พระภาวนาโกศลเถร (ธีระ ธมฺมธโร)
หลวงปู่วัดปากน้ำ · 531010-บุคคลยุคต้นวิชชา3
อดีตรองเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ
อาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนาธุระและฝ่ายคันถธุระ
พระภาวนาโกศลเถร (ธีระ คล้อสุวรรณ) เดิมชื่อเจียก เป็นบุตรคนที่ ๓ ของคุณพ่อจอกและคุณแม่วัน คล้อสุวรรณ เกิดที่บ้าน คลองหนองตากล้า ตําบลราชาเทวะ อําเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ เมื่อเสาร์ที่ ๑๗ มกราคมพ.ศ.๒๔๖๗ ตรงกับแรม ๙ ค่ำ เดือนยี่ ปีชวด มีพี่น้องร่วมสายโลหิตทั้งหมด ๘ คน คือ
๑.นายศิริ คล้อสุวรรณ
๒.ด.ญ. สังเวียน คล้อสุวรรณ (ตายเมื่ออายุ ๓ ปี)
๓.พระภาวนาโกศลเถร (ธีระ คล้อสุวรรณ)
๕.น.ส. แจ่ม คล้อสุวรรณ
๕.เป็นชาย ตายขณะอยู่ในครรภ์
๖.น.ส. อํานวย คล้อสุวรรณ
๗.นางอรุณ ศรีวิสัย
๘.เป็นชาย ตายเมื่ออายุ ๖ เดือน
พระภาวนาโกศลเถรได้รับการศึกษาชั้นต้นจากโรงเรียนประชาบาลวัดหนามแดง อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ หลังจากสําเร็จการศึกษาชั้นประถมบริบูรณ์แล้ว ก็ไม่มีโอกาสได้ศึกษาต่อในชั้นมัธยมศึกษา เพราะเหตุว่าการศึกษาในสมัยนั้นยังไม่เจริญกว้างขวาง ยังอยู่ในวงจํากัด และคงจะเนื่องด้วยเหตุดังกล่าวนี้เป็นประการสําคัญ บิดามารดาซึ่งมองเห็นอุปนิสัยอันเยือกเย็นสุขุมของบุตรชายของตน จึงได้พาบุตรของตนเข้าสู่กรุงเทพฯ และมอบถวายให้เป็นศิษย์ของหลวงพ่อ วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ธนบุรี
จะมีใครสักกี่คนในสมัยนั้น ที่จะคาดการณ์ว่าเด็กชายร่างเล็กผิวคล้ำ คนนั้นจะมีบุญบารมีอันสูงส่ง และมีชื่อเสียงปรากฏเด่นในวงการพระเถระที่เป็นนักสังคมสงเคราะห์ ผู้อุทิศแล้วซึ่งชีวิตและจิตใจเพื่อพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง
แววแห่งความเป็นสมณศากยบุตรของท่านอยู่ในสายตาของหลวงพ่อวัดปากน้ำตลอดเวลา และเริ่มฉายแสงให้ปรากฏ เมื่อหลวงพ่อวัดปากน้ำให้บรรพชาเป็นสามเณร โดยมีพระครูบริหารบรมธาตุ วัดนางชี อ.ภาษีเจริญ จ.ธนบุรี เป็นพระอุปัชฌาย์ เมื่อวันที่ ๑๗ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๘๐ ณ วัดนางชี ในขณะที่มีอายุเพียง ๑๔ ปีเท่านั้น และนั้นคือ จุดเริ่มต้นอันพิสุทธิ์
พระภาวนาโกศลเถร เริ่มศึกษาบาลีและนักธรรม และในขณะเดียวกันก็ศึกษาและปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานตามแนวทางปฏิบัติของหลวงพ่อวัดปากน้ำ อุปนิสัยอันอ่อนโยน ขยันขันแข็ง ทําให้ท่านได้รับเมตตาปรานีจากหลวงพ่อเป็นพิเศษ
