ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

คุณครูตรีธา เนียมขํา

หลวงปู่วัดปากน้ำ · 531010-บุคคลยุคต้นวิชชา3

PDF
นายกสมาคมศิษย์หลวงพ่อวัดปากน้ำ นางสาวตรีธา เนียมขํา เป็นบุตรีของ นายดวง นางพุ่ม เนียมขํา ภูมิลําเนาอยู่บ้านเลขที่ ๓๐ หมู่ที่ ๓ ตําบลบางบ่อ อําเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ เกิดวันเสาร์ที่ ๒๗ มีนาคม พ.ศ.๒๔๖๙ ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๕ ปีขาล การศึกษา - การศึกษาสามัญ มัธยม ๓ - การศึกษาพระปริยัติธรรม ธรรมศึกษาชั้นเอก พ.ศ.๒๔๘๒ อายุ ๑๓ ปี มาอยู่วัดปากน้ำ ภายใต้บารมีธรรมของพระเดชพระคุณหลวงพ่อ พ.ศ.๒๔๘๓ อายุ ๑๔ ปี ได้บวชเป็นแม่ชี เพื่อศึกษาพระปริยัติธรรมและบําเพ็ญกิจภาวนาตามแนววิชชาธรรมกาย จนสามารถรับใช้สนองงานที่ท่านได้มอบหมายไว้ พ.ศ.๒๔๙๔ อายุ ๒๖ ปี ได้ลาศีลจากแม่ชี แล้วได้อยู่ปฏิบัติและรับใช้หลวงพ่อตลอดมา : ได้ช่วยแบ่งเบาภาระของเจ้าประคุณสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เจ้าอาวาสวัดปากน้ำองค์ปัจจุบัน ในการดําเนินงานตามโครงการต่างๆ ที่หลวงพ่อได้วางไว้ ทั้งในด้านการศึกษาใน ด้านการปฏิบัติธรรม ในด้านการก่อสร้างเสนาสนะ และถาวรวัตถุ ในด้านอาหารบิณฑบาต อีกทั้งเป็นผู้ริเริ่มดําเนินการในการถวายผ้าพระกฐินพระราชทานวัดปากน้ำ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๐๔ จนถึงปัจจุบันและได้หาเจ้าภาพผู้เป็นประธานถวายผ้าพระกฐินพระราชทานจนถึง พ.ศ.๒๕๖๗ อีกทั้งยังช่วยดูแลการก่อสร้าง หอเจริญวิปัสสนา การบรรจุพระผงธรรมขันธ์ จํานวน ๑,๒๐๑,๒๕๐ องค์ ณ หอเจริญวิปัสสนา และในการสอนภาวนาใน วันเสาร์-อาทิตย์ วันหยุดราชการ ณ หอเจริญวิปัสสนา ปัจจุบัน คุณครูตรีธาอายุ ๗๗ ปีแล้ว แต่ก็ยังปฏิบัติหน้าที่อันสําคัญ คือเป็นนายกสมาคมศิษย์เก่าหลวงพ่อวัดปากน้ํา อันเป็นตําแหน่งทรงเกียรติซึ่งอดีตนายกสมาคมฯ มีท่านอดีตผู้พิพากษา สุธรรม จันทร์กลัด เป็นอาทิ ความเป็นมาของการเข้าวัด ข้าพเจ้ามาอยู่วัดปากน้ำตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๔๘๑ มีอายุเพียง ๑๓ ปี เพราะบิดาของข้าพเจ้าได้พามารดาข้าพเจ้าซึ่งป่วยหนักมานานถึง ๑๒ ปีมารักษาโรคกับหลวงพ่อ เนื่องจากไม่มีหมอคนใดที่จะสามารถรักษาให้หายได้ข้าพเจ้าจึงได้มีโอกาสมาฝึกนั่งภาวนากับหลวงพ่อ จนปฏิบัติได้วิชชาธรรมกาย และท่านได้รักษาโรคให้มารดาของข้าพเจ้าด้วยวิชชาธรรมกายจนมารดาของข้าพเจ้าหายจากโรคมีร่างกายแข็งแรงเป็นปกติ มีชีวิตต่อมาได้ ๒๔ ปี หลังจากนั้นหลวงพ่อท่านก็ขอข้าพเจ้าจากบิดามารดา ให้มาบวชชีและอยู่ปฏิบัติกิจภาวนาในวัดปากน้ำข้าพเจ้าจึงต้องจากบิดามารดา ญาติพี่น้องมาอยู่ในความอุปการะของพระเดชพระคุณท่านตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมาหลวงพ่อท่านจึงเปรียบเสมือนบิดาผู้ให้กําเนิดของข้าพเจ้า ท่านได้ให้ความรู้ อบรมดูแลสั่งสอนการประพฤติปฏิบัติ ชี้แนะแนวทางการดําเนินชีวิตที่ถูกต้อง ให้ความเมตตาปรานีห่วงใยสารพัดสุดจะพรรณาได้หมดลิ้น นอกจากท่านจะมีอุปการะคุณแก่ข้าพเจ้าอย่างสูงสุดอันจะหาผู้ใดเสมอเหมือนได้ยากแล้ว ท่านยังเป็นผู้ชุบชีวิตมารดาข้าพเจ้าซึ่งเปรียบเสมือนตายทั้งเป็นให้ฟื้นคืนขึ้นมาใหม่ และต่อมาทั้งบิดามารดาของข้าพเจ้าก็ได้มารักษาศีลนั่งภาวนาอยู่ภายใต้บารมีธรรมของพระเดชพระคุณท่าน สามคนพ่อแม่ลูกจึงเป็นหนี้พระคุณท่านสุดที่จะชดใช้ได้หมด จากการที่ได้อยู่ใกล้ชิดพระเดชพระคุณท่านมาตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๔๘๑ จนถึงวันท่านมรณภาพเป็นเวลานานถึง ๒๑ ปี หลังจากที่หลวงพ่อมรณภาพแล้วข้าพเจ้าก็ยังคงอยู่ในวัดปากน้ำเพื่อปฏิบัติกิจภาวนาโดยไม่เคยย้ายไปอยู่ที่อื่นเลยจนถึงปัจจุบันนี้นับเป็นเวลานานถึง ๖๕ ปีแล้ว การสอนและเผยแผ่วิชชาธรรมกาย สมัยนั้นวัดปากน้ำมีสภาพกึ่งวัดร้างชํารุดทรุดโทรมทั้งในด้านวัตถุและการประพฤติปฏิบัติของพระภิกษุสามเณร มีพระสงฆ์จําพรรษาอยู่เพียง ๑๓ รูป เมื่อหลวงพ่อมาดํารงตําแหน่งเจ้าอาวาสแล้ว ท่านก็มีโครงการจะพัฒนาวัดประตูน้ำให้เจริญรุ่งเรือง ท่านไม่ชอบอยู่เฉยๆ ท่านบอกว่า “อยู่ที่ไหนก็ให้ทาน บริจาคทานเรื่อยไป ไม่ทําอะไรก็สอนหนังสือหนังหาไปสงเคราะห์อนุเคราะห์กุลบุตร” การพัฒนาวัดปากน้ำของหลวงพ่อแตกต่างจากวิธีการของผู้อื่นในยุคเดียวกัน คือ หลวงพ่อท่านมีความมุ่งมาดปรารถนาจะพัฒนาคนก่อนสิ่งอื่นๆ ก่อนที่จะพัฒนาถาวรวัตถุต่างๆ เช่นโบสถ์วิหาร ศาลาการเปรียญ และเสนาสนะต่างๆ ท่านถือว่า เมื่อพัฒนาคนให้ดี แล้วความเจริญทางด้านวัตถุก็จะตามมาเอง ท่านบอกว่าสร้างคนนั้นสร้างยาก เรื่องเสนาสนะไม่ยาก ใครมีเงินก็สร้างได้แต่ความสําคัญต้องสร้างคนก่อน หลักการพัฒนาคนของหลวงพ่อคือการให้การศึกษาเพื่อยกระดับคนให้สูงขึ้นทั้งในด้านสติปัญญาควบคู่ไปกับจิตใจและอารมณ์ คือนอกจากจะทําให้คนมีความรู้มีสติปัญญาเฉลียวฉลาดปราดเปรื่องขึ้นแล้ว ยังมีความประพฤติดี ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบอีกด้วย เมื่อพัฒนาคนให้ดีขึ้นทั้งภายนอกและภายในแล้ว สังคม และประเทศชาติบ้านเมืองก็จะเจริญรุ่งเรืองตามไปด้วยหลวงพ่อท่านมักกล่าวเสมอว่า การศึกษานั้นสามารถเปลี่ยนชีวิตผู้ศึกษาให้สูงกว่าพื้นเดิม คนที่มีการศึกษาดีจะได้อะไรก็ดีกว่า ประณีตกว่าผู้อื่น คนมีวิชาเท่ากับได้สมบัติจักรพรรดิกินใช้ไม่หมด ดังนั้นหลวงพ่อจึงจัดให้มีการศึกษาทั้งด้านปริยัติและปฏิบัติ ทางด้านปริยัตินั้นท่านเคยจัดตั้งโรงเรียนมาก่อนแล้ว ตั้งแต่ครั้งยังอยู่วัดพระเชตุพนฯ เมื่อมาเป็นเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ท่านจึงจัดทําได้เต็มที่ขึ้นอีกครั้งหนึ่ง หลวงพ่อได้แบ่งการปกครองออกเป็นส่วนๆโดยมอบให้ พระครูปัญญาภิรัต ดูแลเด็กวัด พระครูพิพัฒน์ธรรมคณี ดูแลสามเณร อุบาสิกาไข่ ชัยพานิช อุบาสิกาท้วม หุตานุกรม ปกครองดูแลแม่ชี ส่วนพระภิกษุ หลวงพ่อปกครองดูแลเอง เมื่อได้วิชชาธรรมกายแล้วหลวงพ่อท่านได้ศึกษาค้นคว้าทดลองด้วยตัวของท่านเอง เป็นเวลานาน จนท่านแน่ใจว่าประสบความสําเร็จแล้ว ท่านจึงสั่งสอนเผยแพร่ให้ผู้อื่นได้รู้เห็นเหมือนท่าน มิได้หวงวิชาไว้แต่ผู้เดียว การที่หลวงพ่อสามารถค้นคว้าวิชชาธรรมได้ด้วยตนเองนั้น เป็นที่ทราบกันดีในหมู่สงฆ์สมัยนั้น มีหลักฐานจากพระธรรมเทศนาของพระธรรมทัศนาธร อดีตอธิบดีสงฆ์วัดชนะสงคราม ดังนี้ “เมื่อหลวงพ่อได้ศึกษามีความรู้อย่างดีแล้ว ท่านก็สะสมวิชาทางวิปัสสนา ไปเที่ยวเรียนหลายสํานักด้วยกัน ครั้นท่านเรียนทางวิปัสสนาแล้วก็เทียบเคียงว่าจะเอาอย่างไหนดีที่สุด ท่านก็ตกลงปลงใจเอาแบบที่ท่านใช้อยู่ บัดนี้อย่างที่เรียกว่า ธรรมกาย ท่านเองเป็นผู้ค้นพบหรือสําเร็จความรู้ทางวิปัสสนาแบบธรรมกายก่อนใครๆ แปลว่าท่านไม่ใช่เป็นผู้สอนคนอื่นแต่ด้วยปากของท่าน ท่านทําตามแบบของท่านได้ด้วย เมื่อท่านจะได้บรรลุคุณธรรมคือวิปัสสนาแบบธรรมกายสมประสงค์ ท่านก็ได้เล่าให้ฟังว่าวันที่ท่านจะได้ประสบพบวิปัสสนาในวันนั้นท่านได้บําเพ็ญเพียรอยู่ในพระอุโบสถแห่งหนึ่งด้วยตั้งใจว่าถ้าไม่ได้สําเร็จวิปัสสนาในวันนี้แล้ว เราก็จะยอมตายคล้ายกับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่นั่งประทับอยู่ใต้ต้นโพธิ์ ทรงตั้งปณิธานความเพียรว่าถ้าเราไม่ได้พระสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว ถึงเลือดเนื้อจะเหือดไปจะเหลืออยู่แต่กระดูกและเส้นเอ็นก็ช่าง จะต้องยังความปรารถนาหรือผลที่ปรารถนาให้บังเกิดขึ้นเสียก่อนให้ได้จึงจะยอม ถ้าไม่อย่างนั้นจะไม่ยอมลุกเป็นอันขาดความปรารถนาอันเฉียบขาดขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ประทับอยู่ใต้ต้นโพธิ์เป็นเหตุให้บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณฉันใดความปรารถนาของหลวงพ่อวัดปากน้ำก็สามารถยังการบรรลุผลของวิปัสสนาฝ่ายธรรมกายได้ฉันนั้น เมื่อท่านได้แล้ว ท่านก็ไม่หยุดยั้งได้สั่งสอนศิษยานุศิษย์ญาติมิตรทั้งหลาย เพราะท่านตั้งใจแน่วแน่ว่าเมื่อท่านได้บรรลุถึงคุณของวิปัสสนาแล้วท่านจะเป็นผู้นําเอาแสงสว่างมามอบให้แก่บรรดาปวงชน ท่านจะเป็นตัวแทนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบันดาลคุณงามความดีให้ชนทั้งหลาย ท่ามกลางเสียงครหานินทาโจษจันท่านก็หาท้อถอยแต่ประการใดไม่” หลวงพ่อท่านเคย เล่าให้ลูกศิษย์ฟังว่าในครั้งแรกท่านคิดจะปลีกตัวหลีกเร้นไปหาความสงบสงัดตามป่าเขา แต่ก็มานึกถึงเพื่อนมนุษย์ที่ยังมืดมน อนธการไร้ที่พึ่งยังมีกิเลสและโมหะเข้าครอบงําจิตใจอยู่เป็นจํานวนมากรวมทั้งผู้ที่มีความทุกข์ยากเดือดร้อนจากการหาเลี้ยงชีพและโรคภัยไข้เจ็บก็มีอีกเป็นจํานวนมากเช่นกัน ถ้าหากว่าท่านจะหลีกเร้นไปหาประโยชน์ส่วนตัวของท่านแล้ว ท่านก็จะไม่มีโอกาสสงเคราะห์เพื่อนมนุษย์ ในสมัยนั้นคณะสงฆ์ไทยและคนทั่วไปให้ความสนใจเรื่องการปฏิบัติน้อยมาก พระภิกษุที่สนใจเรื่องการปฏิบัติมักจะปลีกตัวไปอยู่ตามป่าเขาหรือตามหมู่บ้านในชนบท การปฏิบัติธรรมจึงยังไม่แพร่หลายอย่างในปัจจุบัน หลวงพ่อพยายามทุกวิถีทางที่จะให้ประชาชนเข้าวัดปฏิบัติธรรมยืดพระพุทธศาสนาเป็นที่พึ่ง มิใช่นับถือพระพุทธศาสนาแต่ปากหรือตามบรรพบุรุษเท่านั้น เพราะท่านตระหนักดีว่า มนุษย์ทุกคนมีความเกิดเป็นเบื้องต้น ความชราในท่ามกลางและความสูญสลายในที่สุดเป็นลักษณะของไตรลักษณ์ที่ว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แต่ก่อนที่ทุกคนจะถึงวาระสุดท้ายของชีวิตนั้นจะต้องพบกับความสุขบ้าง ทุกข์บ้างคละเคล้ากันไป ความทุกข์นั้นไม่มีผู้ใดปรารถนาทุกคนจะดิ้นรนแสวงหาที่พึ่งเพื่อดับความทุกข์ยากเดือดร้อน บางคนก็มีสติปัญญาพิจารณาหาที่พึ่ง บางคนก็ไร้ปัญญาไตร่ตรอง หลวงพ่อท่านได้นําวิชชาธรรมกายมาเผยแผ่เพื่อบรรเทาความทุกข์ ท่านได้ทดลองให้เห็นว่าวิชชาธรรมกายเป็นที่พึ่งของมนุษย์ทุกคนได้จริง คือ สามารถยกระดับชีวิตของทุกคนที่ปฏิบัติสูงขึ้นได้ สามารถรักษาโรคภัยไข้เจ็บให้หายได้ หลวงพ่อท่านได้ทดลองให้เห็นจริงโดยการนําคนป่วยหนัก ๒ คน คนหนึ่งป่วยเป็นวัณโรคอีกคนหนึ่งป่วยเป็นโรคเรื้อน ในสมัยนั้นโรคทั้ง ๒ ชนิดนี้เป็นโรคที่ร้ายแรงมากไม่มีทางรักษาให้หายได้และยังเป็นโรคติดต่อที่สังคมรักเกียจอีกด้วย หลวงพ่อได้นําคนป่วยทั้ง ๒ คนนี้มาฝึกนั่งภาวนาและในขณะเดียวกันท่านก็แก้โรคให้ด้วยวิชชาธรรมกาย จนในที่สุดคนป่วยทั้ง ๒ คนนี้ก็หายจากโรคร้ายและยังบรรลุวิชชาธรรมกายอีกด้วย จากการทดลองนี้ทําให้หลวงพ่อมีกําลังใจมากยิ่งขึ้น และแน่ใจว่าวิชชาธรรมกายที่ท่านพากเพียรค้นคว้าปฏิบัติมาเป็นเวลานานด้วยความวิริยะอุตสาหะอย่างเอาชีวิตเป็นเดิมพันนั้นเป็นวิชาที่เป็นที่พึ่งทําให้คนพ้นทุกข์ได้จริงแท้แน่นอนหลวงพ่อท่านมิใช่พูดแต่ปากเท่านั้น แต่ท่านยังสามารถพิสูจน์ให้ผู้อื่นเห็นจริงได้เหมือนนักวิทยาศาสตร์ที่สามารถพิสูจน์สิ่งที่มองไม่เห็นให้เห็นได้ หลวงพ่อใช้ธรรมกายรักษาโรค กิตติศัพท์เรื่องหลวงพ่อวัดปากน้ำสามารถรักษาคนป่วยด้วยโรคร้ายที่สังคมรังเกียจให้หายได้แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วทําให้มีคนสนใจวิชชาธรรมกายและเดินทางมาวัดปากน้ำเพื่อศึกษาธรรมและขอพึ่งบารมีหลวงพ่อเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ มีคนเดินทางมาวัดปากน้ำวันละมากๆ ทั้งๆ ที่ในสมัยนั้นการเดินทางมาวัดค่อนข้างลําบาก