ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

แม่ชีจันทร์ ขนนกยูง

หลวงปู่วัดปากน้ำ · 531010-บุคคลยุคต้นวิชชา3

PDF
เหตุการณ์ที่เล่าในเรื่องนี้ เป็นชีวิตตอนหนึ่งของคุณยายจันทร์ ขนนกยูง ลูกศิษย์ หลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ (พระมงคลเทพมุนี) ผู้เขียนเป็นศิษย์คนหนึ่งของคุณยายจันทร์ ได้รวบรวมเรื่องเหล่านี้จากคําบอกเล่าส่วนใหญ่จากถ้อยคําของท่านเอง เล่าให้ศิษย์คนโน้นฟังคนนี้ฟังบ้างเป็นบางครั้งบางโอกาส การเขียนเรื่องนี้มิใช่นําครูอาจารย์มาโอ้อวด แต่ปรารถนาให้เป็นกําลังใจต่อผู้ที่ต้องการ “เดินไปสู่ความสุข” ด้วยการปฏิบัติธรรมเป็นตัวอย่างของการสร้างสมบารมี เรื่องนี้อาจไม่มีความหมายสําหรับผู้ปรารถนาอยู่เป็นทาสโลกแต่เป็นของล้ำค่าสําหรับผู้ปรารถนาอยู่เหนือโลก คุณยายอาจารย์ เกิดเมื่อขึ้น ๑๐ ค่ำ เดือนยี่ ปีระกา (ตรงกับวันที่ ๒๐ มกราคม พ.ศ.๒๔๕๒) มีพื้นเพเป็นชาวนครชัยศรีโดยกําเนิด เป็นลูกพ่อพลอย แม่พัน ในครอบครัวของชาวนาผู้มีฐานะปานกลาง ทั้งบิดาและมารดามีพี่น้องร่วมท้อง ๙ คน ท่านเป็นคนที่ ๓ พ่อเป็นคนตั้งชื่อให้ว่า จันทร์ ชีวิตในครอบครัวราบรื่น แม่ไม่เคยขัดใจพ่อ พ่อเป็นคนนิสัยดี มีความปรารถนาดีต่อผู้อื่นเสมอ ชีวิตของพ่อตรากตรําอยู่กับงานหนัก ในฤดูทํานาและเก็บเกี่ยวข้าวพ่อทํางานตั้งแต่เช้ากระทั่งค่ำ พ่อสอนลูกๆ เสมอ ให้เป็นคนซื่อต่อตนเองและผู้อื่น ให้ขยัน ไม่ปล่อยให้เวลาล่วงไปโดยเปล่าประโยชน์ คุณยายจันทร์จึงติดนิสัยเป็นคนขยันขันแข็ง ทํางานแคล่วคล่องว่องไว อดทน แข็งแรง พ่อฝึกมาตั้งแต่เล็ก ให้ตื่นนอนแต่เช้าช่วยต้อนควายไปนา หรือไม่ก็เข้าครัวจัดหาอาหารไปส่งพ่อที่ท้องนา คุณยายอาจารย์รักธรรมชาติในทุ่งกว้างเป็นชีวิต มีความรู้สึกอิ่มเอิบเป็นอิสระแก่ใจในยามที่มองทะเลข้าวอันกว้างใหญ่ไพศาลสุดลูกหูลูกตา ยามเช้ายามเย็นเมื่อพระอาทิตย์ขึ้นหรือจรลับขอบฟ้า ดวงตะวันกลมโตสีแดงน่ารักนักในความรู้สึกเหมือนจะอยู่ไม่ไกล จึงคิดตามประสาเด็กๆ ว่า วันหนึ่งข้างหน้าจะไปให้ถึงที่ดวงตะวันอยู่ให้จงได้ คิดล่วงหน้าไว้โดยไม่รู้ตัวว่า ในที่สุดก็ไปถึงได้แล้วจริงๆ พ่อมีนิสัยดียอดเยี่ยมอยู่ประการหนึ่งที่ลูกๆ เคารพกันนักหนาคือแม้พ่อดื่มสุราทุกวันๆ ละ ๑๐ สตางค์ในสมัยนั้น แต่พ่อไม่เคยกล่าวคําหยาบคายต่อลูกคนใด ไม่เคยโกรธแล้วแช่งด่าเหมือนคนเมาอื่นๆ เพราะถือว่า ปากของพ่อแม่ศักดิ์สิทธิ์นัก ถ้าจะว่าสิ่งที่ไม่ดีอะไรต่อลูก ลูกอาจจะต้องเป็นจริงไปตามนั้นได้ เพราะนิสัยอันเป็นความดียิ่งอันนี้ เหตุบังเอิญวันหนึ่งที่ทําให้คุณยายอาจารย์จะได้มาใช้ชีวิตในทางธรรมจึงได้เกิดขึ้น วันนั้น ประมาณ ๑ ทุ่ม ขณะนั้นคุณยายอาจารย์อายุประมาณ ๑๒ ปีพ่อดื่มเหล้าตอนเย็น ๑๐ สตางค์เหมือนเช่นเคย แล้วกลับมานอนบนแคร่ในคอกควายตามหน้าที่ที่ต้องนอนเฝ้า ส่วนแม่และลูกๆ อยู่บนบ้าน ด้วยฤทธิ์สุราพ่อก็นอนบ่นพึมพําไปด้วยเรื่องต่างๆ ตามประสาคนเมา แม่คงจะรําคาญจึงส่งเสียงว่าแกมล้อเลียนลงไปว่า “เอ้า! ไอ้นกกระจอกอาศัยรังเขาอยู่” ถ้าเป็นครอบครัวอื่น การว่ากันเพียงแค่นี้ก็ไม่น่าขัดเคืองอะไรมากแต่สําหรับชีวิตพ่อกับแม่ พ่อมีปมด้อยอยู่เพราะเป็นคนจน แม่รวยกว่ามากการว่าอาศัยรังเขาอยู่จึงสะเทือนใจนัก เกิดโทสะเหมือนงูถูกตีขนดหาง พ่อจึงได้ส่งเสียงถามขึ้นว่า “ลูกๆ ทุกคนได้ยินไหมว่าแม่มึงด่ากู” สิ่งที่ได้รับคือความเงียบสงัด ไม่มีใครกล้าตอบ แม้จะตะโกนถามซ้ำอีกครั้งก็ไม่มีใครกล้าตอบ เสียงพ่อก็ยิ่งดังลั่นขึ้นทุกที จนในที่สุดคุณยายอาจารย์อดรนทนไม่ได้ เพราะเกรงว่าหากพ่อโกรธมากขึ้น อาจจะขึ้นบันไดมาทุบตีแม่ ด้วยความเป็นห่วงแม่จึงทําให้พูดปดโพล่งออกมาว่า “พ่อๆ แม่เขาไม่ได้ว่าพ่อหรอก” เหมือนน้ำมันเชื้อเพลิงราดบนกองไฟ พ่อหันความโกรธมายังลูก ตวาดลั้นขึ้นทันทีว่า “ลูกทุกคนว่า แม่ไม่ได้ว่ากู ให้มึงหูหนวกห้าร้อยชาติ” เสียงสาปแช่งนี้ราวกับสายฟ้าฟาดลงกลางความรู้สึกนึกคิดของคุณยายอาจารย์คําของพ่อแม่นั้นศักดิ์สิทธิ์นัก พ่อไม่เคยสาปแช่งด่าว่าลูกเลย ครั้งนี้ลูกคนอื่นไม่ได้พูด ตัวเราพูดคนเดียว ชาติต่อๆ ไป เราคงหูหนวกแน่ จะทําอย่างไรดีถ้าจะขอขมาโทษพ่อตอนนี้พ่อคงยิ่งโกรธใหญ่ จึงคิดเอาตามประสาเด็กที่เคยเห็นธรรมเนียมชาวบ้านย่านนั้นเขาขอขมากันใกล้ตายว่าเราจะเอาไว้ขอขมาตอนพ่อเจ็บใกล้ตายก็แล้วกัน ๒ ปีต่อมาพ่อเจ็บกระเสาะกระแสะเรื้อรังด้วยโรคชรา