ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

พระภาวนาโกศลเถร (วีระ คณุตฺตโม)

หลวงปู่วัดปากน้ำ · 531010-บุคคลยุคต้นวิชชา3

PDF
รองเจ้าอาวาสและพระอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนาธุระ วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ประวัติก่อนบวช พระเดชพระคุณ พระภาวนาโกศลเถร องค์ปัจจุบัน มีนามเดิมว่า วีระ อุตตรนที และในภาษาญี่ปุ่นว่า คูนิโอ คาวาคิตะ บิดาท่านเป็นชาวญี่ปุ่นนามว่า เอดะ คาวากิตะ มารดาท่านเป็นชาวไทยนามว่า สน อุตตรนที ท่านเกิดเมื่อวันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๔๖๒ ที่ข้างวัดมอญ ตําบลท่าข้าม อําเภอบางขุนเทียน จังหวัดธนบุรี มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันล้วนเป็นชาย ๔ คน ท่านเป็นบุตรคนที่ ๒ การศึกษาเมื่อเยาว์วัย ครอบครัวของเด็กชายวีระ อยู่ที่บางขุนเทียนได้ไม่นานนัก ก็ย้ายไปอยู่สี่พระยา เมื่อเจริญวัยเข้าเกณฑ์การเรียน บิดามารดาส่งไปเข้าเรียนในโรงเรียนสอนภาษาญี่ปุ่นของสมาคมญี่ปุ่นในประเทศไทยเรียนอยู่ได้ ๖ ปี จนถึงปีพ.ศ.๒๔๗๔ ก็เรียนจนชั้นประถมปีที่ ๖ ของโรงเรียน มีความสามารถอ่านเขียนและพูดภาษาญี่ปุ่นได้ดี ด้วยความขยันหมั่นเพียรมาตั้งแต่เด็กจึงไม่มีอุปสรรคใดๆ ต่อจากนั้นก็ได้เข้าเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ จนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ เมื่อปี พ.ศ.๒๔๘๑ ที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย และเข้าเรียนต่อเตรียมปริญญาธรรมศาสตร์รุ่นที่ ๒ จนถึงพ.ศ.๒๔๘๓ จากนั้นจึงเข้าเป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เรียนในสาขานิติศาสตร์ สอบได้ที่ ๑ ใน พ.ศ.๒๔๘๔ ขณะเรียนอยู่นั้นก็ได้ทํางานไปด้วยในสถานทูตญี่ปุ่น แต่ชีวิตการศึกษาในมหาวิทยาลัยของคฤหัสถ์วีระต้องยุติลงภายหลังจากขึ้นปีการศึกษาที่ ๒ เมื่อประเทศสหรัฐอเมริกาประกาศสงครามกับประเทศญี่ปุ่น ในวันที่ ๘ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๘๔ อันเป็นการเริ่มสงครามโลกครั้งที่ ๒ ในภูมิภาคเอเชียบูรพา การอาชีพ เมื่อสงครามโลกสิ้นสุดลงแล้วคฤหัสถ์วีระไม่ได้กลับเข้าไปศึกษาต่อแต่ได้ช่วยบิดามารดาประกอบอาชีพค้าขาย สั่งและส่งสินค้าเข้าและออกจากประเทศไทยกับประเทศญี่ปุ่น ด้วยความขยันขันแข็งเอาใจใส่ในหน้าที่ ในระยะเวลาประมาณ ๑๐ ปีการค้าขายจึงเจริญขึ้นเป็นลําดับ พบหลวงพ่อวัดปากน้ำ ครั้งที่คฤหัสถ์วีระจะได้พบหลวงพ่อวัดปากน้ำนั้น เป็นปี พ.ศ.