คุณแม่ท้วม หุตานุกรม
หลวงปู่วัดปากน้ำ · 531010-บุคคลยุคต้นวิชชา3
ความสุขความสําราญเป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนปรารถนา แต่การแสวงหาความสุขของแต่ละคนมีวิธีการต่างๆ กัน แล้วแต่ความเห็นชอบของแต่ละบุคคลบางคนมุ่งหมายความสุขในปัจจุบัน บางคนก็มุ่งหน้าไปสวรรค์นิพพานในอนาคตด้วยเหตุนี้ ความคิดความเห็นของคนเราจึงไม่เหมือนกัน บางครั้งเราจะนึกฉงนใจในคนบางคน ซึ่งมีแนวทางชีวิตและความนึกคิดแตกต่างจากคนทั่วไป แต่จุดมุ่งหมายสุดท้ายต่างก็ต้องไปร่วมจุดเดียวกันคือ “ดินแดนบรมสุขอมตนฤพาน”
ขอยกตัวอย่างชีวิต “ชาววัด” ที่จัดว่าเป็นบุคคลที่น่าสนใจผู้หนึ่ง มาเล่าให้ท่านฟังสักเล็กน้อย บุคคลผู้นี้คือ นางสาวท้วม หุตานุกรม หรือ “คุณแม่” เกิดที่ประเทศจีน คือเป็นชนเชื้อสายจีน มีบิดาชื่อ นายฮวด มารดาไม่ทราบชื่อ เกิดเมื่อ พ.ศ.๒๔๓๓ นับมาถึงปีนี้ก็เป็นเวลาถึง ๙๗ ปี คุณแม่ท้วม หุตานุกรม มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน ๔ คนด้วยกัน คือ
๑.พลโทพระพิพัฒน์ภูมิประเทศ
๒.พลเรือจัตวาเรียง พิพัฒน์ภูมิประเทศ
๓.คุณสอิ้ง สัตยประกอบ
๕.คุณสะอาด หังสุบุตร
ซึ่งต่อมาคุณแม่ท้วมหุตานุกรมได้เดินทางเข้ามายังประเทศไทย
ประกอบอาชีพค้าขายอยู่ที่อําเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี เมื่อเจริญวัยได้ช่วยบิดามารดาทําการค้าขายอยู่ในคลองสองพี่น้อง เป็นผู้ใฝ่ใจในทางพระศาสนามาแต่เยาว์ ครั้นอายุ
ได้ ๒๐ ปีได้หนีบิดามารดาไปบวชเป็นชีที่วัดสวนหงส์ อําเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี อยู่ที่วัดสวนหงส์ไม่นานนัก ก็ย้ายลงมาอยู่ที่วัดเทพศิรินทราวาส จังหวัดพระนคร ด้วยความปรารถนาจะศึกษาหาความรู้ ในทางพระศาสนาให้มีความรู้ยิ่งขึ้น ที่นี้ได้ศึกษาวิชาพระพุทธศาสนาด้านปรมัตถธรรมจากท่านอาจารย์จางวางอยู่ประมาณ ๒ ปี รู้สึกซาบซึ้งในรสพระธรรมยิ่งนัก ต่อมาหวลระลึกถึงบิดาทางบ้าน จึงกลับขึ้นไปชักจูงให้บิดาเข้าใจและเลื่อมใสในทางพระพุทธศาสนา ซึ่งภายหลังได้สมาทานตนเป็นอุบาสก ปฏิบัติธรรมอย่ที่วัดสองพี่น้องเป็นเวลาหลายปี ต่อมา “หลวงพ่อวัดปากน้ำ” (เมื่อครั้งยังไม่มีสมณศักดิ์) ได้ขึ้นไปวัดสองพี่น้องไปพบเข้า จึงจัดการให้อุปสมบท ณ วัดสองพี่น้อง แล้วพามาอยู่ที่วัดพระเชตุพนฯ ด้วย
หลังจากได้ชักชวนบิดาให้เลื่อมใสและบวชเป็นพระภิกษุสมความตั้งใจแล้ว “คุณแม่” ก็ออกจาริกปฏิบัติธรรม มุ่งตรงไปยังวัดสนามพราหมณ์และวัดถ้ำแกลบ จังหวัดเพชรบุรี “คุณแม่” เล่าว่า “ขณะปฏิบัติอยู่นั้น ปรารถนาจะให้พ้นอาสวะกิเลสเร็วๆ เข้า จึงสมาทาน เนสชฺชิกงฺคธุดงค์” คือถือไม่นอนตลอด ๓ เดือน ยึดเอา 'อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา' ตลอดไตรมาสเป็นกรรมฐาน”
จากนั้นได้ย้ายไปอยู่วัด “ศาสนาส” จังหวัดนครปฐม “วัดลิงขบ” และวัด“ภาวนาภิรตาราม” ในคลองบางกอกน้อย จังหวัดธนบุรีตามลําดับ ณ วัดภาวนาภิรตาราม มีเพื่อนร่วมปฏิบัติธรรมร่วมกัน ๒๐ คน ส่วนมากเป็นคนชรา“คุณแม่” ตั้งใจจะปฏิบัติให้บรรลุธรรม ยอมถวายชีวิตในพระศาสนา จึงตั้งหน้าบําเพ็ญเพียรต่อไปอีก ครั้งนี้ปฏิบัติตนตามแบบพระภิกษุ มีออกบิณฑบาตร โดยเอาชาม ๑ ใบลงเรือน้อยไปตามบ้านที่เขาใส่บาตรพระ ได้อาหารคาวหวานก็เอารวมใส่ในชามเดียวทั้งหมด รับประทานเวลาเดียวเท่านั้นตลอดทั้งวัน
ต่อมา “คุณแม่” ได้รู้หลักธุดงค์ ๑๓ จึงได้ทราบว่าตนเองได้ประพฤติตรงตามหลักของธุดงค์ ๑๓ เป็นบางข้อแล้ว คือนอกจากอาหารบิณฑบาตที่ได้มาเท่าไรแล้วใครจะนําอาหารมาให้อีกก็ไม่รับประทานถือความมักน้อยสันโดษจนประชาชนแถบนั้นรู้สึกศรัทธาและเลื่อมใสในการปฏิบัติของท่านเช่นนั้นท่านเองเกิดปีติและมาระลึกว่า บิดาก็ได้บวชเป็นพระภิกษุแล้ว นับว่าได้แสดงความกตัญญูกตเวทีเป็นอย่างดี ส่วนมารดาชิยังไม่มีโอกาสได้ตอบแทนพระคุณเลย ถ้าจะตอบแทนพระคุณมารดา ก็จําเป็นจะต้องจัดหาเงินไว้ให้เพียงพอที่จะสงเคราะห์ท่าน