ปฐมเหตุอานิสงส์กฐิน
หลวงพ่อธัมมชโย · ชีวิตสมณะ(กรานกฐิน)67
๑. ปฐมเหตุอานิสงส์กฐิน
วันที่ ๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๑
โอวาทหลวงพ่อธัมมชโย
ณ อุโบสถ วัดพระธรรมกาย
*ปฐมเหตุอานิสงส์กฐินตามพระธรรมวินัย*
สมัยนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ วัดพระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ในเมืองสาวัตถี
ครั้งนั้น พระภิกษุชาวปาไฐยรัฐ จำนวน ๓๐ รูป เดินทางไปพระนครสาวัตถีเพื่อเข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่เนื่องจากใกล้ถึงวันเข้าพรรษา พระภิกษุเหล่านั้นไม่สามารถเดินทางถึงพระนครสาวัตถีให้ทันในวันเข้าพรรษาได้ จึงต้องจำพรรษา ณ เมืองสาเกต ในระหว่างทาง
คณะพระภิกษุก็ต่างจำพรรษาด้วยใจที่ระลึกถึงพระผู้มีพระภาคเจ้า นึกเสียดายว่า “พระพุทธองค์ประทับอยู่ใกล้ ๆ เรา ระยะทางห่างเพียง ๖ โยชน์ แต่พวกเราไม่มีโอกาสได้เข้าเฝ้าพระองค์”
ครั้นล่วงไตรมาส สิ้นสุดระยะจำพรรษา คณะพระภิกษุได้ทำปวารณาซึ่งกันและกัน คือ ยอมให้ว่ากล่าวตักเตือนซึ่งกันและกันได้โดยไม่ถือโทษโกรธเคืองเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงออกเดินทางไปยังวัดพระเชตวัน แต่ขณะนั้นฝนยังตกชุก พื้นดินเต็มไปด้วยน้ำเป็นหล่มเลน ภิกษุทั้งหลายจึงมีจีวรเปียกชุ่มไปด้วยน้ำ ทำให้ความเป็นอยู่และการเดินทางลำบากยิ่งนัก
เมื่อคณะพระภิกษุเดินทางมาถึงวัดพระเชตวัน ก็พากันไปเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ถวายบังคมแล้วนั่งในที่อันควร พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทอดพระเนตรเห็นภิกษุเหล่านั้น แล้วตรัสถามว่า
“
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอยังพอทนได้หรือ พอยังอัตภาพให้เป็นไปได้หรือ พวกเธอเป็นผู้พร้อมเพรียงกัน ร่วมใจกัน ไม่วิวาทกัน จำพรรษาด้วยความผาสุกและไม่ลำบากด้วยบิณฑบาตหรือ”
ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า
“พวกข้าพระพุทธเจ้ายังพอทนได้ พอยังอัตภาพให้เป็นไปได้ พระพุทธเจ้าข้า ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นผู้พร้อมเพรียงกัน ร่วมใจกัน ไม่วิวาทกัน จำพรรษาด้วยความผาสุก และไม่ลำบากด้วยบิณฑบาต
“พวกข้าพระพุทธเจ้าเป็นภิกษุปาไฐยรัฐจำนวน ๓๐ รูป เดินทางมาพระนครสาวัตถี ปรารถนาจักเข้าเฝ้าพระบรมศาสดา แต่เมื่อจวนถึงวันเข้าพรรษา ไม่สามารถเดินทางถึงพระนครสาวัตถีให้ทันในวันเข้าพรรษา จึงต้องจำพรรษา ณ เมืองสาเกต ในระหว่างทาง พวกข้าพระพุทธเจ้าต่างจำพรรษาด้วยใจที่เฝ้าระลึกถึงแต่พระองค์ ได้แต่นึกเสียดายว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ใกล้ ๆ เรา ระยะทางห่างเพียง ๖ โยชน์ แต่พวกเราไม่มีโอกาสได้เข้าเฝ้าพระองค์
“ครั้นล่วงไตรมาส พวกข้าพระพุทธเจ้าได้ออกพรรษา ทำปวารณาเสร็จสมบูรณ์แล้ว จึงพากันออกเดินทางมาที่นี่ แต่ฝนยังตกชุก พื้นดินเต็มไปด้วยน้ำ เป็นหล่มเลน เหล่าข้าพระองค์จึงมีจีวรเปียกชุ่มด้วยน้ำ อดทนลำบากกาย เดินทางมาปรารถนาจักเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า พระพุทธเจ้าข้า”
พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงทราบเรื่องราวแล้ว จึงรับสั่งกับภิกษุทั้งหลายว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุทั้งหลาย ผู้จำพรรษาแล้ว ได้กรานกฐิน พวกเธอผู้กรานกฐินแล้ว จักได้อานิสงส์ ๕ ประการ คือ
๑. เที่ยวไปไหนไม่ต้องบอกลา
๒. ไม่ต้องถือไตรจีวรไปครบสำรับ (ผ้า ๓ ผืน คือ สบง จีวร สังฆาฏิ)
๓. ฉันคณโภชน์ได้ (ฉันเป็นหมู่ได้ คือ ภิกษุตั้งแต่ ๔ รูปขึ้นไป เจ้าภาพสามารถบอกชื่ออาหารให้พระภิกษุทราบ คือ โภชนะ ๕ ได้แก่ ข้าวสุก ขนมสด ขนมแห้ง ปลา เนื้อ)
๔. ทรง (เก็บ) อติเรกจีวรไว้ได้ตามปรารถนา (ปกติเก็บไว้ได้ไม่เกิน ๑๐ วัน)
๕. จีวรอันเกิดขึ้น ณ ที่นั้น จักได้แก่พวกเธอ (จีวรลาภใดที่เกิดขึ้นแก่สงฆ์ในอาวาสนั้น ก็จะเป็นของภิกษุทั้งหลายที่ได้กรานกฐินแล้ว)
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อานิสงส์ ๕ ประการนี้ จักได้แก่เธอทั้งหลายผู้ได้กรานกฐินแล้ว ๏
อ้างอิง : กรานกฐิน ภิกษุชาวปาไฐยรัฐ / พระผู้อยู่จำพรรษาจะได้อานิสงส์กฐิน ปฐมเหตุการทอดกฐิน (จากกฐินขันธกะ พระวินัยปิฎก และอรรถกถาแปล เล่มที่ ๕ มหาวรรค ภาคที่ ๒ , ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ ๗/๙๕ น.๑๙๓