๒๔๙๖ ขณะนั้นอายุได้ ๓๔ ปี วันหนึ่งได้ขึ้นรถเมล์สายตลาดพลูนั่งไปเพลินๆ ไม่ได้มีจุดหมายและได้ปรารภกับตนเองว่า “ในชีวิตนี้คนเราต้องการอะไรกัน” คําตอบคือ “ความสุข” ก็แล้วความสุขนั้นคืออย่างไร จะให้มีจะให้รู้เห็นเป็นได้อย่างไร ปรารภอยู่ดังนัน รถเมล์ก็วิ่งมาถึงตลาดพลู ที่นั่นคฤหัสถ์วีระได้ลงเรือจ้างที่แล่นไปตามคลองบางกอกน้อย เรือจ้างคิดว่า คฤหัสถ์วีระจะไปรับพระของขวัญของหลวงพ่อที่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ จึงได้พาขึ้นท่าเรือที่เรียกกันว่าท่าไฟไหม้ข้างวัดปากน้ำ เมื่อเรือจอดเทียบท่า คฤหัสถ์วีระก็ขึ้นจากเรือทั้งๆ ที่ยังไม่ทราบว่าขึ้นไปทําไมและก็ได้เดินชมวัด แล้วคฤหัสถ์วีระก็ได้เห็นพระภิกษุท่านหนึ่งดูน่าเลื่อมใส กําลังฉันภัตตาหารเพลอยู่ ความสง่าองอาจและบุญราศรีของท่าน ทําให้คิดว่าพระภิกษุท่านนั้นคงจะเป็นพระนักปฏิบัติผู้เคร่งครัดอย่างแน่นอน เมื่อฉันภัตตาหารเสร็จแล้วท่านก็นั่งสนทนากับญาติโยมทั้งหลายที่ไปหานั้น ด้วยปฏิสันถารอันดีพูดจาฉะฉาน โต้ตอบธรรมะได้ลึกซึ้งเป็นพิเศษ หลวงพ่อพระภาวนาโกศลเถรสนใจในเรื่องวิปัสสนากัมมัฏฐานมาตั้งแต่เด็ก ฟังธรรมที่วัดหัวลําโพง วัดแก้วแจ่มฟ้า วัดมหาพฤษฒาราม มีความสนใจในเรื่องนรก สวรรค์ นิพพาน ว่ามีจริงหรือไม่ จะไปดูด้วยวิธีใด ปรารถนาจะพิสูจน์ในเรื่องนี้ ก็ประจวบเหมาะในครั้งนี้ ได้ถือโอกาสขึ้นไปนั่งคุยกับพระอาจารย์ท่านนั้น จึงได้รู้ว่าท่านคือ “หลวงพ่อวัดปากน้ำ” ผู้ค้นพบพระสัทธรรมวิชชาธรรมกายของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ขณะนั้นท่านมีสมณศักดิ์เป็นพระภาวนาโกศลเถร ท่านก็ได้บอกว่า หากสนใจเรื่องนี้ให้มานั่งกัมมัฏฐาน และท่านได้แนะนําหลายอย่างเกี่ยวกับวิธีนั่งภาวนา เป็นอันว่าคฤหัสถ์วีระในวันนั้นได้ทราบวิธีปฏิบัติจากท่านโดยละเอียดก่อนจะกราบลาท่านกลับ ท่านบอกว่าให้มาวันพฤหัสบดี ด้วยความต้องการจะพิสูจน์ทดลอง คฤหัสถ์วีระก็ได้กลับไปพบท่านใหม่อีก บรรลุธรรมกาย คฤหัสถ์วีระได้มาปฏิบัติพระกัมมัฏฐานกับหลวงพ่อวัดปากน้ำอยู่ ๑๘ วันก็ได้เห็นตามที่อยากรู้นั้น แต่ในขณะนั้น ยังสงสัยอยู่ในใจว่าที่เห็นนั้นเป็นจริงหรือว่าเป็นมโนภาพคิดเอาเอง ก็พลันได้ยินเสียงหลวงพ่อวัดปากน้ำท่านว่า“ถ้าเราไปคิดเอาเอง เรานึกเท่าไหร่มันก็ไม่เห็น แต่นี่เราเป็นสมาธิ แล้วมันก็เป็นวิปัสสนา ถ้าเรานั่งมันก็จะเห็นขึ้นมาเอง” หลวงพ่อวัดปากน้ำได้สอนศิษย์คนใหม่ของท่านในพระสัทธรรมและแก่นแห่งพระศาสนา เมื่อได้เห็นแล้วท่านพระอาจารย์ก็ได้กล่าวกับศิษย์ของท่านว่า “ที่บรรพบุรุษของเราได้อุตสาห์เสียสละเลือดเนื้อก็เพื่อจะปกป้องพุทธศาสนา ซึ่งมีของจริงอย่างนี้” คฤหัสถ์วีระเมื่อได้มาปฏิบัติธรรมกับหลวงพ่อวัดปากน้ำแล้วก็เกิดความเลื่อมใสมากขึ้นตามลําดับ เมื่อใจสบายแล้วจึงได้นึกทบทวนว่า “ความสุขที่แท้จริงอยู่ที่ใจเรานี้เอง เมื่อใจหยุดก็เกิดความสงบ ครั้นสงบแล้วก็เป็นสุขดังพระพุทธภาษิตที่ว่า นตฺถิ สนฺติปรํ สุขํ สุขอื่นยิ่งกว่าการหยุดนิ่งไม่มี” นับแต่นั้นมาคฤหัสถ์วีระก็ได้ไปนมัสการหาหลวงพ่อวัดปากน้ำโดยสม่ำเสมอ บางครั้งก็พำนักค้างแรมที่วัดเพื่อปฏิบัติธรรม บางวันหลวงพ่อก็เรียกเข้าไปนั่งภาวนากับท่าน และสอนการปฏิบัติพระกัมมัฏฐานอย่างละเอียดคฤหัสถ์วีระปฏิบัติจนได้ธรรมกายผ่านครบทั้ง ๑๘ กายแล้ว หลวงพ่อก็ได้สอนวิชชาธรรมกายขั้นสูงให้ ซึ่งท่านก็สามารถปฏิบัติได้ อุปสมบท คฤหัสถ์วีระเมื่อได้เห็นของจริงในพระพุทธศาสนาเช่นนี้แล้วจึงได้ตัดสินใจสละเพศคฤหัสถ์เข้าครองผ้ากาสาวพัสตร์ เข้าบรรพชาอุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เมื่อวันที่ ๗ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๙๗ โดยมีพระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) หลวงพ่อวัดปากน้ำ ซึ่งขณะนั้นมีสมณศักดิ์เป็นที่พระภาวนาโกศลเถร เป็นองค์อุปัชฌาย์ และมีท่านพระครูปัญญาภิรัต เป็นพระกรรมวาจาจารย์ กับท่านพระครูพิพัฒน์ธรรมคณี เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายานามว่า “คณุตฺตโม ภิกฺขุ” เผยแผ่วิชชาธรรมกาย เมื่อท่านได้บวชเรียนแล้ว ก็ได้ปฏิบัติพระกัมมัฏฐานตามแนววิชชาธรรมกายกับหลวงพ่อวัดปากน้ำมาโดยตลอด ได้เป็นกําลังสําคัญในการเผยแผ่พระศาสนาให้เจริญถาวรสืบไป ทั้งในและนอกประเทศ ปี พ.ศ.๒๕๐๘ ท่านได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็น พระครูภาวนาภิรม ปี พ.ศ.๒๕๑๑ ท่านได้เป็นรองเจ้าอาวาสและพระอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนาธุระ วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ปี พ.ศ.๒๕๑๕ ท่านได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เลื่อนขึ้นเป็น พระภาวนาโกศลเถร ปี พ.ศ.๒๕๒๒ ท่านได้รับพระบัญชาแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์ พระเดชพระคุณพระภาวนาโกศลเถรองค์ปัจจุบัน ได้ศึกษาวิชชาธรรมกายโดยตรงจากพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ ท่านได้ทําหน้าที่เผยแผ่พระสัทธรรมวิชชาธรรมกายของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างเต็มที่ ทั้งในวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ที่หอเวชนียมงคลเทพนิรมิต ในโครงการปฏิบัติธรรมเพื่อประชาชน วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ และที่วัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม อําเภอดําเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี ซึ่งท่านเป็นพระอาจารย์ควบคุมการปฏิบัติพระกรรมฐานอยู่ และดําเนินการอยู่อย่างเข้มแข็ง พระเดชพระคุณหลวงพ่อภาวนา เป็นครูอาจารย์ผู้ประเสริฐของศิษยานุศิษย์ และท่านได้สอนอบรมตักเตือนศิษย์ทั้งหลายด้วยความเมตตาโดยตลอด ท่านสอนหลักธรรมให้ปฏิบัติเพื่อความเจริญรุ่งเรืองของทุกคน ทั้งในระหว่างการเรียนปฏิบัติพระกรรมฐานและในชีวิตประจําวัน ดังจะเห็นได้จากคําสอนของท่าน ซึ่งจะขออ้างมาตอนหนึ่งดังนี้ “การเจริญภาวนาเพื่อความหลุดพ้นโดยเจโตสมาธินี้ จิตของผู้เจริญภาวนาจะมีอานุภาพสูงยิ่งตามระดับคุณธรรมที่ปฏิบัติได้ จนอาจกล่าวได้ว่า เมื่อท่านสาธุชนผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลายน้อมใจลงไปหยุด ณ ศูนย์กลางกาย และบริกรรมภาวนาว่า “สัมมา อะระหัง” เมื่อใด กระแสจิตของครูอาจารย์กับของศิษย์ก็ย่อมจะถึงกันในทันทีเพราะอยู่ในสายธาตุธรรมเดียวกันกระแสจิตจึงเชื่อมถึงกันโดยอัตโนมัติ อนึ่ง อาตมาใคร่ขอย้ำว่าบรมครูที่สูงที่สุดนั้น ก็คือ พระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้าและพระอริยสงฆ์ ซึ่งก็หมายถึง พระพุทธรัตนะ พระธรรมรัตนะ พระสังฆรัตนะ และก็มีความหมายถึง “ธรรมกาย” ซึ่งมีอยู่ในศูนย์กลางกายอันเป็นกายในกายที่สุดละเอียดของทุกท่านนั่นเอง พระพุทธองค์จึงได้ตรัสกับพระวักกลิ ซึ่งคอยแต่เฝ้าติดตามชมพระสิริโฉมกายเนื้อของพระองค์ท่านอยู่เสมอว่า “โย โข วกฺกลิ ธมฺมํ ปสฺสติ โสมํ ปสฺสติ” แปลความว่า “ดูก่อน วักกลิ ผู้ใด แล (ก็ตาม) เห็นธรรม ผู้นั้นย่อมเห็นเรา ตถาคต” และว่า “ธมฺมกาโย อหํ อิติปิ” ซึ่งแปลความว่า “เราตถาคต คือ ธรรมกาย” เพราะฉะนั้น บรมครูก็อยู่ในตัวเราทุกคนนั้นเอง จงหมั่นทําใจให้หยุดให้นิ่ง แล้วก็จะเห็นดวงปฐมมรรค เมื่อถึงดวงปฐมมรรคแล้วก็พยายามรวมใจให้หยุด ให้นิ่ง หยุดในหยุด ลงไปที่กลางของหยุดในหยุดเรื่อยไปก็จะถึงดวงศีล ดวงสมาธิ ดวงปัญญา ดวงวิมุตติ และดวงวิมุตติญาณทัสสนะ แล้วก็ถึงกายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์ กายพรหม กายอรูปพรหม แล้วก็จะถึงกายธรรม หรือที่เรียกว่า“ธรรมกาย” ก็ให้ดําเนินไปในแบบเดิมคือ น้อมใจ หยุดในหยุด กลางของหยุดในหยุด เรื่อยไปก็จะถึงธรรมกายที่ละเอียดๆ ให้ดําเนินไปจนสุดละเอียด ก็จะถึงบรมครูได้ด้วยตนเอง นั้นแหละจึงจะได้ชื่อว่าอยู่ใกล้ครูที่สุด ได้บูชาครูอย่างยอดเยี่ยมที่สุด ยิ่งกว่าอามิสบูชาเสียอีก แต่แม้กระนั้น ก็ต้องไม่พึงละเว้นจากการ รําลึกถึง คุณพระพุทธ คุณพระธรรม คุณพระสงฆ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระเดชพระคุณ พระมงคลเทพมุนี หรือหลวงพ่อวัดปากน้ำฯ (หลวงพ่อสด) ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกายของพระพุทธเจ้า และคุณบิดามารดา คุณครูอุปัชฌาย์อาจารย์ และผู้มีพระคุณทั้งหลายอีกด้วย เพราะการรําลึกถึง และเคารพบูชาท่านผู้มีพระคุณดังที่ได้กล่าวมาแล้วนั้น นับเป็นการปฏิบัติอันเป็นมงคลยิ่งอย่างหนึ่งทีเดียว...” เผยแผ่พระศาสนาสู่ต่างประเทศ โดยที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระภาวนาโกศลเถร มีความชํานาญในด้านภาษาต่างประเทศ เช่น ภาษาอังกฤษ ญี่ปุ่นและฝรั่งเศส จึงทําให้งานเผยแผ่พระสัทธรรมวิชชาธรรมกายได้ดําเนินไปด้วยดีพร้อมกับมีการจัดพิมพ์การปฏิบัติสมถวิปัสสนากรรมฐานตามแนววิชชาธรรมกายเป็นภาษาอังกฤษ ญี่ปุ่น จีน เผยแพร่ในหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา ฮอลแลนด์ เยอรมันนี สวีเดน และญี่ปุ่น ซึ่งได้มีการดําเนินงานสอนพระสัทธรรมวิชชาธรรมกายและจัดตั้งวัดไทยขึ้นเพื่อสืบทอดพระพุทธศาสนาแพร่หลายสู่ชาวโลกอย่างกว้างขวาง ในปี พ.ศ.๒๔๙๗ ได้มีชาวอังกฤษผู้หนึ่งสนใจในวิชชาธรรมกายของหลวงพ่อเกิดศรัทธาได้มาอุปสมบท เป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนาท่านผู้นั้นคือ กบิลวัฑโฒ (ศาสตราจารย์วิลเลียม ออร์กัส ที เปอร์เฟิสต์) ภายหลังได้เป็นผู้ก่อตั้งสังฆสมาคมในอังกฤษขึ้น (English Sangha Association) ในปีพ.ศ.๒๔๙๘ ท่าน กบิลวัฑโฒ ได้นําคณะศิษย์มาอุปสมบทอีก ๓ องค์ คือท่านสรัทธาวัฑโฒ ท่านปัญญาวัฑโฒ และวัฑโฒ โดยพระเดชเป็นพระอุปัชฌาย์บรรพชาเป็นสามเณร ครั้นต่อมาสังฆสมาคมอังกฤษได้เจริญขึ้นโดยลําดับ และได้มีมูลนิธิของสมาคมขึ้น สามารถให้ความอุปถัมภ์แก่พระภิกษุสามเณรได้เป็นอย่างดีและสามารถซื้อที่และตึกเป็นวิหารสําหรับภิกษุสามเณรอยู่อาศัย เรียกว่า แฮมเสตท บุดดิสวิหาร Hamstead Buddhist vihara และได้ซื้อปราสาทเก่าแก่หลังหนึ่งห่างจาก London ที่ Biddulph ให้เป็นสํานักปฏิบัติสําหรับฆราวาส สําหรับที่ๆ Biddulph นี้ทางสมาคมได้ซื้อไว้ ๕ เอเคอร์เป็นราคาหกพันห้าร้อยปอนด์ รอบๆ บริเวณเป็นทุ่งเลี้ยงปศุสัตว์ เงียบสวยดีและทางสมาคมมีความประสงค์จะซื้อบริเวณใกล้เคียงนั้น เพิ่มเติมอีก ๒ เอเคอร์ครึ่ง ขณะนี้สมาคมมีภิกษุประมาณ ๗ องค์ แยกย้ายกันอยู่ ณ ประเทศต่างๆ เช่น ไทย พม่า เยอรมันตะวันตก และมีสามเณร ๕ องค์เข้าใจว่าคงจะได้รับการอุปสมบทไปแล้วเมื่อเร็วๆนี้ ขอย้อนกล่าวถึงปี พ.ศ.