เพราะยังไม่มีถนนตัดเข้าถึงวัดต้องเดินมาหรือไม่ก็มาเรือ ที่มาด้วยหวังจะยึดหลวงพ่อเป็นที่พึ่งก็มาก ที่ต้องการมาพิสูจน์ว่าหลวงพ่อจะเก่งจริงหรือไม่ก็มี ที่ต้องการจะมาบวชเพื่อหวังจะศึกษาทางปริยัติก็มีไม่น้อย ที่ต้องการจะรู้เห็นเป็นวิชชาธรรมก็มากมาย ผู้ที่มาขอพึ่งบารมีหลวงพ่อนั้นมิใช่เพียงแต่มารักษาโรคภัยไข้เจ็บเพียงเท่านั้น แต่มักจะมาปรึกษาปรับทุกข์และให้หลวงพ่อช่วยในทุกเรื่องตามปกตินั้นถ้าเราเจ็บไข้ได้ป่วยก็จะไปหานายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญแต่ละโรคแต่หลวงพ่อท่านเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญการรักษาทุกโรค ถ้าจะนําเรื่องความทุกข์ความเดือดร้อนของคนที่มาหาหลวงพ่อมาเรียงลําดับเนื้อเรื่องกันแล้วก็จะได้เรื่องตั้งแต่เกิดจนตายเลยทีเดียว ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเป็นผู้ที่กําลังจะแต่งงานกันก็มักจะมาขอให้หลวงพ่อช่วยตรวจดูให้ว่า ผู้ที่ตนจะแต่งงานด้วยนั้นนะเป็นอย่างไร จะอยู่ด้วยกันยืนยาวมีความสุขความเจริญหรือไม่ บางคู่ที่แต่งงานกันไปแล้วและยังไม่มีบุตรก็มักจะมาขอบุตรกับหลวงพ่อ ให้ท่านช่วยใช้วิชชาธรรมกายเลือกสรรวิญญาณดีๆ มาจุติ บางคนมีลูกหลานแล้วเลี้ยงยากขี้โรคก็มายกให้เป็นลูกหลวงพ่อ หรือถ้าลูกหลานว่ายาก ดื้อ ซน ไม่ฉลาดในการศึกษาเล่าเรียนก็มาขอบารมีหลวงพ่อ เมื่อลูกหลานจะเข้าสอบไม่ว่าจะสอบในวิชาที่เล่าเรียนหรือสอบแข่งขันเข้าทํางานก็มาขอให้หลวงพ่อช่วย เมื่อมีปัญหาในการประกอบอาชีพการงานก็มาปรับทุกข์กับหลวงพ่อพวกที่เป็นเกษตรกรถ้าประสบภาวะฝนแล้งก็มาขอให้หลวงพ่อช่วยทําให้ฝนตก หลวงพ่อท่านก็จะสั่งพวกที่บรรลุวิชชาธรรมกายให้ช่วยเกณฑ์ฝนให้ตกในพื้นที่ที่เขาต้องการ ส่วนเกษตรกรบางพวกที่เจอฝนตกหนักน้ำท่วมทําให้พืชผักผลไม้เสียหาย ก็มากราบกรานหลวงพ่อขอให้ท่านช่วยบําบัดทุกข์ให้ หลวงพ่อท่านก็สั่งพวกธรรมกายให้ช่วยกันเก็บฝนเสีย บางคนจะจัดการงานใดที่บ้านในหน้าฝนกลัวฝนตกก็มาขอให้หลวงพ่อช่วยอย่าให้ฝนตก หลวงพ่อท่านก็ช่วยทุกคนไปจนกิตติศัพท์ลือเลื่องไปทั่วว่าหลวงพ่อวัดปากน้ำรักษาโรคได้ ขอฝนได้ เก็บฝนได้ แม้จนปัจจุบันนี้ ท่านมรณภาพไปแล้วก็ยังมีคนเป็นจํานวนมากมาขอพึ่งบารมีท่านในเรื่องต่างๆ ทุกเรื่องเหมือน สมัยที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ บางคนก็มิใช่ขอธรรมดาแต่ยังบนบานศาลกล่าวด้วย ในสมัยหลวงพ่อยังอยู่นั้นคนที่มาขอบารมีให้ท่านช่วยมิใช่จะให้ท่านช่วยแต่เฉพาะคนเป็นก็หาไม่ แม้ญาติพี่น้องของตนที่ตายไปแล้วก็ยังมาขอให้หลวงพ่อช่วยตรวจดูให้ว่าวิญญาณไปอยู่ที่ไหน สุขทุกข์อย่างไรจะทําบุญอะไรไปให้จึงจะเหมาะจะควร มีลูกศิษย์ของหลวงพ่อมากมายหลายคนที่ได้สั่งลูกหลานของตนไว้ว่า ถ้าตนสิ้นชีวิตลงแล้วให้นําศพมาตั้งสวดพระอภิธรรมที่วัดปากน้ำ ทั้งๆ ที่วัดปากน้ำไม่มีศาลาตั้งศพและไม่มีเมรุเผาศพมีแต่ศาลาการเปรียญเก่าๆเป็นศาลาเอนกประสงค์สําหรับใช้เป็นที่ทํากิจทุกอย่างคือในเวลากลางวันเป็นที่ฉันภัตตาหารของพระภิกษุสามเณร เวลากลางคืนเป็นที่พักของแม่ชีและเป็นที่ตั้งศพด้วย คืนใดที่มีการสวดพระอภิธรรมศพหลวงพ่อท่านจะสั่งให้ผู้ที่ได้ธรรมกาย ออกไปร่วมฟังสวดด้วยอย่างน้อย ๓ คนเพื่อนั่งเจริญภาวนาเชิญชวนวิญญาณของผู้ตายมารับส่วนบุญกุศลไม่ว่าวิญญาณนั้นไปสิงสถิต ณ ที่ใดก็ตาม จะอยู่ในสวรรค์หรือไปเป็นเปรต อสุรกาย สัตว์นรก สัตว์เดรัจฉาน จะเชิญวิญญาณก่อนอาราธนาศีล หลวงพ่อท่านจะให้จัดหาอาสนะปูเตรียมไว้ให้วิญญาณของผู้ตายนั่ง หลังจากที่พระสงฆ์สวดอภิธรรม สวดสังคหะ หรือสวดพระมาลัยเสร็จจบที่ ๑ หลวงพ่อท่านจะถามพวกที่ได้ธรรมกายว่า วิญญาณของผู้ตายมาหรือเปล่า พวกที่ได้ธรรมกายทั้ง ๓ คนจะต้องรู้เห็นและตอบตรงกันถ้าตอบไม่ตรงกันหลวงพ่อท่านจะให้นั่งตรวจดูใหม่ ท่านต้องการให้วิญญาณของผู้ตายได้มาสมาทานศีลและฟังสวดพระอภิธรรมด้วย และเมื่อพระสงฆ์สวดจบแต่ละจบท่านจะถามย้ำทุกครั้ง ในสมัยที่ข้าพเจ้ายังเป็นแม่ชีเล็กๆ เคยถูกหลวงพ่อใช้ให้ไปทําหน้าที่เช่นนี้หลายครั้ง ทุกครั้งที่หลวงพ่อถามข้าพเจ้าจะรู้สึกกระดากอาย ไม่อยากตอบให้ใครได้ยินเพราะตอนนั้นยังเด็กมากเกรงว่าตอบไปแล้วจะไม่มีใครเชื่อถือแต่เมื่อหลวงพ่อใช้ก็จําเป็นต้องทําเพราะกลัวหลวงพ่อ ข้าพเจ้าจึงไม่อยากให้มีใครตายเลย เพราะไม่อยากออกไปนั่งเชิญวิญญาณ หลวงพ่อท่านต้องการให้ทุกคนฝึกการเจริญภาวนา เพราะบุคคลควรฝีกอบรมธรรมให้มากเพื่อคลายความกําหนัดเพื่อดับทุกข์เพื่อสงบเพื่อรู้ยิ่งและเพื่อนิพพาน ธรรมนั้นคือการเจริญภาวนาพุทธานุสสติระลึกถึงพระคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอันจะทําให้จิตดื่มด่ำในพระพุทธคุณ แล้วใจก็โน้มไปในทางหน่ายโลกียสุขอันนําไปสู่ความหลุดพ้นได้ แต่การที่ปุถุชนทั่วไปจะบําเพ็ญเพียรเจริญภาวนานั้นไม่ใช่เป็นของที่ทําได้ง่าย เพราะภาระธุระในทางโลกนั้นมีมาก บางคนก็ผัดผ่อนไว้ให้ชราเสียก่อนจึงจะเข้าวัดปฏิบัติธรรม บางคนก็ขอให้หมดภาระจากเรื่องครอบครัว บางคนก็ขอเวลาสะสมทรัพย์ไว้ให้มากเพียงพอเสียก่อน แต่หารู้ไม่ว่ามารทั้ง ๕ กําลังคอยจ้องจะตัดรอนมิให้เรามีโอกาสบําเพ็ญความดี มารทั้ง ๕ ได้แก่ขันธมารทําให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บความลําบากเป็นเหตุให้เบื่อหน่าย กิเลสมารคือความเศร้าหมองขุ่นมัว อภิสังขารมาร คือกรรมทั้งฝ่ายกุศลและอกุศล ทําให้ติดอยู่ในภพแล้วทําให้เป็นผู้ทุรพล เทวปุตตมาร คือผู้มุ่งร้ายเป็นปุคคลาธิษฐานแห่งการทําลายล้าง มัจจุมาร คือความตายมาตัดชีวิตเสียหมดโอกาสที่จะบําเพ็ญความดีโดยสิ้นเชิง ดังนั้นเมื่อมีผู้เจ็บป่วยมาให้หลวงพ่อช่วยรักษา ท่านจึงเห็นเป็นโอกาสที่จะฝึกบุคคลให้เจริญภาวนาพุทธานุสสติไปด้วย เป็นธรรมดาคนที่มีความทุกข์ความเดือดร้อนก็ต้องอยากหายทุกข์เร็วๆ ดังนั้นไม่ว่าหลวงพ่อท่านจะสอนให้ปฏิบัติอย่างไรก็มักจะปฏิบัติตามไม่ผัดผ่อนหรือโต้แย้ง คนที่เจ็บป่วยไม่มากพอจะลุกนั่งได้หลวงพ่อท่านก็จะสอนให้นั่งภาวนา ส่วนคนที่ป่วยมากไม่สามารถลุกนั่งได้ญาติพี่น้องต้องหามกันมานอนที่หน้าที่รับแขกของหลวงพ่อๆ ท่านจะสอนให้นอนภาวนาว่า สัมมา อะระหังไปด้วย เพื่อโรคภัยจะได้หายเร็วๆ หลวงพ่อท่านชี้แจงว่า การรักษาโรคนั้น ถ้าได้ประกอบกันทั้ง ๒ ฝ่าย คือฝ่ายผู้รักษาโรคและผู้ป่วยมีความเชื่อมั่นตรงกันมีกระแสจิตเชื่อมถึงกัน เปรียบเสมือนเครื่องรับวิทยุและเครื่องส่งต้องมีคลื่นตรงกันจึงจะมีหวังหายมาก ท่านบอกว่าถึงไม่หายก็ไม่เป็นไร เราไม่ได้เรียกค่ารักษาเอาแก่ใครช่วยด้วยเมตตา อย่างน้อยคนเจ็บก็จะต้องได้ความรู้วิธีปฏิบัติธรรม หรือได้มีโอกาสเข้าใกล้พระรัตนตรัยพอสมควรแก่อุปนิสัย ท่านพูดว่าที่หายก็มากที่ไม่หายเพียงแต่บรรเทาเป็นครั้งคราวก็มี แต่ก็มีคนเป็นจํานวนมากที่หายโรคภัยไข้เจ็บด้วยและได้ธรรมกายด้วย สมดังที่หลวงพ่อท่านว่า รักษ์ร่างพอสร่างร้าย รอดตน ยอดเยี่ยมธรรมกายผล ผ่องแผ้ว เลอเลิศล่วงกุศล ใดอื่น เชิญท่านถือเอาแก้ว ก่องหล้า เรืองสกล ถ้าหลวงพ่อท่านเห็นว่าผู้ใดมีแววที่จะได้ธรรมกาย ท่านจะส่งคนมารักษาโรคให้ตัวต่อตัว เพื่อสอนธรรมะและแก้โรคให้ด้วย วันหนึ่งๆมีผู้มารักษาโรคกับหลวงพ่อเป็นจํานวนมาก เพราะหลวงพ่อท่านรักษาโรคทุกชนิดทั้งโรคมะเร็ง วัณโรค อัมพาต โรคประสาท เมื่อสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ สิ้นสุดลง หลวงพ่อต้องรักษาคนที่เป็นโรคประสาทนับเป็นร้อยๆ คน เพราะความตึงเครียด ความทุกข์ยากเดือดร้อนจากภัยสงคราม บางคนก็เป็นเพียงนอนไม่หลับ คิดมากใจคอหงุดหงิด แต่บางคนก็มีอาการหนักไร้สติสัมปชัญญะ สําหรับคนที่อาการหนักหลวงพ่อท่านจะสั่งญาติพี่น้องให้กลับไป และมอบคนป่วยไว้กับท่าน ญาติพี่น้องไม่ต้องเป็นห่วง หลวงพ่อท่านจะสั่งให้กรอกยาผงบาทจิตซึ่งท่านสั่งให้ลูกศิษย์ผสมเตรียมไว้และแก้ด้วยวิชชาธรรมกายด้วยไม่นานคนป่วยก็หายญาติพี่น้องพากลับบ้านได้ยาผงบาทจิตนี้คณะศิษย์ของหลวงพ่อในปัจจุบันยังคงผสมตามตําราของท่านไว้แจกแก่คนทั่วไปอยู่เป็นยาที่รักษาได้หลายโรคไม่เพียงแต่โรคประสาทเท่านั้น คนที่ผอมแห้งแรงน้อย รับประทานอาหารไม่ได้ นอนไม่หลับ ใจคนหงุดหงิดคิดมาก ก็รับประทานได้ ท่านผู้สนใจติดต่อขอได้ที่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ หลวงพ่อท่านให้ตั้งตู้รับใบอาการโรคไว้ที่หน้ากุฏิของท่าน การ เขียนใบอาการโรคต้องแจ้งชื่อ สกุล ที่อยู่ วันเดือน ปีเกิดและอาการโรคที่ปรากฏอย่างละเอียดลออ การส่งใบอาการโรคมี ๔ เวลา คือ เช้า กลางวัน บ่าย เย็น หลวงพ่อท่านจะสั่งให้คน มาไขตู้ตามเวลานั้น แล้วนําใบอาการโรคแจกจ่ายแก่พวกที่ได้วิชชาธรรมกายเพื่อแก้โรค ถ้าผู้เป็นลูกมาส่งใบอาการโรคของพ่อแม่ หลวงพ่อท่านมักจะถามว่าอยากให้พ่อแม่หายป่วยหรือไม่ ถ้าอยากให้พ่อแม่หายป่วยก็ทําสมาธิเข้า ถ้าได้สมาธิก็จะได้ช่วยแก้โรคภัยไข้เจ็บของพ่อแม่ได้ ข้าพเจ้าได้ประสบเรื่องนี้ด้วยตัวเองคือในสมัยที่ข้าพเจ้ามีอายุประมาณ ๑๓ ขวบนั้นมีผู้แนะนําให้มารดาซึ่งปวยหนักมานานถึง ๑๒ ปีแล้วให้มารักษากับหลวงพ่อ มารดาของข้าพเจ้านั้นป่วยด้วยโรคซึ่งหมอไม่ทราบสาเหตุผอมแห้งรับประทานอาหารไม่ได้พยายามหาหมอรักษามานานนับ ๑๐ ปีอาการก็ไม่ดีขึ้น มีแต่ทรงกับทรุด ไม่ว่าใครจะแนะนําหมอดีที่ไหน บิดาขอข้าพเจ้าเป็นต้องพามารดาข้าพเจ้าไปรักษาทุกหนทุกแห่ง มีผู้แนะนําให้มารักษากับหลวงพ่อบิดาของข้าพเจ้าจึงพามารดาข้าพเจ้าลงเรือและนําข้าพเจ้ามาด้วยเพื่อให้มาอยู่ปรนนิบัติมารดา บิดาข้าพเจ้ามาจอดเรือที่หน้าวัดแล้วขึ้นไปขอบารมีให้หลวงพ่อช่วยรักษาโรค ส่วนมารดาของข้าพเจ้ายังคงนอนพักในเรือ ตัวข้าพเจ้าเองมีหน้าที่เขียนใบอาการโรคของมารดาส่งให้แก่หลวงพ่อเป็นประจําหลวงพ่อท่านก็ถามว่า “เอ็งอยากให้แม่หายไหม” ตอนนั้นข้าพเจ้านึกในใจว่า หลวงพ่อถามได้ใครจะไม่อยากให้แม่หาย ถ้าหลวงพ่อจะสั่งให้ทําอะไรก็จะทําทุกอย่าง ขอให้มารดาหายป่วยเป็นทําทั้งนั้น หลวงพ่อบอกต่อไปว่า ถ้าอยากให้แม่หายเอ็งก็ต้องขึ้นมานั่งภาวนา ถ้านั่งได้ก็จะได้ช่วยแก้โรคให้แม่ แม่เอ็งจะได้มีอายุยืนยาวต่อไป ตั้งแต่บัดนั้นข้าพเจ้าได้ตั้งใจว่าจะต้องนั่งภาวนาให้ได้เพื่อจะได้ช่วยแก้โรคให้มารดา เพราะการเขียนใบอาการโรคส่งทุกวันก็เหมือนกับยืมจมูกคนอื่นมาหายใจไฉนจะคล่องเหมือนจมูกของเราเอง ทุกวันพฤหัสบดีเวลา ๑๔.