ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

แม่ชีถนอม อาสไวย์

หลวงปู่วัดปากน้ำ · 531010-บุคคลยุคต้นวิชชา3

PDF
แม่ชีถนอม อาสไวย์ ท่านผู้เป็นศิษย์เอกคนหนึ่งของหลวงพ่อวัดปากน้ำและเป็นเจ้าของประวัติอันมีความสําคัญนี้ เป็นครูอาจารย์ผู้ยิ่งด้วยคุณวุฒิและวัยวุฒิ และมีพระคุณอันล้นพ้นต่อศิษยานุศิษย์ทั้งหลายอันรวมทั้งผู้เรียบเรียงผู้นี้ด้วย ซึ่งต่อไปจะขอกล่าวอ้างถึงท่านว่า “คุณยายอาจารย์” คุณยายอาจารย์ท่านเป็นบุตรีคนที่ ๘ รองสุดท้องของนายริ้ว และนางทองคํา บรรยงค์ ท่านเกิดที่ตําบลโพสะ อําเภอเมือง จังหวัดอ่างทอง เมื่อวันเสาร์ เดือน ๑๑ ปีชวด ตรงกับปี พ.ศ.๒๔๔๓ ปัจจุบันท่านมีอายุย่าง ๘๕ ปีแล้ว ตั้งแต่เล็กๆ ท่านเป็นเด็กขี้โรค ร่างกายไม่แข็งแรง บิดามารดาของท่านจึงให้ท่านช่วยเฉพาะงานเบาๆ ขายของ ขายก๋วยเตี๋ยว ซึ่งครอบครัวของท่านมีฝีมือ จึงขายดีมาก และมีฐานะพอมีอันจะกิน เมื่ออายุได้ ๑๙ ปี ท่านได้แต่งงานกับหมื่นศรีสวัสดิ์ (ทบ อาสไวย์) ผู้มีอายุมากกว่าท่านอยู่ ๕ ปี และมีตําแหน่งเป็นแพทย์ประจําของหน่วยเสือพรานซึ่งทําหน้าที่อารักขาประจําพระองค์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๖ สามีของท่านเป็นคนรุ่นเดียวกับท่านเจ้าคุณรามราฆพ และจะตามเสด็จพระเจ้าอยู่หัวฯไปในสถานที่ต่างๆ ตามแต่พระราชประสงค์ ครั้นบิดาของท่านถึงแก่กรรม คุณยายอาจารย์ก็ได้ย้ายตามสามีของท่าน ได้เข้าเฝ้าถวายตัวในวังสมเด็จพระพันวสาอัยยิกาเจ้า สมเด็จย่าของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในรัชกาลปัลจุบันที่วังสระประทุม และอยู่ที่บ้านแม่นมทัศน์ผู้เป็นแม่นมในรัชกาลที่ ๖ ท่านได้อยู่ที่วังสระประทุมนี้อย่างมีความสุขสบายกับสามีเป็นเวลานาน ๒๕ ปี และได้ให้กําเนิดบุตร ๗ คนด้วยกัน ซึ่งปัจจุบันมีชีวิตอยู่ ๓ คน เป็นหญิง ๑ คน ชาย ๒ คน หมื่นศรีสวัสดิ์เป็นสัตบุรุษผู้ใฝ่ใจในธรรมะ อีกทั้งมีจิตศรัทธาเลื่อมใสในคําสอนและปฏิปทาของหลวงพ่อวัดปากน้ำและได้นําไปฝึกปฏิบัติทั้งที่บ้านและในชีวิตประจําวันท่านได้พาคุณยายอาจารย์ไปที่วัดปากน้ำเมื่อประมาณปี พ.ศ.๒๔๗๗ ภายหลังการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองแผ่นดินไม่นาน เมื่อคุณยายอาจารย์ได้เห็นมีผู้นั่งปฏิบัติพระกัมมัฏฐานกันอยู่เต็มบนศาลาก็สนใจ ได้ไต่ถามกับแม่ชีที่ประจําอยู่นั้น และคุณยายอาจารย์ได้รับคําแนะนําว่า การปฏิบัติพระกัมมัฏฐานนี้หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านสอนแก่คนทุกชั้นไม่หวงห้าม ไม่จํากัดเพศ วัย วุฒิ หรือการศึกษาแต่อย่างใด ขอให้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบและตั้งใจดีจริง