จึงตัดสินใจลาเพศชีออกมาประกอบอาชีพเพื่อหาเงินส่งไปให้ท่านบ้าง ในขณะนั้น “คุณแม่” มีอายุได้ ๒๙ ปี รู้สึกว่าการหาเงินนั้นเป็นการหายากยิ่ง จะทําการค้าขายสิ่งใดก็ไม่สะดวก เพราะตนเองเป็นหญิงสาว ในที่สุดได้ไปพักอยู่กับคุณเงินซึ่งเป็นคุณอาของท่านเจ้าพระยาธรรมศักดิ์ บังเอิญคุณเงินได้ป่วยลงมีนายแพทย์ที่โรงพยาบาลศิริราชมาทําการรักษาและมีนางพยาบาลมาทําการพยาบาลด้วยทําให้เกิดสนใจอยากจะเป็นนางพยาบาลกับเขาบ้าง เพราะเห็นว่าเป็นหนทางหนึ่งที่จะช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์จึงสอบถามระเบียบการเพื่อจะเข้าเรียนเป็นนางพยาบาลด้วย ปรากฏว่ายังมีไม่มีวิทยฐานะพอที่จะเข้าเรียนได้ เพราะผู้ที่จะเข้าเรียนวิชาพยาบาลต้องมีความรู้ไม่ต่ำกว่ามัธยมปีที่ ๔ หรือเทียบเท่า แต่ด้วยเจตนาอันแรงกล้าที่จะเข้าเรียนวิชาพยาบาลให้สําเร็จจึงเริ่มเรียนหนังสือกับคุณครูพร้อมเรียนอยู่ประมาณ ๓ เดือนก็เข้าสอบเทียบความรู้ และเข้าศึกษาวิชาพยาบาลที่โรงพยาบาลศิริราชได้สมความตั้งใจ ศึกษาวิชาพยาบาลอยู่ ๓ ปีจึงสอบได้รับประกาศนียบัตรพยาบาลและผดุงครรภ์ ซึ่งนับว่าเป็นความสามารถอันหนึ่ง
หลังจากนั้นได้เข้ารับราชการในกองอนามัย โดยมีหม่อมเจ้าวัลภากรณ์เป็นหัวหน้า และได้ส่งเงินไปให้มารดาบ้าง ขณะนั้นได้มีโอกาสไปทําการพยาบาลคนไข้ตามบ้านที่ยากจน เกิดมีความสังเวชสลดใจในสภาพของคนเหล่านั้น ทําให้เกิดการคํานึงขึ้นว่า “คนเหล่านั้นมีชีวิตอยู่เพื่ออะไรหนอ?”
ได้ทํางานในหน้าที่และคลุกคลีอยู่กับประชาชนผู้ยากจนเช่นนั้นประมาณ ๒ ปีเศษ จนอายุย่างเข้า ๓๕ ปี เนื่องจากสภาพของชีวิตที่ได้พบเห็นนั้นทําให้จิตใจที่เคยฝึกฝนในทางธรรมมาแล้ว บังเกิดความเบื่อหน่ายในเพศฆราวาสขึ้นอีก ประกอบทั้งเงินทองก็ได้สะสมไว้มากพอสมควร จึงตัดสินใจเข้าไปทูลหม่อมเจ้า วัลภากรณ์ ผู้เป็นหัวหน้าขอลาออกจากตําแหน่งหน้าที่ด้วยพระกรุณาของพระองค์ท่าน จึงทรงรับสั่งถามว่า “ทําไมเธอจึงคิดจะลาออกเสียล่ะ? หรือว่าทํางานที่นี้ไม่สบาย จะต้องการย้ายไปอยู่ที่ไหนก็บอกจะได้จัดการให้ตามความประสงค์ หรือจะลาพักผ่อนเพื่อไปตากอากาศให้สบายใจเสียก่อนจึงกลับมาทํางานใหม่ก็ได้” แต่ “คุณแม่” ทูลตอบว่า “จะลาออกไปบวชเป็นอุบาสิกาที่วัด”
ที่สุดการขออนุญาตลาออกจากงานก็สมประสงค์ จึงจัดการจําหน่ายเครื่องมือเครื่องใช้ในการทําคลอดจนหมดสิ้น เพื่อตัดกังวลเกรงว่าจะมีผู้มารบกวนให้ไปทําคลอดอีก แม้กระนั้นก็ยังมีผู้ตามมาฝากครรภ์อีกจนได้ ทั้งนี้เพราะในขณะที่ปฏิบัติงานตามหน้าที่ราชการได้ทําชื่อเสียงและเป็นที่รักของคนทั่วไป คนเหล่านั้นจึงตามมาอีก ได้พยายามชี้แจงให้เป็นที่เข้าใจ เป็นอันว่าชีวิตฆราวาสได้สิ้นสุดลงโดยการตัดสินใจบวชชีอีกวาระหนึ่ง ณ วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ธนบุรี เพื่อจะได้ปฏิบัติธรรมและดูแลหลวงพ่อผู้บังเกิดเกล้าของท่านซึ่งได้ย้ายมาจากวัดพระเชตุพนฯ “คุณแม่” ปฏิบัติธรรมอยู่ต่อมาอีกประมาณ ๓ ปี จึงมีโอกาสรับมารดามาปฏิบัติ ขณะที่มารดามาที่วัดปากน้ำ วันนั้นเป็นวันธรรมสวนะ เมื่อมารดามาถึงวัด ได้มานั่งคอยดูท่านอยู่ที่ศาลาน้ำเพื่อพบบุตรสาวของตน ครั้น “คุณแม่” เดินออกจากพระอุโบสถผ่านมาทางมารดาซึ่งคอยอยู่ พอมารดาของท่านเห็นเข้าก็จําได้จึงเดินเข้าไปฉุดข้อมือแล้วร้องไห้ด้วยความดีใจ เพราะได้จากกันมานานแล้ว เป็นอันว่ามารดาและบุตรได้พบกัน