เป็นระยะเดียวกันกับระยะเวลาที่หลวงพ่อเริ่มงานพัฒนาวัดปากน้ำในทุกๆด้านโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือการศึกษาอันเป็นจุดที่หลวงพ่อทุ่มเทเป็นพิเศษ นักศึกษาในสมัยนั้นได้รับความไม่สะดวกหลายประการ แน่ละ รวมทั้งพระภาวนาโกศลเถรด้วยซึ่งเป็นนักศึกษาอยู่ในสมัยนั้น ปัญหาการขาดแคลนครูสอนตลอดถึงปัญหาด้านสัปปายะอื่นๆ มีอยู่มากมาย บ่อยครั้งที่นักศึกษาต้องเดินไปเรียนยังสํานักอื่นๆ หรือมิฉะนั้นก็ต้องเสาะแสวงหาครูมาสอน หาได้สะดวกสบายเช่นปัจจุบันนี้ไม่และภายใต้ภาวะของสิ่งแวดล้อมเช่นนี้ พระภาวนาโกศลเถร ซึ่งเป็นสามเณรน้อยๆ ก็ได้พยายามศึกษาเล่าเรียนอย่างสุดความสามารถ ภายใต้อุปการะของหลวงพ่อ และด้วยการมีวิริยะอุตสาหะเป็นเลิศ ท่านก็สามารถผ่านการศึกษาไปได้ด้วยดี ตลอดชีวิตแห่งการศึกษาตั้งแต่ครั้งเป็นสามเณรตราบจนกระทั่ง เป็นพระภิกษุ ท่านสอบได้เป็นเปรียญ ๔ ประโยค และสอบได้นักธรรมชั้นเอก ตลอดชีวิตการเป็นนักศึกษาของท่านน่าจะได้เป็นอุทาหรณ์แก่นักศึกษารุ่นหลังเป็นอย่างยิ่ง เพราะเหตุว่าในวัยเกือบ ๔๐ อยู่แล้ว ท่านก็ยังใช้ชีวิตความเป็นนักศึกษาอยู่ในขณะที่ต้องรับภาระช่วยเหลือหลวงพ่อมากมายหลายประการนอกจากนี้ ท่านยังปฏิบัติได้ธรรมกายแต่ครั้งยังเป็นสามเณร และการปฏิบัติสมถวิปัสสนานับว่าท่านเป็นนักปฏิบัติที่ดีเลิศและเชี่ยวชาญที่สุดรูปหนึ่ง
พระภาวนาโกศลเถร อุปสมบทเมื่อวันที่ ๘ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๘๘ โดยมีพระครูบริหารบรมธาตุ (ป่าน เกสโร) เจ้าอาวาสวัดนางชี เป็นพระอุปัชฌายะและพระครูสมณธรรมสมาทาน (พระมงคลเทพมุนี หลวงพ่อวัดปากน้ำ) เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ณ พัทธสีมาวัดปากน้ำ อ.ภาษีเจริญ จ.ธนบุรี ได้รับ ฉายาว่า “ธมฺมธโร” โดยมีคุณหลวงประดิษฐ์ไพเราะ และคุณนายโชติ ศิลปบรรเลง เป็นผู้อุปถัมภ์ในการอุปสมบท
ความรับผิดชอบในภาระและหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจากหลวงพ่อมีมากขึ้นเป็นลําดับ ท่านต้องรับหน้าที่เป็นครูสอนบาลีและนักธรรม ตลอดถึงการเป็นอาจารย์สอนวิปัสสนากรรมฐาน และในขณะเดียวกันก็ต้องช่วยเหลือแบ่งเบาภาระด้านปกครองภายในวัดอีกด้วย ทั้งนี้เนื่องจากท่านเป็นผู้มีความสามารถรอบตัว สนใจศึกษา ค้นคว้า และปฏิบัติทดลองในสาขาวิชาการนั้นๆ ผู้ที่เคยอยู่ใกล้ชิดย่อมจะตระหนักดีว่า ท่านเป็นนักอ่านหนังสือทุกประเภทสนใจในศาสตร์ต่างๆ ทั้งแบบโบราณและสมัยใหม่ ประกอบกับการมีอุปนิสัยรักการศึกษา มีจิตใจเยือกเย็น มีความเมตตากรุณาเป็นพื้นฐานของจิตใจชอบบําเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม สิ่งเหล่านี้ได้ผสมผสานกันเป็นบุคลิกภาพของท่าน นักบริหาร นักทํางาน และนักสังคมสงเคราะห์ในสมัยต่อมา หลวงพ่อได้มอบหมายให้ท่านเป็นอาจารย์สอนวิปัสสนากรรมฐาน และช่วยเหลืองานในการปกครองวัดอีกด้วย เมื่อหลวงพ่ออาพาธ ท่านได้รับมอบหมายจากหลวงพ่อให้เป็นผู้มอบพระของขวัญแทนหลวงพ่อวัดปากน้ำ