มีความพากเพียรเป็นประการสําคัญ นับแต่นั้นมาคุณยายอาจารย์ได้หมั่นไปเรียนพระกัมมัฏฐานกับหลวงพ่อวัดปากน้ำ และเมื่อกลับมาที่บ้านก็ฝึกปฏิบัติต่อ เวลาผ่านไปหลายเดือน วันหนึ่งคุณยายอาจารย์นั่งปฏิบัติที่ห้องพระ ใจสงบนิ่งดีแล้ว ท่านก็ได้เห็นทั้งหลับตาว่าภายในกายของท่านสว่างไสวเป็นทองไปหมด และที่ในท้องท่านมีพระพุทธปฏิมากรขาวใสสวยไม่มีที่ติ เมื่อออกจากพระกัมมัฏฐานท่านจึงเล่าให้สามีของท่านฟัง และเมื่อได้มาที่วัดปากน้ำ หลวงพ่อก็ได้ให้คุณยายอาจารย์ไปเรียนกับ “น้าปุก” ของท่าน คือคุณยายอาจารย์ แม่ชีปุก มุ้ยประเสริฐ ผู้เป็นครูที่สอนเก่ง และทรงคุณธรรมสูงผู้หนึ่ง จนท่านได้ทั้ง ๑๘ กาย ท่านได้ธรรมกายแล้ว จึงต่อวิชชากับพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ ต่อมาหมื่นศรีสวัสดิ์ก็ได้ปฏิบัติธรรมจนบรรลุถึงธรรมกายเช่นกัน และท่านทั้งสองก็ได้ไปปฏิบัติธรรมกับหลวงพ่อโดยสม่ำเสมอ เวลาผ่านไป ๑๐ ปี ช่วงสภาวะสงครามโลกครั้งที่สอง ผู้คนที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯก็ได้รับผลกระทบกระเทือนกันไปมากบ้างน้อยบ้าง ระหว่างนั้นมารดาของท่านถึงแก่กรรมท่านกับสามีก็ได้ช่วยกันทําศพแล้วเสร็จไปได้ ๗ วัน หมื่นศรีสวัสดิ์ก็ป่วยเป็นไข้ วันนั้นเป็นวันพฤหัสบดี หลวงพ่อกําลังจะลงไปสอนธรรมะที่ศาลา ลูกระเบิดก็ตกลงที่วัดประยูรฯ ไม่ห่างไปนัก คุณยายอาจารย์ก็พาสามีมาที่วัดปากน้ำ ก็พอดีพบหลวงพ่อ พระเดชพระคุณท่านทักว่า “คุณศรีสวัสดิ์ คราวนี้ไม่รอด พรุ่งนี้ต้องตาย” คุณยายอาจารย์ได้ฟังแล้วก็ร่ำไห้ต่อหน้าคนทั้งหลายด้วยความอาลัยในครั้งนั้น แม้จะได้ช่วยกันทุกฝ่ายอย่างไร หมื่นศรีสวัสดิ์ก็ถึงแก่กรรมในวันรุ่งขึ้นจริงๆ หลวงพ่อได้โปรดให้นําศพของหมื่นศรีสวัสดิ์ไปฝากไว้วัดนางชี โดยไม่ได้ทําพิธีสวดในระหว่างนั้น เพราะลูกระเบิดกําลังตกลงมาบริเวณกรุงเทพ ธนบุรี อย่างหนัก ปีที่สามีของท่านถึงแก่กรรมนั้นเป็นปีวอก พ.ศ.๒๔๘๗ เดือนนั้นเองคุณยายอาจารย์ก็ได้ขออนุญาตจากหลวงพ่อบวชเป็นชี ขณะอายุย่าง ๔๕ ปีซึ่งท่านได้ปฏิบัติด้วยความยินดีในการบําเพ็ญพรตนี้สืบเนื่องมาโดยตลอดเป็นเวลากว่า ๔๐ ปีแล้วในบัดนี้ หลวงพ่อได้มอบหมายให้คุณยายอาจารย์อยู่เจริญวิชชาธรรมกายชั้นสูงค้นคว้าเหตุผล ประจําที่โรงงานเจริญการภาวนาวิชชาธรรมกายชั้นสูง คุณยายอาจารย์แม้จะได้ธรรมกายตั้งแต่ครั้งอายุ ๓๕ ปี แต่ก็เพิ่งบวช ยังใหม่อยู่ในครั้งนั้น และก็ได้ให้ความนับถือแก่ศิษย์ผู้พี่อื่นๆ ด้วยดี อีกทั้งท่านมีความเคารพในการปกครองและเชื่อฟังปฏิบัติตามธรรมและคําสั่งสอนของหลวงพ่อวัดปากน้ำโดยเคร่งครัด ตั้งแต่บัดนั้นจนบัดนี้ และท่านตั้งใจจะปฏิบัติดังต่อไปมิได้เสื่อมคลาย