คุณแม่บุหงา วชิรกรณ์วัฒนา
หลวงปู่วัดปากน้ำ · 531010-บุคคลยุคต้นวิชชา3
คุณแม่บุหงา วชิรกรณ์วัฒนา (นามสกุลเดิม อมรวิวัฒน์) ปัจจุบันอายุ ๗๕ ปี ในวัยเด็กท่านและครอบครัวได้มีโอกาสไปกราบหลวงพ่อวัดปากน้ำฯ คุณแม่บุหงายังจดจําบรรยากาศของวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ สมัยก่อน พ.ศ. ๒๕๐๐ ตลอดจนถ้อยคําของหลวงพ่อวัดปากน้ำฯ ได้อย่างไม่รู้ลืม
และท่านเองก็เป็นอีกผู้หนึ่งที่ได้สัมผัสกับญาณทัสสนะอันแม่นยําของหลวงพ่อวัดปากน้ำฯ ที่เคยทักตนเอง ไว้ว่า “ลูกเอ๊ย .. ยิ่งแก่ยิ่งรวย” และต่อมาก็เป็นความจริงเมื่อคุณแม่บุหงาได้เปลี่ยนสถานะจากช่างตัดเสื้อกลายเป็นเศรษฐีที่เจริญรุ่งเรืองด้วยธุรกิจจัดสรรที่ดินและครั้งหนึ่งเคยเป็นเศรษฐีที่ดินติดอันดับ ๑ ใน ๑๐ ของเมืองไทยย่านปทุมธานีเลยทีเดียว
ความทรงจําที่แสนประทับใจ
คุณแม่บุหงาได้เล่าให้ฟังถึงเรื่องราวที่คุณแม่มีโอกาสได้ไปทําบุญในยุคของหลวงพ่อวัดปากน้ำฯ ด้วยน้ำเสียงอันแช่มชื่นและแววตาที่เปี่ยมด้วยความปีติว่า
คุณแม่บุหงาไปวัดปากน้ำฯ ตั้งแต่ประมาณปี พ.ศ.๒๔๙๘ ไปกับคุณแม่ คือคุณแม่ลิ้นจี่ อมรวิวัฒน์ พร้อมกับน้องๆ ซึ่งในสมัยนั้นคุณป้าบุญชูเป็นกัลยาณมิตรที่แนะนําพาไปวัดปากน้ำฯ โดยคุณแม่จะไปทําบุญเลี้ยงพระทุกกลางเดือนๆ ละครั้ง ตอนนั้นไปด้วยรถยนต์ส่วนตัว ไปจอดรถที่ตลาดพลู เนื่องจากวัดมีแม่น้าล้อมรอบ จึงต้องนั่งเรือข้ามฟากต่อไปยังวัดซึ่งไม่ต้องเสียเงินเพราะเป็นเรือ ของวัดปากน้ำฯเอง ในตอนนั้นเป็นปีที่น้ำท่วม ทางวัดยังไม่มีสิ่งก่อสร้างอะไรมาก และศาลาหลังแรกก่อเป็นตึกเพิ่งจะเริ่มสร้างขึ้นสิ่งที่ทําให้คุณแม่ประทับใจก็คือ ที่วัดปากน้ำฯในสมัยนั้นถึงแม้จะมีพระเณรจํานวนมาก เฉพาะพระก็ ๒๐๐ กว่ารูป แต่เวลาพระฉัน เสียงจะไม่ดังเลย พระที่วัดไม่ต้องออกบิณฑบาต เพราะมีญาติโยมมาเลี้ยงตลอด และแปลกที่ผู้คนที่ไปวัด แม้จะมากแต่ก็ไม่มีเสียงดังเอะอะเลย เงียบสงบมาก
ทุกครั้งที่ไปวัด คุณแม่จะมีโอกาสได้เข้าไปสนทนา กับหลวงพ่อ พอพระท่านฉันเสร็จทุกคนก็จะไปรวมกันที่ศาลา ซึ่งเป็นศาลาที่มีฝาโปร่ง ตรงกลางยกพื้นสูงขึ้น ญาติโยมจะนั่งบริเวณรอบๆ พอหลวงพ่อวัดปากน้ำฯฉันเสร็จ ท่านก็จะมานั่งคุยกับญาติโยม หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านเคยเล่าให้ฟังว่า ช่วงสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ ท่านจะต้องช่วยประชาชนด้วยการให้สวดมนต์ภาวนากันทั้งวัด และตัวหลวงพ่อเองก็นั่งสมาธิอยู่ในโบสถ์ไม่ออกจากโบสถ์เลยเพื่อปัดเป่าลูกระเบิดไม่ให้ตกตามที่เขาทิ้ง
