ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

แม่ชีทองสุข สําแดงปั้น

หลวงปู่วัดปากน้ำ · 531010-บุคคลยุคต้นวิชชา3

PDF
แม่ชีทองสุข สําแดงปั้น ท่านผู้เป็นเจ้าของประวัติอันจะกล่าวถึงโดยสังเขปนี้เป็นที่รู้จักนับถือกันโดยทั่วไปว่า ท่านเป็นอดีตแม่ชีทรงคุณธรรมและผู้มีศิษย์มากมายมีทั้งวิปัสสนาจารย์ผู้มีชื่อเสียง ครูบาอาจารย์ และเศรษฐีมีทรัพย์จํานวนมิใช่น้อย ซึ่งนิยมเรียกท่านด้วยความเคารพว่า “คุณแม่อาจารย์ทองสุข สําแดงปั้น” แม่ชีทองสุข เกิดเมื่อวันพุธที่ ๑ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๔๓ ปีชวด ที่บ้านสะพานเหลือง อําเภอบางรัก กรุงเทพฯ เป็นลูกคนที่ ๓ ของนายร่ม และนางวัน ชีวิตในวัยเด็กของท่านต้องผ่านอุปสรรคมามากต่อมากท่านต้องกําพร้ามารดาและบิดาเมื่ออายุยังน้อย และท่านได้อยู่ในความอุปการะของคุณลุงซึ่งเป็นพี่ชายคุณแม่ที่สมุทรปราการ และในกาลต่อมาท่านก็กลับมาอยู่ในความดูแลของคุณอาซึ่งเป็นน้องสาวของคุณพ่อที่บ้านสะพานเหลืองอีกครั้งหนึ่ง ท่านได้แต่งงานกับคุณหมอชื้น สําแดงปั้น ศัลยแพทย์โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ชีวิตในการครองเรือนของท่านมีความราบรื่นโดยตลอด และมีบุตร ๒ คน แต่อยู่มาไม่นานนัก คุณหมอผู้สามีก็ถึงแก่กรรม ท่านจึงต้องประกอบการค้าขายเลี้ยงบุตรและตนเองให้เป็นอยู่ได้โดยไม่ฝืดเคืองนัก เมื่ออายุใด้ ๓๐ ปีเศษท่านได้เริ่มไปศึกษาสมถวิปัสสนาตามแนววิชชาธรรมกายที่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ กับหลวงพ่อวัดปากน้ำเท่าที่มีเวลาว่างเพียงพอที่จะปลีกตนไปได้ วันหนึ่งเมื่อท่านได้เข้าฝึกปฏิบัติธรรมตามปกติและครั้งนี้ยิ่ง ใส่ใจหนักเมื่อได้ฟังหลวงพ่อท่านสอนว่า จะยืน จะเดิน จะนั่ง จะนอนอย่าทําใจให้คลอน ให้หยุดให้นิ่งอยู่ที่ศูนย์กลางกายโดยมีบริกรรมภาวนาว่า “สัมมา อะระหัง” วันนั้นเมื่อออกจากกรรมฐานแล้ว ก็รู้สึกหิว ท่านจึงเดินไปซื้ออาหารที่ตลาดประตูน้ำใกล้กับวัด ขณะที่กําลังเดินไปนั้น ใจของท่านก็ตรึกนิ่งจรดที่ศูนย์กลางกายตามคําสอนของหลวงพ่อ ในระหว่างที่เดินอยู่นั้นเอง ท่านก็เห็นดวงธรรมเกิดเป็นดวงใสสะอาดที่ศูนย์กลางกาย มองครั้งใดเห็นสว่างไปหมดท่านก็เพ่งมองอยู่อย่างนั้นขณะที่เดินอยู่ พอถึงตลาดท่านเร่งรับประทานโดยเร็วแล้วก็รีบเดินกลับวัดด้วยเกรงว่าดวงธรรมจะดับหรืออันตรธาน และเหตุการณ์นี้ย่อมเป็นเหตุการณ์สําคัญของผู้ปฏิบัติธรรม เมื่อปฏิบัติจนได้ผลแล้วจะต้องรักษาไว้ให้ได้ให้ดี