ต่อมาท่านได้แนะนําให้มารดาบริจาคทาน รักษาศีล เจริญภาวนาอยู่ ณ วัดปากน้ำ เป็นเวลาประมาณ ๒ ปีเศษ มารดาได้ป่วยเป็นโรคผื่นคัน ได้หาหมอหลายชาติหลายภาษามาทําการรักษาจนสุดความสามารถก็ไม่หาย ในที่สุดแพทย์จีนผู้หนึ่งให้คําแนะนําว่าควรให้กลับบ้านเดิมโรคถึงจะหายเพราะดินฟ้าอากาศกรุงเทพฯ ไม่ถูกกับโรคเหตุนี้จึงจําเป็นต้องส่งมารดากลับบ้านเดิมด้วยความจําใจ และได้ขอร้องมารดาว่าอย่าไปทํางานอื่นเลยขอให้ตั้งหน้าเจริญภาวนาอย่างเดียวท่านจะส่งเงินไปให้ทุกๆ เดือน ท่านได้ส่งเงินอยู่ประมาณ ๓ ปี ก็ได้ทราบข่าวเป็นที่น่าเสียใจยิ่งว่า มารดาได้ถึงแก่กรรมเสียแล้ว ท่านจึงได้ขอร้องอาจารย์ที่นั่งทางในตรวจดูว่า มารดาของท่านตายแล้วไปอยู่ที่ไหน ก็ได้ทราบว่าอยู่สวรรค์ชั้นที่ ๑ เพราะอานิสงส์ที่ทําภาวนานั้น “คุณแม่” จึงดีใจว่าท่านได้แสดงความกตัญญูกตเวทีแก่มารดาแล้ว ต่อจากนั้นท่านจึงอธิษฐานจิต ขอถวายชีวิตต่อพระรัตนตรัย และรับใช้พระศาสนาจนตลอดชีวิตถึงกระนั้นก็ตามท่านก็ยังคิดถึงอุปการคุณของบิดามารดาอยู่เสมอจึงได้ทําบุญอุทิศส่วนกุศลส่งไปให้อยู่เป็นนิจ ต่อมาได้ขอร้องอาจารย์นั่งทางในตรวจซ้ำอีก ปรากฏว่ามารดาของท่านได้เลื่อนขึ้นไปอยู่สวรรค์ชั้น ๔ ส่วนตัว “คุณแม่” เองได้ปฏิบัติธรรมอยู่ในวัดปากน้ำตั้งแต่ปี ๒๔๖๗ นับเป็นเวลาได้ ๓๐ ปีเศษแล้ว ได้รับหน้าที่เป็นผู้จัดการโรงครัวประกอบอาหารเลี้ยงพระภิกษุสามเณร วิ่งเต้นหาเงินทองข้าวของมาช่วยเจ้าคุณหลวงพ่อ ทําการเลี้ยงพระอยู่ตลอดมาเป็นปรกติ ยอมมอบกายอุทิศชีวิตเพื่อพระศาสนาจริงๆ กิจประจําวันคือ เวลา ๑๕.๐๐ น. ล่วงแล้ว จะพาพวกแม่ครัว ๒-๓ คน ไปจ่ายอาหารสําหรับถวายพระเช้า เวลา ๐๔.๐๐ น. ต้องลุกขึ้นปลุกแม่ครัวประกอบอาหารเลี้ยงพระเช้า ส่วนตัว “คุณแม่” พาลูกสาวในครัวออกไปจ่ายอาหารที่ตลาดเตรียมทําอาหารเลี้ยงพระภิกษุสามเณรตลอดถึงอุบาสิกาในเวลาเพลต่อไปเป็นประจําทุกวัน ในวันใดมีผู้มีศรัทธามารับทําการเลี้ยงภัตตาหารพระภิกษุสามเณรวันนั้น “คุณแม่” จะต้องจัดอาหารเป็นพิเศษตามความประสงค์ของผู้เป็นเจ้าภาพ โดยเจ้าภาพไม่ต้องทําอะไรเลย เพียงนําเงินไปมอบให้เท่านั้น ก็จะได้เลี้ยงพระภิกษุสามเณร ๕๐๐ รูป อุบาสิกาและศิษย์วัดอีกประมาณ ๓๐๐ คน รวมประมาณ ๘๐๐ คนด้วยกัน “คุณแม่” ได้ปฏิบัติมาเช่นนี้เป็นประจําถึง ๓๐ ปีเศษแล้วนับตั้งแต่ได้รับหน้าที่เป็นผู้จัดการโรงครัว เริ่มต้นแต่ใช้ข้าวสารประมาณวันละ ๔ ถัง ค่าอาหารประมาณ ๒๐ บาท จนถึงปี ๒๔๙๗ ต้องใช้ข้าวสารวันละ ๑,๙๒๐ ถัง ค่าอาหารอย่างน้อยที่สุด ๘๐๐ บาท พระภิกษุสามเณรตลอดจนอุบาสิกาในวัด “คุณแม่” มีใจเป็นห่วงใยไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อยใดๆ ทั้งสิ้น ด้วยเหตุนี้ข้าพเจ้าจึงกล่าวไว้ในตอนต้นแล้วว่า “เป็นคนสําคัญของวัดปากน้ำ” ชาววัดปากน้ำจึงขนานนามท่านว่า “คุณแม่”
นอกจากหลวงพ่อวัดปากน้ำมอบให้คุณแม่ท้วม เป็นหัวหน้าโรงครัววัดปากน้ำ ยังมอบให้เป็นผู้ปกครองแม่ชีอีกด้วย หลังจากนั้นมาคุณแม่ท้วมก็ได้ปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าโรงครัวและหัวหน้าปกครองแม่ชีจนกระทั่งอายุถึง ๗๐ ปี จึงได้หยุดพักในยามชรา
คือหยุดพักเมื่อปี พ.ศ.๒๕๐๓ ได้ปฏิบัติหน้าที่แม่ครัวมาเป็นอันดี ท่านเจ้าคุณพระธรรมวิมลโมลี(ปัจจุบันคือพระธรรมวโรดม) วัดเบญจมบพิตรได้เล่าถึงประวัติการสร้างบุญกุศลของคุณแม่ท้วม ดังนี้
“เนื่องจากผู้เทศน์นี้ก็เคยได้พึ่งบุญบารมีได้พึ่งน้ำมือของแม่ท้วม เป็นเวลาถึง ๖ ปี กล่าวคือ ผู้เทศน์นี้ได้มาอยู่ที่วัดปากน้ำนี้เมื่อปี พ.ศ.๒๔๙๑ ในสมัยนั้นวัดปากน้ำนี้ยังเป็นวัดที่ยากจน ความเป็นอยู่ยังแร้นแค้น ความเป็นอยู่ของพระภิกษุสามเณรยังเดือดร้อนในเรื่องอาหารการบริโภคไม่อุดมสมบูรณ์เหมือนในปัจจุบันนี้ กล่าวโดยเฉพาะเท่าที่ปรากฏสําหรับผู้เทศน์นี้รู้สึกว่ามีความรู้สึกเกี่ยวกับคุณแม่ท้วมนี้มองดูแล้วคล้ายจะเป็นข้าศึก มองดูแล้วไม่ได้แสดงความเป็นมิตรเลย เพราะอะไร เพราะในสมัยนั้นผู้เทศน์นี้ยังเป็นสามเณรอยู่ รู้สึกว่าคุณแม่ท้วมนี่เป็นคนที่กระเหม็ดกระแหม่ คือเป็นคนที่ไม่เห็นใจพระภิกษุสามเณร เลี้ยงอาหารการบริโภคเช้าเพลนั้น รู้สึกว่าอาหารนั้นมีมากพอ แต่ว่ารสมันไม่เข้าขั้น เรียกว่าไม่ถูกปาก กินเพื่ออยู่ ไม่ได้อยู่เพื่อความเอร็ดอร่อยอะไรเลย กิน...