สมัยก่อนไปกราบท่าน แม่ของคุณแม่บุหงาก็จะพาลูกๆ ๑๐ คนไปด้วยแต่ผลัดกันไปให้หลวงพ่อลูบหัวหมดตั้งแต่คนโตแล้วท่านก็พูดว่า“เออ.. ลูกดีทุกคน” คือตั้งแต่คนโตมาเลย ปัจจุบันนี้ก็เป็นความจริง ทุกประการ เริ่มตั้งแต่คุณแม่บุหงาซึ่งเป็นพี่คนโต น้องทั้ง ๙ คนก็ได้ดีกันหมด บางคนก็เป็นเจ้าของธุรกิจส่วนตัว บางคนรับราชการไปจนถึงนักการเมืองก็มี
จากช่างตัดเสื้อสู่เศรษฐีที่ดิน
ครั้งหนึ่งไปวัดกับน้า ๒ คน แล้ววันนั้นใส่เสื้อเหมือนกันหลวงพ่อวัดปากน้ำฯ ท่านก็ชี้ถามว่า เนี๊ย ๒ คนเนี๊ยพี่น้องกันหรือเปล่า น้าก็บอกว่าไม่ใช่หรอกค่ะ ดิฉันเป็นน้าสาวส่วนหลานเค้าทําร้านตัดเสื้อก็เลยตัดเสื้อให้ใส่ซึ่งสีเดียวกันเลย คุณแม่บุหงา เคยถามหลวงพ่อว่า “ลูกมีอาชีพเย็บผ้าขาย ขยันสุดตัวแล้ว เมื่อไหร่จะรวยสักที” แล้วหลวงพ่อท่านก็ชี้มาบอกว่า “เออ... ลูกเอ๊ยหน้าตาอย่างนี้ ยิ่งแก่ยิ่งรวย” แล้วชี้ไปทางคุณน้าว่า “นี่ก็จะได้เป็นคุณนาย สบาย” แล้วชี้ต่อไปทางแม่ของคุณแม่บุหงาว่า “นี่ก็เหมือนกันต่อไปจะเป็นหลักเป็นฐานมีที่ทางเยอะแยะเลย” พวกเราก็สาธุ
จากนั้นก็เป็นความจริง เพราะต่อมาแม่ของคุณแม่บุหงาก็เป็นนักจัดสรรที่ดินแถวดินแดง ถึงแม้จะไม่ได้เป็นคนรวยมาแต่เก่าก่อน จากร้านขายของชําเล็กๆ น้อยๆ จนกระทั่งจัดสรรที่ดินเมื่อซื้อแล้ว ๒-๓ เดือนก็ขายก็ได้เงินมาเยอะทีเดียว บางทีแทบไม่ต้องลงทุนเลย เพราะจะมีคนมาหาเองแล้วก็บอกว่ามาซื้อที่ของฉันเถิด ฉันขายให้ถูกๆ ขายได้เมื่อไหร่แล้วค่อยเอาเงินมา จนก่อร่างสร้างตัวได้เป็นหลักเป็นฐาน ลูกๆ มีการศึกษาสูงขึ้น ชีวิตครอบครัวดีหมดเลย ส่วนคุณน้าก็ได้สามีเป็นนายทหารและก็ได้เป็นคุณนายตลอดมา
ทางด้านตัวคุณแม่บุหงาต่อมาก็ได้หันมาประกอบอาชีพทางด้านจัดสรรที่ดินด้วยการชักชวนของคุณวาสนาไชยกุล ทําครั้งแรกบริเวณที่ดินแถบคลอง ๕ สมัยกถ่อนที่ถูก ราคาแปลงละประมาณ ๑๓,๐๐๐-๓๐,๐๐๐ บาท ต่อมาก็บริเวณคลอง ๒ ขายดีมากเหมือนกันจนตั้งตัวได้เพราะธุรกิจนี้
ผู้สืบทอดวิชชาธรรมกาย
ในปีพ.ศ.๒๕๓๕ คุณแม่บุหงาได้มีโอกาสขึ้นไปปฏิบัติธรรมที่อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพฯ ปุย จ.เชียงใหม่ ในครั้งนั้นคุณแม่บุหงาได้ยินว่า วิชชาธรรมกายมีผู้สืบทอดแล้ว ซึ่งเป็นคําที่หลวงพ่อวัดปากน้ำฯ เคยกล่าวกับหลานของท่านว่า “ผู้ที่จะสืบทอดวิชชาธรรมกายมาเกิดแล้วอยู่ที่สิงห์บุรี” พอคุณแม่บุหงาได้ยินถ้อยคําตรงนี้จึงสะดุดนึกขึ้นมาได้ว่าคุณแม่ก็ได้ยินหลวงพ่อวัดปากน้ำท่านสนทนาธรรมกับญาติโยม ซึ่งหลวงพ่อท่านก็มักจะพูดถึงแต่เรื่องวิชชาธรรมกายที่ท่านค้นพบว่า ท่านต้องเข้าไปนั่งสมาธิในโบสถ์ (วัดโบสถ์ [บน] บางคูเวียง) แล้วก็บอกว่า “วันนี้ถ้าฉันไม่ได้วิชชาธรรมกาย ฉันจะไม่ลุกจากที่เลย” แล้วก็มีโยมคนหนึ่งถามหลวงพ่อว่า หลวงพ่อเป็นคนค้นพบวิชชาธรรมกายนี้ แล้วต่อไปใครจะเป็นผู้สืบทอดวิชชานี้ล่ะ...