การเจริญวิชชาธรรมกายชั้นสูงภายในโรงงานในสมัยนั้น พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำจะนั่งคุมวิชชา มีพระเณรนั่งเข้าที่ข้างหน้าหลวงพ่ออีกห้องหนึ่งติดกัน มีฝากั้นมองไม่เห็น แต่ได้ยินเสียงถึงกัน จะมีแม่ชีนั่งประจําอยู่มีหัวหน้า ๔ คน แม่ชีหัวหน้าคนหนึ่งจะคุมวิชชาอยู่กับแม่ชีอื่นอีก ๓ คน เมื่อหลวงพ่อสั่งวิชชา ต่างคนต่างทําใครจะทําได้เร็วได้ช้าสุดแต่เรื่องสุดแต่บารมีของแต่ละคน และความสามารถในการรู้การเห็น กลุ่มแม่ชีนี้ท่านทําวิชชากันเป็นผลัด ผลัดละ ๔ ชั่วโมง ไม่มีการหยุดเลย ทําต่อเนื่องกันไปเรื่อย พร้อมกับมีการรับส่งมอบงานกันด้วย เพียงไม่นาน คุณยายอาจารย์ก็ได้รับมอบหมายให้เป็นหัวหน้าแม่ชีผู้หนึ่งในการคุมวิชชาภายในโรงงาน ท่านทํางานร่วมกับแม่ชีสมจิต แม่ชีจันทร์และแม่ชีสมทรง ยิ่งค้นคว้าเหตุผล ความรู้ในวิชชาธรรมกายของคุณยายอาจารย์ก็ยิ่งแตกฉานออกไปไม่มีประมาณซึ่งการได้เห็นต้นธาตุต้นธรรม นิพพาน นรก สวรรค์ และพระอริยเจ้า ตลอดจนเหตุผลอื่นๆ ที่ท่านได้รู้ได้เห็นล้วนเป็นเรื่องลึกซึ้งนัก และได้รับการยืนยันจากหลวงพ่อ คุณยายอาจารย์จึงเป็นที่ยอมรับของผู้ทําวิชชาร่วมสมัยของท่านว่ามีวิชชาแข็งก้าวหน้าและเก่งที่สุดผู้หนึ่งในบรรดาศิษย์เอกของพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ แม้จะเก่งและเด่นเพียงไร คุณยายอาจารย์ก็มิได้ประมาทเลย ท่านจะทบทวนให้ศิษย์และผู้นับถือฟังเสมอว่า พระเดชพระคุณท่านสั่งไว้เป็นคติสอนใจว่า “อย่าเห็นแก่กิน อย่าเห็นแก่นอน อย่าเห็นแก่นุ่ง อย่าเห็นแก่ห่ม” อีกทั้งให้ “หยุดในหยุด” เพื่อชําระธาตุธรรมของตนเองให้สะอาดหมดจดทั้งภายในภายนอกอยู่ตลอดเวลา และ “อย่าหวงวิชชา” ผู้พบเห็นท่านย่อมเห็นกับตาตนเองว่าท่านมีปฏิปทาเคร่งครัดตามคําสั่งของหลวงพ่อยิ่งนักแม้จนทุกวันนี้ คุณยายอาจารย์จะอยู่ทําวิชชาค้นคว้าตามหลวงพ่อสั่งภายในโรงงานจาก ๘ โมงเช้าไปจนร่วมเที่ยง ช่วงบ่ายท่านก็จะสอนศิษยานุศิษย์ หรือทําธุระตามบัญชาหลวงพ่อ ครั้นค่ำลงท่านก็เข้าที่ประจําโรงงานอีก เป็นอยู่ดังนี้รวมเวลา ๑๕ ปี ที่ท่านประจําอยู่ที่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ช่วงสมัยที่หลวงพ่อยังมีชีวิตอยู่ ท่านมีอัธยาศัยน่าเคารพสนิทสนมด้วยโดยสนิทใจ ทั้งความละมุนละไมและความเมตตา กรุณา ตลอดจนความเข้าใจปัญหาและวิธีการแก้ไข เช่นท่านได้เสนอให้แม่ชีผู้ปฏิบัติธรรมจนได้ธรรมกายแล้วนั้น มีนิตยภัตปัจจัยใช้สอยบ้างตามความจําเป็น ซึ่งหลวงพ่อเห็นชอบด้วยจนเป็นหลักปฏิบัติกันมาจนบัดนี้ คุณยายอาจารย์เป็นแม่ชีผู้ใหญ่ที่หลวงพ่อท่านไว้วางใจ มอบหมายให้ค้นคว้าเจริญวิชชาธรรมกายชั้นสูงเป็นวัตรประจํา