อ้าเกือบว่าจะทุกวันนะต้องกินข้าวต้ม หรือว่าฉันข้าวต้มกับผักกาดดอง ผักกาดเขียวดองบ้าง มะละกอดองบ้าง ผักหัวใช้โป๊วบ้าง เป็นประจําอยู่ทุกวันๆ เมื่อวานอย่างไรวันนี้ก็อย่างนั้นรุ่งขึ้นก็อย่างเดียวกัน มองดูมันเบื่อแต่ก็ต้องฉัน เพราะฉะนั้นความเบื่อเรื่องอาหารนี่เองมองหน้าคุณแม่ท้วมก็พลอยเบื่อหน้าโยมไปด้วย รู้สึกว่าในสมัยนั้น คิดไม่เห็นบุญคุณของคุณแม่ท้วมนี้เลย มองเห็นเป็นศัตรูไป แต่มาถึงสมัยนี้ก็มาคิดได้ว่าที่เราเจริญรุ่งเรืองอยู่ได้ทุกวันนี้ ถ้าไม่ได้อาหารไม่ได้น้ำมือของคุณแม่ท้วมแล้วหาเจริญขึ้นได้อย่างนี้ไม่ และพิจารณาตามความเป็นจริงว่า สถานที่ใดก็ตามถ้ามีความเป็นอยู่แร้นแค้น มีความเป็นอยู่ลําบากคนที่อยู่ด้วยกันก็จะเห็นอกเห็นใจ เรียกว่าเห็นน้ำใจกันเมื่อยามยาก เพราะฉะนั้นพระภิกษุสามเณรวัดปากน้ำนี้ในสมัยที่เมื่อ ๔๐ ปีมาแล้ว หรือ ๓๐ ปีมาแล้ว ในสมัยนั้นศิษยานุศิษย์ของวัดปากน้ำ ที่ยังมีชีวิตอยู่ที่ไปเจริญรุ่งเรืองอยู่ในภูมิภาคในที่ต่างๆ จะมีความเห็นอกเห็นใจกัน มีความช่วยเหลือเกื้อกูลกันเป็นอันดีเพราะว่าได้กินผักกาดดอง ได้กินหัวใช้โป๊ว ร่วมกันมา ได้เห็นความทุกข์ยากลําบากเดือดร้อนร่วมกันมา มีความเห็นอกเห็นใจกัน ส่วนในสมัยปัจจุบันนี้วัดปากน้ำมีความเจริญรุ่งเรือง มีอาหารการบริโภคอุดมสมบูรณ์ ความเห็นอกเห็นใจกันก็ลดน้อยลงไป เพราะฉะนั้นความรักสํานักของคณะศิษย์ในปัจจุบันนี้เมื่อเทียบกับเมื่อ ๓๐ ปี ๔๐ ปี ที่แล้วมาจะต่างกันมากในสมัยที่หลวงพ่อยังมีเกียรติคุณความดียังไม่เด่น ยังไม่ปรากฏชัด ยังมีความเลื่อมใสน้อยนั้นคณะศิษยานุศิษย์มีความรักมีความช่วยเหลือเกื้อกูลกันไม่เบียดเบียนกันไม่ประทุษร้ายกัน ไม่ปรากฏเหมือนกับสมัยหลวงพ่อล่วงลับดับขันธ์ไปแล้วอันนี้ก็เป็นเครื่องน่าพิจารณาส่วนหนึ่งและการศึกษาถ้าหากสถานที่ใดมีความอุดมสมบูรณ์ในเรื่องอาหารการบริโภคแล้วการศึกษาที่นั้น มักจะไม่เจริญเท่าสํานักที่มีการศึกษาอดๆ อยากๆ ความวิริยะอุตสาหะจะมีมากกว่า กล่าวถึงความรู้สึกของผู้เทศน์นี้จะเล่าตามความเป็นจริงให้ฟังว่า ณ สถานที่นั่งเทศน์อยู่นี้เดิมนั้นเป็นสถานที่ว่าง เป็นพื้นดินที่ว่างเปล่า เพราะมีกําแพงแก้วล้อมรอบอุโบสถอยู่ ไม่กว้างเท่าไรนักสถานที่ว่างนี้ก็เป็นสถานที่คุณโยมท้วมนั้นให้แม่ชีมาปลูกมะละกอเอาไว้สําหรับเก็บลูกมะละกอไปดองเลี้ยงพระภิกษุสามเณรเนื่องจากสามเณรในยุคนั้นก็ร้ายไม่ใช่เล่น คือเมื่อเบื่อมะละกอแล้วก็ให้เกลียดต้นมะละกอไปด้วย ครั้นเวลาใกล้จะทอดกฐิน หลวงพ่อก็ใช้ให้สามเณรมาดายหญ้ารอบโบสถ์นี้ ก็มีผู้เทศน์นี้ร่วมอยู่ด้วยผู้หนึ่ง เมื่อดายหญ้าก็แกล้งฟันต้นมะละกอให้ล้มระเนระนาดไปหมด นึกว่าหลวงพ่อคงจะดุ ก็ไม่ได้ดุอะไร แต่มันร้ายยิ่งกว่านั้นคือ เมื่อต้นมะละกอล้มลงแล้ว คุณโยมท้วมเอาต้นมะละกอไปดองให้กินอีก รู้รสเลยว่ากรรมมันตามทันกินลูกมันก็ดีอยู่แล้วต้องมากินต้นอีก อันนี้เป็นกรรมอย่างหนึ่งขอสารภาพในที่นี้ว่า ในสมัยนั้นยังเป็นเด็ก ยังไม่รู้คุณค่าของเรื่องอาหารการบริโภค
และที่สังเกตวันใดถ้ามีคนมาเลี้ยง เอาแตงโมมาเลี้ยงละก็ในวันรุ่งขึ้นจะต้องกินแกงเปลือกแตงโมเป็นประจํา เพราะฉะนั้นถ้านัดกันว่าวันใดถ้ามีโยมมาเลี้ยง มีแตงโมมาเลี้ยงละก็เมื่อกินเนื้อหมดแล้วพยายามหักเปลือกแตงโมทิ้งกระโถนให้หมด แม่ท้วมจะได้ไม่เอาไปแกงเรียงเลี้ยง ในวันรุ่งขึ้นก็เป็นการแกล้งคุณโยมไปในตัวอย่างนี้เสมอมา อันนี้ก็เป็นเวรเป็นกรรม แต่มาคิดดูเมื่อล่วงกาลผ่านวัยไปเป็นเวลาถึงจากปี ๒๔๙๑ ถึงปัจจุบันปี ๒๕๓๐ ก็เป็นเวลาถึง ๔๐ ปี ให้เห็นคุณค่าของแม่ครัวท้วมนี้เป็นอันดีว่า ถ้าคุณแม่ท้วมนี้เป็นคนสุรุ่ยสุร่าย หรือเป็นคนทํางานเพื่อหวังจะเอาความดีความชอบต่อพระภิกษุสามเณร ไม่คํานึงถึงเศรษฐกิจความเป็นอยู่แล้ว วัดปากน้ำก็คงจะไม่เจริญรุ่งเรือง เหมือนในปัจจุบันนี้ การที่หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านสร้างบารมีได้ไม่มีอะไรขาดตกบกพร่อง หรือสร้างบารมีได้เป็นอันดี ก็เพราะหลวงพ่อท่านมีคู่สร้างบารมี คือคุณโยมประยูร สุนทรา ซึ่งได้ทําหน้าที่เป็นไวยาวัจกร คือเป็นขุนคลัง กล่าวได้ว่าเป็นขุนคลังแก้ว