บังมากราบหลวงพ่ออีก พร้อมกับถือของมาห่อหนึ่ง เมื่อเข้ามากราบเสร็จแล้วก็พูดว่า “หลวงพ่อ ผมไปอินเดียมา ขากลับเลยซื้อของมาฝาก หลวงพ่อทายซิว่าในนี้อะไร?” หลวงพ่อหัวเราะหึๆ แล้วตอบว่า “ไอ้อย่างนี้หลวงพ่อชอบ แอปเปิ้ลไง” บังถามหลวงพ่อต่อไป ว่า “หลวงพ่อ วันที่ผมไปถึงดอนเมือง หลวงพ่อยืนอยู่ที่เชิงบันไดเครื่องบิน พอผมไหว้หลวงพ่อเสร็จ หลวงพ่อหายไป ไหน” “กายมนุษย์ละเอียดของหลวงพ่อไปส่ง ตัวหลวงพ่อไม่ได้ไปหรอก” หลวงพ่อตอบ “พอไปถึงอินเดีย ก็เห็นหลวงพ่อไปรับ” บังเล่าต่อ มีคนสงสัยถามว่าทําไมบังถึงนั่งรวดเดียวได้ บังบอกว่า “เห็นหลวงพ่ออายุมากกว่าตั้งเยอะเลยคิดว่า ทหารออกไปรบ รู้ว่าจะต้องไปตาย ยังสู้ เราแค่สู้กับความเมื่อย ถ้าสู้ไม่ได้ก็ตายเถอะ!” ๓ เรื่องที่สามนี้เป็นเรื่องที่พระราชภาวนาวิสุทธิ์ (หลวงพ่อ ธัมมชโย) ฟังมาจากน้องสาวของสตรีผู้หนึ่งซึ่งเสียชีวิตเมื่อหลายปีมาแล้ว เรื่องมีอยู่ว่า ครอบครัวมุสลิมครอบครัวหนึ่ง ผู้เป็นพี่สาวเป็นคนเคร่งศาสนามาก มีอยู่คราวหนึ่ง ฝีได้ขึ้นที่คอใกล้ลูกกระเดือกของเธอ เป็นฝีหัวพิษซึ่งหมอทั้งหลายรักษาเท่าไรก็ไม่หายทั้งหมอแผนปัจจุบันและแผนโบราณ ไม่ว่าหมอจีน ไทย แขก ฝรั่ง ไปรักษามาแล้วทั้งนั้น ก็ยังไม่หาย โรคก็ลุกลามน่ากลัวขึ้นเรื่อยๆ ทําให้ผู้ป่วยเจ็บปวดทุกข์ทรมานมาก คุณแม่พาพี่สาวตระเวนหาหมอไปเรื่อยๆ ใครว่าที่ไหนมีหมอดีเป็นต้องไปหา จนกระทั่งได้ทราบจากคนรู้จักว่า หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านรักษาโรคได้ ไม่ว่าชาติไหนภาษาไหนไปให้ท่านรักษาท่านรักษาให้หมด คุณแม่ก็พาไปกราบท่าน หลวงพ่อเห็นแล้วก็นิ่งไปสักพักแล้วพูดว่า “ฝีอย่างนี้เขาเรียก ว่า ฝีสบาย ไม่ต้องไปหาหมอที่ไหนรักษาหรอก ให้ท่องสัมมา อรหัง นึกถึงดวงแก้วไป อีก ๗-๘ วันก็สบาย ให้ตั้งใจภาวนา ไปอย่างนี้” แล้วหลวงพ่อวัดปากน้ำท่านสอนทําสมาธิให้ แล้ว ให้กลับไป พี่สาวตั้งใจทําตามที่หลวงพ่อแนะนําเป็นอย่างดีแล้วบอกว่า ทําแล้วไม่ปวด พอเริ่มจะปวดนั่งสมาธิก็หาย แต่ว่าอาการ ไข้ยังเพิ่มขึ้นทุกวัน หมอมาตรวจก็ตกใจ แต่พี่ไม่มีอาการทุรนทุรายใดๆ วันที่ ๕-๖ พี่สาวไม่พูดอะไร ได้แต่นั่งภาวนา “สัมมา อรหัง” หน้าตาเปล่งปลั่งสดใสผิดกว่าทุกวัน อาการไข้หายไป แต่หัวยังขยายใหญ่น่ากลัวเหมือนเดิม ใครเอายามาให้ก็ไม่กิน บอกว่าอย่าเสียเงินซื้อมาเลย แล้วบอกแม่ว่า อีก ๒-๓ วันจะต้องไปแล้วนะ ทุกคนในบ้านได้ฟังก็ร้องไห้ พยายามพูดปลอบโยนให้กําลังใจ แต่พี่สาวบอกว่าอย่าให้กําลังใจเลยเพราะรู้ตัวดี ยังบอกให้ทุกคนในบ้านภาวนา “สัมมา อรหัง” อีกด้วย แต่ก็ไม่มีใครภาวนา วันสุดท้ายก่อนจะตาย หมอมาดูอาการ บอกว่าไม่ไหว แล้ว น้องสาวกับแม่เข้าไปหา บอกให้ท่องชื่อของผู้เป็นที่เคารพในศาสนาของตน แต่พี่สาวบอกว่าไม่ใช่ ต้องภาวนา“สัมมา อรหัง” แล้วยังสั่งเสียอีกว่า เมื่อตนตายแล้วให้ไปหา หลวงพ่อวัดปากน้ำ เพราะ “สัมมา อรหัง” ช่วยได้ ขณะนี้ เธอเห็น “พระพุทธเจ้า” อยู่ในตัวแล้ว พูดเสร็จสักพักหนึ่ง พี่สาวก็สิ้นใจอย่างสงบ หลังจากจัดงานศพเรียบร้อยแล้ว แม่และน้องสาวก็มากราบหลวงพ่อ บอกว่าพี่สาวบอกให้มากราบลาและบอกว่า ได้เห็นพระพุทธเจ้าในตัวแล้ว เธอทั้งสองก็ไม่เข้าใจว่าหมายความว่าอย่างไร หลวงพ่อท่านก็ตอบว่า “ก็บอกแล้วไงว่า ฝีสบายๆ” ท่านยังบอกอีกว่าพี่สาวเป็นโรคนี้เป็นชาติสุดท้าย หลังจากที่เป็นมาหลายร้อยชาติแล้ว ต่อจากนี้จะไม่เป็นอีก มีแต่จะเข้านิพพาน เพราะเข้าถึงพระธรรมกายแล้ว น้องสาวรู้สึกเลื่อมใสในพระพุทธศาสนามาก เพราะพี่สาวของตนนั้น เป็นผู้ที่เคร่งครัดในศาสนาอิสลามมาก ยังเปลี่ยนแปลงไปถึงเพียงนี้ ตั้งแต่นั้นมาน้องสาวก็หันมาฝึกสมาธิ ใช้เวลาราว ๑ เดือนก็เข้าถึงพระธรรมกาย เปลี่ยนมานับถือพระพุทธศาสนา แต่ก็ยังคงอยู่ในกลุ่มพี่น้องมุสลิมตามปกติ ๔ อีกเรื่องหนึ่งเป็นบันทึกของคุณภัลลิกา ศิลปบรรเลง ผู้ เป็นบุตรีของหลวงประดิษฐ์ไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ได้พิมพ์เผยแพร่อยู่ในหนังสือนวกะอนุสรณ์ พ.ศ.๒๔๙๗ วัดปากน้ำภาษีเจริญ ดังข้อความที่คัดมาบางตอนนี้ว่า “วิชชาธรรมกายนี้เป็นวิชชาที่สูงและลึกซึ้งมาก ยากที่จะหยิบยกยื่นให้กันได้ เพราะเป็นวิชชาปฏิบัติกิจในพระพุทธศาสนา คนที่จะเรียนให้รู้ธรรมะของพระพุทธเจ้าได้ ต้องเรียนทั้งทางทฤษฎีและปฏิบัติ ซึ่งเรียกว่าปริยัติสัทธรรม ๑ และปฏิบัติสัทธรรม ๑ ในที่นี้จะพูดถึงทางปฏิบัติสัทธรรมหรือ วิปัสสนากรรมฐานชั้นสูง คนที่ปฏิบัติกิจทางวิปัสสนาสําเร็จถึงจุดหมายแล้วจะได้ทิพย์ญาณ สามารถรู้เห็นสิ่งต่างๆ ทั้งในและนอกภพได้ ตลอดจนคนที่ตายแล้วไปอยู่ที่ไหนก็ทราบ และทําการติดต่อด้วยได้ วิชชานี้เป็นของจริงในพระพุทธศาสนา จะพิสูจน์ได้เฉพาะตัวผู้ซึ่งประพฤติตนตามธรรมะปฏิบัติของพระพุทธเจ้าเท่านั้น.... สําหรับตัวข้าพเจ้าเองได้เคยไปศึกษาธรรมะประเภท ๒ คือปฏิบัติสัทธรรมนี้ จากท่านเจ้าคุณหลวงพ่อพระภาวนาโกศลเถร (หลวงพ่อวัดปากน้ำ) เมื่อประมาณ ๑๐ กว่าปีมาแล้วตั้งแต่สมัยท่านยังดํารงตําแหน่งพระครูสมณธรรมสมาทานอยู่ แต่การปฏิบัติครั้งนั้นไม่ได้ผล เนื่องจากข้าพเจ้ามีภารกิจอย่างอื่นที่ต้องทําอยู่มาก จึงมิใคร่มีเวลาปฏิบัติกิจทางศาสนาได้เต็มที่ คงหาโอกาสทําได้บ้างเพียงเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น จึงยังมิได้ผลเช่นเคย ข้าพเจ้าเลยนึกท้อใจว่า ชาตินี้เห็นจะไม่มีบุญวาสนาได้บรรลุธรรมวิเศษนี้เสียแล้วเป็นแน่ เพราะคนที่เขาไปศึกษาเล่าเรียนทีหลังข้าพเจ้าตั้งหลายปียังได้บรรลุธรรมถึงขั้นธรรมกายกันไปแล้วเป็นจํานวนมาก แต่แล้วในที่สุดพระท่านก็โปรดข้าพเจ้าให้ได้บรรลุธรรมวิเศษถึงธรรมกายสมความปรารถนา มูลเหตุที่นําให้ข้าพเจ้าได้บรรลุธรรมกายนั้นคือเมื่อเดือน กุมภาพันธ์ ศกนี้ บิดาของข้าพเจ้าหลวงประดิษฐ์ไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ได้ป่วยเป็นโรคบิดและลําไส้พิการ ซ้ํายังมีโรคอื่นผสมเข้าอีก เช่นโรคหัวใจรั่ว... จึงทําให้มีอาการมากอย่างน่าวิตก บุตรภรรยาของท่านทุกคนมิได้นิ่งนอนใจ ได้ให้การรักษาพยาบาลกันอย่างเต็มที่ แพทย์ที่ทําการรักษาก็ล้วนแต่เป็นแพทย์ชั้นหนึ่งที่สําเร็จมาจากต่างประเทศทั้งนั้น แต่อาการก็ไม่ดีขึ้น คงทรงกับทรุดอยู่เช่นเดิม พี่สาวข้าพเจ้าจึงไปกราบเรียนเจ้าคุณหลวงพ่อ ขอบารมีให้ท่านช่วยถอนอาการโรค และขอธรรมกายมาช่วย ถอนอาการที่บ้านด้วย เพราะอาการหนักมาก แม้เจ้าคุณ หลวงพ่อจะทราบโดยทิพย์ญาณของท่านแล้วว่า อาการป่วยของคุณพ่อไม่มีหวังหาย ท่านก็ยังกรุณาให้แม่ชีธรรมกายไปช่วยถอนอาการป่วยให้ที่บ้านผลัดละ ๒ คน แล้วท่านให้สติแก่พี่สาวข้าพเจ้าว่า “ไปบอกคุณหลวงให้หมั่นภาวนาไว้ เมื่อไม่หายก็จะได้ไปที่ดี” คุณพ่อข้าพเจ้าท่านก็ได้ภาวนาตามคําสั่งของหลวงพ่อ ก่อนหน้าที่คุณพ่อจะสิ้นชีวิตประมาณ ๔-๕ วัน ในขณะที่แม่ชีเขานั่งเข้าที่ถอนโรค ข้าพเจ้าก็นั่งกับเขาบ้าง และมุมานะอย่างชนิดเอาเป็นเอาตายทีเดียว วันหนึ่งเมื่อข้าพเจ้าเข้ารับเวรพยาบาลคุณพ่อ ก็นั่งเข้าที่ภาวนา “สัมมา อรหัง” เช่นเคย ในครั้งนี้ตั้งใจแน่วแน่ว่าถ้าไม่สําเร็จจะไม่ยอมลุกขึ้นจากที่ จะนั่งคร่ำเคร่งอยู่เช่นนี้ทั้งกลางวันกลางคืน โดยไม่ยอมกินไม่ยอมนอนหรือเปลี่ยนอิริยาบถอีกเลย