ขนฺติโก ภิกฺขุ
หลวงปู่วัดปากน้ำ · 531010-บุคคลยุคต้นวิชชา3
บวชมีเกียรติ
โดย ขนฺติโก ภิกฺขุ
ผู้เขียนได้วาดภาพมาเสนอท่าน เป็นเรื่องของ “การบวชอย่างมี
เกียรติ” บางทีจะทําให้ท่านสงสัยว่า ที่เขาบวชกันทีแล้วๆ มานั้น ไม่มีเกียรติกระนั้นหรือ? หากท่านยังไม่เข้าใจว่าบวชมีเกียรตินั้นเป็นอย่างไรกันโปรดอย่างเพิ่งเดา ขอเชิญท่านอ่านเรื่องนี้ดู มิฉะนั้นท่านจะไม่ทราบเลยว่า “บวชมีเกียรติ” นั้นอย่างไร
ท่านมหาเถระร่างท้วม ผิวกายละเอียดผ่องใสเจริญตา ผู้มีหน้าผากกว้างจมูกใหญ่ หากว่าไม่ได้สังเกตเห็นรอยย่นเล็กน้อยบนดวงหน้าของท่านแล้วย่อมไม่น่าเชื่อเลยว่า ท่านจะมีอายุล่วงเข้าวัย ชรา ขนาดผ่านฝนมา ๗๐ ขวบปีแล้วเช่นนั้น เป็นแน่ บุคลิกภาพอันสง่า ดวงตาสีเหล็กอันแข็งกร้าว บ่งถึงความเป็นผู้มีความเด็ดขาด ความเป็นผู้มีพลานุภาพแห่งดวงจิตสูง แต่ทว่าในดวงตานั้นเองมีประกายแฝงอยู่ด้วยความเมตตาปรานี ซึ่งซ่อนอยู่ในส่วนลึกของดวงจิต ท่านยื่นมือทั้งสองออกมารับผ้าไตร ซึ่งข้าพเจ้าน้อมกายประเคนให้ท่านหลังจากที่ข้าพเจ้าได้เปล่งพระบาลีขอบรรพชาต่อท่านแล้วท่านมหาเถระที่ข้าพเจ้ากล่าวถึงนี้ เจ้าพระคุณหลวงพ่อพระภาวนาโกศลเถร พระอุปัชฌายะของข้าพเจ้านั่นเอง
“บัดนี้ เธอมีศรัทธาน้อมนําผ้ากาสาวพัสตร์ อันเป็นธงชัยของพระอรหัต ซึ่งเย็บย้อมด้วยน้ำฝาด เป็นการถูกต้องตามพระพุทธานุญาตแล้ว มามอบให้แก่ฉันในท่ามกลางสงฆ์เปล่งอุทานวาจาขอบรรพชาอุปสมบทในพระพุทธศาสนาเช่นนี้ เป็นความดีความชอบของเธอแล้ว” ท่านเจ้าพระคุณหลวงพ่อให้คําสั่งสอนเจ้านาคผู้เข้าขอบรรพชาด้วยสําเนียงเรียบๆ แจ่มใสมีกังวาลชัดเจน ท่านถอนหายใจนิดหนึ่งพร้อมกับช้อนสายตาขึ้นสบตาข้าพเจ้าอาท่านที่รักประกายตากล้าของท่านคู่นั้นช่างเป็นดวงตาที่มีอํานาจอะไรเช่นนั้นท่านหยุด จ้องดูข้าพเจ้าครู่หนึ่ง แล้วกล่าวต่อ “ในการบรรพชาอุปสมบทนี้ เบื้องต้นทีเดียวเธอต้องปลูกศรัทธา คือความเชื่อ ความเลื่อมใสให้แน่วแน่,ให้ดิ่งลงคุณพระรัตนตรัย มีพระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้าและพระสงฆ์เจ้าเสียก่อนเพราะพระพุทธเจ้า พระองค์เป็นเจ้าของพระศาสนา และทรงมีพุทธานบุญาตในการบรรพชาอุปสมบทนี้ เบื้องต้นที่จะปลูกศรัทธา ความเชื่อ ความเลื่อมใสเธอต้องศึกษาให้ทราบถึงว่า พระพุทธเจ้าของเรานั้น ท่านทรงมีคุณงามความดีอย่างไรเสียก่อน” ท่านหยุดพูดพลางเอื้อมมือหยิบกระโถนใบเล็กข้างกายขึ้นบ้วนน้ำลาย แล้วมองดูหน้าข้าพเจ้าอีกครั้งหนึ่ง ใช้ดวงตาอันคมของท่านสํารวจข้าพเจ้าเสมือนจะสอบว่ามีความสนใจและตั้งใจฟังท่านสั่งสอนหรือไม่แล้วจึงสอนต่อไปในเรื่องพระปัญญาคุณ พระบริสุทธิ์คุณ และพระมหากรุณาธิคุณขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เน้นแยกแยะให้ซาบซึ้งยิ่งนักขณะที่ท่านสอนไปตาท่านเหลือบดูข้าพเจ้าบ่อยๆ ดังกับจะพิมพ์เอาภาพของข้าพเจ้า เข้าสู่ความทรงจําของท่านให้แน่นแฟ้นฉะนั้น เมื่อใดข้าพเจ้ามองสบดวงตาท่าน ข้าพเจ้าต้องหลบดวงตาท่านทุกที ไม่ทราบว่ามีอํานาจอะไร ต่อจากนั้นท่านกล่าวสอนถึงกุศลแห่งการที่ได้พบและได้เข้าถึงพระพุทธศาสนาและการที่ได้เข้ามาร่วมเป็นพุทธศาสนทายาท ข้าพเจ้าต้องขยับตัวเพื่อให้ปลายเท้าในท่านั่งคุกเข่าประนมมือเข้าที่ เพราะเกิดความเมื่อยขบเนื่องจากไม่เคยชิน ต่ออากัปกิริยาเช่นนั้นมาก่อน แต่ทั้งๆ ที่เมื่อยแสนเมื่อยก็ทนเอา ทนเพื่อรับความสําเร็จจากการอุปสมบทตามศรัทธาของข้าพเจ้าให้จงได้ ท่านเหลือบตาดูข้าพเจ้าด้วยความปรานีแล้ว
กล่าวสืบไป
“ ผู้บรรพชาจะต้องทําการศึกษาให้เข้าใจในพระกรรมฐาน เสีย
ก่อน เพราะพระกรรมฐาน เป็นเครื่องสะกดใจป้องกันความฟุ้งช่านเสียได้ เป็นอุบายสําหรับจะทําสมาธิให้เกิดขึ้นเพื่อเป็นที่ตั้งของปัญญาต่อไป” ท่านเอื้อมมือหยิบกระโถนบ้วนน้ำลายอีกครั้งหนึ่ง แล้วได้กล่าวสอนถึงการประชุมพร้อมของธาตุทั้ง ๔ มีดิน น้ำ ลม และไฟ ซึ่งประกอบเป็นอาการทั้ง ๓๒ ของมนุษย์ ซึ่งเมื่อทําการบรรพชาแล้วจะต้องทําการพิจารณาให้เกิดเป็นสิ่งที่น่าเกลียด เป็นสิ่งปฏิกูลพึงรังเกียจของเรา สุดท้ายได้กล่าวย่นย่อลงเหลือเพียงมูลแห่งกรรมฐานเพียง ๕ สิ่ง ซึ่งเรียกตามภาษาบาลีว่า... “ตจปญจก กมฺมฐาน” เท่านั้น