ประมาณ ๑ ปีลูกๆ ก็เปลี่ยนกันดูแลรักษาพยาบาล วันที่สิ้นใจลูกทุกคนอยู่ ยกเว้นคุณยายอาจารย์ผู้เดียว พายเรือออกไปทุ่งนาด้วยความรู้สึกรับผิดชอบงาน เพื่อดูข้าวในนาที่กําลังเขียวชอุ่มงามเต็มที่ในฤดูน้ำหลากเดือน ๑๒ กลับมาถึงบ้านพ่อสิ้นลมแล้ว ลูกทุกๆ คนได้ทันขอขมาโทษ มีแต่ตนเองเท่านั้นมาไม่ทัน ความกลัวชาติต่อไปจะหูหนวกย้อนกลับมาจับใจอย่างหนักหน่วงอีกต่อจากนี้จะตามไปขอขมาพ่อที่ใดเล่า เกิดความว้าวุ่นใจสุดประมาณ ไม่ทราบจะหันไปปรึกษาหาที่พึ่งใดได้ ได้แต่ร้องไห้จนไม่มีน้ำตาจะร้อง ช่วยกันจัดการศพของพ่อตามประเพณีที่วัดข้างบ้าน คุณยายอาจารย์เฝ้าสวดมนต์อ้อนวอนขอให้พ่อมาเข้าฝันเผื่อจะได้ขอขมาลาโทษ แต่ก็ไม่เคยได้เห็น ญาติผู้ใหญ่ช่วยปลอบใจ ให้อุตล่าห์ทําบุญแล้วแผ่กุศลไปให้พ่อบ่อยๆ พ่ออยู่ทางโน้นจะได้อนุโมทนา คําว่า ทางโน้น ทําให้คุณยายอาจารย์เฝ้าซักถาม คําตอบก็เพียงว่าทําดีก็ได้ไปอยู่สวรรค์ ทําชั่วก็ต้องตกนรก คุณยายได้แต่รําพึงกับตนเองว่าสวรรค์และนรกอยู่ที่ไหนกัน ทําไมจะรู้ได้ว่าพ่ออยู่ที่ใด ทําอย่างไรจึงจะได้พบความคิดเหล่านั้นได้วนเวียนติดอยู่ในใจไม่มีเวลาไว้คิดเรื่องอื่น จนอายุย่างเข้าสู่วัยสาว คุณยายอาจารย์เล่าว่าเมื่อสมัยท่านเป็นสาวนั้น มีนิสัยแปลกๆ ที่สังเกตตัวเองได้ว่าไม่เหมือนหญิงสาวอื่นๆ คือแม้จะมีชายหนุ่มมาสนใจ แต่ท่านไม่มีความสนใจเรื่องเพศตรงข้ามเลย จิตใจวางเฉย เห็นใครในวัยเดียวกันมีเหย้าเรือนไปอย่างใด ก็ไม่รู้สึกยินดี กลับรู้สึกสงสารว่าไม่น่าจะต้องเป็นเช่นนี้ เมื่อถึงคราวของตนเองบ้างก็หลบเลี่ยงต่างๆ นานาจนพ้นมาได้ นอกจากนั้นที่เป็นนิสัยผิดคนธรรมดาอีกคือ ความมักน้อยไม่ปรารถนาทรัพย์สมบัติแม้การช่วยครอบครัวทํานาแทนพ่อ ทําให้แม่และพี่ๆ ตอบแทนด้วยการซื้อเครื่องประดับเป็นทองคําชนิดต่างๆให้ คุณยายอาจารย์ก็ไม่เคยยินดีคงให้แม่เก็บไว้โดยไม่คิดจะสนใจนํามาตกแต่ง ไม่ว่าจะเป็นเวลาปรกติหรืองานเทศกาลใด ความคิดหมกมุ่นที่รบกวนจิตใจ และไม่สามารถระบายความทุกข์นั้นให้ใครๆ ฟังได้คือพ่ออยู่ที่ไหน ทําอย่างไรเราจึงได้พบพ่อ มิฉะนั้นเราคงจะหูหนวกห้าร้อยชาติแน่ ปีพุทธศักราช ๒๔๘๐ คุณยายอาจารย์ดีใจที่สุดเมื่อมีคนเล่าให้ฟังว่าหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ค้นพบวิธีปฏิบัติธรรมวิชชาธรรมกาย รู้เห็นในข้อสงสัยต่างๆ แม้นรกสวรรค์ก็สามารถไปดูได้ พอได้ฟังข่าวก็แทบจะไปวัดปากน้าให้ได้ในวันนั้น แต่การหาวิธีออกจากบ้านไม่ใช่ของง่าย จะรําลาแม่โดยบอกว่าจะไปปฏิบัติธรรมแม่คงไม่ยอม ใครๆ ก็คงจะไม่เข้าใจเพราะคนวัยเดียวกันไม่มีใครสนใจเรื่องอย่างนี้ ต้องคอยจังหวะเวลาอยู่จนถึง ๖ ปี จึงได้อ้างว่าจะไปอยู่กับน้าที่กรุงเทพฯ เพื่อหางานทํา ถ้าแม่จะเฉลียวใจสักเล็กน้อย แม่คงจะสงสัย เพราะคุณยายอาจารย์ลาแม่และพี่น้องด้วยการออกปากยกทองรูปพรรณทั้งหมดให้ ตลอดจนที่ดินมรดกก็ไม่ขอมีสิทธิ์ในส่วนแบ่ง ความมักน้อยของคุณยาย แม้จะมองเห็นแม่บังเกิดเกล้าน้ำตาอาบน้ำ หันหน้าหนีเข้าฝาเรือนสะอึกสะอื้นไห้เมื่อลูกกราบลา ไม่ใช่คุณยายอาจารย์จะไม่รักแม่ แต่อํานาจของความปรารถนาในการปฏิบัติธรรมเพื่อตามหาพ่อนั้นแรงกว่ามาก ทําให้หักใจถือห่อผ้าลงเรือนได้ไม่เหลียวหลัง มีแต่เงินที่แม่หยิบให้ ๒ บาทเท่านั้นติดตัวมา ลักษณะความเด็ดเดี่ยวปรากฏอย่างชัดเจนออกมา การจะเข้าไปอยู่ในวัดปากน้ำ ไม่ใช่จะตรงเข้าไปอยู่ได้ง่ายๆ คุณยายอาจารย์ต้องอาศัยบ้านคนรู้จักกันอยู่ก่อน โดยทํางานให้ยิ่งกว่าลูกจ้าง ทํางานบ้านให้ทุกชนิด ขณะเดียวกันก็หาทางรู้จักผู้ที่ไปปฏิบัติธรรมที่วัดปากน้ำรอเวลาจนประสบโอกาสเหมาะ จึงเข้าไปอยู่ในวัดได้ด้วยความช่วยเหลือของอุบาสิกาทองสุข สําแดงปั้น ผู้ที่คุณยายอาจารย์ระลึกด้วยความกตัญญว่าเป็นผู้มีบุญคุณยิ่งในชีวิต ตลอดชีวิตที่อยู่ร่วมกันท่านปฏิบัติตนต่ออุบาสิกาผู้เป็นครูคนแรกท่านนี้ด้วยความเหมาะสมทุกประการในทุกฐานะ ในบางครั้งก็ทําในฐานะเป็นศิษย์ บางครั้งก็เป็นเพื่อน เป็นพี่ เป็นน้อง ดูแลกันและกันตลอดมาจนถึงเวลาที่อุบาสิกาทองสุกถึงแก่กรรม ศิษย์หลายๆ คนของคุณยายอาจารย์ จะยืนยันคุณธรรมที่เด่นชัดอีกข้อหนึ่ง คือ ครามกตัญญูกตเวทีของท่านที่มีต่ออุบาสิกาทองสุข ตอนเจ็บป่วยด้วยโรคมะเร็งที่มดลูกในยามท้ายของชีวิต เพราะหลายๆ คนได้เห็นการปรนนิบัติที่ท่านมีต่ออุบาสิกาผู้เป็นครูอดหลับอดนอนอยู่รักษาพยาบาลน้ำเลือด