พระครูสุวัตถิธรรมประภาส (จําเนียร จิรโสตฺถิโก)
หลวงปู่วัดปากน้ำ · 531010-บุคคลยุคต้นวิชชา3
อดีตเจ้าอาวาสวัดลําพญาและเจ้าคณะอําเภอบางเลน
ชื่อเดิม จำเนียน ขจายแสง เป็นบุตรคนที่ ๓ ในจำนวนพี่น้อง ๕ บิดาชื่อ ชด ขจายแสง มารดาชื่อ เจียม น่วมสุวรรณ เกิดเมื่อวันอังคารที่ ๒๒ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๔๘ แรม ๗ ค่ำ เดือน ๙ ปีมะเส็ง
เวลา ๒๓.๓๐ น. ณ บ้านบางวัว หมู่ที่ ๑ ต.บางปลา อ.บางเลน จ.นครปฐม
เรียนภาษาไทยจบมัธยมปีที่ ๒ จากโรงเรียนวัดบางปลาเป็นคนเจ็บออดๆ แอดๆ เกือบจะเอาชีวิตไม่รอด เมื่ออายุได้ ๑๔ ปี ผู้เป็นบิดามีความปรารถนาที่จะให้เล่าเรียนภาษาบาลีจึงได้นําไปฝากกับหลวงพ่อวัดปากน้ำ สมัยที่ยังดํารงสมณศักดิ์เป็นพระครูสมณธรรมสมาทาน แต่ท่านก็ไม่อยากเรียนอยู่ติดตามเป็นผู้คอยรับใช้หลวงพ่อจนอายุได้ ๑๙ ปี จึงได้ทําการบรรพชาที่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ธนบุรี เมื่อวันที่ ๑๕ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๖๖ เวลา ๑๑.๐๐ น. โดยมีหลวงพ่อวัดปากน้ำ เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้ทําการศึกษานักธรรมและภาษาบาลี ฝึกกัมมัฏฐาน ตามที่หลวงพ่อได้ออกกฎบังคับโดยการเรียนวิชาบาลีได้ไปศึกษาที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม โดยได้รับความนุเคราะห์จาก สมเด็จพระสังฆราชปุ่น สมัยที่ยังดํารงสมณศักดิ์เป็นพระธรรมวโรดม
ส่วนการอุปสมบทนั้น โยมมีความปรารถนาที่จะให้บวชที่บ้านเดิมจึงได้จัดงานที่บ้านอย่างใหญ่โต มีพระธรรมปิฏก (ธมฺมปฺปโชติกมหาเถระ) ต่อมาเป็นพระธรรมวโรดม วัดพระปฐมเจดีย์ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระปลัดยิ้มวัดบางปลา เป็นพระกรรมวาจา พระครูสมณธรรมสมาทาน (สด จนฺทสรเถระ) ต่อมาเป็นพระมงคลเทพมุนี วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ เมื่อวันที่ ๑๔ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๖๘ สําเร็จความเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา เมื่อเวลา ๑๑.๐๐ น. โดยมีฉายาว่า “จิรโสตฺถิโก”
หลังจากที่ได้อุปสมบทแล้วก็ได้ขึ้นไปจําพรรษา และศึกษาเล่าเรียนตามปกติที่วัดปากน้ำอีก แต่การไปเรียนลําบากด้วยเรื่องยวดยานพาหนะเพราะจะต้องเดินทางไปกลับระหว่างวัดปากน้ำ-วัดโพธิ์เป็นประจําจึงได้อ้อนวอนขอหลวงพ่อย้ายไปอยู่วัดโพธิ์ ท่านได้เล่าเรียนอยู่ที่วัดโพธิ์ ระหว่างพรรษาที่ ๒-๕ ได้รับความอนุเคราะห์อย่างดีจากพระธรรมวโรดม สมัยที่ท่านยังเป็นผู้ตรวจการ ภาค ๗ จนสอบได้เปรียญ ๔ ประโยค ในขณะที่กําลังเรียนประโยค๕ อยู่นั้นได้เกิดปัญหาส่วนตัว ในที่สุดท่านก็ได้ตัดสินใจอําลาจากกรุงเทพฯ ปิดฉากการเรียนบาลีโดยสิ้นเชิง