เพราะคุณโยมประยูรนั้นเป็นอนาคาริกไม่ได้แต่งงาน เมื่อไม่ได้แต่งงาน ก็ไม่มีสิ่งที่จะต้องรับผิดชอบเลย ไม่ต้องคํานึงถึงคนอื่นที่จะต้องเลี้ยงดูเพราะฉะนั้นจึงปฏิบัติหลวงพ่อด้วยความชื่อสัตย์สุจริต รักษาเงินทุกบาททุกสตางค์ไว้ไม่ได้กระจายไปไหน ก็นับว่าท่านได้ขุนคลังแก้วในฝ่ายการคลังเป็นอันดี และได้อาศัยคุณแม่ท้วม ซึ่งเป็นเจ้ากรมพลาธิการ เป็นคู่สร้างบารมีอีก เป็นคนรู้จักจับจ่ายใช้สอยเท่าที่ได้ทราบมาจริงเท็จอย่างไรไม่ทราบ คุณแม่ท้วมนี้จะไปซื้อผักกาดเขียวในเวลาเย็นๆ ไปซื้อที่ไหน ไปซื้อที่ปากคลองตลาด ทําไมไปซื้อเวลาเย็นๆเพราะเวลาเย็นๆ นั้นเป็นของที่เหลือเศษอยู่ราคามันไม่แพง ไปเหมาเอามา คนที่นั่นเขาถามกันว่าคุณป้าจะซื้อเอาไปทําไม แกก็ตอบว่าจะซื้อเอาไปเลี้ยงหมู ได้ทราบข่าวอย่างนี้ ยิ่งเกลียดคุณโยมแม่ท้วมนี้มากยิ่งขึ้น เห็นพระเณรเป็นหมูไป และผักกาดที่ซื้อมานั้น ก่อนที่จะดองคุณแม่ท้วมนี้ก็เอามาตากที่ถนนทางเดินเป็นถนนอิฐ ก่ออิฐถือปูนหน้าพระอุโบสถนี้เดินทางไปศาลาการเปรียญ แกเอามาตากโดยที่ไม่ได้มีเสื่อมีอะไร ตากกับพื้นซีเมนต์ นั้นเรามองดูแล้วก็ปลงธรรมสังเวชสลดจิต อื๊อนี่จะทําให้สะอาดสอ้านซักหน่อยก็ไม่ได้ แต่ความจริงน่ะเวลาตาก เราก็ไม่รู้ถึงไอ้วิธีกรรมต่างๆ ก่อนที่จะมาเลี้ยงพระนั้น เขาจะต้องทําให้มันเหี่ยวลงไปเสียก่อน แล้วก็ไปเคล้ากับเกลือหมักไว้จนได้ที่แล้วก่อนที่จะมาเลี้ยงพระเณรนั้น เขาล้างสะอาดก่อน ไม่ใช่กินทั้งที่มีปนด้วยขอโทษขี้ตีนหรือปนด้วยขี้หมูขี้หมา ตามที่ปรากฏแต่ว่าคนเรานี้ถ้าหากว่ามันตั้งจิตมันมีปฏิฆะ คือความขัดใจ มีโทสะมูลจิตเข้ากํากับจิตใจแล้ว ให้เห็นผิดเป็นชอบ เห็นเป็นแง่ร้ายไปหมด เพราะฉะนั้นเมื่อพิจารณาถึงปฏิปทาของคุณโยมที่ปฏิบัติมา ในยุคนั้นสมัยนั้น จําเป็นมากถ้าจะจับจ่ายใช้สอยกินหมูเห็ดเป็ดไก่เหมือนในปัจจุบันนี้วัดปากน้ำก็คงจะล่มจมไปนานแล้ว เพราะสมัยนั้นคนเลื่อมใสยังมีน้อยซึ่งต่างกว่าในสมัยนี้ เพราะฉะนั้นจึงกล่าวได้ว่าหลวงพ่อได้แม่ครัวคู่สร้างบารมีที่เหมาะสม จึงได้สร้างบารมีเลี้ยงพระภิกษุสามเณร ซึ่งในสมัยปี พ.ศ.๒๔๙๑ เท่าที่ผู้เทศน์มาอยู่นั้น สมัยนั้นพระยังไม่เกิน ๑๕๐ รูป ประมาณ ๑๐๐ กว่ารูป ก็นับว่าอดๆ อยากๆ นานๆ จะมีคนมารับเลี้ยงสักรายหนึ่ง มีปลาทูให้ฉันชักทีหนึ่ง รู้สึกว่ามันปลื้มใจ ซึ่งในสมัยปัจจุบันนี้มีคนมาเลี้ยงเดือนหนึ่งหาเวลาว่างเกือบไม่ได้ซึ่งต่างกันมากเพราะฉะนั้นเมื่อพิจารณาตามปฏิปทา สัมมาปฏิบัติ ของคุณแม่ท้วมนี้แล้ว ก็จะเห็นว่าท่านเป็นผู้ที่เป็นแม่บ้านหรือว่าเป็นเจ้ากรมพลาธิการ ที่ยอดเยี่ยมกล่าวได้ว่าหาคนเสมอเหมือนได้ยาก ที่เป็นดังนั้นเพราะอะไร ก็เพราะคุณแม่นั้นเป็นอนาคาริก ประพฤติตนไม่มีครอบครัว เมื่อไม่มีครอบครัวแล้วก็ไม่มีความจําเป็นที่จะต้องนําเงินไปใช้จ่าสงเคราะห์คนอื่น ก็ตั้งหน้าตั้งตาสร้างคุณงามความดีเลี้ยงพระภิกษุสามเณร อันนี้ก็เป็นเครื่องสังเกตอย่างหนึ่งว่าคนที่จะทํางานส่วนรวมไม่เห็นแก่ประโยชน์สุขส่วนตัวนั้นมักจะเป็นอนาคาริกจะกล่าวให้เห็นได้ง่ายๆ อย่างพระสงฆ์ที่ทํางานเป็นประโยชน์แก่ส่วนรวม แก่ประเทศ แก่พระพุทธศาสนา ได้เป็นอันดีนั้นก็เพราะท่านไม่มีครอบครัว ไม่มีลูกที่จะต้องเลี้ยง ไม่มีภรรยาที่จะต้องเลี้ยง ทําหน้าที่เลี้ยงเฉพาะตัว นอกจากนั้นก็ทําหน้าที่เพื่อส่วนรวม และให้ท่านทั้งหลายได้สังเกตว่าคนที่ทํางานส่วนรวมอยู่ทุกวันนี้ ล้วนแต่เป็นคนที่ไม่คํานึงหรือว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องของครอบครัว จึงทํางานส่วนรวมได้ เพราะฉะนั้นคุณแม่ท้วมนี้ตลอดชีวิตของท่านประพฤติตนเป็นอนาคาริก มีความชื่อสัตย์สุจริต นับได้ว่าเป็นแม่ของวัดปากน้ำ ซึ่งในฝ่ายพระภิกษุสามเณรก็เรียกหลวงพ่อว่าหลวงพ่อ ในฝ่ายคุณโยมแม่ท้วมนี้ ก็ควรเรียกว่าหลวงแม่ เป็นแม่ผู้ใหญ่เป็นแม่ยิ่งใหญ่ ในทางคุณงามความดี