ชีวประวัติหลวงพ่อ
หลวงปู่วัดปากน้ำ · 531010-บุคคลยุคต้นวิชชา3
ชีวประวัติหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ
พระภาวนาโกศลเถร
โดย พระมหาวิชัย วุฑฺฒสิโล
เนื่องจากสํานักเรียนวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ธนบุรี ในปี พ.ศ.๒๔๙๗ นี้ มีนวกะภิกษุถึง ๖๗ รูป ซึ่งนับว่ามีสถิติสูงกว่าทุกปีที่แล้วๆ มา ข้าพเจ้าในฐานะเป็นครูอบรมนวกภิกษุ เห็นสมควรที่จะได้เขียนเรื่องราวเกี่ยวกับหลวงพ่อพระภาวนาโกศลเถร อันเกี่ยวเนื่องกับเรื่องการเผยแพร่พุทธศาสนาทั้งคันถธุระและวิปัสสนาธุระที่มีอยู่ในวัดปากน้ำ และเผยแพร่กิจการของวัด เพื่อเป็นอนุสรณ์ประจําปี ๒๔๙๗ อีกด้วย บรรดานวกะภิกษุส่วนมากลงมติเป็นเอกฉันท์ว่าควรทําเป็นอย่างยิ่ง
ข้าพเจ้าจึงได้ลงมือเขียนชีวประวัติของพระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณหลวงพ่อพระภาวนาโกศลเถร ตามคําเรียกร้องของบรรดาศิษยานุศิษย์ทั้งคฤหัสถ์และบรรพชิต ซึ่งได้ปรารภกันว่าชีวประวัติของพระคุณท่านเท่าที่มีผู้เขียนไว้บ้างแล้วนั้นยังน้อยนัก ยังไม่พอแก่ความต้องการของบรรดาศิษย์ที่อยากจะทราบรายละเอียดชีวประวัติของท่านผู้สามารถสละชีวิตเข้าขุดค้นคุณธรรมพิเศษและได้วางเป็นแบบแผนออกเผยแพร่ให้ปฏิบัติกันทั่วประเทศไทย ยิ่งกว่านั้นยังได้แพร่ไปถึงต่างประเทศอีกด้วย ถ้าจะเปรียบกับชีวประวัติของบุคคลสําคัญทางโลกแล้ว ท่านเจ้าคุณหลวงพ่อก็จัดเป็นบุคคลสําคัญคนหนึ่งในพระพุทธศาสนา สมควรเขียนชีวประวัติของท่านที่แล้วมาให้ละเอียดเป็นหลักฐานในขณะที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ ใครสงสัยก็ยังสอบถามท่านได้ ทั้งนี้เพื่อประดับความรู้แก่ผู้สนใจ จะได้เป็นคติและแนวทางแห่งชีวิตของอนุชนรุ่นหลังต่อไป ก็จะเป็นที่พอใจของบรรดาศิษยานุศิษย์ทั้งหลายของท่าน ข้าพเจ้าจําต้องรับเขียนชีวประวัตินี้ทั้งๆ ที่ตนเองก็รู้ว่าคงทําให้ละเอียดไม่ได้ บังเอิญโชคยังเข้าข้างข้าพเจ้าอยู่ขณะที่ข้าพเจ้ากําลังสืบค้นชีวประวัติของท่านเจ้าคุณหลวงพ่ออยู่นั้น ข้าพเจ้าได้ไปสอบถามคุณป้าดากับคุณปู่นะ ซึ่งเป็นโยมพี่และโยมน้าของท่าน ท่านทั้งสองยังจดจําได้บ้าง จึงเล่ารายละเอียดต่างๆ ให้ฟังบ้าง จากหลักฐานที่เคยบันทึกไว้บ้าง ประกอบกับคําบอกเล่าของท่านทั้งสองที่กล่าวมาแล้วนั้น ถึงแม้จะไม่เป็นชีวประวัติที่ครบถ้วน ก็เป็นรายละเอียดเท่าที่ข้าพเจ้าสามารถจะค้นหามาเขียนได้ ทั้งนี้หวังว่าท่านผู้อ่านคงเห็นใจผู้เขียนและอภัยให้ในเมื่อยังไม่พอแก่ความต้องการของท่าน ต่อไปนี้ขอได้โปรดอ่านชีวประวัติของท่านเจ้าคุณหลวงพ่อพระภาวนาโกศลเถร เพื่อศึกษาปฏิปทาบนเส้นทางการสร้างบารมี ณ บัดนี้