และได้ย้ายมาจําพรรษาอยู่ที่วัดบางภาษี นครปฐม ในปี ๒๔๗๕ และในปีนี้เองหลวงพ่อท่านสูญเสียโยมบิดาไปแทบจะทําให้ชีวิตเปลี่ยนทางเดินไปเป็นอย่างอื่นทีเดียว อาศัยบุญบารมีจึงได้พ้นบ่วงกรรมมาได้เปราะหนึ่ง ท่านได้ช่วยสอนนักธรรมและเทศนาสั่งสอนประชาชนจนออกพรรษา จึงได้ย้ายไปอยู่ที่วัดบางปลาในพรรษาที่ ๘ และได้ปฏิบัติศาสนกิจพระพุทธศาสนาเช่นเดียวกันกับอยู่ที่ วัดบางภาษี ในปีนี้ท่านก็ได้ตั้งใจจะลาสิกขาอีก แต่ในช่วงเวลานั้นได้มีพระมหาแจ้ง อยู่ที่วัดดงตาลสองพี่น้องสุพรรณบุรี มาชักชวน เมื่อท่านไม่เต็มใจจะไปอยู่ มหาแจ้งจึงได้บอกว่าให้ไปอยู่เป็นเพื่อนเพียงพรรษาเดียว หลวงพ่อท่านจึงได้รับปากตกลง แต่เหมือนมีมารมาผจญ หลวงพ่อสูญเสียโยมมารดาไปอีกคน ท่านจึงตัดสินใจ จําพรรษาอยู่ที่วัดดงตาล เป็นเวลา ๕ พรรษา กอปรกับมีเรื่องกวนใจหลายประการท่านจึงได้ตัดสินใจเดินธุดงค์ไปเป็นการสร้างบารมีจนเกือบจะเสียชีวิตเพราะไข้ป่า แต่ก็ยังโชคดีที่รอดชีวิตมาเหมือนปาฏิหาริย์ จากนั้นท่านก็ได้เดินทางกลับมายังที่วัดบางปลา หลังจากที่ได้กลับมาอยู่เพียงไม่นาน พระสมุห์จู เจ้าอาวาสวัดเกษมสุริยัมนาจ และต่อไปได้เป็นเจ้าคณะอําเภอบางเลน ในพระราชทินนามว่า “พระครูจันทสิโรภาส” ได้มานิมนต์ให้ท่านไปเป็นเจ้าอาวาสวัดลําพญา แต่ท่านก็บ่ายเบี่ยง แต่พระครูท่านก็บอกว่าให้ไปลองดูก่อน ท่านจึงได้ตกลง เป็นอันว่าในปี ๒๔๔๓ ท่านจึงได้รับเป็นเจ้าอาวาสวัดลําพญา
เมื่อมาใหม่ๆ ท่านก็ได้พบอุปสรรคอย่างมากมาย ถ้าเป็นคนไม่มีความอดทนเป็นอย่างดีละก็ คงไม่สามารถที่จะอยู่ได้อย่างแน่นอน ท่านได้มาสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้แก่ชาวลําพญา และพระพุทธศาสนาอย่างมากมาย ทั้งในด้านการศึกษา และถาวรวัตถุ เช่น อุโบสถ ศาลาการเปรียญ กุฏิ พร้อมทั้งโรงเรียน และสิ่งปลูกสร้างอื่นๆ จนได้รับความไว้วางใจให้รับหน้าที่ ให้ดํารงตําแหน่งรองเจ้าคณะอําเภอและเจ้าคณะอําเภอบางเลนตามลําดับ
เมื่ออายุ ๘๑ ปี พ.ศ.๒๕๒๙ ก่อนเข้าพรรษาเพียงไม่กี่วัน หลวงพ่อได้เข้าโรงพยาบาลรับการผ่าตัดรักษาโรคต่อมลูกหมากอักเสบ ณ โรงพยาบาลจันทรุเบกษา กําแพงแสน หลังจากนั้นท่านก็ยังได้เข้าออกโรงพยาบาลอยู่เป็นประจํา จนในที่สุด เมื่อวันที่ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๓๒ หลวงพ่อท่านได้มรณภาพอย่างสงบ ด้วยโรคหลอดลมอักเสบ ณ โรงพยาบาลจันทรุเบกษาเมื่อเวลา ๑๙.๔๙ น. สร้างความอาลัยให้เกิดแก่ศิษยานุศิษย์และผู้ที่เคารพใกล้ชิดเป็นอย่างมาก
ท่านมีสมณศักดิ์ในพระราชทินนามว่า “พระครูสุวัตถิธรรมประภาส” ได้รับความไว้วางใจจากพระผู้ใหญ่ ให้ดํารงตําแหน่ง เจ้าคณะอําเภอบางเลนอยู่ปกครองบริหารงานคณะสงฆ์จนถึงอายุ ๘๕ ปี จึงได้มรณภาพลงด้วยโรคหลอดลมอักเสบ