ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

อุปสมบท

หลวงปู่วัดปากน้ำ · พระมงคลเทพมุนี-40วัชรวีร์

PDF
๒.อุปสมบท นับแต่นั้นมาคําอธิษฐานของท่านยังคงฝังแน่นอยู่ในใจตลอดมา จนอายุครบ ๒๐ ปีก็ยังไม่ได้บวช เนื่องจากมีภาระต้องค้าขายเลี้ยงดูโยมแม่และสมาชิกในครอบครัวอีกหลายคน จนเมื่ออายุย่างเข้า ๒๒ ปี จึงได้เข้าบรรพชาอุปสมบทในเดือนกรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๔๙ ณ วัดสองพี่น้อง อําเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี โดยมีพระอาจารย์ดี วัดประตูสาร อําเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูวินยานุโยค (เหนี่ยง อินทโชโต) เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอาจารย์โหน่ง อินฺทสุวณฺโณ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ หลังจากอุปสมบทแล้ว วันรุ่งขึ้นท่านได้เรียนวิปัสสนาธุระ โดยมีพระอาจารย์โหน่ง ผู้เคร่งครัดในธรรมปฏิบัติเป็นพระอาจารย์ ท่านได้ศึกษาทั้งปริยัติปฏิบัติที่วัดสองพี่น้องตลอดพรรษา ในด้านปริยัตินั้นท่านสามารถท่องบทสวดมนต์ต่างๆ ได้มาก ครั้งหนึ่งท่านสงสัยว่า “อวิชฺชาปจฺจยา” แปลว่าอะไร เมื่อสอบถามพระพี่ชายซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องกันบวชมาได้ ๓ พรรษาท่านก็แปลไม่ได้ ถามพระอาจารย์อีกรูปหนึ่ง ท่านก็แปลไม่ได้เช่นกันและยังบอกอีกด้วยว่า “เขาไม่แปลกันหรอกคุณ อยากจะรู้ต้องไปเรียนที่บางกอก” ท่านจึงตั้งใจว่า จะต้องไปเรียนที่กรุงเทพฯ ท่านย้ายจากวัดสองพี่น้องมาจําพรรษา ณ วัดพระเชตุพนฯ เพื่อเรียนภาษาบาลี ท่านเล่าว่า ท่านเคยชอบศึกษาทุกอย่างที่เป็นที่นิยมกันในสมัยนั้น เช่น โหราศาสตร์ เล่นแร่แปรธาตุ หุงปรอท และได้ทดลองทําดูทุกอย่าง ท่านไม่เคยตําหนิวิชาของใคร ต่อมาท่านก็เลิกจากสิ่งเหล่านั้นเด็ดขาด คงถือการปฏิบัติธรรมเพียงอย่างเดียว ในขณะที่จําพรรษาที่วัดพระเชตุพนฯ นั้น ท่านได้ให้โยมน้องชายคนเล็กที่ชื่อ สํารวย มาอยู่ปฏิบัติธรรมและเรียนหนังสือด้วย จนพรรษาที่ ๔ ท่านได้ไปพักรักษาตัวเพราะโรคไข้ทรพิษที่วัดชัยพฤกษ์มาลา พร้อมกับนายสํารวย วันหนึ่งท่านเกิดนิมิตว่า มีชายคนหนึ่งเอาทรายมาถวาย ท่านเอื้อมมือหยิบไว้นิดเดียว ส่วนนายสํารวยกอบเอาไว้เต็มสองกํามือ หลังจากนั้นไม่กี่วัน นายสํารวยก็ป่วยเป็นไข้ทรพิษอาการหนักมาก ส่วนตัวท่านเองอาการไม่หนักมากนัก พออาการของท่านทุเลาลงจึงรีบพาโยมน้องชายไปรักษาที่บ้านสองพี่น้อง แต่ไม่หายในที่สุดก็ถึงแก่กรรม เมื่อปลงศพเสร็จแล้วท่านจึงกลับมาที่วัดพระเชตุพนฯ ตามเดิม ขณะที่เรียนหนังสืออยู่ที่วัดพระเชตุพนฯ นั้น