“ ตจปญจก กมฺมฐาน, ถ้าจะแปลเป็นสยามภาษา ก็คงได้ความว่า“กรรมฐานมีหนังเป็นที่ ๕ ต่อนี้ไป เธอจงเปล่งวาจากล่าวตามฉันไปโดย อนุโลม...เกสา...โลมา...นขา...ทนตา...ตโจ” ท่านกล่าวนําเป็นห้วงๆ ซึ่งข้าพเจ้าก็ได้เปล่งวาจาตามดังที่ท่านสั่ง “...เกสา คือผม, โลมา ขน, นขา เล็บ,ทนฺตา ฟัน, ตโจ หนัง,... แล้วจงเปล่งวาจาทวนจากท้ายไปหาต้นตามฉันอีกครั้งหนึ่ง เป็น ปฏิโลม...ตโจ...ทนฺตา...นขา...โลมา...เกสา...” ข้าพเจ้าเปล่งวาจาตามท่านอีกครั้งหนึ่ง แล้วนั่งสงบรอว่าเมื่อไหร่ท่านจะเอาอังสะออกมาสวมแล้วสั่งให้ข้าพเจ้าออกไปครองผ้าเสียสักที เพราะเท่าที่ได้เคยพบเห็นที่เขาบวชกันมา พอถึงตอนนี้พระอุปัชฌาย์ก็สวมอังสะ แล้วให้ออกไปครองผ้าทุกราย
“เธอจําได้ไหม? ผมที่โกนเมื่อเธอก่อนจะเข้ามาขอบรรพชาน่ะ เคยหยิบจับขึ้นดูบ้างหรือเปล่า?” ท่านกล่าวถามขึ้นด้วยเสียงเย็นๆ
“จําได้ครับผม, กระผมจับขึ้นดู เมื่อขณะที่เขาปลงให้” ข้าพเจ้าเรียนตอบท่าน แต่ในใจนั้นเต็มไปด้วยความฉงนสนเท่ห์ เอ ท่านถามประสงค์อะไรของท่านหนอ? มืดแปดด้านไม่รู้ว่าท่านจะมาเหลี่ยมไหนกับข้าพเจ้า ข้าพเจ้ารีบพิจารณา แต่ก่อนที่จะเข้าใจว่าเรื่องอะไร
“อือ|! ดีหละ เธอจงหลับตาลงแล้วน้อมนําเอาปอยผมที่เธอจําได้นั่นแหละเอาไปวางไว้ตรงกลางกาย...ภายในกายตรงกลางในท้องเหนือสะดือ ๒ นิ้ว... ตรงที่เหมือนเราเอาเชือกกลุ่มขึงให้ซ้ายทะลุขวา หน้าทะลุหลังไปตัดกันตรงที่เชือกตัดกันเรียกว่ากลางกั๊กน่ะ... เอ้าทําดูอย่างที่ฉันบอก”
ข้าพเจ้ารีบหลับตาเริ่มปฏิบัติตามที่ท่านสั่ง เกิดความสงสัยเพิ่มขึ้นอีกเป็นทวีคูณ
“เอาความคิด ความนึกและความจําของเรานั่นแหละ เอาไปจดเข้าไว้ที่กลางกั๊กนั้น เอ้าดูไว้ให้ดี” ท่านสั่งต่อไป
หลับตานิ่งอยู่เช่นนั้นเป็นเวลานาน เอ ! มีดไม่เห็นๆ อะไรสักอย่างเดียว“นี่ท่านจะให้เราเห็นอะไรหนอ? ก็เรานั่งหลับตาอยู่อย่างนี้ มันจะเห็นอะไรได้ยังไงกัน” ข้าพเจ้าเกิดความสงสัยหนักขึ้น รอฟังว่าท่านจะมาเหลี่ยมไหนกับข้าพเจ้าอีกต่อไป เจ้าท่านั่งคุกเข่าเริ่มเล่นงานเอา ข้าพเจ้าเข้าแล้ว มันเมื่อยเอาการ นั่งอยู่อีกนานก็ยังไม่ได้เห็นอะไรสักนิดเดียว เอจะให้เราดูให้เห็นอะไรกันหนอ?