เป็นแม่ในทางธรรมที่ได้เลี้ยงวัดปากน้ำมาเพราะฉะนั้นเมื่อกล่าวถึงปฏิปทาสัมมาปฏิบัติของคุณแม่ท้วมแล้วจะเห็นได้ว่าท่านเกิดมาเพื่อสร้างบุญสร้างบารมีโดยแท้ที่เป็นดั่งนี้ ก็สันนิษฐานได้ตามปฏิปทาสัมมาปฏิบัติของท่านว่าท่านต้องเข้าถึง คือคุณแม่ท้วมนี้ต้องเข้าถึงสัจธรรมความเป็นจริงของโลกนี้ ได้ทราบซึ้งถึงสัจธรรมความเป็นจริงของโลกนี้ตามคําสอนในพระพุทธศาสนาที่ท่านมาเลื่อมใสหลวงพ่อวัดปากน้ำอยู่ ก็เพราะท่านได้ทราบถึงสัจธรรมความเป็นจริง จึงได้เสียสละฆราวาสวิสัยเข้ามาบําเพ็ญคุณงามความดีในทางพระพุทธศาสนา ทั้งนี้ก็กล่าวได้ว่า การที่คุณแม่ท้วมท่านประพฤติดี ปฏิบัติชอบ ช่วยหลวงพ่อสร้างบารมีมาเป็นปึกแผ่นดังนี้ก็เพราะท่านได้ทราบถึงสัจธรรมความเป็นจริงของโลกนี้ตามคําสอนในทางพระพุทธศาสนา ก็คือโลกแห่งมนุษย์เรานี้ ไม่ใช่สถานที่ที่อยู่เพื่อเสวยความสุข ไม่ใช่สถานที่อยู่เพื่อเสวยความทุกข์ แต่เป็นสถานที่อยู่ชั่วคราว เพื่อสร้างคุณงามความดี
นอกจากนี้ พระเทพกิตติปัญญาคุณ (กิตฺติวุฒฺโฑ ภิกฺขุ) ได้กล่าวรําลึกถึงคุณแม่ท้วมไว้ว่า คุณแม่ท้วมนั้นเป็นคนเก่าแก่ของวัดปากน้ำ กล่าวได้ว่าชีวิตของคุณแม่ท้วมกับวัดปากน้ำนั้นมีความใกล้ชิดสนิทสนมกันมากเหมือนเป็นชีวิตเดียวกัน เพราะวัดปากน้ำภาษีเจริญ ในสมัยก่อนที่หลวงพ่อวัดปากน้ำจะได้มาอยู่จําพรรษาดํารงตําแหน่งเจ้าอาวาส วัดปากน้ำไม่เป็นที่รู้จักแก่ประชาชนอย่างกว้างขวางต่อเมื่อหลวงพ่อวัดปากน้ำได้มาดํารงตําแหน่งเป็นเจ้าอาวาส วัดปากน้ำก็มีชื่อเสียงปรากฏแก่สาธุชนโดยทั่วไปมีความเจริญรุ่งเรืองมาตามลําดับ คุณแม่ท้วม หุตานุกรม เป็นลูกศิษย์หลวงพ่อวัดปากน้ำ และเป็นผู้ที่รับใช้หลวงพ่อมาตั้งแต่ต้น ตั้งแต่อยู่อําเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี เมื่อหลวงพ่อย้ายมาอยู่ที่วัดพระเชตุพน คุณแม่ท้วมก็ได้ติดตามมา เมื่อหลวงพ่อย้ายมาอยู่วัดปากน้ำ หลวงพ่อก็ชวนคุณแม่ท้วมมาอยู่วัดปากน้ำ เพื่อช่วยเหลืองานทางวัดซึ่งคุณแม่ท้วมก็ได้สนองงานนี้ด้วยดีมาโดยตลอด โดยเฉพาะได้สนองเจตนาของหลวงพ่อที่ได้ตั้งไว้เดิมว่าเมื่อท่านมาดํารงตําแหน่งที่วัดปากน้ำนี้ท่านจะได้ถวายภัตตาหารแด่พระสงฆ์สามเณรที่อยู่ในความดูแลภายใต้การปกครองของท่าน ไม่ให้ลําบากเรื่องปัจจัย ๔ สมัยนั้นการบิณฑบาตนั้นลําบากมาก
เพราะว่าบริเวณรอบๆ วัดปากน้ำนี้ก็มีวัดอยู่มากมายติดๆ กันหลายวัด เมื่อหลวงพ่อมาอยู่วัดปากน้ำ พระสงฆ์สามเณรก็เพิ่มมากขึ้น หลวงพ่อเห็นว่าถ้าให้พระสงฆ์สามเณรออกบิณฑบาตก็จะเป็นการทําให้พระสงฆ์สามเณรวัดอื่นเดือดร้อนไปด้วย ท่านก็มีเมตตาสงเคราะห์ตั้งโรงครัวขึ้น
การปรุงอาหารถวายพระสงฆ์สามเณร การตั้งอาหารถวายพระสงฆ์สามเณรนั้นเป็นเรื่องใหญ่มาก เพราะจะต้องปฏิบัติกันทุกๆ วันติดต่อกันไปแต่หลวงพ่อได้อาศัยคุณแม่ท้วม หุตานุกรม ซึ่งเป็นอุบาสิกาเป็นแม่ครัวใหญ่ในสมัยนั้นรับภาระส่วนนี้มาโดยตลอด ด้วยการปรุงภัตตาหารถวายพระสงฆ์สามเณรรวมทั้งเด็กวัดและอุบาสกอุบาสิกาในวัดปากน้ำคุณแม่ท้วมก็ได้สนองงานนี้ด้วยความขยันแข็งแรง และรับผิดชอบโรงครัวโดยตรง ซึ่งสมัยโน้นกล่าวได้ว่า ความเป็นอยู่ของพระสงฆ์สามเณรนั้นก็พอเป็นไปได้ตามอัตภาพ จะเรียกว่าฝืดเคืองก็ยังไม่ได้นัก เพราะว่าข้าวปลาอาหารที่ปรุงถวายแด่พระสงฆ์สามเณรนั้นมีอยู่ประจําทุกๆ วัน เป็นแต่เพียงว่าอาหารในสมัยโน้นกับในสมัยนี้มีความประณีตต่างกัน เพราะในสมัยโน้นคนยังรู้จักวัดปากน้ำน้อย และการจองเป็นเจ้าภาพก็ยังน้อยอยู่ เพราะว่าคนส่วนใหญ่ยังไม่รู้จัก ฉะนั้นอาทิตย์หนึ่งอาจจะมีเจ้าภาพเพียงวันเดียวสองวันไม่ครบทั้งอาทิตย์ หรือเดือนหนึ่งก็อาจจะมีเจ้าภาพไม่ครบเดือน แต่ถึงอย่างนั้นคุณแม่ท้วมได้พยายามขวนขวายและประหยัด พยายามจัดภัตตาหารถวายพระสงฆ์สามเณรด้วยดีมาโดยตลอด แม้ในสมัยที่อาตมามาอุปสมบทที่นี่เมื่อปี ๒๕๐๐ เมื่อกึ่งพุทธกาล วัดปากน้ำนั้นก็มีความเจริญรุ่งเรืองมากขึ้นพอสมควรแล้ว ชื่อเสียงของวัดปากน้ำก็แพร่หลายไปถึงต่างประเทศ ปีนั้นพระสงฆ์สามเณรมากที่สุด กว่าทุกๆ ปีที่ผ่านมา มีถึง ๖๐๐ กว่ารูป ภัตตาหารที่ถวายพระภิกษุสงฆ์สามเณร ทั้งมื้อเช้ามือเพลก็ไม่ใช่ว่าจะมี เจ้าภาพครบทุกๆ วัน แต่อาหารที่คุณแม่ท้วมได้ปรุงถวายแต่พระสงฆ์สามเณรนั้นก็พอยังอัตภาพให้เป็นไปได้ อย่างที่เมื่อคืนนี้ท่านเจ้าคุณธรรมวิมลโมลีได้เทศน์ให้ฟังก็อันนั้นเป็นชีวิตจริงของวัดปากน้ำ ของพระสงฆ์สามเณรในสมัยที่คุณแม่ท้วมรับผิดชอบโรงครัวอยู่