๒๔๙๗ ในปีนั้นได้มีการประชุมพุทธศาสนิกสัมพันธ์ ณ ประเทศพม่า ผู้แทนชาวพุทธแห่งประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีสังฆราช ตากาชินา (Arehbishop Takashina) แห่งนิกายโชโต (เซ็น) ได้เป็นหัวหน้าคณะมาร่วมประชุมด้วย หลังจากประชุมเสร็จขากลับได้แวะพักประเทศไทยได้ถือโอกาสมาแวะเยี่ยมวัดปากน้ำได้พบปะสนทนา กับพระเดชพระคุณหลวงพ่อและดูการภาวนาในวัดนี้ รุ่งขึ้นท่านได้นิมนต์ พระวีระไปสนทนา เรื่องภาวนา ณ ที่พัก ที่ถนนนเรศร์ สี่พระยา ข้าพเจ้าได้ไปตามที่นัดไว้ และได้สนทนาแลกเปลี่ยนความรู้กันเป็นอันมาก ปรากฏว่าท่านทําภาวนาโดยวางนิมิตไว้ที่หน้าผาก และสามารถถอดกายทิพย์ออกไปจากกายมนุษย์ได้ เลขานุการของท่านสนใจวิชชาธรรมกายเป็นพิเศษ ได้ลงมือปฏิบัติในที่สุด และได้บรรลุผลสมดังความปรารถนา ทั้งนี้เนื่องจากท่านเหล่านี้ได้ฝึกจิตมาเป็นเวลานานแล้ว ต่อมาในปี พ.ศ.๒๕๐๐ ได้มีชาวญี่ปุ่นผู้หนึ่งชื่อนายกาโก ชิมางุจิเป็นนักบวชนิกายนิจิเรน ได้สนใจในพระพุทธศาสนาและศรัทธาอุปสมบท ณ วัดปากน้ำ โดยมีท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระวันรัต (สมเด็จป๋า) เป็นองค์พระอุปัชฌายะ ได้รับฉายาว่า ธมฺมฉนฺโท ได้อุปสมบทอยู่ประมาณ ๖ เดือน ศึกษาพระกัมมัฏฐานจนได้บรรลุธรรมกาย สมความมุ่งหมายและได้อําลาประเทศไทยไปในเวลาต่อมาขณะนี้เป็นเจ้าอาวาสอยู่ ณ วัดกิโยโอจิ จังหวัดกานาซาวาประเทศญี่ปุ่น ปี พ.ศ.๒๕๐๓ ได้มีพระมหาคําแดง อุทัยวงษ์ นักศึกษาพระพุทธศาสนาจากประเทศลาว ได้มาปฏิบัติกัมมัฏฐาน ณ วัดปากน้ำนี้จนได้สําเร็จธรรมกาย ในเวลาต่อมาท่านได้มีโอกาสไป สั่งสอนญาติโยมในประเทศของท่านหลายครั้งหลายแห่ง จนครั้งหลังสุดได้สอนภาวนาแก่องคมนตรีของเจ้ามหาชีวิต ณ หลวงพระบาง ข้าราชการทหารพลเรือน และแม้แต่ข้าราชการสถานทูตลาวในประเทศไทย ก็ได้มีโอกาสสอนด้วย ขณะนั้นท่านกําลังศึกษาอยู่ในสภามหามกุฎราชวิทยาลัย ปีที่ ๖ และเมื่อศึกษาจบแล้วท่านจะกลับไปเผยแผ่พระกัมมัฏฐาน แบบธรรมกายในประเทศของท่านต่อไป ประมาณปี พ.ศ.๒๕๐๔ ท่านอานันทโพธิ พระภิกษุชาวแคนาดา ประธานสมาคมสงฆ์อังกฤษ ได้มาศึกษาวิชชาธรรมกายเพิ่มเติม ณ วัดปากน้ำ ปีรุ่งขึ้นท่านก็กลับไปประจําทํางาน ณ อังกฤษ และได้ขยายงานพระศาสนาในประเทศนั้นดังได้กล่าวแล้ว และในปลายปี พ.ศ.๒๕๐๖ ท่านยังได้มีโอกาสไปแสดงปาฐกถาธรรม ณ เมืองแฮมเบอกมิวนิค ประเทศเยอรมันตะวันตก ประเทศเบลเยี่ยมและฮอลแลนด์อีกด้วย พ.ศ.๒๕๐๗ ประมาณเดือนมิถุนายน ได้มีพระภิกษุชาวญี่ปุ่น ๒ องค์ ได้รับการอุปสมบทที่วัดปรินายก พระนครมีฉายาว่าท่านสุขกาโม และท่านอคฺคจิตโต ได้มาปฏิบัติกัมมัฏฐาน ณ วัดปากน้ำ ปรากฏว่าท่านสุขกาโมปฏิบัติจนได้ดวงปฐมมรรคแล้วแต่เนื่องจากเวลาใกล้เข้าพรรษา ท่านจึงจําเป็นต้องกลับวัด และในวันที่ ๒๘ กรกฎาคม ศกเดียวกันทางการญี่ปุ่นซึ่งมีสมาคมญี่ปุ่นแห่งประเทศไทย