“เห็นแล้วหรือยัง?” เสียงท่านถามขึ้น ข้าพเจ้ารีบตอบท่านว่ายังไม่ได้เห็นอะไรเลย
“ทําใจของเราให้หยุด ให้นิ่ง คิดนึกเอา ผม ของเรา ให้ เกิด ให้เห็นอยู่ ตรงกลางกั๊กซี” เสียงท่านสั่งเติมมาอีก “พยายามนึกแล้วดูให้ดีจะได้เห็น”
นั่งมานานเท่าใดไม่รู้ตัว ปฏิบัติตามคําสั่งของท่าน เรื่อยๆ ไปทําจิตมิให้ว่อกแว่กดังที่ท่านสั่ง ท่านต้องสั่งโดยมีเหตุผลแน่ๆ มิฉะนั้นท่านจะสั่งทําไมให้เสียเวลา ความคิดของข้าพเจ้าคิดเช่นนั้น โอ! ท่านที่เคารพทั้งหลาย เป็นที่น่าประหลาด น่าประหลาดจริงๆ ข้าพเจ้าได้เริ่มเห็นสิ่งหนึ่ง ปรากฏขึ้นในความมืดนั้นแล้วอย่างเลือนลางเต็มที แต่แล้วสิ่งนั้นก็ค่อยๆ ชัดเจนขึ้นๆโดยลําดับ ชัดขึ้นจนสังเกตเห็นได้ เหมือนกับการลืมตาเห็นทีเดียว อะไรหรือ? เห็นอะไร? ปอยผมน่ะซีท่าน ปอยผมของข้าพเจ้าเอง ปอยผมที่ข้าพเจ้าได้หยิบดูเมื่อทําการโกนศีรษะก่อนเข้ามาขอบรรพชานั่นเอง ช่างเป็นการน่าประหลาดอะไรเช่นนั้น ข้าพเจ้ารู้สึกตื่นเต้นอย่างบอกความรู้สึกไม่ถูกว่าเป็นอย่างไร ความตื่นเต้นของข้าพเจ้านี่เองทําให้ข้าพเจ้ารีบเรียนท่าน“เห็นแล้ว เห็นแล้วครับผม” เสียงออกชักจะสั่นจนรู้สึก
“เห็นอะไร? เห็นผมใช่ไหม?”ข้าพเจ้ารีบเรียนตอบรับคําท่านทันที
“สําเร็จเรื่องกันที เอาละทีนี้ได้ออกไปครองผ้ากันแน่ละ” ข้าพเจ้าคิด
แต่เปล่าท่านที่รัก ยังไม่ยักจบดังที่คิด...
“จงดูต่อไปให้ดี ผมที่เธอได้เห็นน่ะ เห็นว่าปลายผมชี้ไปทางไหนโคนชี้ไปทางไหน? และตอนกลางงอนโค้งยังไง?” เสียงท่านถามต่อมาอีก ข้าพเจ้าเริ่มเพ่งดูเพื่อสํารวจหาคําตอบ เมื่อเห็นชัดแล้วจึงได้เรียนตอบท่านไปตามที่เห็น และพร้อมกับนึกว่าคงจะหมดเรื่องกันแน่แล้วทีนี้คาดผิดตามเคย เสียงของท่านพระอุปัชฌาย์ระดมสั่งต่อมาอีกแล้ว
“เอ้าทีนี้เธอจงดูต่อไปดูที่ปอยผมนั้นแหละ” ข้าพเจ้าสำรวมใจเพ่ง ดูต่อไป ส่วนใจนั้นคิดว่าท่านจะให้ดูอะไรกันอีก ผมก็เห็นเป็นผมแล้วนี้จะให้ดูผมให้เป็นอะไรกันอีกเล่านี่ ฮะ ท่านให้หลับตาดูผมเรายังเห็นผมได้ก็ทีท่านให้เราดูต่อไปทําไมจะมามัวสงสัย เดี๋ยวคงเห็นอะไรได้อีกน่ะ ไม่เช่นนั้นท่านจะสั่งให้ดูทําวิมานอะไรกันนะ ข้าพเจ้าเริ่มสํารวมจิตเพ่งต่อไปทันที