สมัยอาตมาอยู่ก็ยังมีเรื่องราวต่างๆ เหล่านี้ปรากฏอยู่เสมอ วันไหนมื้อเช้าลงฉัน ถ้าไม่มีเจ้าภาพเราจะต้องเจอกับผักดอง เราจะต้องเจอกับเต้าหู้ยี้ถ้าวันไหนเจอเต้าหู้ยี้ พระเณรท่านก็นินทาว่า วันนี้จีนแดงบุกแล้ว ก็หมายถึงว่าวันนั้นไม่มีเจ้าภาพ ถ้าวันไหนมีเจ้าภาพเราก็เจอปลาจวดทอด ปลาจวดเค็มๆ ทอด ซึ่งก็รู้สัญญาณจะบอกตั้งแต่มื้อเช้าว่า วันนี้มีเจ้าภาพหรือไม่มีถ้ามีปลาจวดอยู่ในจาน ก็แสดงว่าวันนี้มื้อเพลมีเจ้าภาพคุณแม่ท้วม หุตานุกรมเป็นแม่บ้านที่ประเสริฐ ที่ว่าเป็นแม่บ้านที่ประเสริฐนั้น ก็หมายความว่าคุณแม่ท้วมนี้สามารถที่จะเลี้ยงชีวิตของคนที่อยู่ในครอบครัว ถ้าอุปมาว่า วัดปากน้ำนี้เป็นครอบครัวก็เป็นครอบครัวที่ใหญ่มาก มีสมาชิกอยู่ในครอบครัวนี่เกือบพันชีวิต หรืออาจจะถึงพันชีวิต พันกว่าชีวิตทุกๆ วัน คุณแม่ท้วมก็ทําด้วยความขยันขันแข็งสามารถปรุงอาหารถวายพระถวายเณรได้ด้วยดีตลอดมาแต่นั่นแหละชีวิตของพระของเณร หรือชีวิตของคนทั่วๆ ไปที่เนื่องด้วยคนอื่น บางครั้งเราก็ไม่ได้คิดหรอกว่า การที่จะได้อาหารมาอยู่ในจานในหม้อนี่แสนจะยากลําบาก บางทีเกิดปฏิฆะในใจของผู้บริโภค ถ้าหากว่าอาหารนั้นไม่ถูกปากเพราะแม่ครัวนั้นจะปรุงอาหารให้ถูกปากแก่คนทุกๆ คนนั้น ถูกรสนิยมแก่คนทุกๆ คนนั้นเห็นท่าจะเป็นไปไม่ได้ บางคนก็ชอบจืด บางคนชอบเค็ม บางคนชอบเปรี้ยว บางคนชอบหวาน จะให้ถูกปากทุกๆ คนไม่ได้ เพราะฉะนั้นคุณแม่ท้วมนี่จึงเป็นคนที่ถูกบ่นมากที่สุด ถูกนินทามากที่สุด และพวกที่นินทาคุณแม่ท้วมก็คือพระเณร บางทีก็แม่ชีนั้นแหละนินทาๆ ลับหลังทั้งนั้นน่ะ ก็หาว่าคุณแม่ท้วมอย่างนั้นบ้าง อย่างนี้บ้าง จ่ายอาหารไม่ครบบ้าง ปรุงอาหารไม่ประณีตบ้าง สารพันที่จะว่ากัน แต่ว่าในทางธรรมวินัยนั้นท่านก็บอกไว้ชัดเจนแล้วว่า พระสงฆ์สามเณรนั้นจะต้องเป็นผู้เลี้ยงง่าย ไม่เป็นผู้เลี้ยงยาก แต่บางองค์ท่านก็เลี้ยงยาก คือเดี๋ยวจะเอาอย่างนั้น เดี๋ยวจะเอาอย่างนี้ แม่ครัวสนองไม่ได้ก็บ่นว่า บางทีก็ว่าให้ได้ยิน แม่ครัวมีแต่ความน้อยใจมีแต่ความเสียใจ หลายแห่งที่ผู้ที่ต้องรับผิดชอบเรื่องโรงครัวต้องรับประทานยาระงับประสาท แม้แต่อุบาสิกาธัญญาณี ซึ่งได้รับผิดชอบต่อจากคุณแม่ท้วม ปัจจุบันนี้บางครั้งก็ต้องพักสมอง ต้องพักเพราะเหตุว่าได้กระทบกับอนิฏฐารมณ์จากปฏิฆะที่เกิดขึ้นในใจของคนเลี้ยงยาก เพราะบางคนนี่เห็นแก่กิน เห็นแก่ปาก เห็นแก่ท้องก็สร้างภาระให้แก่คนที่หาสนองปากท้องไม่มีที่สิ้นสุด นั้นก็ทําให้เกิดความทุกข์เกิดความแค้นใจ ในบางครั้ง
คุณแม่ท้วม หุตานุกรม เป็นคนที่มีความอดทนสูง ถึงแม้จะกระทบกับอนิฏฐารมณ์ตลอดเวลาแต่ก็อดกลั้นคือโทสะนั้นเราก็มีเป็นของธรรมดา
อย่างเมื่อคืนนี้ที่ท่านเจ้าคุณธรรมวิมลโมลี ท่านเล่าให้ฟังว่าเณรโกรธโยมแม่ท้วมที่หั่นแต่มะละกอให้ฉันทุกวันๆ และบริเวณที่นั่งเทศน์อยู่นี้ก็ปลูกต้นมะละกอเต็มไปหมด พอถึงคราวหลวงพ่อใช้ให้เณรโค่นต้นมะมะกอทิ้งเสียจะได้ไม่ต้องกินมะละกออีกต่อไปคุณแม่ท้วมก็เสียใจโกรธมาก หลวงพ่อท่านก็ไม่ทราบว่าจะทําอย่างไร นอกจากพูดเตือนว่าต่อไปนี้ก็ไม่ต้องฉันมะละกอต่อไปอีกแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นคุณแม่ท้วมท่านก็เป็นคนที่มีความอดทนอดกลั้นสูงไม่ให้เสียหาย เมื่อเณรโค่นต้นมะละกอโยมแม่ท้วมก็เอาต้นมะละกอดองถวายเณรต่อไปอีก ให้ฉันต้นเสียให้เข็ด ฉันเนื้อไม่ชอบก็เลยต้องฉันต้นมะละกอต่อไปก็เป็นการแก้เผ็ดกันได้เหมือนกัน ชีวิตของคุณแม่ท้วมนี่เป็นชีวิตที่ทุกคนควรจะได้ให้ความเห็นใจ แล้วก็ควรจะยกย่องสรรเสริญ เพราะชีวิตของคนที่ต้องบริการคนจํานวนมาก นี่ต้องกระทบกับอนิฏฐารมณ์ตลอดเวลา ความอดทนอดกลั้น ความมุ่งมั่นในทานบารมีในการบําเพ็ญกุศลในการสร้างบารมีร่วมกับหลวงพ่ออย่างมั่นคงมาโดยตลอด คุณแม่ท้วมไม่เคยทอดทิ้งหน้าที่ ไม่ทอดทิ้งพระสงฆ์สามเณร สละความสุขส่วนตนอุทิศความสุขส่วนตนแล้วก็ทําหน้าที่เป็นแม่ครัวเลี้ยงดูพระเณรมาโดยตลอด จนทําไม่ไหว คุณแม่ท้วมจึงได้พักผ่อนแต่ถึงอย่างนั้นคุณแม่ท้วมก็ยังห่วงใยยังเดินดูโรงครัว ติโน่น ชมนี่ เรื่อยไปไม่เคยหยุดหรอก ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ให้ทํา แต่ไอ้ความที่เป็นห่วงแกก็เดินดูโน่นนี่อยู่เรื่อยไป นี่คือความรู้สึกของคุณแม่ท้วม ที่รับผิดชอบต่องานต่อหน้าที่ต่อวัดปากน้ำ เพราะฉะนั้นเมื่อคุณแม่ท้วมได้ถึงแก่กรรมลง พระสงฆ์สามเณรวัดปากน้ำที่อยู่ในรุ่นเก่าๆ ก็ย่อมจะต้องระลึกนึกถึงอุปการะคุณส่วนนี้ โดยเฉพาะพระเดชพระคุณท่านเจ้าอาวาส กล่าวได้ว่าคุณแม่ท้วมนี้เลี้ยงมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย ตั้งแต่เป็นเณรแล้วก็เลี้ยงดูอย่างดี เหมือนแม่ที่ดีเลี้ยงลูก ห่วงลูกทุกอย่าง เมื่อหลวงพ่อส่งไปเรียนหนังสือที่วัดเบญูจมบพิตร หลวงพ่อก็เป็นห่วงว่าลูกเณรจะอดก็ให้คุณแม่ท้วมปรุงอาหารไปถวายเป็นประจําส่งปิ่นโตอยู่เสมอ แล้วคุณแม่ท้วมนี่เป็นคนที่รอบคอบ ละเอียด รู้ว่าเณรกําลังหนุ่มรูปงามจะใช้ให้แม่ชีไปส่งปิ่นโตก็เลือกแม่ชีแก่ๆ นอกจากแก่แล้วก็เอาหูตึงๆ ด้วยอย่างชีสะอาดอย่างนี้ไปส่งปิ่นโตเจ้าอาวาส เพราะกลัวว่าเดี๋ยวจะไปรบกวนจิตใจให้สามเณรฟุ้งซ่านก็เอาแม่ชีแก่ๆ ไป แล้วก็หูตึง แสดงให้เห็นว่าคุณแม่ท้วมนี่เป็นผู้ใหญ่เป็นแม่บ้านที่หลวงพ่อไว้วางใจได้ และก็ได้อุปการะพระเณรอย่างนี้มาหลายรูป ที่ได้อยู่ในวัดปากน้ำเก่าๆ นี่จะนึกถึงคุณแม่ท้วมทันทีว่าคุณแม่ท้วมนั้นเป็นคนเก่าแก่ แล้วก็เป็นผู้มีอุปการะคุณมาก อาตมาเองนั้นก็ได้รับอุปการะอยู่ถึง ๓ พรรษา จนกระทั่งย้ายไปจําพรรษาที่วัดมหาธาตุหลังจากที่หลวงพ่อมรณภาพแล้ว ความขี้เกียจนั่งรถข้ามไปข้ามมาก็เลยข้ามไปจําพรรษาวัดมหาธาตุ เพราะงานอยู่ฝั่งโน้นเป็นส่วนใหญ่ แต่ถึงอย่างนั้นก็เวียนไปเวียนมา ก็ยังเห็นคุณแม่ท้วมกุลีกุจอช่วยเหลือขวนขวายอยู่ตลอดเวลาไม่ได้ว่างเว้น จนหลังสุดนี่ถือไม้เท้าเดินท่อมๆ อยู่ทั่ววัดนี่ แสดงให้เห็นว่าชีวิตของคุณแม่ท้วมกับวัดปากน้ำนั้นผูกพันกันมาก วัดปากน้ำตั้งแต่พระเดชพระคุณท่านเจ้าอาวาสลงไปจึงมีความรู้สึกว่าคุณแม่ท้วมนี้เป็นญาติผู้ใหญ่ และเมื่อญาติผู้ใหญ่ถึงแก่กรรมลงทุกคนก็มีความรู้สึกเสียดาย อาลัยอาวรณ์ด้วยความกตัญญกตเวที ก็ได้จัดบําเพ็ญกุศลทักษิฌานุประทานนี้ตามลําดับ ในคืนนี้บรรดาญาติทั้งหลายของคุณแม่ท้วมก็ได้มาเป็นเจ้าภาพร่วมกันกับชาววัดปากน้ำ ซึ่งก็ได้ทําหน้าที่สมาชิกในครอบครัวเดียวกัน สนองคุณคุณแม่ท้วม หุตานุกรม ซึ่งได้อุทิศชีวิตเพื่อวัดปากน้ำมาหลายสิบปี จนอายุ ๙๗ ปี จึงจากวัดปากน้ำไปความดีทั้งหลายทั้งปวงของคุณแม่ท้วมก็คงจะประทับใจพระสงฆ์ สามเณรอุบาสกอุบาสิกาวัดปากน้ำ อีกนานแสนนานทีเดียว
ปัจจุบัน คุณแม่ท้วม หุตานุกรม ได้ถึงแก่กรรมอย่างสงบ ณ ตึกอนาลัย ๒ วัดปากน้ำเมื่อวันที่ ๒๒ ตุลาคม ๒๕๓๐ เวลา ๑๕.๒๓ น. รวมอายุ ๙๗ ปี คุณแม่ท้วม เป็นผู้มีความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างหนักแน่น ได้มอบกายถวายชีวิตเป็นอุบาสิกา ช่วยงานพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ในฐานะหัวหน้าโรงครัว จัดการทางด้านภัตตาหารถวายพระสงฆ์สามเณร และอุบาสกอุบาสิกา มาตั้งแต่พระเดชพระคุณหลวงพ่อยังมีชีวิตอยู่ จวบจนกระทั่งพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านมรณภาพไปแล้ว ก็ยังช่วยทําหน้าที่อยู่จนกระทั่งถึงวัยชรา จึงได้มอบหมายหน้าที่ที่รับผิดชอบทางด้านโรงครัวนี้ให้แก่ แม่ชีธัญญาณี สุดเกษ ปฏิบัติหน้าที่สืบต่อมาจนตราบเท่าทุกวันนี้