๐๐ น. หลวงพ่อท่านจะลงสอนนั่งภาวนาที่ศาลาการเปรียญมีพระภิกษุสามเณร อุบาสกอุบาสิกาทั้งในวัดและต่างวัดมาเรียนกันเป็นจํานวนมาก ทุกคนจะต้องมีถาดใส่ดอกไม้ ธูปเทียน ข้าวตอกมาขึ้นธรรม มีแม่ชีคอยจัดหาสิ่งเหล่านี้เตรียมไว้ให้ในราคาถาดละ ๑๐ สตางค์ต่อมาหลวงพ่อท่านให้เปลี่ยนแปลงคือให้งดบูชาเป็นส่วนตัวให้บูชารวมพร้อมกัน หลวงพ่อเป็นผู้จุดธูปเทียนกราบพระและกล่าวนําบูชาพระ เพราะมีคนมาปฏิบัติธรรมเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทําให้สะดวกขึ้น วันแรกที่ข้าพเจ้ามาฝึกนั่งภาวนา ข้าพเจ้ารีบไปซื้อดอกไม้ ธูปเทียน ข้าวตอกจากแม่ชีมา ๑ ถาด เนื่องจากมีนิลัยชอบทําสิ่งใดๆ ก่อนผู้อื่น ข้าพเจ้าจึงรีบลงมาหาที่นั่งตั้งแต่ยังไม่มีใครมา ข้าพเจ้ากะนั่งให้ได้กึ่งกลางศาลาพอดีโดยกะศูนย์กลางจากธรรมาสน์ไปยังประตูด้านทิศตะวันออก แล้วกะด้วยสายตาจากอาสนสงฆ์ไปยังศาลาด้านใต้ (ธรรมาสน์นี้ยังคงอยู่ชั้นบนของศาลาการเปรียญสด) แล้วคอยจ้องว่าเมื่อไรหลวงพ่อจะมา วันนั้นหลวงพ่อท่านเดินขึ้นทางด้านหลังของศาลาทางทิศตะวันตก ข้าพเจ้าเห็นร่างหลวงพ่อที่กําลังเดินขึ้นมานั้นสว่างไสวสวยงามไปหมดทั้งร่าง สีจีวรก็เหลืองอร่ามสุกใสตามปกติข้าพเจ้าเห็นหลวงพ่อท่านห่มจีวรสีเหลืองธรรมดาแต่ผิวพรรณของท่านนั้นขาวผ่องมีราศีสวยงามจับตาอยู่แล้ว แต่วันนั้นข้าพเจ้าเห็นท่านมีรัศมีสว่างไสวจับตามากเป็นพิเศษกว่าที่เคยเห็น ข้าพเจ้าจับตามองท่านตลอดเวลาไม่คลาดสายตาเลยจนท่านขึ้นมานั่งบนอาสนสงฆ์กราบพระพุทธรูปแล้วท่านก็กล่าวทักทายปราศรัยถามไถ่เรื่องการปฏิบัติธรรมของบรรดาลูกศิษย์ที่มาศึกษากับท่านเป็นประจํา ต่อจากนั้นท่านจึงนํากราบพระสวดมนต์แล้วอธิบายวิธีการนั่งภาวนา ใช้วิชชาธรรมกายรักษาโรคให้มารดา เมื่อถึงเวลาเลิกนั่ง หลวงพ่อท่านก็นํากราบพระพร้อมกัน เสร็จแล้วท่านได้เรียกผู้ที่นั่งภาวนาบางคนเข้าไปถามว่าได้รู้เห็นอะไรบ้าง และแล้วท่านก็ชี้มาที่ข้าพเจ้าท่านเรียกว่า ไอ้เล็กมานี่ ข้าพเจ้าคลานเข้าไปหาท่านๆ พูดต่อไปว่า เอ็งเห็นแล้วใช่ไหม ข้าพเจ้ารู้สึกตกใจและประหลาดใจพร้อมกันว่าทําไมท่านจึงทราบ หลวงพ่อท่านพูดต่อไปว่าเอ็งได้แล้ว แม่เอ็งจะได้ไม่ตายแล้วเอ็งไปต่อวิชากับเขา หลวงพ่อจัดการให้ข้าพเจ้าไปต่อวิชาในขั้นสูงขึ้นไปจนได้ธรรมกายกับแม่ชีบุญช่วย หลังจากนั้นไม่นาน แม่ชีบุญช่วยก็ถึงแก่กรรม ข้าพเจ้าได้เรียนต่อกับแม่ชีญาณี ศิริโวหาร ซึ่งถึงแก่กรรมแล้วเมื่อวันที่ ๖ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๑๙ แล้วในที่สุดมารดาของข้าพเจ้าซึ่งป่วยหนักมานานถึง ๑๒ ปีไม่มีแพทย์คนใดสามารถรักษาให้หายได้ แต่มารักษากับหลวงพ่อ ๑๓ เดือนก็หายป่วยมีร่างกายแข็งแรงเป็นปกติโดยมิต้องรับประทานยาใดๆ เลย สามารถประกอบกิจการงานต่างๆ ได้เหมือนสมัยที่ยังมิได้ป่วยมีอายุยืนยาวนานอีก ๒๔ ปีจึงถึงแก่กรรม ท่านผู้อ่านอาจสงสัยว่าทําไมข้าพเจ้าจึงได้รู้เห็นธรรมะง่ายดายเหลือเกิน นั่งเพียงครั้งเดียวก็ได้เห็นแล้ว ทั้งนี้เพราะการจะบรรลุธรรมได้นั้นมีเหตุ ๒ ประการ คือปุพเพกตปุญญตาและอัตตสัมมาปณิธิ หมายถึงการสร้างสมบุญในอดีตและการตั้งตนไว้ชอบหรือความพากเพียรในปัจจุบัน สําหรับตัวข้าพเจ้านั้นเรื่องความพากเพียรก็มีไม่มากเท่าใดเพราะตอนนั้นยังเป็นเด็กยังไม่ค่อยรู้เรื่องเกี่ยวกับธรรมะและเป็นเด็กมาจากบ้านนอกด้วย แต่ข้าพเจ้ามีความตั้งใจอยากจะได้ อยากจะเป็น อยากจะเห็น เพราะอยากให้แม่หายป่วยจึงได้พยายามตั้งใจและปฏิบัติตามที่หลวงพ่อสอน เมื่อได้ธรรมกายแล้วข้าพเจ้าจึงทราบว่าการที่เห็นหลวงพ่องดงามสว่างไสวไปทั้งองค์นั้น เป็นเพราะอายตนะที่ดึงดูดใจเปิดรับแล้ว จิตของคนทุกคนจะต้องมีอายตนะประจํา ตามีอายตนะสําหรับดึงดูดรูป หูมีอายตนะสําหรับดึงดูดเสียง จมูกมีอายตนะสําหรับดึงดูดกลิ่น ลิ้นมีอายตนะสําหรับดึงดูดรส กายมีอายตนะสําหรับดึงดูดสัมผัส ใจมีอายตนะสําหรับดึงดูดธรรมารมณ์ ถ้าจะเปรียบเทียบแล้วก็เหมือนดอกบัวที่รอสัมผัสแสงอาทิตย์พร้อมที่จะบานรับอรุณทันที ดังนั้นพอสิ้นคําสอนของหลวงพ่อข้าพเจ้าจึงเห็นดวงแก้วกลมใสปรากฏปขึ้นที่ฐานที่ กลางดวงธรรมที่ทําให้เป็นกายมนุษย์ทันทีเพราะเวลานั้นจิตมีศรัทธาเต็มที่ ต่อมาข้าพเจ้าก็ได้ใช้วิชชาธรรมกายช่วยแก้โรคของมารดาให้หายป่วยได้ เป็นที่น่าสังเกตว่าบุตรหลานซึ่งได้ธรรมกายของคนป่วย จะมีความสามารถในการรักษาโรคเป็นพิเศษดังนี้เพราะจิตมุ่งมั่นไปทางเดียวจึงมีพลังมากเสมือนสายน้ำที่ไหลพุ่งไปทิศทางเดียวย่อมมีกําลังแรงกว่าน้ำที่แตกแยกเป็นลําธารสายเล็กสายน้อย การเผยแผ่วิชชาธรรมกายของหลวงพ่อในสมัยก่อนนั้น ท่านถูกคัดค้านต่อต้านมากมายเพราะในสมัยนั้นไม่มีผู้ใดสั่งสอนการปฏิบัติแบบนี้การส่งเสริมการศึกษาของพระสงฆ์ก็เน้นในด้านปริยัติเพียงด้านเดียว พระที่สนใจการปฏิบัติก็มักจะหลีกเร้นไปแสวงหาที่สงบสงัดเพื่อบําเพ็ญเพียรตามป่าเขาลําเนาไพร หลวงพ่อของเราจึงเป็นพระสงฆ์องค์แรกที่กล้าสอนการปฏิบัติธรรมอย่างเปิดเผย ท่านจึงเป็นที่เพ่งเล็งและเป็นเป้าให้คนโจมตี ผู้ที่คัดค้านการปฏิบัติของท่านนั้นมีทั้งฆราวาสและพระภิกษุ แต่หลวงพ่อท่านก็มิได้ครั่นคร้าม หรือย่อท้อต่ออุปสรรคใดๆ ท่านยืดถือพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นแบบอย่างและเดินตามรอยบาทของพระพุทธองค์อย่างไม่ย่อท้อ ท่านจึงพยายามฟันฝ่าอุปสรรคอย่างองอาจกล้าหาญเพื่อให้พุทธศาสนิกชนได้รู้แจ้งในหลักการของพระพุทธศาสนา ท่านต้องการเชิดชูธงธรรมกายของท่านให้ปลิวไสวไปทั่วทุกพื้นปฐพี หลวงพ่อท่านมีคติพจน์ของท่านว่า “ดอกไม้ที่หอมไม่ต้องเอาน้ำหอมมาพรมก็หอมเอง ใครจะ ห้ามไม่ได้ ชากศพไม่ต้องเอาของเหม็นมาละเลงใส่ชากศพก็ต้องแสดงกลิ่นศพให้ปรากฏ ปิดกันไม่ได้” อุปสรรคขวากหนามของหลวงพ่อนั้นมีนานัปประการ มีผู้กล่าวหาว่า ท่านอวดอุตริมนุสสธรรมนับเป็นข้อหาที่ร้ายแรงเพราะตามวินัยสงฆ์ถือว่าการอวดอุตริมนุสสธรรมนี้เป็นหนึ่งในสี่ของปาราชิกมีอันให้ต้องขาดจากความเป็นพระภิกษุได้ แต่ผู้ที่ต้องการจะทําลายหลวงพ่อของเรานั้นหาคิดบ้างไม่ว่า อันอุตริมนุสสธรรมนี้หมายถึงธรรมอันยอดยิ่งของมนุษย์ เป็นธรรมขั้นสูงสุดของมนุษย์ เมื่อผู้ใดเข้าถึงแล้วย่อมข้ามพ้นโอฆะทั้งมวลถึงฝั่งพระนิพพานและผู้ที่จะเข้าถึงอุตริมนุสสธรรมได้ต้องเป็นผู้มีบารมีธรรมสูง มีความพากเพียรในการปฏิบัติ มีศีลาจารวัตรงดงาม บางคนก็หาว่าหลวงพ่อสติไม่ดีก็มี บ้างก็ว่าหลอกลวงประชาชน แต่ท่านก็ไม่เคยท้อถอยหวั่นวิตกหรือแม้แต่ลจะโกรธเคืองเมื่อมีผู้นําข้อความที่หลวงพ่อถูกโจมตีมาเล่าให้ท่านฟัง ท่านจะรับฟังอย่างยิ้มแย้มแจ่มใส คําตําหนิติเตียนและอุปสรรคเหล่านั้นเปรียบเสมือนทิพยโอสถบํารุงกําลังทําให้ท่านก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง ท่านมักจะตอบว่าเขายังไม่รู้ เราเจอของจริงแต่เขายังไม่เจอของจริง เขายังไม่รู้แต่เขาเข้าใจว่าเขารู้ก็ช่างเขาเถิด เขาพอใจจะพูดจะติเตียนอย่างไรก็เรื่องของเขา ในเมื่อเราเจอของจริงเราก็พูดแต่ของจริงหลวงพ่อท่านมีความเชื่อมั่นของท่านอย่างนี้ วิธีการสอนธรรมกายของหลวงพ่อ ดังที่ได้กล่าวแล้วว่าหลวงพ่อท่านทุ่มเทและสละชีวิตของท่านให้กับการศึกษาค้นคว้าและเผยแผ่วิชชาธรรมกายอย่างจริงจัง ท่านควบคุมการสอนธรรมกายเอง สําหรับพระภิกษุ สามเณรนั้น ท่านจะสอนหลังจากทําวัตรเย็นและให้โอวาทอบรมธรรมวินัยเสร็จแล้ว ท่านจะควบคุมให้พระภิกษุ สามเณรทั้งหมดนั่งเจริญภาวนาทุกวันส่วนแม่ชีจะแยกย้ายกันนั่งที่ศาลาการเปรียญบ้าง บ้านคุณน้าสายหยุด เพียรเกิดสุขบ้าง ต่อมาย้ายไปนั่งที่บ้านคุณป้าเลี๊ยบ สิกาญจนานันท์ (บ้านนี้ถูกรื้อไปแล้ว) นอกจากนี้ในเวลาบ่าย ๒ โมง วันพฤหัสบดีหลวงพ่อจะลงสอนที่ศาลาการเปรียญ มีพระภิกษุสามเณร อุบาสก อุบาสิกาทั้งในวัดปากน้ำและวัดอื่นๆ มาฝึกนั่งกันเป็นจํานวนมากทุกครั้ง มีพระภิกษุจากประเทศลาวและเขมรมา ศึกษาด้วย หลวงพ่อจัดให้มีพระภิกษุทําหน้าที่จดชื่อ นามสกุล ที่อยู่ของผู้มานั่งภาวนาทุกคนเพื่อต้องการทราบจํานวนและภูมิลําเนาของผู้มาปฏิบัติ การสอนนั่งภาวนาที่ศาลาการเปรียญนั้น หลวงพ่อท่านนั่งบนอาสนสงฆ์เช่นเดียวกับพระภิกษุสามเณร ส่วนอุบาสกอุบาสิกานั่งที่พื้นศาลา หลวงพ่อท่านมีวิธีการสอนให้คนฟังเข้าใจง่ายท่านมิได้สอนด้วยปากเปล่าเพียงอย่างเดียว ท่านเตรียมอุปกรณ์การสอนครบครันเช่นเดียวกับนักการศึกษาสมัยใหม่ ก่อนอื่นท่านจะแจกหนังสือทางมรรคผลคู่มือการปฏิบัติ มีกระดานชนวนวาดเป็นรูปคนด้านข้างผ่าชีกแสดงที่ตั้งของดวงนิมิตทั้ง ๗ ฐาน คือฐานที่ ๑ ปากช่องจมูกหญิงซ้ายชายขวา ฐานที่ ๒ หัวตาหญิงซ้ายชายขวา ฐานที่ ๓ กึ่งกลางศีรษะจอมประสาท ฐานที่ ๔ ช่องเพดาน ฐานที่ ๕ ปากช่องคอ ฐานที่ ๖ ศูนย์กลายกายตรงสะดือ ฐานที่ ๗ เหนือสะดือขึ้นมา ๒ นิ้ว และยังมีไม้ยาวสําหรับชี้การเลื่อนดวงนิมิตไปตามฐานต่างๆ ประกอบการอธิบาย มีถ้วยแก้ว ๑ ใบและลูกแก้วกลมใสขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางครึ่งนิ้วอีก ๑ ลูก หลวงพ่อท่านจะชี้แจงก่อนนั่งว่า การทําภาวนานั้นเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ทําจะต้องมีใจและอารมณ์ปลอดโปร่งว่างจากกิจที่จะต้องกังวลทั้งปวง เพราะถ้าหากมีความกังวลมากนักจะทําให้สมาธิไม่แน่วแน่ ฉะนั้นถ้ามีความตั้งใจว่าจะทําสมาธิแล้ว ก็พึงละความกังวลใหญ่น้อยทั้งปวงเสียให้สิ้น มุ่งแต่ธรรมะอย่างเดียวแม้ความรู้ทางธรรมะใดๆ ที่ได้เล่าเรียนมาแล้ว ก็ควรพยายามปล่อยวางเสียให้สิ้นเสียก่อนในเวลาทําภาวนา ถ้าหากไม่ทําเช่นนั้นก็จะเกิดเป็นวิจิกิฉาขึ้นทําผู้ปฏิบัติไม่ให้เห็นธรรมได้ตามต้องการ หลวงพ่อท่านอธิบายหลักของพระพุทธศาสนาก่อนว่า พระพุทธเจ้าสอนให้สัตว์โลกทั้งหมดละชั่วด้วยกาย วาจา ใจ ทําความดีด้วยกาย วาจา ใจ และทําใจให้ใสบริสุทธิ์ ทั้ง ๓ ข้อนี้เป็นคําสอนของพระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ทั้งอดีต ปัจจุบัน อนาคต การทําใจให้ใสบริสุทธิ์ได้ก็ต้องฝึกสมถะวิปัสสนา สมถะเป็นวิชาเบื้องต้นที่พุทธศาสนิกชนต้องเอาใจใส่ คือการสงบระงับใจ เมื่อเกิดสมถะแล้วทําให้ความกําหนัดยินดีอันใดที่มีอยู่ในจิตใจนั้นหมดไป ส่วนวิปัสสนานั้นเป็นขั้นสูงกว่าสมถะ เป็นธรรมเบื้องสูงคือการเห็นแจ้ง ทําให้ปัญญาเกิดขึ้นเมื่อปัญญาเกิดขึ้นแล้ว ทําให้ความไม่รู้จริงอันใดที่มีอยู่ในจิตใจนั้นหมดไปด้วยความเห็นแจ้ง ทั้งสมถะและวิปัสสนา ๒ อย่างนี้เป็นธรรมอันสุขุมลุ่มลึกในทางพระพุทธศาสนา ท่านย้ำว่าท่านได้ศึกษามาตั้งแต่บวช ศึกษาในวันรุ่งขึ้นที่บวชเลยทีเดียว เรียนไม่ได้หยุดเลยจนกระทั่งบรรลุธรรมกายแล้วก็ยังเรียนต่อไปอีก เรียนด้วยสอนด้วย การจะเข้าถึงภูมิของสมถะได้ต้องทําใจให้หยุด ถ้าทําใจให้หยุดไม่ได้ก็เข้าภูมิสมถะไม่ได้ ใจหรือจิตของคนเรานั้นเป็นดวงกลมใหญ่ประกอบด้วย ดวงเห็น ดวงจํา ดวงคิด ดวงรู้ ดวงเห็นคือดวงธาตุที่ทําให้เราสามารถเห็นสิ่งต่างๆ ได้ ดวงจํา คือดวงธาตุที่ทําให้เกิดความทรงจํา ดวงคิดคือดวงธาตุที่ทําให้เกิดความคิด ดวงรู้คือดวงธาตุที่ทําให้เกิดความรู้ความเข้าใจ ดวงธาตุทั้ง ๔ อย่างนี้มารวมเป็นจุดเดียวกันจึงเรียกว่าใจ ที่ตั้งของใจมีเพียงแห่งเดียวคือที่กลางดวงธรรมที่ทําให้เป็นกายมนุษย์ อยู่ตรงกึ่งกลางกายสะดือทะลุหลัง ขวาทะลุซ้ายเหมือนเราขึงเส้นด้ายให้ตึงจากสะดือทะลุไปข้างหน้าและขึงด้ายอีกกลุ่มหนึ่งจากขวาทะลุซ้ายให้ตึงตรงกันทั้ง ๒ เส้น ตรงกลางที่เส้นด้ายตัดกันเรียกว่า กลางกั๊ก ให้เอาใจไปจรดที่กลางกั๊กนั้นที่เขาบอกว่าให้ตั้งใจๆ นั้นก็คือตั้งที่ตรงกลางกั๊กนั่นเอง เวลาจะทําบุญทํากุศลก็ต้องตั้งใจตรงนั้น เวลาจะรักษาศีลเจริญภาวนาก็ต้องตั้งใจตรงนั้นเหมือนกันที่ตรงนี้ประกอบไปด้วยธาตุทั้ง ๔ คือหน้าธาตุน้า ขวาธาตุดิน ช้ายธาตุลม หลังธาตุไฟ ศูนย์กลางอากาศธาตุ นี่เป็นลักษณะของฐานที่ ๗ ถึงตรงนี้หลวงพ่อท่านเกรงลูกศิษย์จะไม่เข้าใจนึกภาพไม่ออก ท่านจึงเปรียบเทียบฐานที่ ว่าเหมือนปากถ้วยแก้วแล้วท่านก็จะเอาไม้ยาวชี้ลงไปในปากแก้วและอธิบายว่า นั่นแหละคือที่ตั้งของใจ การที่หลวงพ่อสอนให้มีบริกรรมนิมิตคือให้นึกถึงดวงแก้วกลมใสนั้น มีบางคนบางสํานักได้กล่าวติเตียนว่าหลวงพ่อสอนให้ติดรูป สอนให้ติดนาม สอนให้ติดนิมิต เมื่อหลวงพ่อทราบ ท่านบอกว่า เมื่อไม่ติดทําไมจึงจะรู้ว่าหลุด ท่านเปรียบเทียบให้ฟังว่า เปรียบเหมือนกับการขึ้นบันได ถ้าเราเหยียบบันไดไม่มั่นแล้วเราจะก้าวต่อไปให้มั่นได้อย่างไร ถ้าเราจะเหยียบบันไดขั้นที่ ๒ เราก็ต้องเหยียบบันไดขั้นที่ ๑ ให้มั่นเสียก่อนแล้วเราจึงก้าวต่อไปถึงขั้นที่ ๒ เมื่อจะก้าวต่อไปขั้นที่ ๓ ก็ต้องเหยียบขั้นที่ ๒ ให้มั่นและเราก็มิได้ติดอยู่ที่ขั้นเดียว เรื่องการกําหนดบริกรรมนิมิตนี้มีบางท่านสงสัยว่าอยากจะกําหนดเป็นอย่างอื่นได้หรือไม่ เช่นเป็นองค์พระ ความจริงแล้วหลวงพ่อท่านไม่ได้ผูกขาดว่าต้องให้กําหนดอุคคหนิมิตเป็นดวงกลมใส แต่หลวงพ่อท่านได้ทดลองแล้วว่าจะสร้างนิมิตอย่างใดจึงจะสะดวกและพบว่าการสร้างอุคหนิมิตเป็นดวงกลมใสนั้นง่ายและสะดวกที่สุด เพราะถ้าหากจะกําหนดเป็นองค์พระนั้น องค์พระก็ยังมีปางต่างๆ หลายปาง มีวัสดุที่ทําแตกต่างกันและมีขนาดเล็กใหญ่ต่างกัน ท่านคิดว่าการกําหนดเป็นดวงกลมใสนั้นง่ายและสะดวกที่สุด แต่สําหรับบางท่านที่คิดว่าการกําหนดเป็นองค์พระจะสะดวกแก่การทําใจให้หยุดให้นิ่งแล้วละก็ท่านสามารถทําได้เลยหรือท่านจะกําหนดเป็นอย่างหนึ่งอย่างใดนอกเหนือจากนี้ก็ได้ เช่นเป็นองค์หลวงพ่อ เป็นพระพุทธรูปปางต่างๆ ที่ท่านพอใจ เป็นดอกไม้ใบไม้หรือจะเห็นเป็นกายของท่านเอง เป็นอะไรได้ทั้งนั้น สําคัญว่าจะทําอย่างไรให้ใจของเราไม่คิดไม่นึกให้ใจของเราปล่อยวางให้ได้ หลวงพ่อท่านอธิบายถึงความสําคัญของการหยุดไว้ดังนี้ หยุดนั้นแหละเป็นตัวสมถะเป็นตัวสําเร็จ คือสําเร็จหมดทั้งทางโลกและทางธรรม โลกที่จะได้รับความสุขได้ ใจต้องหยุดตามส่วนของโลก ธรรมที่จะได้รับความสุข ใจต้องหยุดตามส่วนของธรรม ดังบาลีว่า นตฺถิ สนฺติ ปรํ สุขํ สุขอื่นนอกจากหยุดจากนิ่งไม่มี หยุดนั่นเองเป็นตัวสําคัญ หยุดคําเดียวเท่านั้นถูกทางสมถะตั้งแต่ต้นจนเป็นพระอรหัตต์ เป็นตัวศาสนาแท้ๆ ถูกโอวาทของพระบรมศาสดา ถ้าไม่หยุดจะปฏิบัติศาสนาสัก ๔๐-๕๐ ปีก็ช่าง ที่สุดถึงจะมีอายุเป็นร้อยปีแต่ถ้าทําใจให้หยุดไม่ได้ เป็นไม่ถูกร่องรอยพระศาสนา หลวงพ่อท่านจะยกตัวอย่างเรื่ององคุลิมาลโจรซึ่งพระพุทธองค์ได้ทรงแก้ไขแสดงธรรมะจนองคุลิมาลโจรสําเร็จมรรคผล เพราะคําว่าหยุดคําเดียว เมื่อทําใจให้หยุดได้แล้วก็ต้องหยุดในหยุดๆ ไม่มีถอยหลังกลับ หยุดในหยุดๆ ๆ อยู่นั่นเอง ในที่หยุดนั้นต้องถูกกลางถ้าไม่ถูกกลางใช้ไม่ได้ ต้องหยุดเข้าสิบ เข้าศูนย์ เข้าส่วนถูกสิบ ถูกศูนย์ ถูกส่วน ถ้าหยุดกลางกายเช่นนั้นถูกสิบ พอถูกสิบเท่านั้นไม่ช้าจะเข้าถึงศูนย์ โบราณท่านพูดกันว่า เห็นสิบแล้วเห็นศูนย์ เป็นเค้ามูลสืบกันมา เที่ยงแท้แน่หนักหนา ตั้งอนิจจาเป็นอาจิณ จุติแล้วปฏิสนธิ ย่อมเวียนวนอยู่ทั้งสิ้น สังขาราไม่ยืนยิน ราคีสิ้นเป็นตัวมา หลวงพ่อท่านบอกว่าสิบศูนย์นี้เป็นตัวสําคัญนัก สัตว์โลกจะเกิดในโลกได้ต้องอาศัยเข้าสิบแล้วตกศูนย์จึงเกิดได้ ถ้าเข้าสิบไม่ตกศูนย์เกิดไม่ได้โลกกับธรรมต้องอาศัยอย่างนี้ ทางธรรมก็ต้องเข้าสิบเข้าสิบแล้วก็ตกศูนย์ ตกศูนย์คือใจหยุด พอใจหยุดเรียกว่าเข้าสิบแล้ว เห็นเป็นดวงใสเท่าดวงอาทิตย์ดวงจันทร์ผุดขึ้นที่ใจหยุดนั้น นั่นแสดงว่าตกศูนย์แล้วเข้าสิบแล้วเห็นศูนย์แล้วเรียกว่าเข้าสิบแล้วเห็นศูนย์ พอเห็นศูนย์ใจก็หยุดอยู่กลางศูนย์นั้น กลางดวงใสเท่าดวงอาทิตย์ดวงจันทร์นั้นดวงนี้เรียกว่าดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐานหรืออีกนัยหนึ่งเรียกว่าดวงปฐมมรรค ต้องเข้ากลางดวงนั้นแห่งเดียว ไปได้ทางเดียว ทางอื่นไม่มี เมื่อเข้ากลางดวงศูนย์นั้นได้แล้วเรียกว่าปฐมมรรคหรืออีกนัยหนึ่งเรียกว่าเอกายนมรรค แปลว่าหนทางเอกไม่มีโท หนทางหนึ่ง สองไม่มี เป็นทางไปของพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ทั้งหมดในสากลโลก ท่านจะเข้าสู่นิพพานต้องไปทางนี้ทางเดียวไม่มีทางแตกแยกจากกัน ไปแนวเดียวกันนี้หมดเพียงแต่การไปนั้น บางท่านเร็วบางท่านช้าไม่เหมือนกัน แล้วแต่วาสนานิสัยของแต่ละคนจะสั่งสมอบรมไว้ หลวงพ่อท่านย้ำว่าการเรียนสมถะวิปัสสนานั้นต้องเดินแนวนี้ผิดแนวนี้ไม่ได้ และก็ต้องเป็นอย่างนี้ผิดอย่างนี้ไปไม่ได้ ถ้าผิดอย่างนี้ก็เลอะเหลว เราจะต้องยึดกายมนุษย์นี้เป็นแบบ เข้าไปถึงกายมนุษย์ละเอียดก็ต้องยึดกายมนุษย์ละเอียดเป็นแบบ เข้าไปถึงกายทิพย์ต้องยึดกายทิพย์เป็นแบบ เข้าไปถึงกายทิพย์ละเอียดต้องยึดกายทิพย์ละเอียดเป็นแบบ จะโยกโย้ไปไม่ได้ เข้าไปถึงกายรูปพรหมต้องยึดกายรูปพรหมเป็นแบบ เข้าไปถึงกายรูปพรหมละเอียดต้องยึดกายรูปพรหมละเอียดเป็นแบบ เข้าไปถึงกายอรูปพรหมก็ต้องยึดกายอรูปพรหมเป็นแบบ เข้าไปถึงกายอรูปพรหมละเอียดต้องยึดกายอรูปพรหมละเอียดเป็นแบบเข้าไปถึงกายธรรมต้องยึดกายธรรมเป็นแบบ กายธรรมนั้นมีรูปเหมือนกับองค์พระปฏิมากรที่เขาปั้นไว้ในโบสถ์วิหาร ศาลาการเปรียญเขาทําแบบไว้อย่างนั้น เข้าถึงกายธรรมละเอียดยึดกายธรรมละเอียดเป็นแบบ เข้าถึงกายธรรมพระโสดายึดกายธรรมพระโสดาเป็นแบบ เข้าถึงกายธรรมพระโสดาละเอียดยึดกายธรรมพระโสดาละเอียดเป็นแบบ เข้าถึงกายธรรมพระสกิทาคายึดกายธรรมพระสกิทาคาเป็นแบบ เข้าถึงกายธรรมพระสกิทาคาละเอียดยึดกายธรรมพระสกิทาคาละเอียดเป็นแบบ เข้าถึงกายธรรมพระอนาคายึดกายธรรมพระอนาคาเป็นแบบ เข้าถึงกายธรรมพระอนาคาละเอียดยึดกายธรรมพระอนาคาละเอียดเป็นแบบ เข้าถึงกายธรรมพระอรหัตต์ยึดกายธรรมพระอรหัตต์เป็นแบบ เข้าถึงกายธรรมพระอรหัตต์ละเอียดยึดกายธรรมพระอรหัตต์ละเอียดเป็นแบบ นี้เป็นหลักฐานในพระพุทธศาสนา หลวงพ่อท่านบอกว่าเมื่อรู้เช่นนี้แล้ว เมื่อใจเราวุ่นวายก็ให้รู้ทีเดียวว่า มันต้องการจะเวียนว่ายตายเกิด ถ้าใจเรานิ่งอยู่ตรงกลางได้มันจะเลิกการเวียนว่ายตายเกิด เราไม่ต้องง้อใครเพราะเรารู้แล้วเรียนแล้วเข้าใจแล้ว เราต้องตั้งใจให้หยุด ใจของคนเรานั้นถ้าหยุดได้เพียงสักกระพริบตาเดียวเท่านั้น ได้ชื่อว่าเราได้สร้างบุญใหญ่กุศลใหญ่สําคัญนัก บุญที่เกิดจากการนั่งภาวนานั้นเป็นบุญใหญ่กุศลใหญ่ เราจะไปสร้างโบสถ์วิหาร ศาลาการเปรียญสักร้อยหลัง ก็สู้บุญที่เกิดจากการบําเพ็ญสมถะวิปัสสนาไม่ได้ เมื่อเราแสวงหาเขตบุญในพระพุทธศาสนาพึงบําเพ็ญสมถะ วิปัสสนาทําใจให้มั่นคงดังนี้ ให้ใจหยุด หยุดนี้เป็นตัวสําคัญนักเพราะเป็นทางมรรคผลนิพพาน พวกที่ให้ทานรักษาศีลนั้นยังไกลกว่า หยุดนี้ใกล้นิพพานนัก พอหยุดได้เท่านั้นถูกคําสั่งสอนของพระศาสดาแล้ว ไม่ยักเยื้องแปรผัน พอใจของเราหยุดดีแล้วก็เลิกบริกรรมภาวนาได้ให้เอาใจของเราจรดเพ่งเฉยอยู่ที่ดวงใสนั้น วางอารมณ์เฉยให้หยุดเท่านั้น อย่าไปนึกความมืดความสว่าง หลวงพ่อท่านสอนให้ปฏิบัติเบื้องต้นนี้ให้เห็นจนเชี่ยวชาญเสียก่อน ท่านบอกว่าเรื่องอื่นอย่าเพิ่งไปพูดเพราะยิ่งพูดก็ยิ่งมากนักใหญ่โต ที่วัดปากน้ำนี้มีคนทํากันได้มากคน เราก็ต้องทําให้ได้เหมือนกับเขาบ้าง ถ้าไม่หยุดจะถึงธรรมกายไม่ได้ ถ้าทําใจให้หยุดได้ก็เข้าถึงธรรมกายได้ เราทุกคนเป็นมนุษย์เหมือนกันปฏิบัติในพระพุทธศาสนาเหมือนกันจะทําให้เป็นธรรมกายอย่างคนอื่นเขาไม่ได้เชียวหรือ ทุกคนต้องทําได้ขอเพียงให้ทําจริงเป็นต้องได้ทุกคน ถ้าทําไม่จริงละเป็นไม่ได้แน่ ที่ว่าทําจริงนั้นก็คือ จริงแค่ชีวิตถึงเนื้อเลือดจะแห้งเหือดหมดไปจะเหลือแต่กระดูกหนังช่างมันถ้าไม่ได้เป็นไม่ลุกจากที่ ถ้าทุกคนทําจริงแค่นี้ละก็ทําได้ทุกคน ท่านบอกว่าตัวท่านเองนั้นถึง ๒ คราว คือเมื่อเริ่มปฏิบัติสมถะวิปัสสนาใหม่ๆ ได้เข้าที่ทําสมาธิตั้งใจว่า ถ้าไม่ได้ก็ให้ตายเสียเถอะ นิ่งทําสมาธิอยู่พอถึงกําหนดเข้าก็ทําได้ ไม่ตายสักที องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ก็ทรงกระทําเช่นนั้น คือพระองค์ได้ประกอบความเพียรด้วยจตุรังควิริยะคือกระดูก ๑ หนัง ๑ เนื้อ ๑ เลือด ๑ ถึงเนื้อเลือดจะแห้งเหือดหมดไปก็ไม่ว่าเหลือแต่กระดูก เหลือแต่หนังก็ช่างมัน พระองค์ก็ไม่เคลื่อนจากความเพียร พอถูกส่วนเท่านั้น ในเวลาหัวค่ำพระองค์ได้บรรลุปุพเพนิวาสานุสสติญาณ เวลายามที่ ๒ ได้บรรลุจุตูปปาตญาณ เวลายามที่ ๓ ได้บรรลุอาสวักขยญาณพระองค์ท่านเป็นอาจารย์ของเราและท่านทําจริงดังนี้ เราเป็นลูกศิษย์ก็ต้องทําจริงอย่างนั้นเหมือนกัน ถ้าไม่ได้ต้องยอมตายกันเลยทีเดียว หลวงพ่อท่านอธิบายถึงความไม่เที่ยงแท้แน่นอนของเบญจขันธ์ว่ารูปทั้งหลายนั้นไม่ว่าจะปราณีตสวยงามหรือไม่แตกต่างกันอย่างไรก็ตาม ก็มาลงเอยที่อนิจจาด้วยกันทั้งสิ้น คือตายหมดไม่มีเหลือไม่ว่าจะถือกําเนิดมาจากชั้นวรรณะใด ย่อมเวียนว่ายตายเกิดกันอยู่อย่างนี้ มีแต่ความไม่เที่ยง เมื่อไม่เที่ยงก็ต้องเป็นทุกข์ทั้งนั้นถ้าจะหาความเที่ยงความสุขก็ต้องหาภายในกายมนุษย์นี้เท่านั้น หาภายนอกไม่ได้คือหาจากกายมนุษย์เข้าไป จนกระทั่งพบกายมนุษย์ละเอียดแต่ในกายมนุษย์ละเอียดก็ยังไม่สามารถหาความสุขความเที่ยงได้ต้องเดินเข้าไปอีกในกายทิพย์หยาบ กายทิพย์ละเอียด กายรูปพรหมหยาบ กายรูปพรหมละเอียด กายอรูปพรหมหยาบ กายอรูปพรหมละเอียด จนถึงกายธรรม พอเข้าไปพบกายธรรมนั้นแหละ จะรู้สึกตัวเองทันทีว่านี่เองที่เที่ยงที่เป็นสุข เห็นสิ่งที่เที่ยงที่เป็นสุขในกายธรรมหรือธรรมกายนี้เอง เมื่อเข้าถึงกายธรรมแล้วใจคอที่เคยคับแคบก็เวิ้งว้างกว้างขวางสุขสบาย ใครไปถึงกายธรรมได้ก็แจ่มใสเบิกบาน กายธรรมนี่เป็นของเที่ยง การที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าอะไรๆ ไม่เที่ยงนั้น จุดประสงค์ก็คือจะให้เข้าถึงกายธรรม จึงมีหลักว่านอกจากกายธรรมแล้ว จะเป็นกายมนุษย์ กายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์ กายทิพย์ละเอียด กายรูปพรหม กายรูปพรหมละเอียด กายอรูปพรหม กายอรูปพรหมละเอียด เหล่านี้ต่างเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาทั้งนั้น คือต้องเวียนว่ายอยู่ในภพทั้ง ๓ จึงเป็นกายที่ยังไม่เที่ยงยังต้องเป็นทุกข์อยู่ ต่อเมื่อเข้าถึงกายธรรมจึงเป็นนิจจัง สุขขัง อัตตาขึ้นทันที เป็นของเที่ยงเป็นสุขเป็นตัวตนทันที เมื่อถึงกายธรรมละเอียดก็ยิ่งดีหนักขึ้น กายธรรมพระโสดา พระโสดาละเอียดก็ยิ่งดีหนักขึ้น เที่ยงหนักขึ้น สุขหนักขึ้นไม่มีถอย กายธรรมพระสกิทาคา พระสกิทาคาละเอียดก็เที่ยงหนักขึ้นสุขหนักขึ้น กายธรรมพระอนาคามี พระอนาคามีละเอียดก็ยิ่งเที่ยงหนักขึ้นสุขหนักขึ้น กายธรรมพระอรหัตต์ พระอรหัตต์ละเอียดก็ยิ่งเที่ยงทีเดียวสุขทีเดียว ไม่แปรผันต่อไปเป็นกายคงที่คงวา อุปมาเหมือนเสาเขื่อนย่อมไม่เขยื้อนไปตามอารมณ์โลกธรรมทั้ง ๘ คือ อิฏฐารมณ์ ๔ ได้แก่ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข และอนิฏฐารมณ์ ๔ คือเสื่อมลาภ เสื่อมยศ ติฉินนินทา ทุกข์ ไม่สามารถทําให้ยุบลงหรือฟูขึ้นได้ หลวงพ่อท่านได้ยกพุทธภาษิตว่า ผุฏฺฐสฺส โลกธมฺเมหิ จิตฺตํ ยสฺส น กมฺปติ อโสกํ วิรชํ เขมํ เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ เอตาทิสานิกตฺวาน สพฺพตฺถมปราซิตา สพฺพตฺถ โสตฺถิ คจฺฉนฺติ ตนฺเตสํ มงฺคลมุตฺตมนฺติ จิตของบุคคลผู้ใดอันโลกธรรมทั้งหลายถูกต้องแล้ว ย่อมไม่หวั่นไหวไม่เศร้าโศก ย่อมปราศจากความขุ่นมัว เป็นแดนเกษมจากโยคได้ชื่อว่าเป็นมงคลอันสูงสุด หลวงพ่อท่านอธิบายว่าจิตเป็นตัวยืนและโลกธรรมทั้งแปดเป็นตัวจร อิฏฐารมณ์เป็นที่นิยมน่าปรารถนากันถ้วนหน้า ส่วนอนิฏฐารมณ์ไม่เป็นที่น่านิยมไม่น่าปรารถนา เราท่านทั้งหลายทั้งคฤหัสถ์ทั้งบรรพชิต เมื่อรู้จักอิฏฐารมณ์ และอนิฏฐารมณ์เหล่านี้แล้วมีทางเลี่ยงได้คือต้องบังคับจิตให้ดีต้องตั้งจิตให้ดีถ้าตั้งจิตให้ดีถูกหลักถูกฐานของที่ตั้งจิตแล้วจะสามารถต่อสู้กับอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์ได้ ต้องหมั่นเอาใจจดจ่ออยู่ที่กลางกั๊กอันเป็นศูนย์กลางดวงธรรมที่ทําให้เป็นกายมนุษย์ หมั่นเอาใจไปจรดอยู่ที่ตรงนั้นเสมอ ไม่ว่าจะนั่ง นอน ยืน เดิน กิน ดื่ม จะทํา จะพูด จะอุจจาระ ปัสสาวะก็หยุดอยู่ตรงนั้นเสมอ จรดหนักเข้าๆ ๆ ๆ พอชินหนักเข้าก็ชํานาญหนักเข้าๆ ๆ ๆ ก็หยุดได้ พอใจหยุดเสียได้เท่านั้นแหละ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข เสื่อมลาภ เสื่อมยศ ติเตียน ทุกข์ไม่มีทางกระทบกระเทือนแล้วเฉยเสียแล้ว ถ้าทําจิตให้ได้ขนาดนี้แล้ว บุคคลผู้นั้นได้ชื่อว่าถึงซึ่งมงคลสูงสุดแล้ว ถ้ายังอาดูรเดือดร้อนไปตามอนิฏฐารมณ์เป็นอัปมงคลแท้ๆ ท่านย้ำว่าอัปมงคลมิใช่เป็นแต่เฉพาะฆราวาสหญิงชายเท่านั้น ภิกษุ สามเณรก็เป็นได้เหมือนกัน พอสงบไม่ลงทําใจให้หยุดไม่ได้ก็เป็นอัปมงคล หลวงพ่อท่านเคยสอนพระภิกษุ สามเณรว่า ภิกษุสามเณรในพระพุทธศาสนาพอบวชแล้วไม่ต้องทําอะไรทําใจให้ใสเท่านั้นแหละเป็นใช้ได้ ถ้าใจไม่ใสภิกษุสามเณรนั้นใช้ไม่ได้ ยังเป็นภิกษุสามเณรแต่ภายนอก ภายในเป็นไม่ได้ พอทําใจให้ใสได้เท่านั้นก็เป็นที่บูชาของมหาชนทีเดียว หลวงพ่อท่านตั้งใจปฏิบัติจริงๆ ท่านต้องการให้ผู้มาปฏิบัติได้รู้เห็นเป็นจริงๆ ท่านจึงพยายามหาวิธีการทุกอย่างมาอธิบายให้ลูกศิษย์เข้าใจ ท่านบอกว่าการได้ธรรมกายนั้นไม่ง่ายนัก แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะยากจนเกินไปถ้าปฏิบัติตามคําที่ท่านสอนอย่าให้ผิดจะผิดแม้เท่าเส้นผมก็ไม่ได้ ถ้าใครปฏิบัติตามที่ท่านสอนแล้วไม่ได้ ท่านกล้าท้าทายให้มาตัดศีรษะท่านทีเดียว หลวงพ่อท่านจะมองดูออกว่าผู้ใดมีแววที่จะได้ธรรมกาย ท่านจะเรียกผู้นั้นมาสอนเอง หรือถ้าผู้ใดเห็นดวงกลมใสหรือเห็นองค์พระ ปรากฏที่ฐานที่ ๗ แล้ว ท่านก็จะหาครูต่อวิชาให้ท่านเข้มงวดกวดขันและเอาใจใส่ดังนี้จึงมีผู้ได้ธรรมกายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ พระภาวนาโกศลเถร (ธีระ คล้อสุวรรณ) หรือที่คนที่เคารพนับถือเรียกท่านว่า หลวงพ่อเล็กเป็นผู้หนึ่งที่หลวงพ่อสอนและกวดขันมาเองจนได้ธรรมกายขั้นสูง หลวงพ่อเล็กท่านเคยเล่าให้ข้าพเจ้าฟังว่า ท่านถูกกวดขันมาแต่ครั้งยังเป็นสามเณรน้อยๆ หลวงพ่อท่านหยั่งรู้แล้วว่าหลวงพ่อเล็กจะได้ธรรมกายแน่นอน และจะสามารถเป็นตัวแทนของท่านต่อไปในอนาคต หลวงพ่อจึงเรียกมานั่งตัวต่อตัวกับท่านเสมอ ถ้าหลวงพ่อท่านจะต้องไปแสดงพระธรรมเทศนา ท่านก็จะขีดเส้นวงกลมเป็นการจํากัดอาณาเขตแล้วก็เอาชายจีวรของหลวงพ่อเล็กยัดลงไปในร่องกระดานเพื่อกันไม่ให้ลุกไปไหนๆ แล้วหลวงพ่อท่านก็ไปเทศน์ การเทศน์ของหลวงพ่อแต่ละครั้งใช้เวลาประมาณชั่วโมงครึ่งถึงสองชั่วโมงแล้วหลวงพ่อท่านก็จะกลับมาคุมการนั่งต่อ หลวงพ่อเล็กท่านยังเล่าอีกว่า ท่านเคยถูกหลวงพ่อเฆี่ยนเพราะความเกียจคร้านในการปฏิบัติ เนื่องจากตอนนั้นท่านยังอายุน้อย บางครั้งก็อยากสนุกอยากเพลิดเพลินบ้าง แต่หลวงพ่อท่านไม่ยอมให้ปล่อยเวลาล่วงเลยไปโดยเปล่าประโยชน์ ท่านต้องการให้ฝึกปฏิบัติให้มากที่สุดเพื่อให้เกิดความชํานาญ และในที่สุดก็ได้สมความปรารถนาของหลวงพ่อ โรงงานทําวิชชา ผู้ที่เห็นเป็นวิชาธรรมกายแล้วจะต้องผลัดกันเข้าเวรปฏิบัติกิจภาวนาตลอด ๒๔ ชั่วโมง ในสถานที่ที่หลวงพ่อจัดไว้ให้โดยแบ่งเป็นเวรๆ ละ ๔ ชั่วโมง สถานที่นี้เรียกกันว่าโรงงานมาตั้งแต่สมัยหลวงพ่อและปัจจุบันก็ยังคงเรียกเช่นนี้ หลวงพ่อจัดไว้สําหรับผู้ที่ได้วิชชาธรรมกายเข้าไปปฏิบัติกิจภาวนา แบ่งเป็น ๒ ด้านๆ หนึ่งสําหรับพระภิกษุ อีกด้านหนึ่งสําหรับอุบาสิกา (ปัจจุบันคือวิหารอยู่ด้านหลังหอสังเวชนีย์มงคลเทพนิรมิตที่ประดิษฐานศพหลวงพ่อ และยังคงปฏิบัติกิจภาวนาเหมือนสมัยหลวงพ่อยังอยู่) หลวงพ่อท่านตั้งเป็นกฎเคร่งครัดมากว่า ห้ามบุคคลที่ไม่ได้วิชชาธรรมกายเข้าไปในโรงงาน ท่านมีเหตุผลของท่านหลายประการ ได้แก่ ๑.บุคคลภายนอกอาจเข้าไปทําเสียงรบกวนเป็นการทําลายสมาธิของผู้ที่กําลังปฏิบัติกิจภาวนา จะเกิดบาปติดตัวผู้นั้นแม้จะมิได้ตั้งใจก็ตาม ๒.วิชชาธรรมกายนั้นเป็นวิชชาที่ละเอียดลึกซึ้งมาก ถ้าผู้ที่ยังไม่รู้ไม่เห็นไม่เข้าใจปฏิบัติยังไม่เป็น แล้วไปได้ยินได้ฟังเข้าก็จะทําให้เกิดวิจิกิจฉาคือความลังเลสงสัย ทําให้ความคิดสับสนวุ่นวาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตอนต่อวิชชา หลวงพ่อท่านทราบดีว่าอันตรายจะเกิดขึ้นแก่บุคคลที่ยังไม่รู้ไม่เข้าใจดีพอ ๓.หลวงพ่อท่านไม่ต้องการให้บุคคลภายนอกเข้าไปชวนพวกที่ได้ธรรมกายพูดคุยกันด้วยเรื่องไร้สาระท่านบอกว่า เสียเวลาทําวิชชาโดยใช่เหตุ พวกเข้าเวรปฏิบัติภาวนานี้เป็นพวกประจําอยู่ในวัด การที่ต้องผลัดความรู้ความเข้าใจละเอียดลึกซึ้งยิ่งขึ้นไปอีก และช่วยบรรเทาความทุกข์ยากเดือดร้อนแก่ผู้ที่มาขอพึ่งบารมีหลวงพ่อ รวมทั้งช่วยแก้โรคตามใบอาการที่ส่งกันมาด้วย วิธีการแก้โรคนั้น หลวงพ่อท่านจะสั่งให้ค้นกรรมที่ทําให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บของแต่ละคนด้วย หลวงพ่อท่านบอกว่า เมื่อรู้ว่าเขาเป็นโรคอย่างนี้แล้วก็ต้องค้นหาเหตุว่าเป็นเพราะเหตุใดทํากรรมอะไรไว้แล้วไปแก้ที่เหตุ ดังพุทธดํารัสว่า “เยธมฺมา เหตุปฺปภวา ธรรมทั้งหลายเกิดแต่เหตุ” หลวงพ่อท่านจึงเปรียบเสมือนนายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญฉลาดรอบรู้ในเรื่องโรคทุกโรค ทราบสาเหตุของโรค การบําบัดโรคและวิธีการดับโรค ทั้งสามารถทราบประวัติคนไข้อย่างถูกต้องสมบูรณ์ ทั้งๆ ที่ตัวคนไข้เองก็ยังไม่ทราบด้วยซ้ำ ถ้าเรื่องนั้นเป็นอดีตกาลนานข้ามภพข้ามชาติ หลวงพ่อท่านจึงสามารถแก้โรคได้ถูกต้องรวดเร็ว โรงครัวเลี้ยงพระภิกษุสามเณร เมื่อหลวงพ่อมาเป็นเจ้าอาวาสวัดปากน้ำในปี พ.ศ.๒๔๕๙ ท่านได้ดําเนินการก่อตั้งโรงครัวขึ้นเพื่อถวายภัตตาหารแก่พระภิกษุสามเณร ก่อนที่หลวงพ่อจะมาเป็นเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ท่านเคยอยู่ที่วัดพระเชตุพนฯ และประสบความลําบากในเรื่องอาหารบิณฑบาต ท่านจึงตั้งมโนปณิธานไว้ว่าถ้ามีโอกาสจะตั้งโรงครัวเลี้ยงอาหารพระภิกษุสามเณรไม่ให้ลําบากและกังวลเรื่องภัตตาหาร จะได้มีเวลาและกําลังในการศึกษาพระปริยัติธรรมและปฏิบัติธรรมได้เต็มที่ และเป็นการสะดวกแก่ทายกทายิกาที่ต้องการจะทําบุญถวายภัตตาหารแก่พระภิกษุสามเณรทั้งวัดเพียงแต่แสดงความประสงค์จะเป็นเจ้าภาพและนําปัจจัยมามอบแก่ไวยาวัจกรเท่านั้นทางวัดมีแม่ครัวจัดการหุ่งหาอาหารให้เสร็จเรียบร้อยทั้งมื้อเช้าและเพล เจ้าภาพเพียงแต่มาประเคนภัตตาหารเท่านั้น หลวงพ่อมอบหมายให้อุบาสิกาท้วม หุตานุกรม เป็นหัวหน้าโรงครัวในยุคแรก คือตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๕๙ เป็นต้นมา และให้แม่ชีธัญญานี สุดเกษ รับมอบดูแลโรงครัวต่อจากคุณแม่ท้วม ตั้งแต่ปี ๒๕๐๒ จนถึงปัจจุบัน หลวงพ่อท่านได้ชี้แจงถึงอานิสงส์ของการถวายภัตตาหารแก่พระภิกษุสามเณรว่าจะได้บุญยิ่งใหญ่ไพศาล เพราะพระสงฆ์เป็นเนื้อนาบุญ ดังคาถาบาลีว่า ปุญฺญมากํ ขมานานํ สงฺโฆ เวทิยตํ มุขํ พระสงฆ์เป็นประมุขหรือเป็นประธานของผู้ต้องการบําเพ็ญทาน พระสงฆ์เป็นประมุขของบุญ ถ้าต้องการบุญก็ให้ถวายในหมู่พระสงฆ์ จะเจาะจงภิกษุองค์ใดองค์หนึ่งนั้นไม่ควร ให้ทําใจให้เป็นกลาง หลวงพ่อท่านเน้นว่าเป็นทายกต้องฉลาด โง่ไม่ได้ เพราะถ้าถวายเจาะจงเสียแล้ว ผลบุญก็ลดน้อยลงไปคนฉลาดต้องถวายให้เป็นกลางจึงจะได้ผลบุญยิ่งใหญ่ไพศาลที่เรียกว่า สังฆทาน และได้ชื่อว่าวางหลักพระพุทธศาสนา เพราะศาสนาของพระบรมศาสดาจะดํารงอยู่ได้ก็เพราะอาศัยความเป็นกลาง ภิกษุสามเณรก็ต้องประพฤติในพระธรรมวินัยให้เป็นกลาง ปฏิบัติให้เป็นกลาง ไม่เข้าข้างตน ไม่เข้าข้างบุคคลผู้อื่น อุบาสกอุบาสิกาบริจาคทานในพระพุทธศาสนาให้ให้เป็นกลาง ไม่ค่อนข้างตน หมู่ตน พวกตน ให้ให้เป็นกลาง อย่างนี้ได้ชื่อว่าบริจาคถูกทางสงฆ์ ถูกเป้าหมายของบุญ หลวงพ่อท่านสอนให้ทําบุญบริจาคทานมากๆ มีใครเขามาชวนให้ทําบุญทําทานก็ให้ทํากับเขา ถ้าพบเห็นคนดีๆ เขาทําบุญก็ให้พยายามไปทําร่วมกับเขา ถ้าไม่มีทรัพย์ก็ให้ขวนขวายช่วยด้วยแรงกายก็ได้บุญเช่นกัน จัดเป็นไวยาวัจมัยอย่างหนึ่ง คือบุญที่ได้จากการขวนขวายช่วยเหลือผู้อื่น หลวงพ่อท่านแนะนําศิษย์ ให้พยายามทําบุญทั้งด้วยกําลังกายและกําลังทรัพย์ให้รู้จักเลือกผู้ที่จะทําบุญด้วย หลวงพ่อท่านสอนให้ทุกคนพยายามรักษามนุษย์สมบัติ ท่านอธิบายว่า คนเรานั้นจะอยู่คนเดียวในโลกไม่ได้ ต้องมีบิดามารดา ญาติพี่น้อง เพื่อนสนิทมิตรสหาย สามี ภรรยา บุตร บริวาร อย่างที่เรามักเรียกกันว่ามีพรรคมีพวก คนที่จะมีพรรคพวกดีได้นั้นต้องประกอบกรรมดีร่วมกันมาแล้ว ท่านจึงสอนว่าถ้าเห็นคนดีๆ เขาทําบุญบริจาคทานกันละก้อให้พยายามไปร่วมกับเขา ไม่จําเป็นต้องร่วมด้วยเงินก็ได้ เพราะคนบางคนเขาก็มีทรัพย์สินเงินทองเหลือเฟืออยู่แล้ว เขาไม่ต้องการเงินแต่เขาต้องการให้มีคนมาช่วย เราก็ไปช่วยด้วยแรง เพื่อว่าในภพชาติต่อไปจะได้มีพรรคพวกที่เป็นคนดี การจะมีมนุษย์สมบัติดีนั้นก็เป็นด้วยเหตุ ๒ ประการคือ ปุพฺเพกตปุญฺญตา การทําบุญร่วมกันมาในอดีตชาติ และการร่วมบุญกันใหม่ การได้สังสรรร่วมแรงร่วมใจกันในภพชาติปัจจุบัน นอกจากนี้หลวงพ่อท่านยังสอนให้เป็นผู้เสียสละ รู้จักอดทน สังคหวัตถุ ๔ นี้เป็นสิ่งสําคัญมากในสังคมมนุษย์ บุคคลใดถึงพร้อมด้วยธรรม ๔ ประการนี้ ย่อมเป็นที่รักที่เคารพยําเกรงของผู้คนทั่วไป บุคคลนั้นได้ชื่อว่ารู้จักรักษามนุษย์สมบัติ สมัยเริ่มแรกที่ก่อตั้งโรงครัวหลวงพ่อท่านใช้ทุนทรัพย์ส่วนตัวเป็นค่าใช้จ่าย มีลูกศิษย์และญาติพี่น้องของท่านนําข้าวสาร ของแห้งมาถวายเป็นประจําและวันใดที่ไม่มีผู้รับเป็นเจ้าภาพ หลวงพ่อท่านก็ใช้ทรัพย์ส่วนตัวของท่านเป็นค่าภัตตาหารเลี้ยงพระภิกษุสามเณร ท่านทําดังนี้มาเป็นประจํา สมัยที่ข้าพเจ้ามาอยู่วัดปากน้ำใหม่ๆ ในปี พ.ศ.