ได้นําท่านโกเอนซาซากิ ซึ่งเป็นนักบวชในนิกายซิงโงน ซึ่งเป็นนิกายที่เก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่น ตั้งมาได้ ๑๑๕๐ ปีเศษแล้ว ท่านปรมาจารย์โกโบไดซิเป็นผู้ก่อตั้งนิกายนี้ขึ้น ได้มาขออุปสมบทเป็นพระภิกษุในประเทศไทย ณ วัดปากน้ำ เพื่อศึกษาพระพุทธศาสนา การอุปสมบทได้กระทํา ณ วันที่ ๙ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๐๗ โดยมีพระเดชพระคุณพระราชเวที เป็นองค์อุปัชฌาย์มีฉายาว่า นาถรตโน ได้มีชาวญี่ปุ่นในประเทศไทยมาร่วมอนุโมทนาด้วยมากมาย วัตถุประสงค์ขั้นแรกก็เพื่อศึกษาภาษาไทย ขั้นต่อไปก็ภาษาบาลี และศึกษาพระไตรปิฎกในโอกาสต่อไป ท่านกําหนดจะอุปสมบทอยู่ในประเทศไทยประมาณ ๕ ปี ในประเทศใกล้เคียง เช่น มาเลเซีย ก็ได้มีการเผยแพร่วิชชาธรรมกายอยู่ที่วัดอานันทเมติยารา (Anandamety yarama Temple Silat Road) โดยมีท่านพระมหาสมควร สังข์คง เป็นผู้ทําการสอนอยู่ ได้รับความสนใจจากญาติโยมเสมอ มีการสอนในวันพฤหัสบดีเป็นประจํา ได้มีสุภาพสตรีผู้หนึ่ง ในรัฐแคลิฟอร์เนียสหรัฐอเมริกาอ่านหนังสือธรรมกายภาษาอังกฤษ มีความเลื่อมใสและสนใจ เพราะได้ปฏิบัติสมาธิมาเป็นเวลานาน จึงได้ชักชวน นายริชาร์ด วาเลนส์ เดินทางมาประเทศไทย แต่เดินทางมาถึงแค่ฮ่องกงก็เกิดโรคปัจจุบันขึ้น จึงต้องบินกลับสหรัฐด่วน ให้ศิษย์เดินทางมาแต่ผู้เดียว เมื่อมาถึงประเทศไทย ได้พบกับคุณเทอรี่ แมกเนส แห่งสํานักมงคลธรรม ซึ่งเป็นผู้แปลหนังสือธรรมกายเป็นภาษาอังกฤษ และให้ความอุปการะในด้านภาษาอังกฤษแก่สํานักเป็นอย่างดี คุณเทอรีได้นํานายริชาร์ดวาเลนส์มาถึงวัดปากน้ำและได้ขอศึกษากัมมัฏฐานต่อมาได้ปฏิบัติอยู่ ๔ วัน ได้รับผลคือ จิตสงบ บางครั้งแม้นาฬิกาตีก็มิได้ยิน แต่เนื่องจากการเดินทางจากบ้านพักมายังวัดไกลและไม่สะดวก นายริชาร์ดจึงขอให้จัดหาวัดใดวัดหนึ่งซึ่งอยู่ในตัวเมือง จึงแนะนําให้ไปพัก ณ วัดธรรมมงคล เพราะมีพระชาวอังกฤษแห่งสมาคมสงฆ์อังกฤษพักอยู่ ณ ที่นั้น ปรากฏว่าในตอนหลังนายริชาร์ด ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ ที่นั้น และเขาได้สัญญาว่าจะกลับมาเยี่ยมวัดปากน้ำอีก สําหรับการเผยแพร่วิชชาธรรมกาย กับชาวต่างประเทศนี้ ทางวัดได้จัดพิมพ์ หนังสือธรรมกาย เป็นภาษาอังกฤษขึ้น โดยเฉพาะพร้อมด้วยชีวประวัติเทศนา ของพระเดชพระคุณหลวงพ่อและประวัติวัด เพื่อแจกจ่ายแก่ชาวต่างประเทศ ผู้สนใจในพุทธศาสนา โดยเฉพาะนักปฏิบัติกัมมัฏฐานและได้ส่งไปยังพุทธสมาคมห้องสมุดมหาวิทยาลัยในต่างประเทศ เกือบทุกประเทศ และได้รับหนังสือแสดงความสนใจมาจากประเทศต่างๆ อาทิ เช่น อเมริกา อังกฤษ ออสเตรเลีย อินเดีย เป็นต้น