และบางครั้งก็ได้ส่งท่านไปสอนหรือช่วยเหลือ เช่นแก้โรคภัยแก่ชาวบ้านทั้งไกลและใกล้ ตลอดทั้งบางสํานักวิปัสสนาที่มีชื่อเสียงทั้งภายในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ด้วยมั่นใจในวิชชาความรู้ ความเห็น ประสบการณ์ อีกทั้งอุปนิสัยและความสามารถในการสอน ตลอดจนความบริสุทธิ์ของแม่ชีผู้เป็นกุลสตรีร่างเล็ก บอบบาง แต่มีน้ำใจไหวพริบปฏิภาณยิ่งใหญ่ผู้นี้ ต่อมาวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๐๒ ตั้งแต่เช้าวันนั้น หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านอาพาธหนัก มีอาการหอบอยู่เป็นเวลานานมิได้หยุด ศิษยานุศิษย์ทั้งหลายก็ได้มาห้อมล้อมปฏิบัติตามกําลังความสามารถ ถึงเที่ยงวันเจ้าประคุณสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (ปุ่น ปุณฺณสิริมหาเถร) สมัยทรงสมณศักดิ์เป็นพระธรรมวโรดม เจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนฯ ก็ได้เสด็จมาถึงคุณยายอาจารย์ซึ่งกําลังทําวิชชาชั้นสูงอยู่ตามลําพังที่โรงงานจนถึงบัดนั้น ก็ถูกตามตัวมาที่ตึกมงคลจันทสร คุณยายอาจารย์ท่านได้เข้าที่และตรวจเครื่องรองรับการจะจากภพนี้ไปของหลวงพ่อ เมื่อได้อัญเชิญบัลลังก์แก้วปราสาทแก้ว และเครื่อง สมพระเกียรติบารมีของหลวงพ่อมาพร้อมกันอยู่เต็มธาตุเต็มธรรมแล้วพระเดชพระคุณหลวงพ่อก็หยุดหอบ เจ้าประคุณสมเด็จทรงสังเกตเห็นดังนั้นจึงได้ตรัสถามพระมหาณรงค์ จิตญาโณ ว่าคุณยายอาจารย์คือใคร และตรัสเรียกให้มาสนทนาด้วย สักพักหนึ่งหลวงพ่อก็มรณภาพซึ่งในขณะนั้นคุณยายอาจารย์กําลังเข้าที่ดูตลอดเวลา ท่านยิ่งเห็นก็ยิ่งสํานึกถึงพระบุญญาบารมียิ่งใหญ่เกินคฌานับได้ของต้นธาตุกายมนุษย์ คือ พระอาจารย์ของท่านซึ่งกําลังจากโลกนี้ไปพร้อมกับเสียงร้องไห้ซึ่งดังระงมอยู่ในที่นั้น เมื่อการบําเพ็ญกุศลทักษิฌานุปทานสัตตมวาร และปัญญาสมวาร ครบ ๑๐๐ วันอุทิศแก่พระเดชพระคุณหลวงพ่อได้เสร็จลงแล้ว คุณยายอาจารย์ก็ได้กราบนมัสการขออนุญาตหลวงพ่อเพื่อไปเผยแพร่พระสัทธรรมวิชชาธรรมกายที่หลวงพ่อได้ประสิทธิ์ประสาทสอนท่านมาให้แก่ศิษยานุศิษย์ ณ ท้องถิ่นที่เกิดของท่าน คือจังหวัดอ่างทอง ซึ่งสาธุชนได้ร่วมแรงร่วมใจกันบุกเบิกสร้างสํานักวิปัสสนาขึ้น และเจริญยั่งยืนถาวรอยู่มาเป็นเวลากว่าเสี้ยวศตวรรษแล้วในปีนี้ ขอให้คุณยายอาจารย์ถนอม อาสไวย์ อยู่เป็นร่มโพธิ์แก้วเผยแพร่พระสัทธรรมวิชชาธรรมกายขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแก่ศิษยานุศิษย์และสาธุชนทั้งหลายต่อไปอีกนานเท่านาน บริบูรณ์ด้วยพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ และญาณรัตนะ ฝ่ายสัมมาทิฏฐิตลอดไปโดยบารมีกุศลธรรมทั้งปวงนี้เทอญ