น้ำหนอง น้ำเหลือง ที่ไหลเลอะ พร้อมทั้งกลิ่นอันรุนแรง ไม่ทําให้คุณยายอาจารย์รังเกียจ พยาบาลใกล้ชิด จนตัวเองมีกลิ่นเหม็นนั้นติดตัว เพราะความสํานึกในพระคุณที่คนเจ็บได้เป็นผู้ชักนําให้ถึงธรรมเหนือกว่าความรู้สึกในความรังเกียจ ด้วยความคิดที่จะตอบแทนบุญคุณให้ถึงที่สุดจึงได้ลืมสุขภาพของตนเอง กินนอนไม่เป็นเวลา จนร่างกายผอมลง เมื่ออุบาสิกาทองสุขบอกว่า“แม่จันทร์ ฉันเห็นพระลอยมาเยี่ยมเต็มไปหมดแล้ว” อันเป็นวาระสุดท้ายของชีวิตทั้งที่ไม่มีเงินเลย ท่านก็ได้ใช้ปฏิภาณขอความร่วมมือจากศิษย์ จัดงานศพเป็นงานใหญ่สมเกียรติครูบาอาจารย์ของท่าน จากนั้นท่านก็ล้มเจ็บด้วยโรคหลายอย่างเป็นหนักมากแทบเอาชีวิตไม่รอด เพราะสุขภาพทรุดโทรมในระหว่างการดูแลรักษาพยาบาลอาจารย์ ความเป็นคนไม่มีความกังวลในระยะเจ็บป่วย บรรดาศิษย์พากันระส่ำระสายเพราะขาดที่พึ่ง หลายๆ คนหายหน้าไปไม่เข้าวัดคุณยายอาจารย์เองก็รักษาตัวอยู่บ้านศิษย์ผู้หนึ่งมีผู้บอกให้ท่านมาอยู่ที่วัดเพื่อรวบรวมศิษย์มิให้กระจัดกระจาย ท่านกลับไม่เดือดร้อน วางจิตเป็นอุเบกขาบอกแต่เพียงว่า “ไม่มีอะไรกังวลใครจะไม่มาปฏิบัติธรรมอีกก็ตามใจคนอื่นๆ ยังมีอีกมาก ธรรมะเป็นสิ่งทรงคุณค่า คนรู้ค่าต้องมาหาธรรมะเอง ธรรมะไม่ใช่ของราคาถูกจะได้เอาใส่กระจาดออกกระเดียดขาย” ขอย้อนกล่าวถึงความพากเพียรเสาะหาหนทางเข้าปฏิบัติธรรมของคุณยายอาจารย์โดยละเอียดสักเล็กน้อย เพราะอาจจะเป็นประโยชน์ต่อผู้มีจิตใจประเภทเดียวกันได้ถือเป็นตัวอย่างไม่ย่อท้อ คุณยายอาจารย์ออกจากบ้านมาพำนักอยู่บ้านญาติในจังหวัดพระนคร ใช้เวลาอยู่ที่นั่นระยะหนึ่งเพื่อสืบเสาะให้ทราบว่ามีบ้านใดที่คนในบ้านไปทําบุญที่วัดปากน้ำ เมื่อแน่ใจดีแล้วก็ลาญาติขอสมัครเข้าอยู่ในบ้านคุณนายผู้หนึ่ง ที่บ้านแห่งนั้นตอนเย็นเวลาประมาณ ๑ ทุ่ม ถึง ๒ หรือ ๓ ทุ่ม มีศิษย์วัดปากน้ำท่านหนึ่งคือ อุบาสิกาทองสุข สําแดงปั้น มาสอนการปฏิบัติธรรมให้ผู้ที่สนใจอยู่เป็นประจํา คุณยายอาจารย์ขออยู่ในบ้านนี้ โดยทํางานบ้านทุกอย่างให้เพื่อจุดมุ่งหมายอย่างเดียวคือเมื่อถึงเวลาอุบาสิกาผู้นั้นมาสอน คุณยายอาจารย์ก็ขออนุญาตคุณนายเลี๊ยบ สิกาญจนานันท์ เจ้าของบ้านเรียนด้วย เจ้าของบ้านเป็นผู้มีจิตศรัทธาในเรื่องนี้อยู่แล้วจึงเต็มใจอนุญาต การเรียนเริ่มแรกคงเหมือนกันกับที่ผู้อื่นเรียน คือ ภาวนาด้วยคําว่า “สัมมา อะระหัง” พร้อมกับนึกนิมิตเป็นลูกแก้ว หรือองค์พระพุทธรูปแก้ว อยู่ที่ศูนย์กลางกาย การฝึกหัดเริ่มแรกค่อนข้างยาก เมื่อหลับตาลง ความกังวลใจต่างๆเรื่องการงาน เรื่องคิดถึงแม่ที่นครชัยศรี คิดถึงท้องทุ่งกว้างก็เข้ามารบกวนอยู่บ่อยๆเมื่อนึกถึงคําที่ครูสอนไว้ว่า“ความกังวลเป็นศัตรูสําคัญของสมาธิ” รวมกับความปรารถนาอันรุนแรงเพื่อให้ได้พบพ่อ ทําให้คุณยายอาจารย์เพิ่มความเพียรตั้งใจปฏิบัติเอาจริง หลับตาแน่นตั้งใจภาวนา จะให้เห็นนิมิตด้วยตาเนื้อให้ได้ ซึ่งการทําอย่างนี้ไม่เป็นผล ทําให้มึนศีรษะ วิงเวียน หงุดหงิด ทําอย่างนี้อยู่เป็นเดือน ก็เห็นแต่ความมืด ไม่มีความสว่างอย่างใดปรากฎ ท่านผู้เป็นครูเมตตาช่วยเหลือแก้ไขใหม่ สอนว่า ทําใจเฉยๆ เรื่อยๆ กําหนดบริกรรมนิมิตกับบริกรรมภาวนาเรื่อยไป อย่าให้มีกังวลอยากจะเห็นเร็วๆ พยายามอย่าข่มใจ อย่าเกร็งตัว อย่ากดลูกนัยน์ตา เมื่อไม่เห็นก็อย่าเสียใจเมื่อเห็นก็อย่าดีใจเกินไป เพราะนิมิตที่ได้ใหม่ๆ จะหายไป เมื่อเข้าใจดีแล้วก็ลองปฏิบัติใหม่โดยเริ่มทําใจเฉยๆ อย่างที่อุบาสิกาทองสุขแนะนํา แต่ก็อดที่อยากจะเห็นเร็วๆ ไม่ได้ คิดอยู่เสมอว่าถ้าเห็นเมื่อไรแล้วจะต้องไปพบพ่อให้ได้ เมื่อมีความอยากมากเข้า ก็เหมือนกับวิ่งตามเงาคิดท้อแท้ใจเหลือเกิน อีกใจหนึ่งก็คิดว่าบุญเรามีไม่พอ จึงไม่อาจจะเห็นธรรมได้ คิดฟุ้งซ่านไปต่างๆ นานา ธรรมะมีจริงทําไมไม่เห็น อุบาสิกาทองสุขให้ความกระจ่างทีละน้อยๆ ธรรมะเป็นของมีจริง แต่ตัวเรายังดีไม่จริงให้ค่อยทําค่อยไป ถูกส่วนเมื่อไรจะเห็นเอง จึงนั่งปฏิบัติธรรมเรื่อยไปหวังจะให้ถูกส่วนมุ่งให้ใจหยุดอยู่ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ เหนือสะดือ ๒ นิ้ว ตั้งอกตั้งใจมองหาจุดศูนย์กลางกายว่าอยู่ตรงไหน บังคับใจให้หยุดให้ได้ ความจริงขณะนั่งปฏิบัติธรรมใจไม่ฟุ้งซ่านวอกแวกไปทางไหนแล้ว กําลังอยู่ภายในกาย คิดอยู่อย่างเดียวคือหาฐานอันเป็นที่ตั้งของใจ ผลที่ได้รับคือความเหน็ดเหนื่อยเหมือนกับทํางานหนักๆ หายใจไม่ค่อยสะดวก ได้ทราบภายหลังจากอุบาสิกาทองสุขว่าใจของเราเป็นของละเอียดไม่ใช่ของหยาบจะบังคับให้หยุดย่อมเป็นไปไม่ได้ แม้ว่าใจเราจะไม่วอกแวกไปทางไหนก็ตามใจของเราต้องใช้วิธีตะล่อมทีละเล็กละน้อย เมื่อใจยอมก็หยุดเอง อุปมาเหมือนเราจะจับไก่เข้าเล้า ใจเรามุ่งจะจับไก่ ไม่ได้คิดอะไรอย่างอื่น ถ้าเราวิ่งพรวดพราดเข้าไปจับ ไก่ก็จะบินหนี เราจะไม่ได้ตัวไก่ เสียแรงเปล่าๆ แต่ถ้าหากเราค่อยๆ ตะล่อมเรียกไก่เข้ามา ไก่ก็จะเชื่องและยอมให้เราจับได้โดยง่ายฉันใดก็ฉันนั้น เราจะบังคับด้วยกําลังมุ่งอยู่ที่เดียว เพ่งแรงเกินไป ใจหยุดได้ยากแต่ถ้าค่อยๆ ภาวนาประคับประคองนิมิต แม้เห็นบ้าง ไม่เห็นบ้าง แจ่มบ้างไม่แจ่มบ้าง ในที่สุดใจจะรวมตัวแล้วหยุดในที่ตั้งของใจเอง การใช้กําลังเป็นเรื่องของคนหยาบหาปัญญามิได้ ธรรมะเป็นของเยือกเย็น ต้องทําใจของเราให้เย็นจึงจะเหมาะกับการเรียนธรรมะ การปฏิบัติธรรมที่ถูกต้องก็คือ ทําใจของเราให้เพียงแต่รู้สึกเฉยๆ ว่าใจเราอยู่ที่ศูนย์กลางกาย ไม่ควรรู้มากกว่านี้ อย่าคาดคะเนล่วงหน้าว่าต้องเห็นอย่างนั้นอย่างนี้ ถึงเวลาแล้วย่อมเห็นเอง เมื่อเข้าใจถึงขั้นนี้คุณยายก็ลองปฏิบัติใหม่ อุปสรรคต่างๆ ก็ยังไม่หมดสิ้นไป ภาพนิมิตเก่าๆ มักจะผุดขึ้นมาให้เห็นเสมอ บางครั้งก็เป็นภาพสิ่งที่เราไม่ต้องการ อุบาสิกาทองสุขต้องสอนต่อไปอีกว่าไม่ควรเอาใจใส่ในนิมิตนั้น จะเกิดขึ้นก็ให้เกิดไป ให้เฝ้ามองศูนย์กลางกายเสมอ มองอย่างมีสติว่า สิ่งที่เราต้องการก็คือใจหยุด เมื่อเราไม่สนใจหนักเข้าภาพเหล่านี้จะหายไปเอง อุปมาเหมือนแขกมาเยือนบ้าน เราเป็นเจ้าของบ้านไม่ยอมเอาใจใส่เขา เขาก็จะต้องเก้อเขินกลับไป ด้วยความตั้งใจอันเข้มแข็งไม่ย่อท้อของคุณยายอาจารย์ แม้ไม่เห็นอะไรก็ไม่หมดความพากเพียรพยายาม แม้จะต้องใช้เวลาเพียรไปจนสิ้นชีวิตก็ยินดี เมื่อปฏิบัติติดต่อกันจากสัปดาห์เป็นเดือน จากเดือนเป็นปี จิตใจก็หน่วงเหนี่ยว เอาธรรมะเป็นอารมณ์ แรกๆ ก็ปฏิบัติตอนที่ว่างจากงาน แต่เมื่อเคยชินหนักเข้าเวลาทํางานก็ภาวนา ปฏิบัติธรรมไปด้วยจนครบถึง ๒ ปีขณะภาวนากําหนดนิมิตอยู่จึงเห็นดวงกลมใสสว่างลอยนิ่งขึ้นมาตรงศูนย์กลางกาย เห็นชัดเจนแจ่มแจ้งทั้งลืมตาหลับตาอยู่ ๒-๓ วันจึงได้บอกอุบาสิกาผู้เป็นครู อุบาสิกาทองสุขจึงสอนให้มองเข้ากลางดวงกลมใสสว่างนั้นจะเห็นตัวเอง เมื่อคุณยายอาจารย์มองตามก็เห็นตัวเองชัดใสอยู่ ท่านผู้เป็นครูจึงสอนต่อไป ให้มองดูกายทิพย์ กายพรหม กายอรูปพรหม ทั้งหยาบและละเอียดที่ซ้อนกันอยู่ข้างในเป็นชั้นๆ เข้าไป แล้วจึงให้มองดูกายธรรมโคตรภู ท่านเกิดความคิดขึ้นมาว่า . “เราได้เห็นธรรมะแค่นี้ยังทําให้ใจสบายถึงเพียงนี้ แม้ใครจะเอาทองคํามาให้มีน้ำหนักเท่าตัวเรา แล้วขอซื้อเอาธรรมะไปไม่ให้เราเห็นอีกเราก็ไม่ยอม เรารู้แล้วว่าไม่มีอะไรช่วยได้ มีอยู่ทางเดียวคือธรรมะนี่เอง” คุณยายเกิดความรักธรรมะขึ้นจับใจ เมื่อได้ปฏิบัติธรรมถึงขั้นนี้ คุณยายอาจารย์ก็ระลึกถึงพ่ออีกตามเคยจึงบอกอุบาสิกาทองสุข อุบาสิกาทองสุขจึงแนะนําอุปเท่ห์ให้เข้าสมาบัติตามแนววิชชาธรรมกาย เมื่อจิตละเอียดดีแล้วก็ทําใจให้หยุดให้นิ่งเฉย ให้กายทุกกายซ้อนอยู่ในองค์ธรรมกาย แล้วอธิษฐานจิตขอพบพ่อ พอเข้าธรรมกายถูกส่วน รู้สึกว่ากายเบาลอยล่องสงบอยู่ ณที่เวิ้งว้างเป็นทะเลเพลิงที่กําลังลุกโชติช่วง ชั่วครู่หนึ่งไฟที่กําลังโหมอย่างร้อนแรงก็ค่อยๆ มอดลง ขณะเดียวกันรัศมีของธรรมกายเปล่งสว่างจ้าเห็นสภาพต่างๆ ได้อย่างชัดเจน ปรากฏเห็นภาพของสิ่งมีชีวิตมากมาย รูปร่างต่างๆ กัน บ้างก็เป็นสัตว์ บ้างก็เป็นคน บ้างก็ตัวเป็นคนหัวเป็นสัตว์ บ้างก็หัวเป็นคนตัวเป็นสัตว์ บ้างก็อยู่ในเครื่องทัณฑ์ทรมานเห็นพ่อแล้วรูปร่างหน้าตาของพ่อไม่เปลี่ยนแปลงเลยแต่งตัวดูใกล้เคียงกับเมื่อเป็นมนุษย์ กางเกงขาก๊วยชุดทํานาของพ่อก็ยังคงสวมอยู่ แต่พ่อดูซูบผอม ใบหน้าหมองคล้ำเหมือนคนที่กําลังมีทุกข์ เมื่อพ่อเห็นลูกสาวก็วิ่งมาเกาะที่เข่าทั้งคู่ พ่อกําลังมีทุกข์ พ่อตกนรกเพราะเมื่อมีชีวิตอยู่พ่อดื่มสุรามาก ซื้อสุราดื่มวันละ ๑๐ สตางค์ (๑๐ สตางค์ในสมัยนั้นซื้อสุราได้เป็นขวด) นอกจากนั้นพ่อได้เคยฆ่าสัตว์ ออกไปท้องนาก็จับกบ หอย ปู ปลา อยู่เป็นประจํา บางครั้งก็เชือดไก่ที่เลี้ยงไว้เป็นอาหาร เคยถามพ่อว่า พ่อฆ่าสัตว์ไม่กลัวบาปหรือ พ่อบอกว่าฆ่าเพื่อเป็นอาหารเลี้ยงชีพไม่ได้เอาไปค้าขายที่ไหน ถึงวันพระพ่อก็ไปทําบุญ คิดว่าบาปคงจะหายไป แต่ได้มาเห็นแล้วบาปของพ่อยังอยู่ พ่อกําลังถูกทรมานชดใช้บาป พ่อบอกว่าเมื่อใกล้จะละโลกพ่อเห็นนิมิตที่เคยทําบาป จิตจึงกระวนกระวายและเกาะอยู่กับนิมิตนั้น พ่อจึงถูกนํามาที่นี้ พ่อวิงวอนขอความช่วยเหลือน้ำตานองหน้า สงสารพ่อเหลือเกินไม่รู้จะช่วยพ่อได้อย่างไร เปรียบเสมือนพ่อกําลังจะจมน้ำ ตัวเองก็ว่ายน้ำไม่เป็นช่วยพ่อไม่ได้ จึงร้องไห้ออกมาดังๆ จนอุบาสิกาทองสุขถามขึ้น ก็บอกไปตรงๆ ว่าพ่อกําลังตกนรกเพราะดื่มสุรา อยากจะช่วยพ่อให้พ้นทุกข์ แต่ก็จนปัญญา อุบาสิกาทองสุขแนะขณะที่ยังอยู่ในสมาธิให้อธิษฐานเรียกบุญบารมีที่ได้บรรลุถึงธรรมอาราธนาธรรมกายช่วยพ่อ คุณยายอาจารย์จึงอธิษฐานว่า “ข้าพเจ้าตั้งใจปฏิบัติธรรมโดยเอาตัวเสี่ยงชีวิตนี้ เพื่อต้องการบรรลุธรรมจะได้มาช่วยพ่อบัดนี้ข้าพเจ้าบรรลุธรรมแล้ว ขออานุภาพพระธรรมกายจงบันดาลช่วยพ่อ ให้พ้นทุกข์ด้วยบารมี ของข้าพเจ้าเถิด” พอขาดคําก็ได้ยินเสียงพระธรรมกายกังวานก้อง บอกให้พ่อรับศีล พ่อยกมือพนมสมาทานศีลจนจบแล้ว พระธรรมกายก็ให้พ่อระลึกถึงบุญที่เคยทําไว้ขณะที่เป็นมนุษย์ ด้วยอานุภาพของพระธรรมกายและบุญของพ่อที่เคยทําตามประสาชาวบ้านนอก ทันใดนั้นกายของพ่อเบาและลอยสูงขึ้นๆ ติดตามธรรมกายของคุณยายอาจารย์ ผ่านสวรรค์ชั้นต่างๆ พ่อทําบุญไว้ไม่ใช่น้อยเหมือนกันพ่อไปได้ถึงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มีวิมานหลังเล็กเก่าคร่ำคร่า ไม่สุกใสงดงามเหมือนวิมานของเทพองค์อื่นๆ พระธรรมกายพ่อบอกว่า วิมานที่ไม่สุกใสเป็นเพราะขณะที่พ่อเป็นคน วัดก็เข้าเหล้าก็กิน บุญก็ทํากรรมก็สร้าง ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเพื่อเอามาทําบุญ พระธรรมกายสอนให้พ่อภาวนา “สัมมา อะระหัง” ดูกายของพ่อผ่องใสขึ้นมากต่างกับขณะอยู่ในนรก กายของพ่ออยู่ในสภาพทิพย์ อยู่วิมานชั้นดาวดีงส์ ความเป็นทุกข์ที่อยากจะรู้ว่าพ่ออยู่ที่ไหนพ่ออยู่อย่างไรก็หมดสิ้นไปแล้ว การได้ช่วยพ่อก็เหมือนขอขมาโทษ ได้เห็นสภาวธรรมตามความเป็นจริงคนในโลกเมื่อเกิดมาก็ต้องแก่ ต้องเจ็บ ที่สุดก็ต้องตาย จะเอาอะไรติดตัวไปไม่ได้เลย แม้แต่สังขารร่างกายเราก็ทับถมสลายไปในดิน สมบัติต่างๆ ของมนุษย์เหมือนของขอยืมไม่ใช่ของเรา เพราะตายไปแล้วเอาติดตัวไปไม่ได้สิ่งที่จะเอาติดตัวไปได้ และเห็นได้ชัดด้วยตาธรรมกายคือ บุญและบาป เมื่อเกิดมาเป็นมนุษย์ถ้าปลงได้ถึงขั้นนี้จะเห็นว่า ไม่มีอะไรดีกว่าการกระทําให้ถึงที่สุดแห่งกองทุกข์ การขจัดทุกข์ให้หมดสิ้นไปอย่างสิ้นเชิงก็มีทางเดียวคือ ถือเพศพรหมจรรย์ขอบวชเพื่อรักษาศีลให้บริสุทธิ์ สร้างสมทางบุญเอาติดตัวไปให้ได้มากๆ การเข้าวัดคนในโลกทั่วไปเห็นกันว่าเป็นเรื่องของคนเฒ่าคนแก่ แต่คุณยายอาจารย์เห็นว่าอายุ ๒๙ ปีของท่านสมควรแล้วที่จะสละฆราวาสวิสัย เมื่อได้เห็นธรรมะแล้ว ความเด็ดเดี่ยวเกิดขึ้นในใจว่า “จะต้องออกจากบ้านโดยเด็ดขาด จะไม่ยอมให้มีอะไรมายับยั้ง” จึงได้ปรึกษากับอุบาสิกาทองสุข ด้วยความช่วยเหลือของอุบาสิกาผู้เป็นครู จึงได้ลาคุณนายเลี๊ยบในวันพฤหัสบดี ตอนบ่ายวันนั้นเมื่อหลวงพ่อวัดปากน้ำออกสอนธรรมะ อุบาสิกาทองสุขได้พาคุณยายอาจารย์เข้ากราบฝากตัว หลวงพ่อพูดทักคําแรกว่า “มึงมันมาช้าไป” แล้วให้ส่งตัวเข้าในสถานที่ค้นวิชชาชั้นสูงทันที โดยไม่ต้องผ่านการทดสอบปฏิบัติธรรมเหมือนคนอื่นๆ คืนนั้นอุบาสิกาทองสุขจึงโกนผมให้รุ่งเช้าก็ได้เปลี่ยนเพศเป็นอุบาสิกา เมื่อเป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์ การเรียนธรรมขั้นสูงก็เริ่มง่ายขึ้น หลวงพ่อสอนให้รู้จักขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ อินทรีย์ ๒๒ อริยสัจ ๔ ปฏิจสมุปบาทธรรม ๑๒ ด้วยเหตุที่ไม่รู้หนังสือจึงต้องอาศัยความรู้ที่เกิดจากการเห็นเท่านั้น ยิ่งทํายิ่งรู้ ยิ่งดูยิ่งเห็น ในที่สุดวิชชาธรรมกายก็แตกฉานสุดจะประมาณ หลวงพ่อถามเกี่ยวกับธรรมะเป็นตอบได้ทุกข้อ ท่านถึงกับออกปากชมว่า “เป็นหนึ่งไม่มีสอง” คําชมของหลวงพ่อกล่าวในที่ประชุม จึงเป็นความภาคภูมิใจอย่างเหลือล้น คุณยายอาจารย์เล่าถึงความสนุกสนานในการเรียนวิชชาธรรมกายขั้นสูงจากหลวงพ่อ ล้วนแต่เป็นความรู้ที่น่ามหัศจรรย์ แปลกประหลาด ซึ่งไม่สามารถเล่าสู่กันฟังเป็นที่เปิดเผยได้ด้วยยังไม่ถึงเวลาอันสมควร