ท่านก็ได้กราบเรียนให้หลวงพ่อทราบถึงการเห็นดวงธรรมและได้ปฏิบัติธรรมจนมั่นคงในระยะต่อมา ด้วยความกรุณาของแม่ชีบุญช่วยและแม่ชีบุญมี ขณะเมื่อท่านได้ธรรมกายนั้นท่านอายุ ๓๕ ปี เมื่อท่านเรียนมากขึ้นก็เกิดศรัทธาเลื่อมใสบวชเป็นแม่ชีที่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เมื่ออายุได้ ๔๐ ปีท่านได้ศึกษาจนมีความรู้มั่นคงแล้วพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำจึงได้ไว้วางใจมอบหมายส่งท่านไปเป็นอาจารย์ช่วยสอนพระกัมมัฏฐานแก่กุลบุตร กุลธิดาตามกําลังความสามารถ แม้ท่านจะไม่มั่นใจตัวเองเท่าใดนัก รู้สึกไม่กล้าไปสอน แต่ด้วยความเคารพในพระเดชพระคุณหลวงพ่อผู้เป็นอาจารย์ ท่านก็ปฏิบัติตามบัญชานั้น คุณแม่อาจารย์ทองสุขของบรรดาศิษย์ทั้งหลายนั้นเป็นครูชั้นเลิศ มีวิธีการสอนที่ละเอียดลออ ท่านเน้นและทบทวนธรรมที่ได้สอนไปแล้วอยู่เสมอไม่เห็นแก่เหน็ดแก่เหนื่อย ทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจให้ศิษย์เพื่อให้ศิษย์รู้ จําได้เข้าใจจริง จนประสบผลสําเร็จสมดังที่หลวงพ่อไว้วางใจให้ท่านเป็นผู้สอนเผยแพร่ธรรมะ แม่ชีทองสุขมีความสามารถในการสอน เมื่อถามก็ตอบให้เข้าใจได้และจะแนะนําแก้ไขข้อขัดข้องอุปสรรคต่างๆ ด้วยความเมตตา ท่านได้สอนหลักการแก่ศิษย์ในการปฏิบัติพระกรรมฐานเสมอว่า “อย่าเกร็งตัว อย่ากรอกลูกนัยน์ตากําหนดบริกรรมนิมิตและบริกรรมภาวนาเรื่อยไปกําหนดใจไว้ที่ศูนย์กลางกายรู้เฉยๆ ว่าใจเรานี่อยู่ที่ศูนย์กลางกาย รู้เพียงเท่านี้ก่อน ไม่ต้องร้อนใจ ทําใจให้เฉยๆ เรื่อยๆ ตัดความกังวล ตัดความอยากรู้อยากเห็นเร็วๆ นั้นเสีย ยังไม่เห็นก็อย่าเสียใจ ขอให้ทําให้ถูกต้องและมีความเพียรเถิด ธรรมะเป็นของจริงถึงเวลาแล้วเห็นเอง เมื่อเห็นแล้วก็อย่าดีใจเกินไป เพราะจะทําให้นิมิตนั้นหายได้” ท่านไม่รู้หนังสือ เลยสักตัวเดียว แต่วิธีสอนของท่านนั้นละเอียดละออย้ำแล้วย้ำเล่า กลัวศิษย์จะจําไม่ได้ จะไม่เข้าใจ จริงอยู่แม้บางตอนจะเป็นถ้อยคําโบราณทําให้เราฉงนสงสัยอยู่บ้าง เมื่อถามท่านก็ตอบให้เข้าใจได้ข้าพเจ้าแต่แรกไม่กล้าซักถามด้วยมัวแต่เกรงใจ หลงไปค้นตําราเสียเวลาไปสองเดือน เป็นที่น่าเสียดายมาก เพราะความจริงจะถามท่านๆ ก็ตอบได้และให้ความสว่างแก่เราได้เป็นอย่างดีนอกจากจะสอนอย่างย้ำแล้วย้ำเล่าเพื่อให้ศิษย์เข้าใจแล้ว ท่านยังมีวิธีสอนอย่างที่เราเรียกว่าไม่กลัวเหน็ดเหนื่อยหรือไม่กลัวขาดทุนขาดแรงเลย จนพวกเราได้รับความรู้เป็นอย่างดีโดยทั่วกัน