ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

ไขข้อข้องใจเกี่ยวกับเรื่องการทำบุญ

หลวงปู่วัดปากน้ำ · อานุภาพหล่อทอง

PDF
1 . จุดประสงค์ของการทำบุญ คือ ทำเพื่อขจัดความตระหนี่และความโลภ แต่พอทำแล้วอธิษฐานอยากได้นั่น อยากได้นี่ ไม่จัดว่าเป็นความโลภหรือ ? ตอบ ความโลภหรือความอยาก มี 2 แบบ คือแบบไม่บริสุทธิ์ กับแบบบริสุทธิ์ แบบแรก แบบไม่บริสุทธิ์ เป็นความอยากของคนมีกิเลสตัณหาเป็นแรงกระตุ้น เช่น อยากจะมีภรรยาเพิ่มอีกสักคน หรืออยากยักยอกเงินของเขา เป็นต้น เป็นความอยากที่เปรียบเสมือนคนทำงานหนักเพราะแรงกระตุ้นของยาเสพติด เช่น ยาม้า ยาบ้า คือกระตุ้นให้ทำงานไปชั่วระยะหนึ่ง พอหมดฤทธิ์ยาก็ทำให้ร่างกายอ่อนเพลียอย่างเดิม และมีสุขภาพแย่ลงทุกวัน และพอเสพครั้งต่อๆไปก็ต้องเพิ่มปริมาณยามากขึ้นเรื่อยๆ จนสุดท้ายก็ต้องตายเพราะยานั้น แบบที่สอง แบบบริสุทธิ์ เปรียบเสมือนน้ำกลั่นที่สะอาดแล้ว ไม่มีฝุ่นละออง หรือเชื้อโรคเลย ย่อมให้คุณแก่ร่างกายอย่างเดียว ซึ่งยิ่งดื่มก็ยิ่งทำให้ร่างกายสดชื่น ระบบขับถ่ายดี ระบบการดูดซึมดี และร่างกายก็ดีขึ้นเรื่อยๆ เปรียบเสมือนกับการทำบุญแล้วอธิษฐานตั้งความปรารถนาว่า อยากบรรลุมรรคผลนิพพานตามพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อให้หมดกิเลส ไม่ต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีก ไม่ต้องกลับมาสร้างกรรมอีก หรือทำบุญแล้วอธิษฐานขอให้รวย เพื่อจะได้บริจาคทรัพย์ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ช่วยทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาและที่สำคัญหากเรารวย จะได้ไม่ต้องกังวลเรื่องการทำมาหากิน มีเวลามาสร้างบุญสร้างกุศล มีเวลานั่งสมาธิมากๆ เพื่อจะได้หมดกิเลสบรรลุมรรคผลนิพพานเร็วๆ ซึ่งความอยากแบบที่กล่าวมานี้ถือว่าเป็นความอยากแบบบริสุทธิ์ (The purest form of desire) 2. ทำบุญแล้ว..จำเป็นต้องอธิษฐานด้วยหรือ การอธิษฐานเหมือนเป็นการทำบุญแล้วหวังผลหรือเปล่า ? ตอบ พระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังอธิษฐานเลย ท่านทำบุญทีไรก็อธิษฐานตั้งความปรารถนาอยากจะเป็นพระพุทธเจ้า เพื่อจะได้มาช่วยสรรพสัตว์ให้หมดกิเลส อีกทั้งการอธิษฐานจิตเป็น 1 ในบารมี 10 ทัศ ที่จำเป็นต้องทำเป็นอย่างยิ่ง เรียกว่า อธิษฐานบารมี เพราะหากทำบุญแล้วไม่อธิษฐาน เวลาบุญส่งผลก็อาจจะทำให้ชาติหน้าเกิดมาเป็นคนรวยที่ชั่ว ที่เอาทรัพย์ไปใช้ในทางเสื่อม ก่อเวรสร้างกรรมให้ตัวเองและผู้อื่นเดือดร้อน ดังนั้นเราจำเป็นต้องอธิษฐานเพื่อไม่ให้เอาผลบุญที่เราได้รับไปใช้ในทางเสื่อม เช่น อธิษฐานว่า ด้วยบุญกุศลนี้ ขอให้ข้าพเจ้ามีทรัพย์ไว้ใช้ในการสร้างบุญสร้างบารมีแต่ฝ่ายเดียว สามารถมีทรัพย์ไว้เลี้ยงพ่อแม่ ไม่ใช่นำทรัพย์ไปใช้ในทางเสื่อม และขอให้ทรัพย์ที่จะบังเกิดแก่ข้าพเจ้า ไม่เกิดจากอาชีพมิจฉาวณิชชา 5 อย่าง ที่พระพุทธองค์ทรงห้ามทำ คือ ค้าอาวุธ ค้ามนุษย์ ค้าสัตว์ให้เขานำไปฆ่า ค้าน้ำเมา ค้ายาพิษ เป็นต้น และอธิษฐานกำกับตอนท้ายด้วยว่า 'ด้วยบุญนี้ ขอให้ข้าพเจ้าบรรลุมรรคผลนิพพานและไปถึงที่สุดแห่งธรรมโดยเร็วพลันเทอญ' 3. ดูอย่างไรว่า เราทำบุญไปมากพอหรือยัง ? ตอบ ถ้าบุญเรามากจนเต็มเปี่ยมแล้ว เราก็ไม่มานั่งอ่านหนังสือเล่มนี้อยู่ตรงนี้หรอก เราคงบรรลุมรรคผลนิพพานไปแล้ว และที่สำคัญ ถ้าบุญเรามากพอ..