มือยู่หลายเรื่องที่คุณยายอาจารย์เล่าแล้วพวกเราลูกศิษย์ตื่นเต้นกันมากเช่น ในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง หลวงพ่อช่วยประเทศชาติ ศาสนาอย่างเต็มที่ด้วยวิชชาธรรมกาย ในขณะนั้นหลวงพ่อมีศิษย์ที่เชี่ยวชาญวิชชาธรรมกายเป็นพระภิกษุประมาณ ๓๐ รูป เป็นอุบาสิกาประมาณจํานวนเท่ากัน หลวงพ่อรู้การมาโจมตีของเครื่องบินข้าศึกด้วยอํานาจทางสมาธิจิตแล้วให้ศิษย์ธรรมกายทั้งหมดของท่านช่วยกันปัดลูกระเบิดลงทะเลบ้าง แม่น้ำบ้าง ปาฏิหาริย์ซ่อนประเทศ ซ่อนเมือง ซ่อนจุดยุทธศาสตร์ที่สําคัญ บังตาให้เห็นเมืองเป็นป่าให้มองเห็นที่รกร้างไม่มีคนเป็นเมือง หลวงพ่อคุมการทํางานด้วยตนเองทั้งวันทั้งคืน ด้วยอํานาจอันแรงกล้าของศิษย์ธรรมกาย จึงเป็นที่เล่าลือกันในสมัยนั้นว่าชาวบ้านมองเห็นด้วยนัยน์ตาว่า ตอนเรือบินข้าศึกมาทิ้งระเบิด มีแม่ชีวัดปากน้ำเหาะขึ้นไปปัดลูกระเบิด และไม่ใช่มีผู้เห็นเพียงคนเดียวหรือสองคน แต่ได้พากันเห็นเป็นจํานวนมากจนหนังสือพิมพ์เอาไปลงเป็นข่าว อยู่หลายครั้ง มีครั้งสําคัญที่สุดอยู่ครั้งหนึ่งที่รู้กันอยู่เพียง ๓ คน คือหลวงพ่อ คุณยายอาจารย์ และนายประยูร มัคทายกของวัดในสมัยนั้น ครั้งนั้นหลวงพ่อสั่งว่า “ลูกจันทร์ใช้ธรรมกายไปดูซิ มีลูกระเบิดแปลกประหลาดลูกใหญ่กว่าเพื่อนอยู่ลูกหนึ่ง พวกสัมพันธมิตรประชุมกันว่าจะมาทิ้งที่ประเทศของเรา เพราะมีญี่ปุ่นอยู่แยะ ดูซิ ถ้ามาทิ้งจะเป็นอย่างไร คุณยายอาจารย์ท่านเข้าสมาธิตามคําสั่งใช้ธรรมกายตอบหลวงพ่อตามที่ได้เห็นในญาณว่า ประเทศของเราเตียนราบเป็นหน้ากลอง แทลกเป็นจุณ ทั้งต้นไม้ใบหญ้าตุ๊กตุ่นตุ๊กตา ไม่มีอะไรที่มีชีวิตเหลืออยู่เลยเจ้าค่ะ” ขณะที่ตอบก็ให้รู้สึกอัศจรรย์ในฤทธิ์อํานาจของระเบิดลูกนั้นจริงๆ หลวงพ่อไม่พูดอะไรอีกเลย จากเวลานั้นศิษย์ในสถานเจริญภาวนาทุกคนต้องทํางานทางจิตกันทั้งวันทั้งคืน ไม่มีเวลาได้พักผ่อน หลวงพ่อควบคุมอย่างใกล้ชิด ตลอดเวลา ๗ วัน ๗ คืน งานหนักที่ท่านให้กระทําและเป็นความลับอยู่เพิ่งจะเปิดเผยขณะนี้คือ ให้ทุกคนช่วยกันเอาระเบิดลูกนั้นออกไปให้พ้นประเทศไทยในวันที่ ๗ ผลที่ปรากฏคือ พ้นไปจากประเทศไทยจริงแต่ไปทําความราบเรียบเป็นหน้ากลองไว้ที่เมืองฮิโรชิม่า ในประเทศญี่ปุ่น ที่เรารู้จักกันในชื่อต่อมาว่าลูกระเบิดปรมาณู (อาจจะมีใครที่ได้อ่านแล้วอยากจะคิดค้นดูก็เป็นได้ บางท่านอาจไม่เชื่อซึ่งท่านก็ไม่ผิด เพราะท่านไม่เห็น บางท่านอาจเชื่อเพราะท่านได้เห็นได้ยิน ได้ฟังด้วยตัวเอง บางท่านเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งซึ่งก็ไม่ผิดเพราะสิ่งเหล่านี้เขาอาจทําได้จริงคอยแต่การพิสูจน์ด้วยตัวเองท่านเท่านั้น แต่ถ้าสงสัยจริงถึงขนาดนั้นก็มีทางพิสูจน์ลองไปสอบถามคณะกรรมาธิการของฝ่ายสัมพันธมิตรสมัยนั้นดูก็ได้ เข้าใจว่ายังมีอยู่อีกหลายคน) คุณยายอาจารย์ได้รับการอบรมธรรมจากหลวงพ่อมากพอสมควรหลวงพ่อก็ขอร้องให้ช่วยสอนธรรมแก่ผู้อื่น ท่านว่า ถ้าไม่สอนแล้วจะไปนั่งนิพพานองค์เดียวในใจก็คิดว่าองค์เดียวก็องค์เดียว คนไม่รู้หนังสือจะไปสอนใครได้ ถ้าเขาไล่ปัญหาธรรมเกี่ยวกับปริยัติคงจะต้องติดขัด อีกประการหนึ่งธรรมะเป็นของลึกซึ้ง ละเอียดรู้ตามได้ยาก เห็นได้ยาก ไม่ใช่วิสัยของการนึกคิดคาดคะเนเอา เป็นเรื่องที่ต้องรู้ต้องเห็นด้วยตนเองจึงจะเข้าใจ กระนั้น ด้วยความที่ไม่เคยผิดระเบียบวินัย กับความเคารพในครูอาจารย์แม้จะไม่เต็มใจสอนแต่เมื่อหลวงพ่อออกคําสั่งก็รับปฏิบัติ มีอยู่ครั้งหนึ่งต้องไปถึงเพชรบุรี เพื่อช่วยเหลือสมภารวัดแห่งหนึ่ง ผู้ซึ่งมาขอร้องต่อหลวงพ่อให้ช่วยส่งศิษย์ไปปราบพวกทรงเจ้าเข้าผี โดยมาใช้ศาลาวัดเป็นที่เข้าทรง คุณยายอาจารย์ได้เล่ารายละเอียดทําให้พวกลูกศิษย์อดหัวเราะเพราะรู้สึกขําไม่ได้ เพราะถึงแม้ท่านจะถูกแกล้งให้ไปพักศาลากลางป่าช้า แกล้งให้กินสมอจนท้องเดิน ท่านก็ยังสามารถใช้ธรรมกายจัดการผีที่เข้าทรงได้สําเร็จ เมื่อกลับมาแล้วทางวัดจึงส่งข่าวแจ้งมาว่าประชาชนเลิกทรงเจ้ากันไปแล้ว นับว่าได้ทํากุศลให้คนเลิกงมงายไปได้จํานวนไม่น้อย ความเคารพครูอาจารย์และเคร่งครัดในวินัยนั้น ท่านปฏิบัติมา สม่ำเสมอไม่มีด่างพร้อยตลอด ๓๐ ปีเศษ แม้ขณะนี้ (ปี พ.ศ.