เมื่อสิ้นบุญหลวงพ่อวัดปากน้ำในปี พ.ศ.๒๕๐๒ ความรับผิดชอบประการสําคัญที่มีต่อวัดปากน้ำ ก็คือท่านได้รับแต่งตั้งจากสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (จวน อุฏฺจายี) ให้เป็นรองเจ้าอาวาสวัดปากน้ำและในขณะเดียวกัน ก็ได้รับมอบหมายภาระสําคัญที่สุดภายในวัด จากพระเทพวรเวที เจ้าอาวาสวัดปากน้ำให้เป็นอาจารย์ใหญ่บริหารภารกิจด้านการศึกษาพระปริยัติธรรม และเป็นอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนากรรมฐานประจําสํานักวัดปากน้ำ และสมัยต่อมา เมื่อวัดปากน้ำได้เปิดศูนย์การสอนวิชาพุทธศาสนาแก่นักเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์ ท่านก็ได้รับภาระเป็นอาจารย์ใหญ่อีกเช่นเดียวกัน
การบริหารการศึกษา ต้องการอัจฉริยภาพของผู้บริหาร อันหมายถึงการเข้าใจถึงภาวะของสังคมปัจจุบัน และการตระหนักถึงความจําเป็นของการศึกษา มีความคิดริเริ่มและก้าวหน้าอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาด้านคันถธุระหรือวิปัสสนาธุระก็ตาม ภารกิจอันหนักอึ้งเหล่านี้ มิใช่ภาระอันจะปฏิบัติได้ง่ายดาย เพราะเหตุว่าเป็นภาระสร้างคน ที่ต้องการสมรรถภาพของการมองเห็นการณ์ไกลเป็นสําคัญ และพระภาวนาโกศลเถรได้พิสูจน์ให้เห็นถึงคุณสมบัติเหล่านั้นครบถ้วนทุกประการ เป็นไปตามอุดมการณ์ที่หลวงพ่อวัดปากน้ำได้วางรากฐานไว้ เป็นงานที่พระภาวนาโกศลเถร ได้รับมอบหมายให้ “สาน” ต่อไปจนสําเร็จ
ถ้าหากจะมองย้อนไปดูแนวความคิดของหลวงพ่อวัดปากน้ำ ในสมัยที่ท่านยังมีชีวิตอยู่และเฝ้าสั่งสอนให้พระภาวนาโกศลเถรได้ค้นคว้าด้านวิปัสสนาไว้ อันเป็นประหนึ่งจะถ่ายทอดชีวิตจิตใจอันเป็นมรดกธรรมให้สืบต่อแทน ย่อมจะมองเห็นคุณค่าอย่างยิ่ง ในยามที่วัดปากน้ำกําลังก้าวเข้าสู่ยุคหัวเลี้ยวหัวต่อและแน่นอนเหลือเกินที่อัจฉริยภาพของพระภาวนาโกศลเถรได้สะท้อนให้เห็นเด่นชัดในยามนี้
การบริหารงานวัดปากน้ำในยุคต่อมา ยังคงวางอยู่บนพื้นฐานของการพัฒนาโดยไม่หยุดยั้ง พระภาวนาโกศลเถรมีส่วนสําคัญในการบริหารร่วมกับพระเถระภายในวัด ความนุ่มนวลละมุนละไม ทําให้ท่านเป็นที่รักและเคารพของบรรดาพระภิกษุสามเณรตลอดถึงอุบาสกอุบาสิกา จึงนับได้ว่า ท่านเป็นพระที่เข้าถึงจิตใจของประชาชน คุณลักษณะดังกล่าว จึงเป็นเสมือนหน่อโพธิ์ที่เจริญงอกงามสืบต่อจากหลวงพ่อ
และในระยะไม่นานต่อมา เกียรติคุณในด้านเมตตาปรานีของท่านทําให้ท่านได้รับสมญานามว่า “หลวงพ่อเล็ก” อันเป็นสํานวนโวหารที่เมื่อเอ่ยขึ้นคราวใด ก็ทําให้อนุสติถึงหลวงพ่อวัดปากน้ำอย่างประหลาด
พระภาวนาโกศลเถร ได้รับแต่งตั้งให้มีภาระหน้าที่ ได้รับพระราชทานและเลื่อนสมณศักดิ์ ดังต่อไปนี้