ขณะท่านสอนท่านจะเรียบเรียงถ้อยคํา ลําดับเหตุ ลําดับผล จัดวางความยากง่ายอย่างเหมาะสมกับศิษย์จนเข้าถึงแก่นการศึกษาได้อย่างดีเยี่ยมเสมือนอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิลําดับตารางสอนและจัดวางหลักสูตรแห่งการศึกษาจากง่ายถึงยากเป็นสําคัญมิให้ลดหลั่นก้าวก่าย และการนําเรื่องมาเปรียบเทียบที่ให้ความกระจ่างแจ้งแก่เนื้อหา ดังเช่นหลักการสอนของท่านที่ว่า“ใจของเราเป็นของละเอียด ไม่ใช่ของหยาบ ถึงแม้ใจเราจะไม่วอกแวกไปไหนต่อไหนแล้วก็ตาม แต่หากจะบังคับให้หยุดทันทีก็ยังลําบากได้ เราต้องใช้วิธีตะล่อมใจเราทีละเล็กทีละน้อย ใจเราก็จะยอมหยุดเอง อุปมาเหมือนเราจะจับไก่เข้าเล้า หากใช้วิธีวิ่งพรวดพราดเข้าไปจับ ไก่จะหนีไป จับตัวไว้ไม่ได้ แต่หากใช้วิธีค่อยๆ ตะล่อมเข้าหาไก่ เรียกไก่เข้ามา ไก่นั้นจะเชื่อง ยอมให้เราจับได้โดยง่าย จึงเปรียบเหมือนเรา เมื่อเพ่งแรงเกินไปใจก็จะไม่ยอมหยุด ถ้าหากค่อยๆ ภาวนา ประคับประคองนิมิตให้เห็นบ้างไม่เห็นบ้าง ในที่สุดใจนั้นก็จะเชื่องหยุดในที่ตั้งของใจคือที่ศูนย์กลางกายนั่นเอง” ท่านกับศิษย์เอกคนหนึ่งของท่านคือแม่ชีเธียร ธีรสวัสดิ์ ได้จาริกไปเผยแพร่การปฏิบัติสมถวิปัสสนาวิชชาธรรมกาย ตามบัญชาของพระเดชพระคุณหลวงพ่อในสถานที่หลายแห่ง นอกจากที่วัดปากน้ำแล้วก็มี บางปะกง ฉะเชิงเทรา ชลบุรี บ้านบึง พนัสนิคม พนมสารคาม ปราจีนบุรี ท่าเรือ ท่าประชุม หาดยาง ระแหง นครปฐม ราชบุรี สิงห์บุรี นครสวรรค์ ตะพานหิน พิษณุโลก และเชียงใหม่ เป็นอาทิ ท่านได้สอนแห่งละนานบ้างไม่นานบ้าง แล้วก็ไปสอนที่อื่นเว้นช่วงไว้แล้วก็กลับมาสอนที่เดิมอีก วนเวียนอยู่ดังนี้ ท่านมีลูกศิษย์มากมาย เฉพาะที่ได้ธรรมถึงธรรมกายนั้นมีจํานวนเป็นพันคน ท่านมิได้ละทิ้งหน้าที่ที่หลวงพ่อพระอาจารย์ของท่านมอบหมายไว้เลยจวบจนวาระสุดท้ายของชีวิต เมื่อท่านป่วยลง ท่านได้มีศิษย์เอกอีกคนหนึ่งของท่านคือแม่ชีจันทร์ ขนนกยูง อีกทั้งคุณสนุ่น คุณนายจํารัส เทพวัลย์ ศิษยานุศิษย์ และท่านผู้อื่นอีกมากมายได้ให้การดูแลพยาบาล ด้วยความกตัญญูกตเวทีและเมตตาต่อท่านอย่างเต็มที่ และเท่าที่จะสามารถทําได้ ท่านได้ถึงแก่มรณกรรมเมื่อวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๐๖ เวลา ๑๙.๓๕ น. ในที่พักของท่านในวัดปากน้ำ ด้วยอาการอันสงบ ในท่ามกลางญาติสนิทมิตรสหายและศิษยานุศิษย์ตลอดจนท่านที่เคารพนับถือ ท่านสิริอายุ ๖๓ ปี อยู่ในเพศผู้ทรงศีลประมาณ ๒๓ ปี