๒๔๘๑ นั้น มีพระภิกษุสามเณรจําพรรษาประมาณ ๑๕๐ รูปและเพิ่มปริมาณขึ้นเรื่อยๆจนถึง ๖๐๐ รูปเศษ ถึงกระนั้นหลวงพ่อก็ไม่เคยวิตกกังวลกับภาระนี้ ท่านเคยพูดเสมอว่ากินคนเดียวไม่พอกิน กินมากคนกินไม่หมด ท่านมุ่งมั่นจะบําเพ็ญทานบารมีอย่างจริงจัง ท่านเคยพูดถึงอานิสงส์ของการบําเพ็ญทานไว้ว่า ทานนั่นแหละจะเป็นชนกกรรมนําไปเกิดในสกุลที่มั่งมีมาก เพราะผลทานส่งให้ เมื่อให้ทานแล้วสมบูรณ์ บริบูรณ์ ผู้ยากขัดสนก็สมบูรณ์ อ้ายความสมบูรณ์ที่ให้แก่เขาน่ะกลับมาเป็นของตัว มากน้อยเท่าใดกลับมาเป็นของตัวหมดทานนี่แหละเป็นข้อสําคัญนัก พระโพธิสัตว์จะสําเร็จเป็นพระพุทธเจ้าก็อาศัยทานนี่แหละ ไม่ให้ทานละก็เป็นไม่สําเร็จทีเดียว เพราะฉะนั้นบัดนี้วัดปากน้ำที่มีภิกษุสามเณรมารวมอยู่มากก็เพราะอาศัยเจ้าอาวาสบริจาคทานบริจาคมานาน ๓๗ ปี บริจาคมาบริจาคเรื่อยไม่ได้ครั่นคร้าม ถ้าว่าไม่มีใครมาบริจาคเจ้าอาวาสก็บริจาคเอง ถ้าว่าไม่พอละก็เท่าใดก็ให้ทีเดียว เป็นหนี้เป็นสินยอมทีเดียว เขาจะบริจาคทานทําบารมีไปในอนาคตกาลข้างหน้ากันอย่างนั้น พระธรรมทัศนาธร อดีตอธิบดีสงฆ์วัดชนะสงคราม ได้เล่าถึงหลวงพ่อในเรื่องการตั้งโรงครัวเลี้ยงพระภิกษุสามเณรไว้ดังนี้ ท่านเป็นผู้สามารถเลี้ยงบรรดาพระภิกษุสามเณร อุบาสกอุบาสิกาและศิษย์วัดได้ทุกวันไม่ขาดแม้พระภิกษุสามเณรจะไม่ไปบิณฑบาตเลย ท่านก็เลี้ยงได้โดยที่จะมีบุคคลนําเอาอาหารมาถวายเช่น นําเอาข้าวสารมา นําเอากับข้าวมา และก็มาทําครัวเลี้ยงพระภิกษุสามเณร อุบาสกอุบาสิกา และศิษย์วัดได้อาศัยร่มโพธิ์ ร่มไทรของพระเดชพระคุณท่าน ซึ่งยังไม่มีวัดใดในประเทศไทยจะกระทําได้ถึงขนาดนั้น นับว่าเป็นพระมหาเถรที่อัศจรรย์ที่สุดในประเทศไทย ไม่ทราบว่าท่านจะมีมนต์คาถาหรืออะไรอย่างใด จึงสามารถเรียกร้องเอาอาหารมาเลี้ยงพระภิกษุสามเณร อุบาสกอุบาสิกา และศิษย์วัดได้โดยไม่ขาด นัยว่าเป็นความประหลาดอัศจรรย์อย่างยิ่ง อาตมภาพได้เคยถามพระเดชพระคุณท่านเมื่อยังมีชีวิตอยู่ ว่าเพราะเหตุอะไรหลวงพ่อจึงสามารถเลี้ยงพระภิกษุสามเณร เลี้ยงอุบาสกอุบาสิกา และเลี้ยงศิษย์วัดได้ถึงปานนั้น ท่านยิ้มแย้มแจ่มใส และตอบด้วยความกล้าหาญว่า ไม่ต้องเป็นทุกข์เป็นร้อนดอกท่านเจ้าคุณเพราะอาศัยพระธรรมกายท่านบันดาลให้ นี่เป็นคําตอบของท่านยืนยันอยู่เสมอ พระเดชพระคุณหลวงพ่อของเราท่านมักจะยกตัวอย่างบุคคลที่ ทุ่มเทชีวิตในการบริจาคทาน เป็นผู้กล้าหาญในการบริจาคทาน บริจาคอย่างไม่รู้จักอิ่ม ไม่รู้จักเบื่อหน่ายเหน็ดเหนื่อย ยิ่งบริจาคยิ่งมีความสุข ยิ่งเห็นพระภิกษุสามเณรฉันภัตตาหารของตน เห็นบุคคลอื่นบริโภคใช้สอยของของตนก็ยิ่งมีความอิ่มเอิบในทานเหลือที่จะกล่าวคือท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีมีนามเดิมว่า สุทัตตะแห่งเมื่อสาวัตถี เป็นผู้ที่มีใจบุญสุนทานมาก ถึงขนาดตั้งโรงทานไว้หน้าบ้านเลี้ยงคนอนาถา ยาจก วณิพก คนสัญจรไปมา เพราะเหตุที่ทําบุญทําทานมากกว่า เศรษฐีอื่นๆ จึงได้รับฉายาว่า อนาถบิณฑิกเศรษฐี คือเศรษฐีขวัญใจคนยาก ต่อมาท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ได้ทราบข่าวจากราชคฤห์เศรษฐีว่า พระพุทธองค์อุบัติขึ้นแล้วในโลก ก็เกิดความปลาบปลื้มปิติยินดี ในตอนใกล้รุ่งได้รีบไปเฝ้าพระพุทธองค์ที่เวฬุวนาราม อันเป็นวัดๆ แรกในพระพุทธศาสนาที่พระเจ้าพิมพิสารทรงสร้างถวาย ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีได้สนทนาธรรมกับพระพุทธองค์จนได้ดวงตาเห็นธรรมแล้วทูลอาราธนาให้พระพุทธองค์เสด็จจําพรรษาในเมืองสาวัตถีโดยจะสร้างวัดถวาย วัดนั้นคือ เชตวันมหาวิหาร เป็นวัดที่พระพุทธองค์ประทับอยู่มากกว่าที่อื่น โดยสละทรัพย์ ๒๗ โกฏิกหาปณะเป็นค่าที่ดิน เจ้าของที่ดินมีเงื่อนไขว่าจะขายที่ดินในราคาที่ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีต้องนําเงินมาปูให้เต็มพื้นที่ทั้งหมด และจ่ายเป็นค่าสร้างเสนาสนะและถาวรวัตถุอีก ๒๗ โกฏิกหาปณะ รวมทั้งหมดเป็นเงินถึง ๕๔ โกฎิกหาปณะ ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีถวายภัตตาหารเลี้ยงพระทุกวันๆ ละ ๑,๐๐๐ รูป นอกจากนี้ยังมีจริยาวัตรโดยปกติคือ ไปวัดวันละ ๓ เวลาเป็นประจําดังนี้ - เวลาเช้า นําข้าวยาคูไปถวายพระภิกษุ - เวลาบ่าย นําเภสัชและน้ำปานะไป - เวลาเย็น นําเครื่องสักการะมีดอกไม้และของหอมเป็นต้น หลวงพ่อของเราท่านก็ทําแบบท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีตรงที่ตั้งโรงครัวถวายภัตตาหารพระภิกษุสามเณร ทุกวันๆ ละ ๒ มื้อและยังเลี้ยงแม่ชี อุบาสก อุบาสิกา ศิษย์วัด ผู้มาบําเพ็ญบุญและปฏิบัติธรรม ตลอดจนสัตว์เดรัจฉานที่ไม่มีเจ้าของหลวงพ่อท่านมีความปรารถนาที่จะรับพระภิกษุสามเณรให้มาจําพรรษาอยู่ที่วัดปากน้ำให้ได้ถึง ๑,๐๐๐ รูป แต่เสนาสนะไม่พอที่จะพัก ท่านเลยรับได้แค่ ๖๐๐ รูปเศษ มิฉะนั้นท่านก็สามารถเลี้ยงพระภิกษุสามเณรได้ถึงวันละ ๑,๐๐๐ รูป เช่นเดียวกับท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี บอกเวลามรณภาพ ก่อนที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อของเราท่านจะมรณภาพประมาณ ๕ ปี ท่านได้เรียกประชุมคณะศิษย์ทั้งในและนอกวัดเป็นกรณีพิเศษที่ศาลาการเปรียญเพื่อแจ้งให้ทุกคนทราบว่า ท่านจะถึงกาลมรณภาพในอีก ๕ ปีข้างหน้า กิจการใดที่ท่านได้ดําเนินไว้แล้วขอให้ช่วยกันทํากิจการนั้นๆ อย่าทอดทิ้ง ขอให้ทําไปเถิดไม่ตกต่ำมีแต่ความเจริญยิ่งขึ้น และท่านยังได้แถลงโครงการพัฒนาวัดปากน้ำของท่านให้คณะศิษย์ช่วยกันดําเนินต่อไปให้สําเร็จ ท่านบอกว่าต่อไปวัดปากน้ำจะเจริญรุ่งเรืองใหญ่โต แม้ว่าท่านจะมรณภาพไปแล้วแต่ก็มีโอกาสช่วยวัดได้มากกว่ายังมีชีวิตอยู่ มีลูกศิษย์หลายคนได้อาราธนาขอมิให้ท่านมรณภาพ ท่านตอบว่าไม่ได้ อีก ๕ ปี ท่านจะไม่อยู่แน่ๆ แล้ว คณะศิษย์รุ่นเก่าจึงทราบซึ้งดีว่าหลวงพ่อท่านมีความห่วงใยและผูกพันต่อวัดปากน้ำต่อวิชชาธรรมกายและศิษยานุศิษย์ทุกคนทั้งในปัจจุบันและอนาคตมากเพียงใด มิฉะนั้นแล้วหลวงพ่อท่านคงไม่เอ่ยปากฝากฝังโครงการของท่านในเรื่องการสอนและเผยแผ่วิชชาธรรมกาย เรื่องการเลี้ยงพระ การศึกษาพระปริยัติธรรมและการก่อสร้างปฏิสังขรณ์เสนาสนะต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการเผยแผ่วิชชาธรรมกายซึ่งท่านเห็นเป็นเรื่องสําคัญและเป็นประโยชน์ยิ่งกว่าเรื่องอื่นใด ท่านที่เคยมาวัดปากน้ำเมื่อหลายปีก่อนจะทราบดีว่า วัดปากน้ำในอดีตและปัจจุบันนั้นแตกต่างกันมากจนเกือบไม่เหลือสภาพเดิมเลย ที่เป็นดังนี้เพราะศิษยานุศิษย์ในพระเดชพระคุณหลวงพ่อได้ปฏิบัติตามโครงการตามเจตนารมณ์ของหลวงพ่อ จนเกือบจะครบทุกโครงการแล้ว พยากรณ์เจ้าอาวาสวัดปากน้ำในอนาคต นอกจากจะพยากรณ์ว่าสมเด็จป๋าจะได้เป็นใหญ่ในหมู่สงฆ์คือเป็นสมเด็จพระสังฆราชในอนาคตแล้ว หลวงพ่อท่านยังเคยพยากรณ์ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เจ้าอาวาสวัดปากน้ำองค์ปัจจุบัน ในสมัยที่ท่านเป็นสามเณรว่า องค์นี้แหละจะได้เป็นเจ้าอาวาสวัดปากน้ำองค์ต่อไป ในปี พ.ศ.๒๔๙๓ หลวงพ่อได้พาท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ ครั้งยังเป็นพระมหาช่วง วรปุญโญ ป.ธ.๗ ไปฝากเรียน ป.ธ.๘ และ ๙ กับเจ้าประคุณสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (ปลด กิตฺติโสภโณมหาเถร) วัดเบญจมบพิตร ครั้งดํารงสมณศักดิ์ที่สมเด็จพระวันรัต สมเด็จพระสังฆราชเคยทรงเล่าประทานสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ วัดสามพระยา ครั้งดํารงสมณศักดิ์ที่พระธรรมปัญญาบดีว่า “ท่านวัดปากน้ำนํามาฝาก บอกว่าจะเอาไว้แทนตัวเมื่อเรียนจบแล้วก็จะขอนํากลับไปวัดปากน้ำ” รถยนต์จะเข้าถึงวัด สมัยที่หลวงพ่อยังอยู่นั้นยังไม่มีถนนตัดเข้าถึงวัด ผู้ที่จะมาวัดปากน้ำต้องมาทางเรือหรือเดินเท้า ถนนในวัดจึงเป็นเพียงทางเท้าแคบๆแต่หลวงพ่อท่านได้สั่งให้ตัดถนนผ่านคณะเนกขัมม์มีความกว้างขนาดรถยนต์แล่นได้ ในสมัยนั้นถนนสายนี้จึงเป็นถนนที่ใหญ่ที่สุดในวัด ทําให้ผู้คนพากันประหลาดใจว่า ทําไมหลวงพ่อจึงให้ตัดถนนใหญ่โตเช่นนั้น หลวงพ่อท่านตอบว่า ต่อไปรถยนต์จะเข้าถึงวัด มีหลายคนที่ไม่เชื่อคําพูดของหลวงพ่อบางคนถึงกับพูดว่า อีกร้อยปีรถยนต์ก็ยังเข้าไม่ถึงวัด แต่แล้วหลังจากที่หลวงพ่อมรณภาพเพียง ๒ ปี รถยนต์ก็แล่นเข้ามาจอดถึงในวัดได้ตามที่หลวงพ่อพยากรณ์ ถ้าระเบิดลง จะเลิกวิชชาธรรมกาย ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ ประตูน้ำอ่างทอง ประตูน้ำบางยาง ประตูน้ำบางนกแขวก คลองภาษีเจริญล้วนแต่ถูกระเบิดลงหมดทุกแห่งระยะนั้นทหารกรมแผนที่อพยพหลบภัยลูกระเบิดมาอยู่ที่ตึกขาว (ปัจจุบันคือหอเจริญวิปัสสนา) หลวงพ่อท่านพูดว่า ถ้าวัดปากน้ำและประตูน้ำภาษีเจริญถูกระเบิดลง ท่านจะเลิกวิชชาธรรมกายทันที ปรากฏว่า เครื่องบินมาทิ้งระเบิดประตูน้ำภาษีเจริญเหมือนกัน แต่พลาดไปลงที่ใกล้เคียงหลังจากนั้น หลวงพ่อท่านได้เข้มงวดกวดขันการปฏิบัติภาวนาวิชชาธรรมกายมากยิ่งขึ้น สมบัติจะวิบัติ มีศิษย์อีกหลายคนที่หลวงพ่อท่านทราบอนาคตล่วงหน้า และมีความเป็นห่วงพยายามจะหาทางแก้เหตุร้ายให้คลายลง เช่นเรื่องของพลตรีโสภณและคุณประทุม กะระลัย ท่านทั้งสองได้อนุญาตให้นําเรื่องของท่านที่ได้รับความเมตตากรุณาจากหลวงพ่อมาเผยแพร่ให้ศิษย์รุ่นหลัง ๆ ได้ทราบ เรื่องดังนี้ พลตรีโสภณมาเป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๔๘๐ สมัยยังเป็นร.ท. เมื่อสมรสกับคุณประทุมก็ได้พาภรรยามาเป็นศิษย์ของหลวงพ่อด้วยเมื่อมีบุตรคนโตและอายุได้ประมาณ ๘ เดือนหลวงพ่อให้คนมาบอกที่บ้านพักในกรมทหารว่า ให้ระวังลูกจะเจ็บหนัก คุณประทุมฟังแล้วก็นึกสงสัยว่าลูกจะเจ็บเป็นอะไร มากน้อยแค่ไหน ในเมื่อขณะนั้นลูกก็ยังแข็งแรงดี ไม่มีทีท่าว่าจะเจ็บป่วย แต่เมื่อทราบจากหลวงพ่อเช่นนั้นก็พยายามระมัดระวังดูแลบุตรอย่างดีที่สุด ครั้นวันที่ ๓ หลังจากหลวงพ่อให้คนมาเตือน บุตรคนโตของพลตรีโสภณ-คุณประทุมก็ป่วยหนักเป็นบิดอย่างแรง ถึงขนาดหมอไม่รับรองว่าจะรอดชีวิตหรือไม่แต่ก็พยายามรักษาอย่างเต็มที่ พลตรีโสภณรีบมาส่งอาการโรคของบุตรกับหลวงพ่อที่วัดปากน้ำ หลวงพ่อท่านรับใบอาการโรคแล้วส่งให้พวกที่ได้วิชชาธรรมกายแก้โรคท่านบอกว่า “มันจะเอาไป เราต้องต่อสู้กันหน่อย จะแก้ไขให้” วันที่ ๒ พลตรีโสภณไปส่งอาการโรคของบุตรอีกครั้ง หลวงพ่อท่านรับใบอาการโรคไปดู แล้วบอกว่า ปลอดภัยแล้ว หลังจากนั้นบุตรของพลตรีโสภณ-คุณประทุมก็มีอาการดีขึ้นเรื่อยๆ และหายเป็นปกติ ต่อมาเมื่อคุณประทุมตั้งครรภ์บุตรคนที่ ๒ มีอาการแพ้อย่างมากรับประทานอาหารและลุกไม่ได้เลย ต้องเข้าโรงพยาบาลเกือบเดือน แพทย์ที่ทําการรักษาแนะนําให้เอาเด็กออก มิฉะนั้นแม่จะเป็นอันตรายถึงชีวิต แพทย์ได้นําแบบฟอร์มมาให้พลตรีโสภณลงชื่อยินยอมให้เอาเด็กออก แต่พลตรีโสภณยังไม่ยอมลงชื่อ เพราะต้องการจะมาปรึกษาหลวงพ่อก่อน พลตรีโสภณเรียนให้หลวงพ่อทราบว่าไม่อยากฆ่าลูก แต่ถ้าไม่ฆ่าลูกก็เหมือนฆ่าแม่ ถ้าไม่ฆ่าแม่ก็ต้องฆ่าลูก หลวงพ่อบอกว่าไม่ต้องฆ่าใครหรอก เอาไว้ทั้ง ๒ คนนั่นแหละ พลตรีโสภณได้พยายามหลบหน้านายแพทย์ไม่ไปที่โรงพยาบาลอีก เพราะทราบดีว่าหมอจะต้องถามถึงการตัดสินใจ วันต่อมานายแพทย์ได้สั่งยาฉีดและยารับประทานให้คุณประทุมๆ ก็มีอาการดีขึ้นเรื่อยๆ และปลอดภัยโดยไม่ต้องทําแท้งเลย ประมาณ พ.ศ.๒๔๘๕ บุตรคนโตของพลตรีโสภณ-คุณประทุมป่วยหนักอีก มีอาการเหมือนเป็นโรคไทฟอยด์ คราวนี้ไม่ไปให้แพทย์ตรวจรักษาเพียงแต่รับประทานยาแก้ไข้ เพราะมีความศรัทธายึดมั่นหลวงพ่อเต็มที่ พลตรีโสภณได้มาส่งอาการโรคกับหลวงพ่ออีกเช่นเคย หลวงพ่อให้พระฉวนซึ่งได้วิชชาธรรมกาย มานั่งแก้โรคให้ ๓ คืน คืนแรกที่พระฉวนมานั่งแก้โรคนั้นบุตรคนโตที่ป่วยหนักก็มีอาการดีขึ้น พอรับประทานอาหารได้บ้างเพราะก่อนหน้านี้รับประทานไม่ได้เลย ญาติทุกคนเข้าใจไปว่า คงจะกินสั่งลาเป็นครั้งสุดท้ายไม่คิดว่าจะหายป่วยเพราะเร็วผิดปกติ พระฉวนได้ยินเช่นนั้น จึงมาเล่าให้หลวงพ่อฟัง หลวงพ่อพูดว่าเขายังไม่เชื่อวิชชานี้ และท่านยังได้พยากรณ์ว่าลูกคนนี้ต้องพ้นอายุ ๑๖ ไปแล้ว จึงจะดีขึ้น หมดโรคหมดภัย ทุกครั้งที่พลตรีโสภณมาส่งอาการโรคของบุตรกับหลวงพ่อ ครั้งแรกท่านจะรับใบอาการโรคไว้ครั้ง คือเช้า กลางวัน เย็น) ท่านจะบอกว่า “ไม่เป็นไรแล้ว” เป็นอันสบายใจ แน่ใจได้ว่าบุตรปลอดภัยแน่ ครั้นเมื่อหลวงพ่ออาพาธหนักคือประมาณปลายปี พ.ศ.๒๕๐๑ พลตรีโสภณ (ขณะนั้นมียศเป็น พ.อ.) กับคุณประทุมได้มากราบเยี่ยมหลวงพ่อบ่อยครั้งขึ้น วันหนึ่งขณะที่กําลังมาเยี่ยมหลวงพ่ออยู่นั้น หลวงพ่อได้สั่งให้สามเณรองค์หนึ่งที่ปรนนิบัติท่าน ให้เข้าไปหยิบกายสิทธิ์มา ๑ ดวง เมื่อได้กายสิทธิ์มาแล้วหลวงพ่อได้มองสํารวจดูทุกคนที่อยู่ในห้องแล้วพยักหน้าเรียกพลตรีโสภณให้เข้าไปหาใกล้ๆ ท่านบอกว่า กายสิทธิ์ดวงนี้ชื่อบรมจักร องค์นี้น่ะเลี้ยงวัดปากน้ำเชียวนะ ทําวิชชาควบคู่กันมา ข้าจะให้เอ็งไปไหนให้เอาติดตัวไปด้วย พลตรีโสภณเล่าว่าในขณะนั้นมีความดีใจปลาบปลื้มยินดีมากที่สุดที่หลวงพ่อท่านให้กายสิทธิ์ดวงที่สําคัญเป็นกายสิทธิ์ขนาดใหญ่ แต่ครั้นกลับมาถึงบ้านความปลาบปลื้มดีใจกลับลดน้อยลง เพราะเกิดความไม่แน่ใจว่าหลวงพ่อท่านตั้งใจให้ตนแน่หรือเปล่าหรือท่านให้เพราะท่านไม่รู้สึกตัว เนื่องจากอาพาธหนักจนไม่ได้สติและของดีวิเศษเช่นนี้สมควรจะมาตกอยู่กับตนหรือไม่ มีทั้งความดีใจและความวิตกกังวลผสมผสานกันอยู่ วันรุ่งขึ้นพลตรีโสภณตัดสินใจแน่นอนว่า จะนํากายสิทธิ์บรมจักรมาคืนหลวงพ่อเมื่อเข้าไปหาหลวงพ่อในห้อง ก็รอหาโอกาสเหมาะที่จะคลานเข้าไปหาท่านใกล้ๆ เพื่อจะคืนกายสิทธิ์ แต่ยังมิทันจะทําตามที่คิดเห็น หลวงพ่อท่านจ้องดูทุกคนที่อยู่ในห้องนั้น แล้วท่านก็เรียกสามเณรให้ไปหยิบกายสิทธิ์มา ๑ ดวง ท่านพยักหน้าเรียกพลตรีโสภณให้เข้าไปหาท่านบอกว่า เอ็งไม่ต้องเอามาคืน เอ็งเอาไปอีกองค์หนึ่งองค์นี้ชื่อจักรพรรดิ เอ็งเอาไว้ที่บ้านนะ เพราะเอ็งน่ะสมบัติจะวิบัติให้เอาองค์นี้ไว้คุ้มครอง พลตรีโสภณจึงได้แน่ใจว่าหลวงพ่อท่านตั้งใจให้กายสิทธิ์แก่ตนแน่ๆ มิใช่เป็นเพราะอาพาธหนักจนไม่ได้สติ ท่านให้เนื่องจากท่านรู้เห็นเหตุการณ์ล่วงหน้าท่านจึงเป็นห่วง ท่านรู้ตัวว่าท่านใกล้จะมรณภาพแล้วท่านจึงให้กายสิทธิ์แก่พลตรีโสภณเพื่อไว้คุ้มครองป้องกันภัยใกล้จะมรณภาพแล้วท่านจึงให้กายสิทธิ์แก่พลตรีโสภณเพื่อไว้คุ้มครองป้องกันภัย พลตรีโสภณจึงมีกายสิทธิ์ที่หลวงพ่อให้ถึง ๓ ดวง คือจุลจักร บรมจักร และจักรพรรดิ กายสิทธิ์เหล่านี้ได้ช่วยคุ้มครองครอบครัวของพลตรีโสภณให้พ้นจากภัยพิบัติมาหลายครั้ง ในปี พ.ศ.๒๕๑๕ พลตรีโสภณและคุณประทุมต้องการจะทําบุญบ้านจึงนิมนต์พระภิกษุวัดปากน้ำมาสวดมนต์ฉันภัตตาหารเพลที่บ้าน ในตอนเช้าของวันงานก่อนที่พระภิกษุจะมาถึงปรากฏว่าไฟฟ้าดับ เมื่อไปตรวจดูที่หม้อไฟก็พบว่าไฟฟ้าช็อตไหม้เสาบ้านจนเกรียมหมดแล้ว แต่แก้ไขได้ทันท่วงทีจึงมิได้มีเหตุการณ์ร้ายแรงกว่านั้น หลังจากนั้นทั้งพลตรีโสภณและคุณประทุมได้ประสบปัญหาร้ายแรงทั้งการงานและธุรกิจอื่นๆ จนเกือบจะสูญสิ้นทรัพย์สมบัติแต่ก็สามารถผ่านอุปสรรคเหล่านั้นไปได้เพราะขอบุญบารมีของหลวงพ่อให้ช่วย เมื่อได้พิจารณาเรื่องราวต่างๆ แล้วก็เห็นว่าเป็นจริงตามที่หลวงพ่อท่านได้พยากรณ์ไว้ คนนี้จะเป็นผู้อุปถัมภ์วัดปากน้ำ บุคคลอีกท่านหนึ่งที่เคยถูกหลวงพ่อพยากรณ์คือ คุณหญิงลมุน บุรกรรมโกวิท ภริยา พ.อ.หลวงบุรกรรมโกวิท อดีตอธิบดีกรมโยธาธิการและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย สมัยรัฐบาลฯ พณฯจอมพล ป.พิบูลสงคราม คุณหญิงลุมนได้มาปวารณาตัวเป็นศิษย์ของหลวงพ่อ เมื่อมีปัญหาขัดข้องในเรื่องใดๆ จะต้องมากราบเรียนปรึกษาขอคําแนะนําจากหลวงพ่อเสมอ ครั้งหนึ่งบุตรคนหนึ่งของคุณหญิงป่วยหนัก คุณหญิงก็ได้มาขอความอนุเคราะห์จากหลวงพ่อโดยนิมนต์ท่านไปที่บ้านเพื่อช่วยแก้โรค หลวงพ่อท่านก็เมตตาสงเคราะห์ให้ตามความประสงค์ และสั่งพวกที่ได้ธรรมกายให้ช่วยกันแก้โรคบุตรของคุณหญิงด้วย หลวงพ่อท่านบอกกับพวกที่ได้ธรรมกายว่า คนผู้นี้(คุณหญิงลมุน) ต่อไปจะเป็นผู้อุปถัมภ์บํารุงวัดปากน้ำ ข้าพเจ้าฟังแล้วสงสัยว่าคุณหญิงท่านจะอุปถัมภ์บํารุงวัดอย่างไร มากน้อยขนาดไหน ต่อมาข้าพเจ้าก็ได้ประจักษ์ว่าคุณหญิงลมุน บุรกรรมโกวิทเป็นผู้มีศรัทธายึดมั่นในพระรัตนตรัย มีความเคารพเลื่อมใสในหลวงพ่อของเราอย่างจริงจัง ท่านมาปฏิบัติธรรม มารักษาศีล ๘ อยู่ในวัดปากน้ำคราวละหลายๆ เดือนได้ถวายที่ดินที่จังหวัดนครนายกถึง ๑๔๓ ไร่ให้เป็นธรณีสงฆ์วัดปากน้ำ เป็นประธานถวายผ้าพระกฐินพระราชทานติดต่อกันมานานหลายปี และยังได้บริจาคทรัพย์เป็นจํานวนมากในการก่อสร้างปฏิสังขรณ์เสนาสนะต่างๆ ปัจจุบันนี้ พ.อ.หลวงบุรกรรมโกวิทและคุณหญิงลมุนได้ถึงแก่อนิจกรรมไปแล้ว แต่บุตรีของท่านคือ คุณจวงจันทน์ บุรกรรมโกวิท ยังคงสืบทอดเจตนารมณ์ของบิดามารดาในการอุปลถัมภ์บํารุงวัดปากน้ำตลอดจน พระภิกษุสามเณรในวัดและที่วัดอื่นๆ ทั้งในและต่างประเทศอย่างสม่ำเสมอ มะรืนนี้พ่อเอ็งก็จะมา เมื่อข้าพเจ้ามีอายุประมาณ ๑๕-๑๖ คิดถึงบ้าน คิดถึงพ่อแม่พี่น้องมากอยากขออนุญาตหลวงพ่อขอกลับไปเยี่ยมบ้าน แต่หลวงพ่อท่านไม่ให้ไปท่านบอกว่ามะรืนนี้พ่อเอ็งก็จะมา ข้าพเจ้าไม่แน่ใจ คิดว่าหลวงพ่อท่านต้องหลอกข้าพเจ้าแน่ๆ จึงย้อนถามท่านเพื่อความแน่ใจ ว่าหลวงพ่อพูดเอาเองหรือพ่อข้าพเจ้าได้กราบเรียนท่านไว้แล้ว พ่อบอกหลวงพ่อไว้หรือเจ้าคะว่าพ่อจะมามะรืนนี้ หลวงพ่อท่านตอบว่า พ่อเอ็งไม่ได้บอกหรอก แต่เอ็งคอยดูซีน่า มะรืนนี้พ่อเอ็งต้องมา ตอนนั้นด้วยความเป็นเด็กยังไม่มีความคิดข้าพเจ้าก็คิดว่าถ้ามะรืนนี้พ่อไม่มาจะต้องต่อว่าหลวงพ่อ แต่พอถึงวันนั้นพ่อข้าพเจ้าก็มาเยี่ยมจริงๆ ข้าพเจ้ารีบถามพ่อว่าพ่อได้บอกหลวงพ่อไว้หรือเปล่าว่าพ่อจะมาในวันนี้ พ่อข้าพเจ้าตอบว่าเปล่า บวชต่อไปแล้วจะดี แม่ชีธัญญาณี สุดเกษซึ่งเป็นหัวหน้าแม่ชีและหัวหน้าโรงครัวใน ปัจจุบัน มาบวชชีที่วัดปากน้ำตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๔๙๐ เดิมนั้นไม่ได้ชื่อธัญญาณี แต่สมัยนั้นแม่ชีและผู้รักษาศีลที่อยู่ในวัดนิยมเปลี่ยมชื่อกันมาก จึงได้ไปกราบหลวงพ่อขอให้ท่านตั้งชื่อให้ใหม่ หลวงพ่อท่านตั้งชื่อว่า ธัญญาณี เวลาหลวงพ่อท่านจะตั้งชื่อให้กับผู้ใดท่านจะต้องตรวจดูเสียก่อน และตั้งชื่อให้เหมาะกับบุคลิก อุปนิสัยใจคอ และชื่อธัญญาณีที่ท่านตั้งให้นั้นก็เป็นชื่อที่ไม่ซ้ำกับใครและไม่มีใครซ้ำในสมัยนั้น เพราะหลวงพ่อท่านรู้เห็นแล้วว่าแม่ชีผู้นี้ต่อไปจะต้องมีหน้าที่ดูแลเกี่ยวกับเรื่องข้าวปลาอาหาร หลังจากนั้นไม่กี่วันคุณแม่ท้วม หุตานุกรมก็เรียกแม่ชีธัญญาณีให้มาช่วยทําครัวพิเศษ (คือ อาหารถวายหลวงพ่อ) ปี พ.ศ.๒๔๙๔ แม่ชีธัญญาณีอยากลาศีลจากแม่ชี เข้าไปกราบลาหลวงพ่อหลายครั้งท่านไม่อนุญาตให้สึกทุกครั้ง ครั้งสุดท้ายท่านบอกว่าอย่าสึกเลย สึกแล้วไม่ดี ให้บวชต่อไปแล้วจะดี แล้วท่านก็ได้แนะนําให้นั่งภาวนาในโรงงาน ท่านบอกว่าให้นั่งให้เห็นเสียก่อนแล้วจึงค่อยสึก ปี พ.ศ.๒๔๙๗ บิดาของแม่ชีธัญญาณีมาบวชอยู่ที่วัดหลวงพ่อท่านถามว่า มีลูกกี่คน เมื่อได้ทราบว่ามีลูกหลายคน ท่านก็บอกว่า ไอ้คนนี้ให้มาอยู่กับข้า แล้วจะดี (หมายถึงแม่ชีธัญญาณี) เมื่อหลวงพ่อมรณภาพลง แม่ชีธัญญาณีต้องมารับตําแหน่งหัวหน้าโรงครัว ตอนที่มารับหน้าที่ใหม่ๆ นั้นยังไม่ชินกับงานหนัก ต้องตื่นตั้งแต่ตีสี่ทําอาหารถวายพระมื้อเช้า ต้องไปจ่ายตลาดเอง ไม่ว่าฝนจะตกฟ้าจะร้องต้องทําทุกวันไม่มีวันหยุดพัก ทําให้ป่วยอยู่บ่อยๆ ตนเองก็กลัวว่าจะรับหน้าที่นั้นต่อไปไม่ไหว คืนหนึ่งหลวงพ่อมาเข้าฝันแม่ชีธัญญาณีจึงกราบเรียนถามท่านว่าอาการป่วยจะหายหรือไม่ หลวงพ่อท่านตอบว่าหายแม่ชีธัญญาณีก็กราบเรียนถามท่านต่อไปว่า หน้าที่ที่ทําอยู่นั้นจะทําต่อไปไหวหรือไม่ แล้วจะดีหรือไม่หลวงพ่อท่านตอบว่าทําได้แล้วดีด้วย ตอนนั้นมีคนๆ หนึ่งมาขอยืมเงินแม่ชีธัญญาณีแล้วยังไม่นํามาคืน แม่ชีธัญญาณีจึงกราบเรียนถามหลวงพ่อว่าเงินที่มีคนขอยืมไปนั้นจะได้คืนหรือไม่ หลวงพ่อท่านตอบว่าได้ หลังจากนั้นไม่นานแม่ชีธัญญาณีก็ได้เงินคืน เสนอโครงการพัฒนาประเทศ ไม่เพียงแต่จะอุทิศชีวิตเพื่อสืบต่ออายุพระบวรพระพุทธศาสนาเท่านั้นหล่วงพ่อของเราท่านยังมีความห่วงใยในประเทศชาติและพระราชวงศ์อีกด้วยที่ข้าพเจ้าทราบเพราะท่านเคยปรารภให้พวกที่ได้ธรรมกายฟังเสมอๆ ท่านต้องการให้ประเทศไทยได้รับการพัฒนาเทียมทันอารยประเทศ หลวงพ่อท่านเคยเสนอแนะโครงการพัฒนาประเทศแก่ฯพณฯ จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีในสมัยนั้น ครั้งที่ฯพณฯ จอมพล ป. และท่านผู้หญิงละเอียดพิบูลสงคราม มาวางศิลาฤกษ์สร้างโรงเรียนพระปริยัติธรรมภาวนานุสนธิ์ ในปี พ.ศ.๒๔๙๓ โครงการพัฒนาประเทศที่หลวงพ่อได้เสนอแนะมีดังนี้ ๑.ให้สร้างอาคารสงเคราะห์เพื่อให้ประชาชนได้มีที่อยู่อาศัยของตนเองโดยใช้เงินที่ได้จากการขายสลากกินแบ่งคนละ ๒๕ไร่ ๓.ให้ประกาศเลิกสูบฝิ่น ๕.ให้เลิกโสเภณี ๕.ให้ตัดถนนหนทางเพิ่มขึ้นเพื่อสะดวกแก่การคมนาคม การค้าขาย เราจะเห็นว่าโครงการพัฒนาประเทศที่หลวงพ่อท่านได้เสนอแนะแก่คณะรัฐบาลในสมัยนั้น เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศเป็นอย่างมาก และมีหลายโครงการที่ฯพณฯ จอมพล ป. พิบูลสงครามได้ดําเนินการการพัฒนาด้านการศึกษา หลวงพ่อท่านเป็นผู้ที่รักและเห็นความสําคัญของการศึกษา สมัยที่ท่านอยู่วัดพระเชตุพนฯ ท่านก็เคยจัดตั้งโรงเรียนขึ้นโดยใช้กุฎิของท่านเป็นที่สอนหนังสือแก่พระภิกษุสามเณร ท่านเคยพูดเสมอว่า “คนที่มีการศึกษาดีจะได้อะไรก็ดีกว่าประณีตกว่าผู้อื่น คนมีวิชาเท่ากับได้สมบัติจักรพรรดิกินใช้ไม่หมด” ท่านพยายามส่งเสริมสนับสนุนให้ทุกคนได้มีโอกาสศึกษาเล่าเรียนในสมัยที่ท่านมาเป็นเจ้าอาวาสวัดปากน้ำใหม่ๆ มีเด็กๆ ลูกซาวบ้านไม่ได้รับการศึกษาเข้ามาเล่นเอะอะ ยิงนกตกปลาในวัดเสมอๆ หลวงพ่อท่านเป็นห่วงอนาคตของเด็กๆ พวกนี้มากเกรงว่าไม่ได้รับการศึกษาเล่าเรียนแล้วจะกลายเป็นเด็กเกเรและเป็นอันธพาลไปในที่สุดท่านจึงคิดจะช่วยเด็กเหล่านี้ให้มีที่เรียนท่านจึงก่อตั้งโรงเรียนขึ้นในวัดโดยหาทุนค่าจ้างครูเอง ได้รับอุปการะจากท่านผู้หญิง สุธรรมมนตรี (กิมไล้ สุจริตกุล) หลวงฤทธิ์ณรงค์รอญ นายต่างบุณยมานพ พระภิรมย์ราชาและผู้มีจิตศรัทธาอื่นๆ อีกหลายคน หลวงพ่อท่านไม่เรียกเก็บค่าเล่าเรียน เริ่มต้นมีนักเรียนเพียงไม่กี่คนแล้วเพิ่มจํานวนขึ้นเรื่อยๆ จนมีนักเรียนถึงสามร้อยเศษต่อมาทางการได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติประถมศึกษาขึ้น มีการสร้างโรงเรียน ให้เยาวชนมีสถานศึกษาเล่าเรียนโดยทั่วถึงกัน ระยะนั้นหลวงพ่อท่านต้องไปรักษาการเจ้าอาวาสวัดขุนจันทร์ด้วย ท่านจึงย้ายโรงเรียนไปสอนที่วัดขุนจันทร์ หลังจากนั้นได้มอบให้ทางการดําเนินการ เมื่อหมดภาระจากโรงเรียนสอนเด็กๆ ลูกชาวบ้านแล้ว หลวงพ่อท่านจึงหันมาจัดการศึกษาด้านพระปริยัติธรรม เพราะท่านมุ่งจะพัฒนาคนเป็นงานใหญ่ ท่านไม่ยอมให้พระภิกษุสามเณรในวัดอยู่ว่างๆ พระภิกษุสามเณรทุกรูปต้องศึกษาพระปริยัติธรรม เพื่อรู้หลักธรรมในพระพุทธศาสนาอย่างละเอียดจะได้ปฏิบัติตัวได้ถูกต้องและสั่งเป็นงานใหญ่ ท่านไม่ยอมให้พระภิกษุสามเณรในวัดอยู่ว่างๆ พระภิกษุสามเณรทุกรูปต้องศึกษาพระปริยัติธรรม เพื่อรู้หลักธรรมในพระพุทธศาสนาอย่างละเอียดจะได้ปฏิบัติตัวได้ถูกต้องและสั่งสอนคฤหัสถ์ได้อีกด้วย พระภิกษุต้องเป็นที่พึ่งทางใจของฆราวาสได้ สําหรับหลวงพ่อแล้วการศึกษาด้านปริยัติอย่างเดียวยังไม่พอ พระภิกษุสามเณรในวัดทุกรูปต้องปฏิบัติธรรมด้วยดังคําที่ว่า ปริยัติเป็นยาทา วิปัสสนาเป็นยากิน พระภิกษุรูปที่ชราภาพมากแล้วเท่านั้นที่ไม่ต้องศึกษาด้านปริยัติ แม่ชีและศิษย์วัดก็เช่นกันอยู่เฉยๆ ไม่ได้ต้องศึกษาเล่าเรียน แม่ชีต้องเรียนธรรมศึกษาและฝึกปฏิบัติด้วย หลวงพ่อท่านก็มิใช่เป็นแต่เพียงวิปัสสนาจารย์อย่างเดียว ท่านเคยศึกษาพระปริยัติธรรมจนมีความรู้เชี่ยวชาญมาแล้ว พระธรรมทัศนาธร อดีตอธิบดีสงฆ์วัดชนะสงครามได้เล่าเรื่องความรู้ทางด้านปริยัติของหลวงพ่อไว้ดังนี้ ท่านได้ศึกษาพระปริยัติธรรมมีความรู้นับว่าเชี่ยวชาญพอสมควรในพระปริยัติ ถ้าหากจะเข้าแปลภาษาบาลีในยุคนั้นก็คงจะได้เป็นมหาเปรียญกับเขาบ้าง แต่ท่านก็หาได้แปลไม่ เพราะมีความมุ่งหมายเล่าเรียนเพื่อจะให้เป็นนิสสรณปริยัติ คือเป็นปริยัติที่จะนําตนของตนให้พ้นทุกข์ หรือเพื่อที่จะแนะนําสั่งสอนประชาชนหรือเพื่อที่จะเป็นแนวทางให้ประพฤติปฏิบัติให้ถูกทาง ท่านไม่ปรารถนาที่จะใช้ความรู้ของท่านเพื่อใบประกาศนียบัตรหรือเพื่อลาภยศอันใด แต่ก็เคยได้ศึกษาถ้าจะเทียบความรู้ของท่าน ท่านได้ศึกษาในชั้นเปรียญ ๓ ประโยค ๔ ประโยค และ ๕ ประโยค เมื่อท่านได้ศึกษามีความรู้อย่างดีแล้วท่านก็สะสมวิชาทางวิปัสสนา ด้วยปณิธานอย่างจริงจังที่จะยกระดับชีวิตของบุคคล ส่งเสริมให้คนมีการศึกษา หลวงพ่อจึงได้ตั้งโรงเรียนสอนปริยัติขึ้น เป็นเรือนไม้มีครูสอนไม่กี่รูปต่อมามีผู้เรียนมากขึ้นหลวงพ่อจึงคิดขยายโรงเรียนให้ใหญ่โตเพียงพอที่จะรับนักเรียนมากๆ ดังนั้นในปี พ.