๒๕๒๑) ยังสังเกตเห็นได้บ่อยจากการที่เมื่อใดพบว่าลูกศิษย์คนใดดื้อดึงไม่อยู่ในโอวาทท่านจะตักเตือนว่ากล่าวด้วยถ้อยคํารุนแรงบางคนถูกลงโทษอย่างหนักถึงขนาดท่านกําหนดเวลาไม่พูดด้วย การขัดคําสั่งที่คนอื่นอาจเห็นว่าเล็กน้อย สําหรับคุณยายอาจารย์ท่านจะถือเป็นเรื่องสําคัญเสมอ เพราะตัวท่านเองไม่เคยดื้อดึงต่อครู ไม่ใช่เรื่องการเคร่งครัดตรงต่อระเบียบวินัยเท่านัน แม้แต่เวลา ท่านก็ตรงต่อเวลาจนราวกับว่าท่านเป็นนาฬิกาเสียเอง ถึงเวลาใดทําอะไร จะปฏิบัติตรงสม่ำเสมอไม่ผิดพลาด ไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยถึงจะเจ็บไข้ก็ไม่ยอมแพ้ปฏิบัติหน้าที่ไปทั้งไม่สบายอย่างนั้น ถ้าเป็นมากลุกไม่ไหวก็นอนออกคําสั่งไม่มีย่อท้อ การสั่งสอนอบรมศิษย์ท่านทําด้วยความเมตตา แม้ตนเองจะไม่มีลูกแต่จากการอบรมนั้นแสดงความหวังดีเสียยิ่งกว่าศิษย์ทุกคนเป็นลูก บิดามารดาของชาวโลกถึงจะห่วงใยบุตรธิดามากเท่าใด ก็ห่วงกันได้เพียงชีวิตเดียวนี้ แต่คุณยายอาจารย์ห่วงลูกศิษย์นั้นห่วงทั้งชาติปัจจุบันและอนาคตชาติต่อๆ ไปท่านจะเน้นและกระตุ้นให้ศิษย์ทุกคนฝักใฝ่ในการทําความดีอย่างไรไม่มีที่หยุดที่พอให้พยายามละกิเลสโดยชี้แจงอย่างละเอียดลออ ซึ่งบางครั้งชาวโลกจะเห็นเป็นของธรรมดา แต่ท่านเอามาแจกแจงจนเราซาบซึ้งใจว่า นั่นแหละเป็นกิเลสอย่างละเอียดทีเดียว การสอนที่ท่านให้ต่อศิษย์ใกล้ชิด ถ้าคนที่ติดเหยื่อในโลกได้ยินจะต้องตกใจมาก เพราะท่านสอนให้รู้จักเอาตัวรอดจากกิเลส เดินออกจากกาม ออกจากความทุกข์ของโลกให้รู้จักป้องกันตัวให้พ้นเหยื่อล่อของกาม ความสะอาดของจิตใจในการประพฤติพรหมจรรย์ของท่านลูกศิษย์ทุกคนตระหนักดี การสั่งสอนของท่านเป็นแบบผ่าตัด ตรงและรุนแรง เป็นแนวประหลาด เช่น ตัวอย่างท่านกล่าวว่า เมตตากรุณาและสงสาร พาเราตกเหว ต้องเอาอุเบกขาเป็นเถาวัลย์โยนลงไปให้เมตตาสงสารไต่ขึ้นมา นี่เป็นข้ออรรถธรรมที่ค่อนข้างลึกซึ้งในการสู้รบกับกิเลส ซึ่งจะไม่บรรยายให้ละเอียดไว้ ณ ทีนี้ มีบางครั้งบางคราวที่ท่านต้องอดทนจนจับใจศิษย์ เช่นตอนที่ผู้ใกล้ชิดของศิษย์รุมกันโกรธท่าน กล่าวหาว่าท่านเป็นผู้ล้างสมองให้คนของเขาละกิเลสละทิ้งความสุขทางโลกหันมาปฏิบัติธรรม บางรายไปอย่างอันธพาลยืนชี้หน้าว่าท่านสาดเสียเทเสีย ท่านคงสู้ด้วยวิธีนิ่งเงียบเก็บใจไว้ในกายปฏิบัติกัมมัฏฐานสู้การกระทําเช่นนั้นมีผลให้ท่านมีจิตผ่องแผ้วไม่สะดุ้งสะเทือนโกรธแค้น ท่านไม่สู้ด้วย วิธีโกรธตอบ ท่านกล่าวว่า “ชาติหน้ามีจริง ชาตินี้เราเป็นได้แค่นี้ใช้หนี้อยู่ก็อดทนเอา จะสู้ ทําความดีไม่ถอย ชาติหน้าจะไม่ให้เป็นอย่างชาตินี้แน่นอน” ความมหัศจรรย์ที่น่าคิดอีกประการคือ คุณยายอาจารย์ไม่มีความรู้ทางโลกเลย เดือนหนึ่งปีหนึ่งจะออกนอกที่พักแทบจะนับครั้งถ้วน แต่ถ้าศิษย์คนใดมีปัญหา ไม่ว่าจะเรื่องส่วนตัว เรื่องครอบครัวหรือเรื่องราชการ ซึ่งบางครั้งผู้เป็นเจ้าของเรื่องหาทางออกไม่ได้ ถ้ากราบเรียนปรึกษาท่าน จะไม่มีใครผิดหวังจากคําแนะนํานั้นสักครั้งเดียว จะต้องได้รับผลสําเร็จอย่างมหัศจรรย์ทุกคราว โดยเฉพาะถ้าเป็นปัญหาเฉพาะหน้าแล้ว สุดที่จะกล่าวชมปฏิภาณของท่านได้ การแสดงอาการไม่รู้ทันผู้อื่นที่คนทั่วไปเห็นอยู่นั้น ได้ปิดบังไม่ให้ใครเห็นปัญญาอันชาญฉลาดของท่านเสียสิ้นเชิงมีแต่ศิษย์ใกล้ชิดเท่านั้นที่ทราบ รัศมีของคุณยายจันทร์ ขนนกยูง เมื่อสมัยที่คุณยายจันทร์ยังพักอาศัยกับคุณยายทองสุขในวัดปากน้ำได้มีครูจากโรงเรียนเรยีนาฯ จ.เชียงใหม่ มาพักที่บ้านคุณยายทองสุขเพื่อปฏิบัติธรรม คุณครูผู้นี้มีลูกศิษย์ชื่อ เจ้าสร้อยมาลา ณ จําปาศักดิ์ ซึ่งขณะนั้นมีอายุเพียง ๑๕ ปี ได้ติดตามมาด้วย เจ้าสร้อยมาลาฯ เล่าให้ฟังว่า ในราวปี พ.ศ.๒๕๐๕ ท่านได้ติดตามคุณครูมุกดา ไอยเสน ซึ่งเป็นลูกศิษย์วัดปากน้ำ มาปฏิบัติธรรมที่วัดในช่วงปิดเทอม ท่านเองไม่เต็มใจมา แต่เกรงใจคุณครูจึงต้องมาด้วย ท่านมาพักที่วัดปากน้ำอยู่ ๔ คืน อยู่ที่กุฏิคุณยายทองสุขเดิม ขณะนั้นคุณยายทองสุขสิ้นชีพแล้ว แต่คุณยายอาจารย์ยังพักอยู่ ที่กุฏินั้น เจ้าสร้อยมาลาฯ เล่าว่าครั้งแรกที่เจอกัน ท่านจําชื่อคุณยายได้แม่น เพราะรู้สึกว่าชื่อนามสกุลแปลกดี ตกตอนเย็นคุณครูมุกดา หาข้าวให้รับประทานแต่ท่านรับประทานไม่ได้ เพราะกับข้าวเป็นน้ำพริกกะปิ ท่านแพ้กุ้งจึงไม่ได้รับประทาน อีกทั้งจาน ช้อนก็เป็นสังกะสี เมื่อคุณครูบังคับจึงแสดงอาการไม่พอใจ แต่คุณยายอาจารย์ท่านไม่ถือโกรธเลย ท่านบอกว่า “ไม่เป็นไร ไม่กินก็ไม่เป็นไร” แล้วท่านก็เดินไปหยิบกล้วยมาให้ด้วยความหวังดีเกรงเจ้าสร้อยมาลาฯ จะหิว แต่เจ้าท่านก็ไม่ยอมรับประทานอีกเพราะกําลังโกรธ ท่านไม่เคยลําบากเนื่องจากท่านเป็นเจ้ามีตระกูล มีบริวารแวดล้อมมากมาย คืนนั้นท่านจึงเข้านอนทั้งที่ท้องว่างและมีอารมณ์ขุ่นมัว ท่านเล่าว่าท่านนอนมองหลังคาสังกะสีของบ้านและนึกไปว่าถ้าฝนตกจะรั่วใส่เราไหมนะ และทําไมเราต้องมานอนในที่อย่างนี้ ราวตีสามของคืนนั้นท่านสะดุ้งตื่น ได้ยินเสียงของคุณยายทองสุขจากเทป เสียงดังชัดเจนมากพูดอย่างเฉียบขาดว่า “ให้ประคองดวงจิตของคุณประคองดวงธรรมกายไว้เหนือสะดือ แม้คุณจะขี้ จะเยี่ยว จะตด ก็ให้ สัมมาอะระหังไว้” ตอนนั้นเจ้าสร้อยมาลาฯ ท่านไม่เข้าใจ ท่านนึกไม่พอใจว่าทําไมพูดคําไม่สุภาพ และพอมองออกไปนอกมุ้งเห็นคุณยายอาจารย์ ท่านนั่งสมาธิอยู่ ที่แปลกคือท่านเห็นแสงสว่างเป็นวงอยู่รอบศีรษะของคุณยายอาจารย์ด้วยเป็นแสงสีขาวนวล ซึ่งท่านมาทราบในภายหลังว่าเป็นแสงที่นักวิทยาศาสตร์เรียกว่า แสงออโรร่า ซึ่งมีทั้งสีเขียว เหลือง ส้ม แต่แสงสีขาวนวลนี้แสดงถึงพลังอันสูงสุด ท่านเคยเห็นแสงอย่างนี้ครั้งหนึ่งเมื่อคราวเป็นไข้หนัก ใกล้ตายพอมาเห็นแสงอย่างนี้จากคุณยายอาจารย์อีก จึงนึกศรัทธา ใจก็เลยอ่อนโยนลง เช้าขึ้นมาท่านรับประทานข้าวได้ไม่บ่นอีก พอราว ๘ โมงเช้า มีแม่ชีและผู้คนเยอะแยะไปกราบศพหลวงพ่อวัดปากน้ำ ท่านก็ตามครูมุกดาไปด้วย โดยไม่รู้จักหลวงพ่อวัดปากน้ำเลย เมื่อได้ยินพระนํานั่งสมาธิแบบสัมมา อะระหัง ท่านยังไม่หายโมโห จึงแกล้งภาวนาว่า สัมมาอะระหอย (ถึงตอนนี้เจ้าสร้อยมาลาฯ ท่านยกมือไหว้ท่วมศีรษะว่า สาธุขออย่าได้เป็นบาปติดตัวเลย ตอนนั้นไม่รู้เรื่องจริงๆ) ขณะที่ท่านภาวนาอย่างนั้นท่านก็ได้เห็นพระรูปหนึ่งที่ท่านไม่รู้จัก เอาอะไรมาตีศีรษะท่านแล้วดุว่าให้ใช้คําภาวนาให้ถูก และต่อไปภายหน้าจะมีญาณรู้เห็นมากกว่าคนธรรมดา ท่านยังเถียงพระรูปนั้นไป แต่จําหน้าพระรูปนั้นได้อยู่ ครั้นนั่งสมาธิกันเสร็จแล้วก็มีการแจกพระของขวัญกัน ตอนนั้นทําบุญกันองค์ละ ๓๐ บาท โดยให้รับได้คนละ ๑ องค์เท่านั้น แต่เจ้าสร้อยมาลาท่านเป็นเด็กแก่น ท่านจึงเวียนเข้าไปรับอีก เมื่อรอบแรกท่านรีบๆจึงไม่ได้มองอะไร แต่เจ้าสร้อยมาลาท่านเป็นเด็กแก่น ท่านจึงเวียนเข้าไปรับอีก เมื่อรอบแรกท่านรีบๆจึงไม่ได้มองอะไรพอเข้าไปรอบที่สองท่านมีเวลาเหลียวมองไปรอบๆ จึงได้เห็นโลงศพตั้งอยู่มีดอกไม้จัดไว้สวยงามจึงรู้ว่าต้องเป็นคนดีเป็นที่นับถือ ครั้นเงยหน้าเห็นรูปหลวงพ่อวัดปากน้ำ ท่านสะดุ้ง นึกได้ว่าเป็นพระที่มาเตือนท่าน เมื่อไต่ถามพระที่กําลังแจกพระของขวัญดูจึงได้รู้ว่าเป็นหลวงพ่อวัดปากน้ำจริงๆ และต่อมาภายหลังท่านได้ทําสมาธิแบบสัมมา อะระหัง เรื่อยมา และมีญาณรู้เห็นอย่างที่หลวงพ่อท่านพูดไว้ทุกประการ เจ้าสร้อยมาลาแม้จะเป็นเด็กอายุเพียง ๑๕ ปี ในขณะนั้น ก็ยัง ประทับใจในตัวคุณยายอาจารย์จันทร์ ขนนกยูง เมื่อเอ่ยถึงคุณยายอาจารย์ท่านจะบอกได้ทันทีว่าคุณยายเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน และท่านไม่เคยถือโกรธใคร แม้จะได้พักอยู่กับท่านเพียง ๔ คืน ก็ยังประทับใจ และรําลึกถึงคุณยายอาจารย์อยู่เสมอ ท่านไม่ได้มีโอกาสกลับไปกราบอีก แต่หลังจากนั้นท่านได้นั่งสมาธิตามแนวสัมมา อะระหัง เรื่อยมา และท่านไม่ได้แกล้งภาวนาผิดๆ อย่างนั้นอีก ปัจจุบันนี้เจ้าสร้อยมาลาฯ จะนําอาหารไปถวายพระที่วัดใกล้บ้าน ท่านสวดมนต์ทําวัตรและนั่งสมาธิทุกวันไม่เคยขาดเลย แต่เดิมด้วยคิดว่าตนเองไม่มีความรู้ทางหนังสือ การสอนผู้อื่นคงลําบากเพราะความรู้ที่มีอยู่ได้จากภาคปฏิบัติล้วนๆ จึงไม่คิดจะสอนใคร ครั้นรําลึกถึงคําสั่งครั้งสุดท้ายของหลวงพ่อที่ให้ไว้ว่า ให้ช่วยกันเผยแผ่วิชชาธรรมกายของพระพุทธองค์ คุณยายอาจารย์จึงต้องรับหน้าที่อบรมสั่งสอนผู้ใฝ่ธรรมตลอดมาจนกระทั่งปี พ.ศ.๒๕๒๑ แม้อายุใกล้จะ ๗๐ ปีแล้ว ท่านก็ยังไม่ทิ้งหน้าที่ตามคําสั่งของหลวงพ่อ ใครที่เป็นศิษย์เห็นท่านแล้วจะรู้สึกอุ่นใจ ดูท่านแข็งแรง ว่องไว แต่เมื่อนึกถึงอายุของท่าน บางทีทําให้อดใจหายไม่ได้ท่านกําลังนับวันจากพวกเราอยู่ อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าท่านจะยังอยู่หรือจากไปสิ่งหนึ่งที่ได้ทิ้งไว้ให้พวกเราได้กราบระลึกถึงคือ “ความเป็นตัวอย่างอันยอดเยี่ยมในการสร้างบารมี” จะมีใครบ้างสักกี่คนหนอที่จะเดินทางตามตัวอย่างอันวิเศษนี้ ปัจจุบันคุณยายจันทร์ได้ละสังขารไปแล้ว เมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๓ สิริอายุได้ ๙๒ ปี