ก่อนอุปสมบท
หลวงพ่อพระภาวนาโกศลเถร นามเดิมของพระคุณท่านชื่อ สด มีแก้วน้อย เกิด ณ วันศุกร์ที่ ๑๐ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๒๗ ตรงกับวันแรม ๖ ค่ำ เดือน ๑๑ ปีวอก ณ หมู่บ้านเหนือฝั่งตรงข้ามวัดสองพี่น้อง ตําบลสองพี่น้อง อําเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบรี โยมชายชื่อเงิน เดิมมีชาติภูมิอยู่ที่บ้านบางปลา อําเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม โยมหญิง ชื่อสุดใจ มีแก้วน้อย อยู่หมู่บ้านสองพี่น้องดั้งเดิม ตระกูลของท่านเป็นตระกูลคหบดีในคลองสองพี่น้อง ทําการรับซื้อข้าวทั่วทั้งอําเภอสองพี่น้อง ตลอดทั้งอําเภอใกล้เคียงอีกด้วย ท่านมีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันรวม ๕ คน คือ
๑.นางดา มีแก้วน้อย
๒.พระภาวนาโกศลเถร (สด มีแก้วน้อย)
๓.นายใส มีแก้วน้อย
๕.นายผูก มีแก้วน้อย (ถึงแก่กรรมยังเยาว์)
๕.นายสํารวย มีแก้วน้อย (ถึงแก่กรรมแล้ว)
คุณป้าดากับคุณปู่นะ เล่าว่าเมื่อยังเป็นเด็กเล็กๆ เป็นเด็กฉลาดใจคอเด็ดเดี่ยวหนักแน่นมั่นคงเมื่อตั้งใจจะทําสิ่งใดแล้ว ต้องพยายามทําจนสําเร็จเมื่อไม่สําเร็จ เป็นไม่ยอมเด็ดขาด เช่นท่านเคยช่วยโยมหญิงโยมชายเลี้ยงวัว (ที่บ้านระยะแรกทํานาและค้าขายด้วย) วัวพลัดเข้าไปในฝูงวัวของคนอื่น ทั้งๆ ที่ท่านเป็นเด็กเล็กๆ ท่านจะต้องไปตามวัวมาจนได้ ไม่ว่าวัวจะไปทางไหน หรือมืดค่ำดึกดื่น เมื่อไม่ได้วัวมาก็ไม่ยอมกลับ นอกจากนั้นท่านยังประกอบไปด้วยเมตตาจิตในสัตว์เช่นท่านเคยช่วยโยมไถนากับพี่สาวของท่าน (คุณป้าดา) พอถึงเวลาสายใกล้เพลท่านคอยสังเกตดวงตะวัน ว่าใกล้จะเพลแล้วหรือยัง จนพี่สาวของท่านตําหนิว่าเกียจคร้านคอยดูแต่เวลาจะเลิกเท่านั้น แต่ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ ท่านเป็นคนถือในคติโบราณว่าการไถนาจนตีกองเพล (๑๑.๐๐น.) เขาเรียกว่า “เพลคาบ่าวัว” ถือว่าบาปมาก ท่านทํางานตรงต่อเวลาต่างหากถึงจะถูกดุถูกว่าก็ไม่ยอมทําตามและถ้าสัตว์ที่ใช้งานเห็นว่าเหน็ดเหนื่อยท่านจะต้องนําไปอาบน้ำจนสัตว์เย็นสบายแล้วจึงปล่อยให้ไปกินหญ้าเป็นอิสระ