นื่อย่างไรกัน ข้าพเจ้าเป็นอะไรไปแล้ว ตัวเริ่มเบาหวิวๆ พิกล แต่ส่วนใจนั้นรู้สึกสบายจริงๆ สบายจนไม่ทราบว่า จะสรรค์หาคําพูดมาพรรณนาให้ท่านฟังได้อย่างไรจึงจะเข้าใจได้ ทันทีนั้นเอง ปอยผมสีดําที่ข้าพเจ้าเห็นนั้นก็ค่อยๆ เลือนไปๆ จนไม่เห็น แต่กลับค่อยเห็นเส้นวงกลมมีแสงเรืองๆ เกิดขึ้น มาแทนที่แสงนั้นยิ่งสุกนวลขึ้นๆ ครั้งแรกก็เป็นเพียงวงกลมๆ ค่อยๆ หรี่เล็กลงแล้วกลับขยายกว้างออก เป็นอยู่เช่นนี้ครู่ใหญ่แล้วก็หยุดเป็นวงกลมโตขนาดเท่าเหรียญสองสลึงหรือโตกว่าเล็กน้อยเริ่มหยุดคงที่ ส่วนแสงนวลนั้นก็ค่อยแผ่ขยายจากเส้นรอบวงเข้ามาสู่จุดศูนย์กลางเข้าทุกทีๆ จนเห็นเป็นดวงใสคล้ายดวงแก้วสุกสว่างดังดวงจันทร์นั่นเทียว ด้วยเกรงว่าดวงใสนั้นจะเลือนหายจากไปเสีย ข้าพเจ้าเพ่งดูหนักขึ้นไม่ยอมละนานเท่านาน แต่จะนานเพียงใดก็ช่าง การเมื่อยขัดเข่าและขาเมื่อสักครู่นี้ไม่มีเหลือเสียแล้ว ไม่ทราบว่ามันหายไปได้อย่างไรกัน ...แต่แล้ว...
“ได้เห็นอะไรอีกไหม?” เสียงท่านเจ้าคุณหลวงพ่อถามขึ้นเบาๆ
“เห็นแสงสว่าง เห็นแสงสว่างเป็นดวงกลมขนาดเท่าลูกมะนาว
เขื่องๆ ครับผม” เรียนท่านตามความจริงที่ข้าพเจ้าได้เห็น
“เอาละ วันนี้พอกันที เธอจงจดจําดวงที่เธอเห็นนี้ไว้ให้ดี หลับตาก็ให้เห็น ลืมตาก็ให้เห็น ไม่ว่าเวลาใดๆ ให้เห็นอยู่เสมอๆ อย่าให้สูญไปเสีย” ท่านสั่ง ประกายตาแจ่มใสเต็มไปด้วยความพอใจ “ดวงใสนั่นแหละ เป็นจุดต้นทางนําเราไปสู่พระนิพพานละ เป็นทางไปของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา เป็นทางถูกทางตรงทางเดียวเท่านั้นไม่มีทางอื่นจดจําไว้ให้ดี อย่าให้ดับเสียได้น๊า” ท่านกล่าวแล้ว พลางค่อยๆ ชักเอาอังสะออกจากพับผ้าไตรที่ข้าพเจ้า ประเคนท่านในตอนแรกขึ้นมา คลี่สรวมศีรษะให้ข้าพเจ้าซึ่งเตรียมโน้มกายรอรับการสรวมอยู่แล้วนั้น
“ออกไปข้างหลังโบสถ์ ไปห่มผ้าเสียให้เรียบร้อยแล้วกลับมารับไตรสรณาคมน์ต่อไป” ท่านสั่งในที่สุด
ข้าพเจ้าเหลือบตาขึ้นดูนาฬิกาที่ผนังโบสถ์ โอ้โฮ! เวลา ๑๕.๓๖ น. แล้วนี่ข้าพเจ้าได้เข้ามานั่งอยู่กลางหมู่สงฆ์นานถึง หนึ่งชั่วโมงสามสิบนาที ทีเดียวหรือนี่ ตายละ เจ้าพระคุณหลวงพ่อ พระสงฆ์องค์เจ้า ตลอดจนญาติมิตรที่มาคอยอนุโมทนากุศล ในการอุปสมบท ข้าพเจ้าเพียงคนเดียวต้องทําให้ผู้อื่นต้องมาลําบากไปด้วยอีกหลายลิบคนเช่นนี้เจียวหรือ?