ท่านก็ตอบว่า มีแล้วเขามาเกิดแล้วไม่ใกล้ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ เท่าไหร่หรอกไปทางเนี๊ยเลยทางอยุธยาไปเนี๊ย”
แล้วท่านก็ยังบอกอีกว่า ถ้าคนที่นั่งฟังอยู่ตอนนี้ยังมีชีวิตอยู่แล้วละก็ต่อไปอาจจะได้รู้ได้เห็นในสิ่งที่ท่านพูดไว้
ตอนนั้นฟังทีแรกคุณแม่บุหงาก็ไม่ได้คิดอะไร เวลาผ่านไปนานจนเกือบลืม พอได้ไปฝึกสมาธิที่ดอยสุเทพฯได้ยินเรื่องนี้อีกก็เลยนึกได้เพราะสะดุดหูกับคําว่า “วิชชาธรรมกายมีผู้รับสืบทอดแล้ว”
และก็ดูราวกับว่าสิ่งที่คุณแม่บุหงาได้ยินได้ฟังคราวนั้นจะไม่ได้เป็นแค่ความบังเอิญที่อยู่ในวงสนทนาเท่านั้น แต่เหมือนเป็นความจงใจที่หลวงพ่อท่านได้บอกให้คุณแม่รู้ล่วงหน้า เพราะกาลต่อมาปรากฏว่าลูกชายคนโตของคุณแม่บุหงาคือคุณชัยพร ได้เป็นเพื่อนสมัยเรียนตั้งแต่โรงเรียนสวนกุหลาบจนถึงมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รุ่นเดียวกับพระไชยบูลย์ ตอนนั้นคุณแม่จําได้ว่าลูกเคยมาเล่าให้ฟังว่ามีเพื่อนปฏิบัติธรรมในระหว่างเรียนหนังสืออยู่คนหนึ่ง สมัยนั้นจะมีนักศึกษามีวิชาสามารถเอามือล้วงลงไปในกระทะกล้วยแขกเดือดๆได้ แต่ถ้าเมื่อไหร่มีพระไชยบูลย์ยืนมองอยู่ด้วย (ขณะเป็นนักศึกษา) ขืนหยิบลงไปก็เป็นต้องมือพองทุกราย
เมื่อหลวงพ่อธัมมชโยบวชแล้ว คุณชัยพรก็ได้เข้าไปกราบเรียนถามหลวงพ่อธัมมชโย ณ ผืนแผ่นดิน ๑๙๖ ไร่ ครั้งยังเป็นท้องนาว่า ที่แถวนี้ดีไหม(แถวคลอง ๒ และ คลอง ๓) แม่ผมจะมาซื้อที่แถวนี้ไว้จัดสรร หลวงพ่อท่านก็บอกว่า “ที่แถวนี้ต่อไปดีทุกแปลง จับแปลงไหนได้เงินแปลงนั้น ให้มาทําเลย” และพอมาทําก็ขายดีจริงๆ เป็นที่ที่ทําให้คุณแม่บุหงาตั้งตัวได้ สมกับคําของหลวงพ่อวัดปากน้ำฯ ที่ท่านได้พยากรณ์ไว้ว่า “ยิ่งแก่ยิ่งรวย” ปัจจุบันคุณแม่บุหงามาทําบุญและปฏิบัติธรรมทุกวันอาทิตย์ต้นเดือน และตั้งใจสร้างบารมีกับพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยตลอดไปจนกว่าจะถึงที่สุดแห่งธรรม
และนี้ก็เป็นเรื่องราวความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อวัดปากน้ำฯที่ได้รับถ่ายทอดมาจากประสบการณ์ของคุณแม่บุหงา วชิรกรณ์วัฒนา ผู้ที่หลวงพ่อวัดปากน้ำฯ เคยทักไว้ว่า “ลูกเอ๊ย.. ยิ่งแก่ ยิ่งรวย” แล้วก็เป็นจริงทุกประการ