ป่านนี้เราต้องสมหวังในทุกสิ่งไปแล้ว ดังนั้นให้เราย้อนกลับไปทบทวนดูว่า ชีวิตเราตั้งแต่เกิดมาจนถึงปัจจุบันมีความพร่องหรือได้รับความทุกข์ในเรื่องใดมาบ้าง ก็ให้ทำบุญแล้วอธิษฐานเพื่อเติมเต็มแก้ไขในสิ่งนั้นๆ 4. ต้องทำบุญขนาดไหน ? ตอบ ต้องทำถึงขนาดที่ใจเราปลื้มสุดๆ หากทำแล้วยังไม่ปลื้ม ก็ต้องทำอีกจนกระทั่งรู้สึกปลื้มให้ได้เพราะบุญที่ทำแล้วเกิดความปลื้มสุดๆ จะส่งผลได้เร็วกว่า แรงกว่าบุญที่ทำแล้วรู้สึกเฉยๆ หรือทำไปเพราะความเกรงใจ และที่สำคัญ หากเราทำบุญแล้วปลื้ม อีกทั้งยังสามารถระลึกนึกถึงบุญที่เคยทำไปได้บ่อยครั้งมากเท่าไรก็จะมีผลต่อจำนวนชาติที่บุญจะส่งผลมากขึ้นเท่านั้น และมากไปกว่านั้น หากตามระลึกนึกถึงบุญที่ทำไปแล้วบ่อยๆ ด้วยความปลื้มปีติ บุญที่เราตามระลึกถึงนี้ก็จะไปดูดบุญเก่าๆ ที่เคยทำผ่านๆ มาตั้งแต่อดีตชาติ ดึงดูดบุญเล็กบุญน้อย บุญที่อ่อนกำลังไปแล้ว ให้ตามมาส่งผล ให้ตามมาหล่อเลี้ยงชีวิตเราให้ดีขึ้น 5. ต้องทำอย่างไรถึงจะปลื้มปีติ ? ตอบ ปกติโดยทั่วไป ความปลื้มปีติเกิดจากเหตุหลายอย่าง เช่น ความปีติที่เกิดจากอำนาจสมาธิ การย้อนนึกถึงความดีที่ทำได้ยาก การทำบุญอย่างสุดกำลังหรือการตัดใจจากความตระหนี่ที่ตัดได้ยากแบบเอาชีวิตเป็นเดิมพัน อย่างเช่น นายติณบาล ที่ทำบุญด้วยทรัพย์ชิ้นสุดท้าย หรืออดีตชาติของเมณฑกเศรษฐี ที่ทำบุญด้วยอาหารมื้อสุดท้าย ทำจนหมดตัว แต่กลับปลื้มโดยไม่นึกเสียดายเลย อีกทั้งยังมีความปลื้มครบทั้ง 3 ระยะ คือ ก่อนทำ ขณะทำ หลังทำ เพราะความปลื้มจะทำให้เราประทับใจจดจำสิ่งนั้นไปได้นานแสนนาน อีกทั้งยังสามารถนึกถึงได้เป็นสิ่งแรก โดยไม่เคยลืมไปจากความทรงจำเลย และนึกถึงทีไรก็น้ำหูน้ำตาไหล ขนลุกชูชัน เพราะความปลื้มปีติ... 6. อะไรเป็นเหตุที่ทำให้บุญส่งผลช้า ? ตอบ คงเคยได้ยินว่า ทำบุญแล้ว บุญไม่เห็นส่งผลสักที หากเรากำลังประสบปัญหานี้ หรือเจอใครที่พบปัญหานี้ ก็ให้ลองมาสำรวจกันว่า เป็นเพราะเหตุผลบางประการเหล่านี้หรือไม่... 1. ทำบุญด้วยความไม่ศรัทธา 2. ทำบุญด้วยความเกรงใจ 3. ทำแล้วไม่ปลื้ม 4. ทำแล้วไม่ตามตรึกระลึกนึกถึงบุญอย่างต่อเนื่อง 5. ทำไม่เต็มกำลัง 6. ทำบุญช้า เวลาได้อะไรก็ได้ช้า 7. เวลาจะทำบุญคิดแล้วคิดอีก มีเงื่อนไขในการทำบุญ เวลาได้อะไรก็เลยได้ยาก มีเงื่อนไขมาก กว่าจะได้ทรัพย์มาก็ต้องเหนื่อย ต้องแลกมาด้วยความยากลำบาก 8. ก่อนทำบุญ ขณะทำบุญ หลังทำบุญใจไม่ใสมีเรื่องหงุดหงิด กังวล โมโห จนทำให้ใจหมอง 9. วัตถุหรือเงินที่นำมาทำบุญ เป็นวัตถุไม่บริสุทธิ์ได้มาจากความไม่สุจริต ได้จากอาชีพไม่บริสุทธิ์ 10. ผู้ให้และผู้รับเป็นบุคคลไม่บริสุทธิ์ เช่น รักษาศีล 5 ศีล 8 หรือศีล 227 ข้อไม่ครบ หรือมีศีลด่างพร้อย 11. เจตนาในการทำบุญไม่บริสุทธิ์ เช่น ทำบุญเอาหน้า ทำเพราะแข่งดีแข่งเด่น ไม่ได้ทำเพราะอยากบรรลุมรรคผลนิพพาน 12. ทำบุญแล้วนึกเสียดายในภายหลัง 13. ทำบุญไม่ถูกแหล่งเนื้อนาบุญ 14. ทำบุญไม่ต่อเนื่อง ทำให้บาปที่เคยทำไว้ได้ช่องส่งผลก่อนบุญจะส่งผล 15. ขาดการนั่งสมาธิที่สม่ำเสมอ เพราะการนั่งสมาธิจะทำให้ใจใส และเมื่อใจใส จะมีอำนาจไปดึงดูดบุญที่เคยทำไว้ ให้มารวมส่งผลได้เร็วแรง...