วันที่ ๑ มกราคม พ.ศ.๒๔๙๕ ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการตรวจธรรมสนามหลวง
วันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๐๑ ได้รับพระราชทานแต่งตั้งสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตร ที่พระครูสมณธรรมสมาทาน
วันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๐๑ ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์
เป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นเอกในนามเดิม
วันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๐๘ ได้รับแต่งตั้งเป็นอาจารย์ใหญ่สํานักเรียนวัดปากน้ำ
วันที่ ๒๖ เมษายน พ.ศ.๒๕๐๙ ได้รับแต่งตั้งเป็น รองเจ้าอาวาส
วัดปากน้ำ
วันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๑๐ ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะที่ พระภาวนาโกศลเถร
เป็นที่น่าสังเกตว่าราชทินนามที่ได้รับพระราชทานล้วนเป็นนามเดิมของหลวงพ่อวัดปากน้ำ และด้วยเหตุนี้เองท่านจึงกลายเป็นหลวงพ่อเล็กที่มีอายุยังน้อย แนวความคิดของหลวงพ่อวัดปากน้ำที่ท่านได้เคยปรารภไว้ ได้ถูกนํามาปฏิบัติและประยุกต์เข้ากับเหตุการณ์เพื่อความวิวัฒนาการของวัดปากน้ำในทุกๆ ด้าน พระภาวนาโกศลเถรจึงมีส่วนในการคิดและทําตลอดเวลา หากจะมองดู ภาระและหน้าที่การงานที่พระภาวนาโกศลเถรได้ปฏิบัติมาแต่ต้นจนกลายเป็นอนุสาวรีย์อันอมตะในปัจจุบัน พอจะประมวลกล่าวได้ดังต่อไปนี้
การพัฒนาการศึกษา อันกล่าวได้ว่าเป็นชีวิตจิตใจของท่าน เพราะเหตุว่าตลอดชีวิตของท่าน ท่านบําเพ็ญตัวเป็นนักศึกษา นักค้นคว้า และนักอ่านหนังสือทุกชนิด ประสพการณ์ที่ท่านได้รับในสมัยเป็นนักศึกษา ได้ถูกนํามาดัดแปลงแก้ไขอยู่ตลอดเวลา “นาวาการศึกษา” ที่ท่านได้รับภาระเป็น “พันท้าย” จึงเป็นนาวาอันสง่างาม กว้างขวาง เต็มไปด้วยวิชาการและแนวความคิดสร้างสรรใหม่ๆ อยู่เสมอ
เมื่อ “โรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์ วัดปากน้ำ” ตั้งขึ้นเพื่อสอนวิชาพุทธศาสนาแก่เยาวชน ท่านก็รับภาระเป็นอาจารย์ใหญ่ เพราะถือว่าเป็นอีกก้าวหนึ่งแห่งการศึกษาที่ขยายวงกว้างออกไป และท่านได้อุทิศเวลาคลุกคลีกับเด็กๆ ด้วยความเป็นกันเอง และหาโอกาสแนะนําเด็กๆ ไปสู่แนวทางชีวิตอันมีหลักธรรมทางพุทธศาสนาเป็นพื้นฐานของจิตใจ
ท่านมักจะเล่าถึงความยากลําบาก ในสมัยที่ท่านยังเป็นนักศึกษาและปรารภว่า การศึกษาในสมัยก่อนยังไม่เป็นตลาดวิชาเหมือนดังปัจจุบัน ท่านจึงมักจะพูดกับสามเณรองค์เล็กๆ เสมอว่า “เรียนอะไรก็เรียนให้มันจริงๆ สักอย่างก็แล้วกันเป็นเอาตัวรอดทั้งนั้น” อันส่อให้เห็นทัศนคติอันกว้างขวางที่ท่านมีต่อวงการศึกษาของสํานักเรียนวัดปากน้ำ
พระภาวนาโกศลเถร เข้าถึงจิตใจของเยาวชนเป็นอันดี ท่านจึงเล็งเห็นคุณประโยชน์แห่งการพัฒนาด้านจิตใจเป็นอย่างยิ่ง ในคํานําหนังสือ“คู่มือศึกษาพุทธประวัติและธรรมภาษาอังกฤษ” ของวัดปากน้ำ ท่านได้ถ่ายทอดปรัชญาชีวิตไว้ว่า “ความเจริญทางด้านจิตใจ เป็นสิ่งจําเป็นแก่ชีวิต” และตอนหนึ่งท่านกล่าวอีกว่า “เรามีเวลาเรียนน้อย เพียงอาทิตย์ละครั้ง จึงควรที่ครูจะสอนให้ประหยัดเวลา แต่ได้สาระมากๆ” และคําพูดดังกล่าวทางโรงเรียนได้ยึดถือเป็นหลักปฏิบัติมาตราบเท่าปัจจุบัน
ด้านวิปัสสนากรรมฐาน นับได้ว่า ท่านเป็นกําลังสําคัญที่สุดภายในวัดปากน้ำ เพราะเหตุว่าพระภาวนาโกศลเถร ได้ศึกษาทั้งหลักปริยัติและปฏิบัติมาแต่ต้น ความสามารถในการถ่ายทอดแนวปฏิบัติ และแทรกแนวความคิดใหม่ๆ ให้เข้าถึงความรู้สึกของผู้มารับการศึกษาและปฏิบัติจึงมีส่วนให้ท่านได้รับยกย่อง
วัดปากน้ำ เป็นศูนย์การศึกษาและปฏิบัติวิปัสสนาที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทุกๆ วัน จะมีผู้สนใจมาศึกษาและปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานกันมาก พระภาวนาโกศลเถร ได้ยืดแนวทางที่เคยได้รับการถ่ายทอดมาจากหลวงพ่อวัดปากน้ำฝึกสอนต่อไป รวบรวมและจัดพิมพ์คําสอนแนวทางวิปัสสนาของ หลวงพ่อเป็นหมวดหมู่ ออกเป็นรูปเล่มและเผยแพร่แก่ผู้สนใจอยู่เสมอ
ทุกๆ วันพฤหัสบดี เวลาประมาณ ๑๔.๐๐ น. ท่านต้องรับภาระฝึกสอนการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานแก่ประชาชนที่สนใจ ตอบข้อซักถามและแนะแนวทางแก่ผู้สนใจ โดยไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย
บ่อยครั้งที่ได้รับอาราธนาไปสอนยังต่างจังหวัดไกลๆ ตลอดถึงต่างประเทศ ซึ่งท่านมักจะรับอาราธนาไปตามคํานิมนต์อยู่เสมอๆ หากมีเวลาและโอกาสอันเหมาะสม
พระภาวนาโกศลเถร นับว่ามีแนวความคิดอันเกี่ยวกับหลักปฏิบัติธรรมตามแบบวัดปากน้ำที่เรียกว่า “ธรรมกาย” อันทันสมัยและน่าฟัง ดังเช่นเมื่อครั้งที่ได้รับอาราธนาให้ไปในรายการของสถานีโทรทัศน์กองทัพบก ท่านได้กล่าวถึงคุณประโยชน์แห่งการปฏิบัติ “ธรรมกาย” กับชีวิตประจําวันไว้ว่า
“ธรรมกายเป็นกายธรรมะ อยู่ที่กลางใจเรานี่แหละ หากได้พัฒนาให้ถึงจุดละเอียด จะทําให้จิตใจบริสุทธิ์ อันจะมีผลสะท้อนให้การปฏิบัติภารกิจประจําวันเป็นไปตามแนวทางที่ถูกต้อง.......”
และเมื่อถูกซักถามถึงภูมิธรรม.......
“การเข้าถึงจุดธรรมกาย ยังเป็นเพียงขั้นโคตรภูญาณเท่านั้น อันอยู่กึ่งกลางระหว่างโลกิยะ และโลกุตตระ ดังนั้นจึงมีการเข้าถึงและการเสื่อมได้ หากประมาทเพียงแค่นั้น ย่อมยังอยู่ในวิสัยแห่งโลกิยะ ต่อเมื่อพัฒนาต่อไปจึงถึงขั้นละเอียดเป็นโลกุตตระ ขีดขั้นแห่งคําว่า ธรรมกาย จึงมีอยู่หลายระดับการปฏิบัติเท่านั้นที่จะตอบคําถามได้ดีที่สุด....”