ศ.๒๔๙๐ วัดปากน้ำจึงเป็นสํานักเรียนด้านปริยัติ มีพระครูพิพัฒน์ธรรมคณีเป็นอาจารย์ใหญ่มีการสอนภาษาบาลี นักธรรม ธรรมศึกษาและสามัญศึกษา แผนกภาษาบาลีนั้นทําการสอนตั้งแต่ชั้นไวยากรณ์ถึง ป.ธ.๖ ประโยคที่สูงกว่านี้ยังไม่สามารถเปิดสอนได้เพราะขาดบุคลากร หลวงพ่อต้องส่งไปศึกษายังสํานักอื่นๆ เช่นวัดมหาธาตุฯ วัดพระเชตุพนฯ วัดกัลยาณมิตร วัดประยูรวงศ์ วัดอนงคาราม เป็นต้น หลวงพ่อท่านมิได้เพียงแต่จัดการศึกษาแก่พระภิกษุสามเณรเฉพาะภายในวัดปากน้ำเท่านั้น แต่ท่านยังเป็นกําลังสําคัญในการส่งเสริมการศึกษาของพระภิกษุสามเณรที่วัดอื่นด้วย คือในสมัยที่พระพิมลธรรม (ช้อย ฐานทัตตเถร) ดําริที่จะปรับปรุงการศึกษาของพระสงฆ์ทั่วประเทศ โดยจัดในรูปของวิทยาลัยสงฆ์ขึ้นตามพระราชดําริของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ พระองค์มีพระราชประสงค์ที่จะให้พระภิกษุสงฆ์มีความรู้และวิจารณญาณกว้างขวางและให้เป็นสถาบันการศึกษาชั้นสูงของคณะสงฆ์ พระองค์ได้ทรงวางแนวทางการจัดหลักสูตรไว้ดังนี้“เพื่อให้พระภิกษุสงฆ์ได้ศึกษาพระไตรปิฎกและวิชาชั้นสูง อันเป็นประโยชน์เกื้อกูลในการเผยแพร่พุทธธรรม สถาบันแห่งนี้ในส่วนแห่งมหานิกายให้ชื่อว่า“มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย” พระองค์ได้พระราชทาน พระนามของพระองค์เป็นชื่อวิทยาลัยซึ่งตั้งอยู่ ณวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ในเบื้องต้นนั้นคณะสงฆ์ไม่อาจสนองพระราชดําริได้ทันที จวบสมัยที่พระพิมลธรรม (ช้อย ฐานทัตตเถร) ดํารงตําแหน่งอธิบดีสงฆ์วัดมหาธาตุฯจึงคิดสนองพระราชดําริคิดจัดตั้งสถาบันการศึกษาชั้นสูงของคณะสงฆ์ขึ้น แต่งานนี้เป็นงานใหญ่ต้องใช้ทุนทรัพย์เป็นจํานวนมาก เป็นภาระที่พระพิมลธรรมหนักใจอย่างยิ่งท่านจึงเรียกประชุมพระเถรานุเถระเพื่อปรึกษาหาวิธีการและหลวงพ่อของเราก็เป็นพระเถรรูปหนึ่งที่พระพิมลธรรมเชิญประชุมด้วยหลวงพ่อท่านได้เสนอความคิดเห็นอันเป็นประโยชน์ในการหาทุนทรัพย์ กล่าวคือให้ถือว่าการปรับปรุงการศึกษาของคณะสงฆ์ตามพระราชดํารินี้เป็นภาระหน้าที่ของคณะสงฆ์ทั่วทั้งสังฆมณฑล เพราะสถาบันนี้เป็นแหล่งผลิตศาสนทายาทให้ออกมาเผยแพร่พุทธธรรมรับช่วงจากพวกเราการศึกษาของพระภิกษุสามเณรจะเป็นเครื่องชี้ชะตากรรมของพระพุทธศาสนาในอนาคตกาลได้ จึงเป็นการสมควรที่พระเดชพระคุณทั้งหลายจะต้องให้การสนับสนุนส่งเสริมให้เป็นไปตามพระราชดําริ การก่อสร้างอาคารเรียนนั้นต้องใช้ทุนทรัพย์มากก็จริงแต่ถ้าได้ความพร้อมเพรียงร่วมแรงร่วมใจกันของพระสังฆาธิการทั่วสังฆมณฑล ถึงจะเป็นงานใหญ่ก็ไม่เหลือวิสัย ที่จะทําได้ โดยที่พระเดชพระคุณซึ่งดํารงตําแหน่งสังฆมนตรีว่าการปกครองมีบัญชาขอความร่วมมือให้พระสังฆาธิการระดับเจ้าอาวาสขึ้นไปจัดผ้าป่าขึ้นวัดละ ๑ กอง เพื่อสมทบทุนก่อสร้างอาคารเรียนของวิทยาลัยสงฆ์ โดยวิธีการเช่นนี้การก่อสร้างและการจัดการศึกษาคงเป็นไปได้ตามพระราชดําริ นับว่าหลวงพ่อของเราท่านเป็นกําลังสําคัญอย่างยิ่งของพระพิมลธรรม(ซ้อย ฐานทัตตเถร) มาตั้งแต่เริ่มต้นโดยเฉพาะการจัดหาทุนและดําเนินงานก่อตั้งสถาบันการศึกษาขั้นสูงของคณะสงฆ์ไทยให้ยั่งยืนมาตราบเท่าทุกวันนี้เรื่องนี้มิใช่ข้าพเจ้าเพียงผู้เดียวที่ทราบ แต่เป็นที่ทราบกันดีในคณะศิษย์ของหลวงพ่อ ท่านเจ้าคุณพระอุดรคณาภิรักษ์(กิตฺติวุฑฺโฒ) ก็ได้เคยเล่าเรื่องนี้ เมื่อคราวแสดงพระธรรมเทศนาในการบําเพ็ญกุศลถวายพระครูประกาศสมาธิคุณ ณ วัดมหาธาตุ เมื่อวันศุกร์ที่ ๑๗ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๒๗ เวลา ๑๙.๓๐ น. หลังจากนั้นหลวงพ่อท่านก็คิดจะปรับปรุงสํานักเรียนวัดปากน้ำให้ได้มาตรฐาน พระภิกษุสามเณรไม่ต้องเดิน ทางไปศึกษาที่สํานักอื่นอีกต่อไปเพราะสมัยนั้นการเดินทางลําบากมากต้องนั่งเรือยนต์หรือเรือจ้าง หลวงพ่อจึงดําริที่จะสร้างโรงเรียนพระปริยัติธรรมขึ้นใหม่ให้ใหญ่โตและทันสมัยเพียงพอที่จะรับพระภิกษุสามเณรเข้าศึกษาได้มากๆ เพราะขณะนั้นวัดปากน้ำมีพระสงฆ์จําพรรษาถึง ๖๐๐ รูปเศษ และยังมีพระภิกษุสามเณรจากวัดใกล้เคียงมาศึกษาด้วย โรงเรียนพระปริยัติธรรมที่หลวงพ่อ ดําริขึ้นนี้เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กสูง ๓ ชั้น ยาว ๒๙ วา ๒ ศอก (๕๙ เมตร) กว้าง ๕ วา ๑ ศอก (๑๐ ๑/๒ เมตร) ชั้น ๑ และชั้น ๒ เป็นที่เรียนปริยัติ ชั้น ๓ เป็นที่ฝึกนั่งภาวนา (ในปัจจุบันชั้น ๓ ด้านหนึ่งเป็นห้องประชุมอีกด้านหนึ่งเป็นที่ศึกษาปริยัติของพระนวกภิกษุโรงเรียนหลังนี้สามารถรับนักเรียนได้เป็นจํานวน ๑,๐๐๐ รูป คุณหลวงวิศาล และ พ.อ.หลวงบุรกรรมโกวิทเป็น ผู้ออกแบบและควบคุมการก่อสร้าง สิ้นงบประมาณก่อสร้างทั้งหมด ๒,๕๙๘,๑๑๐.๓๙) (สองล้านห้าแสนเก้าหมื่นแปดพันหนึ่งร้อยสิบบาทสามสิบเก้าสตางค์) เมื่อหลวงพ่อเริ่มดําเนินการก่อสร้างโรงเรียนในระยะแรกๆ นั้น ศิษยานุศิษย์ของหลวงพ่อต่างพากันหนักใจแทนหลวงพ่อ เพราะทุกคนตระหนักดีว่าหลวงพ่อท่านไม่มีทุนทรัพย์เลย เพราะลําพังค่าภัตตาหารในโรงครัวก็เป็นภาระหนักที่ท่านต้องรับผิดชอบอยู่แล้ว และยังจะต้องมีค่าสาธารณูปโภคต่างๆ ค่าก่อสร้างปฏิสังขรณ์เสนาสนะต่างๆ เพราะนับวันจะมีพระภิกษุสามเณร แม่ชี อุบาสก อุบาสิกา ศิษย์วัดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่ถึงกระนั้นหลวงพ่อท่านก็หาได้วิตกกังวลกับภาระเหล่านี้ไม่ ท่านยังมีดําริที่จะรับพระภิกษุ สามเณรให้จําพรรษาในวัดได้ถึง ๑,๐๐๐ รูป นอกจากจะยังไม่มีทุนทรัพย์เพียงพอแล้ว หลวงพ่อท่านก็ยังไม่ ขวนขวายหาเงินด้วยท่านอยู่แต่ในวัดปฏิบัติกิจต่างๆ ตามปกติของท่าน คือคุมพระภิกษุสามเณรลงทําวัตรในพระอุโบสถและให้โอวาทสั่งสอนพระภิกษุสามเณร ๒ เวลา เช้า เย็น ในวันพระและวันอาทิตย์ ลงแสดงธรรมในพระอุโบสถเอง ถ้าวันใดไม่แสดงเอง ท่านก็จะนั่งเป็นประธาน ออกรับแขก ๒ เวลาทุกวันคือตอนฉันภัตตาหารเพลและเวลาเย็น ๑๗.๐๐ น. เวลานอกจากนี้ ท่านจะปฏิบัติกิจภาวนาและควบคุมพระภิกษุสามเณร แม่ชี ให้ปฏิบัติรวมอยู่กับท่าน ทุกวันพฤหัสบดีเวลาบ่าย ๒ โมง ลงสอนการนั่งภาวนาแก่พระภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา ทั้งในวัดและต่างวัดที่ศาลาการเปรียญ เวลานอกจากนี้ท่านจะปฏิบัติกิจภาวนาและควบคุมพระภิกษุสามเณร แม่ชีให้ปฏิบัติอยู่กับท่าน ถ้าไม่จําเป็นไม่รับนิมนต์ไปนอกวัด ไปแต่กิจที่จําเป็นจริงๆเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งไปค้างคืนนอกวัดเป็นปฏิเสธเด็ดขาด เพราะท่านได้ตั้งสัจจะไว้แล้ว ไม่ว่าผู้ใดมีความสําคัญขนาดไหนมานิมนต์ ท่านจะแจ้งให้ทราบว่าท่านได้ตั้งสัจจะไว้แล้วว่าจะไม่ไปท่านให้เหตุผลว่าท่านเป็นห่วงงาน วันหนึ่งท่านพระคุณวิเชียรธรรมโกวิท เจ้าอาวาสวัดคูหาสวรรค์ ปัจจุบันและท่านพระครูปรีชาปริยัติกิจเจ้าอาวาสวัดศิลามูล อําเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม ได้นัดหมายกับพระภิกษุอีกประมาณ ๘ รูป เข้าไปพบหลวงพ่อ เพื่อกราบเรียนถามเรื่องการหาเงินสร้างโรงเรียนพระปริยัติธรรมเพราะเห็นว่าตอนนั้นหลวงพ่อได้สั่งซื้อเสาเข็มเป็นจํานวนมาก มากองไว้ตรงที่เป็นถนนข้างหอเจริญวิปัสสนาในปัจจุบัน พระภิกษุทั้ง ๑๐ รูปนี้ได้ไปปวารณาตัวรับใช้สนองพระเดชพระคุณหลวงพ่อในการช่วยหาเงิน โดยการออกไปแสดงพระธรรมเทศนาในวัดต่างๆ ตามต่างจังหวัดที่มีลูกศิษย์หลวงพ่ออยู่มากๆ ท่านเหล่านี้เสนอว่า จะจัดทําซองเป็นชุดๆ เพื่อใส่เงินที่ได้จากการบริจาคติดกัณฑ์เทศน์ของญาติโยม และจะนําซองนั้นมาให้ไวยาวัจกรเปิดนับเงินกันที่วัดปากน้ำ หลวงพ่อท่านนั่งฟังโครงการหาเงินมา สร้างโรงเรียนของลูกศิษย์ของท่านจนจบไม่คัดค้านว่ากระไร แล้วท่านก็กล่าวขอบใจในความมีน้ำใจของพระคุณเจ้าเหล่านั้น ท่านบอกว่ามีหน้าที่เรียนก็เรียนไปให้ตั้งใจเรียนให้ได้ประโยค ๙ จะมีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วประเทศทีเดียว เพราะในสมัยนั้นถ้าพระภิกษุสามเณรรูปใดเรียนจบประโยค ๙ จะได้รับการประกาศเกียรติคุณไปทั่วทุกจังหวัดหลวงพ่อท่านต้องการให้พระภิกษุสามเณรทุกรูปในวัดเรียนให้จบประโยค ๙ เพราะจะได้มาช่วยสอนในสํานักเรียนของท่าน ท่านมุ่งมั่นที่จะสั่งสอนให้พระภิกษุสามเณรมีความรู้แตกฉานทั้งในด้านปริยัติและปฏิบัติ เพื่อจะได้นําความรู้มาใช้ให้เป็นประโยชน์ ในการพัฒนาสังคมและประเทศชาติ ถ้าพระภิกษุสามเณรรูปใดเรียนจบชั้นสูงสุดในวัดแล้วท่านจะเป็นภาระธุระนําไปฝากเรียนตามสํานักต่างๆด้วยตัวของท่านเอง พระรูปใดสอบผ่านประโยคต่างๆ แต่ละประโยคท่านจะกล่าวชมเชยทั้งต่อหน้าและลับหลังอีกทั้งจัดหารางวัลเพื่อเป็นกําลังใลให้อีกด้วย หลวงพ่อท่านย้ำกับพระคุณเจ้าเหล่านั้นว่า “ข้าจะอยู่ในวัดเฉยๆ อย่างแหละ แล้วจะหาเงินมาสร้างโรงเรียนเอง สร้างได้ซีน่ะเลี้ยงพระยังเลี้ยงได้ แล้วสร้างโรงเรียนทําไมจะสร้างไม่ได้ เรื่องจะไปเทศน์หาเงินน่ะหรือเทศน์จนตายก็ยังไม่ได้เงินถึงล้านหรอก” ในที่สุดหลวงพ่อก็สามารถสร้างโรงเรียนพระปริยัติธรรมสําเร็จเชิญ ฯพณฯ จอมพล ป.และท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม มาเป็นผู้วางศิลาฤกษ์ เมื่อปี พ.ศ.๒๔๙๓ เปิดทําการสอนเมื่อปี พ.ศ.๒๔๙๗ เป็นโรงเรียนพระปริยัติธรรมที่ใหญ่โตที่สุดในสมัยนั้นมีอุปกรณ์การศึกษาครบครัน หลวงพ่อของเราริเริ่มทําได้สําเร็จเป็นคนแรก โรงเรียนหลังนี้นอกจากเป็นสถานที่ศึกษาพระปริยัติธรรมของสํานักเรียนวัดปากน้ำแล้ว ยังให้เป็นสนามสอบของพระนวกะและเป็นสถานที่สอบธรรมสนามหลวงประจําปีของพระภิกษุสามเณรเขตภาษีเจริญ และเขตหนองแขม หลวงพ่อท่านตั้งชื่อโรงเรียนหลังนี้ว่า โรงเรียนภาวนานุสนธิ์ ท่านมีโครงการจะฉลองโรงเรียนเป็นงานใหญ่ในปี พ.ศ.๒๕๐๐ อันเป็นปีที่รัฐบาลจัดงานฉลอง ๒๕ พุทธศตวรรษด้วย ท่านจะนิมนต์พระภิกษุ ๒๕๐๐ รูป มาเจริญพระพุทธมนต์และถวายสํารับภัตตาหารคาวหวานรวมทั้งเครื่องสมณบริขารจัดเป็นชุดถวายทุกรูป ท่านเคยพูดกับสมเด็จป๋าว่า “แกคอยดูจะสนุกกันใหญ่” แต่เผอิญท่านอาพาธในปี พ.ศ.๒๔๙๙ โครงการฉลองโรงเรียนจึงต้องระงับไป ความกตัญญูกตเวที หลวงพ่อเป็นผู้หนักในกตัญญูกตเวทิตาธรรม ท่านได้รับโยมมารดาผู้ชรามาอยู่วัดปากน้ำด้วย โดยสร้างที่อยู่อาศัยและอุปถัมภ์ด้วยเครื่องเลี้ยงชีวิตเป็นอย่างดี แม้คนอื่นก็เหมือนกัน ท่านย่อมอนุเคราะห์ตามฐานะ ในสมัยที่ท่านเรียนหนังสือ ท่านได้รับความอุปถัมภ์เรื่องอาหารบิณฑบาตจากอุบาสิกานวม ซึ่งเป็นแม่ค้าขายข้าวแกง เป็นประจําทุกวัน ต่อมา แม่ค้าผู้นี้ทุพพลภาพลงเพราะชรา ขาดผู้อุปการะ ท่านได้รับตัวมาอยู่วัดปากน้ำ ได้อุปการะทุกวิถีทาง เมื่อสิ้นชีวิตก็ได้จัดการณาปนกิจศพให้ โดยท่านกล่าวว่า เมื่อเราอดอยากอุบาสิกานวม ได้อุปการะเรา ครั้นอุบาสิกานวมยากจนลง เราได้ช่วยอุปถัมภ์ที่สุดต่อที่สุดมาพบกัน จึงเป็นมหากุศลอันยากที่จะหาได้ง่ายๆ