เจ้าประคุ้ณพระเดชพระคุณหลวงพ่อที่เคารพยิ่ง พระคุณท่านให้
เกียรติให้แนวทางไปสู่พระนิพพานแก่ข้าพเจ้าผู้เป็นเพียงคนที่สละกิเลส เข้ามาสู่ ร่มโพธิ์แห่งพระศาสนาเพียงผู้เดียวเช่นนี้ เป็นไปได้เชียวหรือนี่? แต่ก็ได้เป็นไปแล้วเป็นไปได้จริงๆมิใยที่ท่านผู้ล่วงวัยชราแล้วจะต้องมานั่งทําการสอนให้ มิใยที่หมู่สงฆ์ที่มานั่งอันดับเพื่อรอรับข้าพเจ้าเข้าหมู่หรือตลอดจนผู้ที่มานั่งคอยอนุโมทนากุศลจะพากันเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าไปตามๆ กันเปล่า เจ้าพระคุณท่านมิได้พะวงถึงเลยแม้แต่น้อยท่านยอมเหนื่อยยาก และพลอยให้ผู้อื่นเหนื่อยยากไปด้วยอีกหลายสิบคน ก็เพียงเพื่อให้ผู้เข้ารับการอุปสมบทจากท่านได้เห็นทางไปสู่บรมสุข คือทางไปสู่พระนิพพานแต่เพียงคนเดียวแท้ๆ เท่านั้น
ท่านทั้งหลาย การบวชของข้าพเจ้า ณ สํานักวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ธนบุรี เท่าที่ข้าพเจ้านํามาสู่ท่านนี้ ท่านเห็นว่าเป็นการบวชธรรมดาสามัญกระนั้นหรือ? แต่โดยเฉพาะข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าว่าการบวชของข้าพเจ้าเป็นการบวช “อย่างมีเกียรติ” ท่านจะไม่เห็นพ้องกับข้าพเจ้าเทียวหรือ? ถ้าท่านเห็นพ้องกับข้าพเจ้า ท่านจะไม่ทําการบวช “อย่างมีเกียรติ” ดังที่ข้าพเจ้าได้บวชมาแล้วนี้บ้างหรือ? หากจะมีท่านที่ยังไม่อยากบวช เพราะยังมีภาระจําเป็นบังคับอยู่ก็ดี หรือท่านที่เคยบวซเรียนแล้วแต่ยังไม่เคยเห็นทางซึ่งจะสามารถนําไปสู่พระนิพพานก็ดี เมื่อท่านต้องการทราบต้องการเข้าถึงทางไปสู่พระนิพพานบ้าง ท่านต้องการพบเห็นทั้งๆ ที่ไม่บวชก็ยังได้ ถ้าท่านสามารถสละเวลาของท่านเพียงเล็กน้อยเพื่อมาพบเห็นทางที่วิเศษที่สุด ท่านอาจกระทําได้โดยท่านมาสู่สํานักวัดปากน้ำภาษีเจริญ ธนบุรี ในทุกๆ วันพฤหัสบดี เพราะเป็นวันที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระภาวนาโกศลเถร พระอุปัชฌายะ ของข้าพเจ้า ท่านพร้อมอยู่เสมอที่จะแนะแนวทางอันประเสริฐสุดนี้ให้แก่ท่านอยู่แล้ว