มีชาวต่างประเทศเป็นจํานวนมากที่สนใจศึกษา “ธรรมกาย” แต่สื่อกลางแห่งการถ่ายทอดยังเป็นอุปสรรคอยู่มาก ท่านจึงริเริ่มรวบรวมคําสอนของหลวงพ่อวัดปากน้ำขึ้นแปลเป็นภาษาต่างประเทศ เช่น ภาษาจีน และภาษาอังกฤษ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ได้ถอดเทปบันทึกเสียงของหลวงพ่อเป็นภาษาอังกฤษเพื่อส่งไปสอนยังต่างประเทศ เช่น สหพันธ์มาเลเซีย สิงคโปร์ เป็นต้น
งานด้านเผยแพร่วิปัสสนา “ธรรมกาย” จึงยังเป็นอมตะอยู่ตลอดเวลาและยังคงรุดหน้าต่อไปด้วยหลักการที่ท่านได้รวบรวมคําสอนของหลวงพ่อไว้เป็นแบบฉบับ
นิตยสารรายเดือนมงคลสาร อันนับได้ว่าเป็นก้าวใหม่ในการเผยแพร่ธรรมะ อันมีผลสืบเนื่องมาแต่การจัดตั้งโรงเรียนสอนวิชาพุทธศาสนา และพระภาวนาโกศลเถรอีกน่ะแหละ ที่รับภาระเป็นผู้จัดการ จัดหาทุนในการพิมพ์ซึ่งต้องใช้จ่ายเดือนละประมาณ ๓,๐๐๐-๔,๐๐๐ บาท เป็นประจํา
นิตยสารดังกล่าวมีจุดประสงค์ในการเผยแพร่ธรรมะโดยเฉพาะอ ย่างยิ่งคือ วิปัสสนากรรมฐานแบบวัดปากน้ำ พร้อมด้วยสารคดีธรรมะ และข่าวสารอันเป็นประโยชน์ในวงการพุทธศาสนา ทั้งในประเทศและต่างประเทศ
พระภาวนาโกศลเถร มีจิตใจรักการเผยแพร่ธรรมะอย่างแท้จริง
ท่านจึงส่งเสริมและสนับสนุนการออกนิตยสารรายเดือนดังกล่าวเป็นพิเศษและบางครั้งก็ร่วมเขียนบทความตลอดถึงบทร้อยกรองต่างๆ ลงพิมพ์ด้วยแนวความคิดในการจัดสรรสิ่งใหม่ๆ ล้วนเป็นประโยชน์และมีคุณค่าสุดจะประมาณได้ และปัจจุบัน นิตยสาร “มงคลสาร” ได้ก้าวหน้าขึ้นสู่บรรณพิภพและแพร่หลายพอสมควร
ด้านการเผยแพร่ เป็นงานที่พระภาวนาโกศลเถร มีความสามารถอยู่ไม่น้อยเลยทั้งนี้สืบเนื่องมาจากการเป็นนักอ่านหนังสือเป็นอุปนิสัย แนวการแสดงธรรมเทศนาจึงฟังเข้าใจง่าย ด้วยสํานวนเรียบๆ และง่ายๆ ประหนึ่งได้ดื่มดําในอรรถรสก่อนแล้วจึงถ่ายทอดไปยังผู้ฟังอีกต่อหนึ่ง เสียงอันเย็นระรื่นหูผู้ฟัง เป็นแนวเทศนาที่เป็นตัวของตัวเอง บางครั้งก็แฝงอารมณ์ขันต่อสภาพจิตใจของมนุษย์ตลอดถึงภาวะของสังคมในปัจจุบัน เวลาจบเทศนาจึงมักสรุปด้วยทัศนคติและคติธรรมอย่างกินใจ เมื่อแสดงธรรมเทศนาธรรมาสน์คู่ ท่านมีปฏิภาณและโวหารที่สนุก การโต้ตอบปัญหาธรรมเต็มไปด้วยอุปมา ทําให้เข้าใจได้ง่าย
บทกวีธรรมะและบทความร้อยกรองของท่าน นับว่าอยู่ในขั้นผู้คงแก่เรียน เต็มไปด้วยการสังเกตภาวะของสังคม โดยแทรกอรรถรสแห่งธรรมะไว้อยู่เสมอ ดังเช่นเมื่องานประจําปีวัดปากน้ำ ท่านได้เขียนคําปรารภไว้ในหนังสือสูจิบัตรสําหรับแจกในงานว่า
“ความสามัคคีในยามนี้ จะเป็นประดุจธูปเทียนมาลาสักการะบูชาดวงวิญญาณของหลวงพ่อ ขอให้ช่วยกันเสียสละเพื่อส่วนรวม คือวัดปากน้ำของเรา....”