ท่านต้องลําบากในเรื่องบิณฑบาตเป็นอันมาก บางวันบิณฑบาตได้ไม่พอฉัน บางวันได้เพียงส้มผลเดียว บางวันไม่ได้เลย เมื่อท่าน บิณฑบาตไม่ได้อาหารเลย ท่านก็ไม่ฉันของพระรูปอื่นซึ่งก็ได้ อาหารมาเพียงเล็กน้อย ท่านคิดว่าอย่างน้อยที่สุดถ้าจะต้องตายเพราะไม่ได้ฉันอาหาร ก็จะเป็นเหตุให้พระทั้งเมืองมีอาหารฉันเพราะว่าใครๆ จะเล่าลือกันไปทั่ว จนทําให้ชาวบ้านสงสารพระภิกษุไปตามๆ กัน อยู่มาวันหนึ่ง ท่านออกไปบิณฑบาตอยู่จนสายได้ข้าวเพียงหนึ่งทัพพีและกล้วยน้ำว้าหนึ่งผล กลับมาถึงกุฏิด้วยความเหนื่อยอ่อนเพราะไม่ได้ฉันมา ๒ วันแล้ว เมื่อเริ่มลงมือฉันได้คําหนึ่ง ท่านเหลือบไปเห็นสุนัขตัวหนึ่งผอมโซเพราะอดอาหารมาหลายวัน ท่านแม้กําลังหิวจัดก็ยังมีความเมตตาสงสารสุนัขตัวนั้น จึงได้ปั้นข้าวที่เหลืออีกคําหนึ่งและแบ่งกล้วยน้ำว้าครึ่งผลให้แก่สุนัขผอมโซตัวนั้น ก่อนจะยื่นอาหาร ให้ ท่านได้ตั้งจิตอธิษฐานว่า “ขึ้นชื่อว่าความอดอยากเช่นนี้ ขออย่าให้มีอีกเลย” จากนั้นเป็นต้นมาทุกครั้งที่ท่านไปบิณฑบาตปรากฏว่าได้ อาหารมากมายเกินกว่าที่ท่านรูปเดียวจะฉันหมด ท่านจึงได้แบ่งถวายพระภิกษุรูปอื่นๆ นอกจากนั้นยังมีแม่ค้าขายข้าวแกงคนหนึ่งชื่อนวม บ้านอยู่ตลาดท่าเตียน ปวารณาทําอาหารเพลถวายเป็นประจํา ความลําบากของพระภิกษุในเรื่องภัตตาหารในครั้งนั้นทําให้หลวงพ่อดําริว่า “เมื่อเรามีกําลังเพียงพอเมื่อใดก็ตาม เราจะตั้งโรงครัวประกอบอาหารเลี้ยงพระเณรโดยไม่ต้องให้ลําบาก เพื่อจะได้มีเวลาศึกษาเล่าเรียน กันอย่างเต็มที่” ซึ่งต่อมาท่านก็ทําได้สําเร็จดังเป็นที่ทราบกันดีว่าโรงครัวของท่านสามารถเลี้ยงพระภิกษุสามเณร อุบาสก อุบาสิกา จํานวนมากกว่า ๘๐๐ คน เป็นประจําทุกวัน การศึกษาของท่านสมัยนั้น เมื่อฉันภัตตาหารเช้าเสร็จแล้วต้องข้ามฟากไปเรียนที่วัดอรุณราชวราราม ตอนเพลกลับมาฉันที่วัดพระเชตุพนฯ แล้วเรียนต่อที่นั่น ท่านต้องเดินทางไปศึกษาในสํานักต่างๆ อยู่หลายปี ต่อมาเมื่อพวกข้าหลวงในวังกรมหมื่นพิชัยมหินทโรดมเกิดความเลื่อมใสท่าน และพากันจัดอาหารมาถวายทุกวัน ท่านจึงได้จัดตั้งโรงเรียนขึ้นที่วัดพระเชตุพนฯ สมัยนั้นที่วัดพระเชตุพนฯ มีโรงเรียนหลายแห่ง ใครมีความสามารถก็จัดตั้งกันได้เลย ต่อมาหลักสูตร การศึกษาบาลีเปลี่ยนไปตามสมัยนิยม ทางวัดจึงได้รวมการศึกษาเป็นรูปแบบเดียว โรงเรียนของท่านจึงถูกยกเลิกไป เมื่อท่านศึกษาอยู่ที่สํานักวัดพระเชตุพนฯนั้น ท่านได้เรียนมูลกัจจายน์ (คัมภีร์ไวยากรณ์บาลี) ถึง ๓ จบ พระธรรมบท 4 ภาค พระคัมภีร์มังคลัตถทีปนี และสารสังคหะ จนสามารถแปลได้ เมื่อท่านสามารถแปลภาษาบาลีได้จนเป็นที่พอใจแล้ว ท่านจึงมุ่งไปทางปฏิบัติอย่างเต็มที่ หลวงพ่อท่านรักการปฏิบัติธรรมมาก ในระหว่างที่ท่านศึกษาพระปริยัติธรรมอยู่นั้น ท่านก็ยังคงปฏิบัติธรรมทุกวันตลอดมา วันไหนมีเวลา ท่านมักไปศึกษาวิปัสสนาธุระจากพระอาจารย์ในสํานักต่างๆ อยู่เสมอ เช่น ท่านเจ้าคุณสังวรานุวงศ์เถร (เอี่ยม) วัดราชสิทธาราม ท่านเจ้าคุณพระมงคลทิพมุนี (มุ่ย) วัดจักรวรรดิฯ พระครูฌานวิรัติ (โป๊) วัดพระเชตุพนฯ พระอาจารย์ปลื้ม วัดเขาใหญ่ อําเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี พระอาจารย์สิงห์ วัดละครทํา ธนบุรี ท่านเล่าไว้ว่า ท่านเคยปฏิบัติธรรมตามแบบของพระอาจารย์สิงห์ จนได้ดวงสว่างขนาดประมาณฟองไข่แดงของไก่ติดอยู่ที่ศูนย์กลางกาย พระอาจารย์สิงห์จึงมอบหมายให้ท่านเป็นอาจารย์ช่วยสอนผู้อื่นต่อไป แต่ท่านไม่ได้รับคําเพราะเห็นว่าท่านเองยังมีความรู้น้อยจะไปสอนผู้อื่นได้อย่างไร ดังได้กล่าวแล้วว่า หลวงพ่อท่านเคยศึกษาโหราศาสตร์ วิชาเล่นแร่แปรธาตุ และวิชาทั้งหลายทั้งปวงที่เป็นที่นิยมกัน ในสมัยนั้น เมื่อท่านเรียนจนสําเร็จแล้วท่านก็เลิก โดยไม่เคย ตําหนิวิชาของใคร ในที่สุดท่านก็เริ่มออกธุดงค์ ได้พบและสนทนาเรื่องธรรมปฏิบัติกับพระธุดงค์ในป่า มีผู้สันนิษฐานว่า คําว่า “สัมมา อรหัง” ที่ท่านนํามาใช้บริกรรมภาวนานั้น ท่านไปได้ยินมาจากในป่า ประสบการณ์ในการออกธุดงค์นั้น ท่านพบว่าพระนักปฏิบัติที่เสกอะไรต่างๆ ได้นั้น ส่วนมากท่านได้ ดวงสว่างอยู่นอกตัว ครั้งหนึ่งท่านได้ไปปักกลดอยู่ธุดงค์ที่วัดร้าง ซึ่งอยู่ข้างวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ สุพรรณบุรี ท่านเห็นเด็กนําวัวเข้าไปในบริเวณนั้น จึงห้ามปรามว่าอย่าปล่อยให้วัวเหยียบย่ำพระซึ่งอยู่ใต้ดิน บรรดาเด็กและคนเลี้ยงวัวทั้งหลายไม่เชื่อว่าใต้พื้นดินนั้นมีพระพุทธรูปอยู่ แล้วพากันกล่าวประณามท่านต่างๆ นานา ในที่สุดท่านบอกให้ลองขุดดู ก็ได้พระพุทธรูปขึ้นมาหลายองค์ ประชาชนพากันเลื่อมใสและมาฝึกปฏิบัติธรรมกับท่านเป็นจํานวนมาก อยู่ต่อมา ท่านได้ไปจําพรรษาที่วัดสองพี่น้อง ได้ก่อตั้งโรงเรียนนักธรรมและชักชวนกันตั้งมูลนิธิเพื่อการศึกษาขึ้นที่นั่น และต่อมาภายหลังท่านได้กลับไปวัดพระเชตุพนฯ ดังเดิม จนกระทั่งวันหนึ่ง ท่านระลึกถึงพระคุณของพระอธิการชุ่ม เจ้าอาวาสวัดโบสถ์บน บางคูเวียง จังหวัดนนทบุรี ซึ่งได้เคยถวายคัมภีร์มูลกัจจายน์และคัมภีร์พระธรรมบทให้ท่านได้ศึกษา จึงคิดจะไปจําพรรษาที่วัดนั้นเพื่อช่วยแสดงธรรมแก่พระภิกษุ สามเณร อุบาสกอุบาสิกา เป็นการตอบแทนพระคุณท่าน เจ้าอาวาส เมื่อคิดดังนั้นแล้วท่านจึงได้ขออนุญาตท่านเจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนฯ ไปจําพรรษาที่วัดนั้น