ในที่สุดข้าพเจ้าก็แลเห็นเป็นแสงสว่างจ้าเหมือนแสงของดวงอาทิตย์ปรากฏขึ้นอย่างแจ่มชัดตรงหน้า แล้วมองเห็นร่างของคุณพ่อข้าพเจ้าถูกตัดออกจากกันเป็นท่อนๆ ข้าพเจ้าจึงเล่าให้แม่ชีธรรมกายฟัง แม่ชีนั้นคือคุณภา โพธิ์ คําฉาย กับคุณชั้น จอมทอง.... (เมื่อได้ธรรมกายแล้ว) แม่ชี ทังสองแนะนําให้ข้าพเจ้าพยายามทําความเพียรให้มากยิ่งขึ้น แล้วสอนวิธีถอนโรคให้ ข้าพเจ้าใช้วิชชาธรรมกายถอนอาการโรคของคุณพ่ออยู่ประมาณ ๒-๓ วัน ได้เห็นกายทิพย์ใสเป็นแก้วขาวบริสุทธิ์ สวยงามมาก ออกมาจากอกของคุณพ่อ ข้าพเจ้าบอกคุณชั้นและคุณทุ่มซึ่งนั่งถอนโรคอยู่ด้วยกันให้ดู แล้วช่วยกันสะกดด้วยอํานาจของธรรมกายนี้จนกายทิพย์ของคุณพ่อกลับเข้าไปในร่างอีกดังเดิม เป็นอยู่เช่นนี้อีกหลายครั้งหลายครา ข้าพเจ้าจึงแน่ใจว่าอาการป่วยคราวนี้ของคุณพ่อไม่มีทางรอด หลวงพ่อท่านจึงได้สั่งกําชับมากับพี่สาวให้บอกคุณพ่อมั่นอยู่ในการภาวนา และเมื่อวันที่ท่านเจ้าคุณหลวงพ่อได้มาฉันอาหารบิณฑบาตที่บ้านก่อนหน้าคุณพ่อจะสิ้นนั้น ท่านยังได้กรุณาบอกแก่คุณพ่ออีกว่า “คุณหลวงทําใจให้ดีนะ หมั่นภาวนาไว้ ให้มั่น เราสู้เขาไม่ได้ เราก็ไปทางดี” โอวาทของเจ้าพระคุณหลวงพ่อครั้งนี้ ทําให้คุณพ่อ ข้าพเจ้าได้สติและภาวนาอยู่จนกระทั่งท่านสิ้นไป ด้วยอํานาจของการภาวนานี้แหละ เมื่อก่อนหน้าที่คุณพ่อจะสิ้นใจ ข้าพเจ้าได้เห็นมีขบวนแห่ ประกอบด้วยเครื่องสูง มีฉัตร อภิรุม ชุมสาย ฯลฯ... มาลอยอยู่เหนือร่างของท่าน เมื่อกายทิพย์ออกจากร่าง ขบวนแห่นั้นก็เข้ามาห้อมล้อมนํากายทิพย์ของคุณพ่อขึ้นรถที่มาในขบวนนั้น แล้วก็เคลื่อนขบวนลอยสูงขึ้น สูงขึ้นทุกที จนลับหายไปในอากาศ ข้าพเจ้าถามคุณทุ่มว่าที่ ข้าพเจ้าเห็นนี้เป็นความจริงหรือไม่ ก็ได้รับการยืนยันว่าเป็นความจริง ข้าพเจ้าจึงไม่เสียใจในมรณกรรมของคุณพ่อครั้งนี้ เพราะได้เห็นและรู้ว่าท่านไปสู่ที่สุขจริงๆ ... ตามเหตุการณ์ที่ข้าพเจ้าได้ประสบมาและนํามาเล่านี้ ท่านอาจไม่เชื่อ แต่ก่อนที่ท่านจะตัดสินว่าข้าพเจ้ากล่าวในสิ่งที่ไม่อาจเป็นไปได้ หรืออาจเป็นความจริงนั้น ข้าพเจ้าขอให้ท่านพิสูจน์ด้วยตัวของท่านเอง ด้วยการเรียนภาวนาจากท่าน เจ้าคุณพระภาวนาโกศลเถร (หลวงพ่อวัดปากน้ำ)...” เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะที่หลวงประดิษฐ์ไพเราะเสียชีวิตนี้ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะเรื่องในลักษณะคล้ายๆ กันนี้ เคยมีมาแล้ว ดังปรากฏอยู่ในคัมภีร์อรรถกถาธรรมบทว่า พระพุทธองค์ทรงปรารภเรื่องราวของอุบาสกในกรุงสาวัตถีผู้หนึ่ง ซึ่งเป็นผู้ตั้งมั่นในการประพฤติธรรม ตลอดจนการทําทานและรักษาศีลอยู่เสมอ ครั้นอุบาสกผู้นี้แก่เฒ่าและป่วยไข้ เขาได้ส่งคนไปนิมนต์พระภิกษุมาสาธยายธรรมที่บ้าน ในขณะที่เขากําลังฟังพระสวดอยู่นั้น มีรถจากเทวโลกทั้ง 5 ชั้น มาที่บ้านนั้น และเทวดาบนรถก็กล่าวเชิญให้อุบาสกทิ้งกายเนื้อแล้วถอดกายทิพย์ขึ้นรถของตนๆ ไปสู่เทวโลก อุบาสกต้องการฟังธรรมต่อจึงกล่าวห้ามเทวดา พระภิกษุเข้าใจว่า อุบาสกนิมนต์ให้หยุดจึงกลับไป อุบาสกนั้นเล่าสิ่งที่ตนเห็นให้ลูกๆ ฟัง เพราะลูกๆ ก็มองไม่เห็นรถจากสวรรค์นั้น จนใน ที่สุดเขาก็ได้กล่าวลาลูกๆ แล้วกายทิพย์ของเขาก็ได้ขึ้นไปในรถที่มาจากสวรรค์ชั้นดุสิต ผู้ที่เคยศึกษาเฉพาะคัมภีร์มาก่อน เมื่อได้ยินได้ฟังเรื่องที่คุณภัลลิกาเล่ามานั้นก็น่าจะเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจไม่น้อย จนถึงปัจจุบันนี้เรื่องทํานองนี้ไม่น่าจะเป็นเรื่องแปลกอีกต่อไปแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีประสบการณ์ด้วยตนเองนั้นย่อมซาบซึ้งแก่ใจตนเองเป็นที่สุด เรื่องการรักษาผู้ป่วยนั้น หลวงพ่อท่านเห็นเป็นโอกาสที่จะฝึกให้เขาเหล่านั้นเจริญภาวนาไปด้วย เป็นธรรมดาคนที่มีความทุกข์ความเดือดร้อนก็ต้องการหายเร็วๆ ดังนั้นไม่ว่าหลวงพ่อท่านจะสอนให้ปฏิบัติอย่างไรก็มักจะปฏิบัติตาม ผู้ป่วยท่านใดที่ท่านเห็นแววว่าจะได้ธรรมกาย ท่านก็จะส่งคนไปรักษาให้ถึงที่ ดังกรณีคุณหลวงนี้เป็นตัวอย่าง เพื่อจะได้ให้ฝึกสมาธิและแก้โรคให้ด้วย หลวงพ่อชี้แจงว่า การรักษาโรคนั้น ถ้าทั้งฝ่ายผู้รักษา และผู้ป่วยมีความเชื่อมั่นตรงกัน มีกระแสจิตเชื่อมถึงกันจึง จะมีหวังหายมาก เปรียบเหมือนเครื่องรับวิทยุและเครื่องส่ง ต้องมีคลื่นตรงกัน ท่านบอกว่าที่หายก็มากที่ไม่หายเพียงแต่บรรเทาเป็นครั้งคราวก็มี ท่านบอกว่าถึงไม่หายก็ไม่เป็นไร เพราะไม่ได้เรียกค่ารักษาแต่ช่วยด้วยเมตตา อย่างน้อยคนเจ็บก็ได้รู้วิธีปฏิบัติธรรม หรือมีโอกาสเข้าใกล้พระรัตนตรัย พอสมควรแก่อุปนิสัย ซึ่งก็ปรากฏมีเป็นจํานวนมากเช่นกันที่หายจากโรคและได้ธรรมกายไปด้วย ดังที่หลวงพ่อท่านว่า รักษ์ร่างพอสร่างร้าย รอดตน ยอดเยี่ยมธรรมกายผล ผ่องแผ้ว เลอเลิศล่วงกุศล ใดอื่น เชิญท่านถือเอาแก้ว ก่องหล้า เรืองสกุล