งานด้านสังคมสงเคราะห์ เป็นภารกิจประจําวันที่ท่านปฏิบัติจนถึงวาระสุดท้ายแห่งชีวิตอันเป็นภาระที่ได้เริ่มปฏิบัติตั้งแต่หลวงพ่อวัดปากน้ำถึงแก่มรณภาพ คือการต้อนรับประชาชนที่พากันมารับพระของขวัญของหลวงพ่อวัดปากน้ำและในขณะเดียวกันก็นั่งฟังสารทุกข์สุขดิบในการสนทนาวิสาสะซึ่งบ่อยครั้งที่ต้องนั่งรับแขกตลอดทั้งวัน และนี่เองคือที่มาแห่งสมญานามว่า “หลวงพ่อเล็ก” ที่เราเรียกกันจนติดปาก
พระภาวนาโกศลเถร ไม่เคยหางานที่เหมาะกับตน แต่พยายาม
ทําตนให้เหมาะกับงานทุกประเภทมองเห็นความสําคัญของงานทุกชนิด และเข้าใจอย่างถ่องแท้ และเข้าใจถึงวิวัฒนาการของสังคม
ท่านเป็นผู้ริเริ่ม ใช่แต่เฉพาะหลักวิชาการเท่านั้น แม้แต่กระทั่งวิชาความรู้บางอย่างที่นับได้ว่าเป็นอมตะตราบเท่าปัจจุบันนี้ เช่นให้เด็กนักเรียนโรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์หัดวิชานาฏศิลป์โดยท่านเป็นผู้ติดต่อหาครูมาสอน ให้เด็กวัดหัดกลองยาวไว้บวชนาค และให้เด็กวัดหัดอังกะลุงไว้ช่วยงานวัดต่างๆ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้บวกกับอุปนิสัยอันเยือกเย็น มีใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสในทุกโอกาสที่ได้พบปะ การเข้าใจปัญหาชีวิตของผู้มาพึ่งบารมีแห่งธรรมนี่คือบุคลิกภาพอันเป็นอมตะของท่าน
พระภาวนาโกศลเถร มีสุขภาพอ่อนแอมาแต่กําเนิด ซึ่งเป็นอุปสรรคต่ออุปนิสัยที่รักจะทํางานหนัก บ่อยครั้งที่ต้องไปพักรักษาตัวยังโรงพยาบาลท่านเคยพูดกับบางคนว่า “ฉันอยู่ไม่ได้นาน อย่างมากมีอายุไม่เกิน ๔๕ ปีก็ตาย” แต่ไม่มีผู้ใดเชื่อ และเมื่อกลับออกมา ก็มิวายเว้นที่จะทํางานอย่างหามรุ่งหามค่ำอีก ตราบจนครั้งสุดท้ายป่วยด้วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบและโรคลําไส้อาการเริ่มแรกดูไม่หนักหนาอะไรหลังจากไปพักรักษาตัวยังโรงพยาบาลศิริราชได้ไม่นาน ก็มีแต่ทรุดลงเป็นลําดับ และต่อมาเพียงไม่กี่วัน ท่านก็ถึงแก่มรณภาพด้วยอาการอันสงบ ในท่ามกลางความตกตะลึงพรึงเพริดของบรรดาศิษย์วัดปากน้ำ และนําความโศกเศร้ามาสู่ชาววัดปากน้ำอย่างใหญ่หลวง
พระภาวนาโกศลเถร มรณภาพเมื่อวันพุธที่ ๑๐ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๑๑ รวมอายุได้ ๔๔ ปี ๕ เดือน ๒๕ วัน อยู่ในสมณเพศได้ ๓๑ ปี ท่านได้ฝากผลงานและปฏิปทาอันยิ่งใหญ่สมศักดิ์ศรีของศิษย์เอกรูปหนึ่งของหลวงพ่อวัดปากน้ำให้ศิษยานุศิษย์รุ่นหลังได้ดําเนินตามต่อไป