ท่านช่วยโยมของท่านทํางานแต่ยังเยาว์วัย มีอายุประมาณ ๙ ปี พอดีกับโยมน้าชายของท่านบวชเป็นพระภิกษุที่วัดสองพี่น้อง โยมหญิงของท่านจึงส่งตัวเข้าไปเรียนหนังสือปฐม ก.กา. ตามหลักการศึกษาในสมัยนั้นอยู่ได้ไม่นานเท่าใดนัก พระภิกษุนะ ผู้เป็นน้าได้ย้ายไปจําพรรษาที่วัดหัวโพธิ์ ตําบลหัวโพธิ์ อําเภอสองพี่น้อง ท่านได้ติดตามไปเรียนหนังสืออยู่ในสํานักของพระภิกษุนะประมาณ ๗-๘ เดือน ต่อจากนั้นพระภิกษุนะได้ย้ายไปจําพรรษาเสียที่วัดกัลยาณมิตร จังหวัดธนบุรี ท่านจึงย้ายไปเรียนหนังสือที่วัดบางปลา อ.บางเลน จ.นครปฐม ในสํานักของพระอาจารย์ทรัพย์ผู้เป็นเจ้าอาวาสวัดบางปลา อายุของท่านเวลานั้นประมาณ ๑๑ ปีเศษ อยู่ในสํานักพระอาจารย์ทรัพย์ประมาณ ๒ ปี มีความรู้ภาษาไทยและภาษาขอมพอสมควร จึงกลับไปอยู่บ้านเดิมอีกประมาณ ๑ ปี เมื่อท่านอายุได้ ๑๔ ปี โยมชายได้ถึงแก่กรรมลง ท่านต้องเข้าควบคุมการค้าแทนโยมผู้ชาย ขณะนั้นมีเรือบรรทุกข้าวข้างกระดานใหญ่สองลํา พร้อมทั้งลูกเรือหลายคนล่องเรือค้าข้าวระหว่างสองพี่น้องกับกรุงเทพฯ กระทําเดือนละ ๒-๓ ครั้งเรื่อยๆมา ในระหว่างทําการค้าท่านฉลาดในการปกครอง ลูกเรือต่างก็รักและนับถือท่านว่าเป็นคนเด็ดขาด มีความพยายามไม่ท้อถอยต่อการงาน คุณปู่นะเล่าว่าครั้งหนึ่ง ขณะที่ท่านล่องข้าวลงมาขายที่กรุงเพทฯ กําลังอยู่ในกรุงเทพฯ จอดเรือที่คลองบางกอกน้อย ถูกลูกจ้างของพี่เขยขโมยเงินและทองไปประมาณ ๑,๐๐๐ บาทเศษ (ในสมัยโน้นนับว่าเป็นเงินก้อนใหญ่) ท่านพยายามติดตามไม่ลดล่ะ และได้ตั้งใจว่าเมื่อจับคนร้ายไม่ได้ท่านไม่ยอมกลับเด็ดขาด จึงเริ่มดําเนินการติดตามโดยไปแจ้งแก่เจ้าหน้าที่ตํารวจ นายร้อยตํารวจฝรั่งถามถึงบ้านของขโมย ทราบว่าอยู่คลอง ๑๒ นายร้อยตํารวจได้นําเรือกลไฟมารับในตอนเย็นไปบ้านเมียเจ้าขโมย ท่านก็ไปกับนางพับและตํารวลอีก ๔ คน ต้องแล่นเรือไปไม่หยุดเลยตลอดคืน พอสว่างก็ถึง ท่านเห็นหน้าคนร้ายโผล่ช่องหน้าต่างหลังบ้านอยู่ จึงแจ้งให้นายตํารวจทราบ กว่าเรือจะชลอฝีจักรกลับลํามาหยุดหน้าบ้านคนร้ายได้กินเวลาหลายนาทีท่านเห็นผ้าขาวม้าของคนร้ายก็จําได้แต่ค้นหาตัวคนร้ายไม่พบเสียแล้ว ท่านจึงได้ตรวจดูทางหนีของคนร้าย เห็นฟองน้ำแตกเป็นทางไป จึงบอกให้ตํารวจทั้ง ๔ คนไปยืนคุมเชิงอยู่ทีมุมคันนา ตัวท่านเองตามคนร้ายไปตามรอยฝ้าน้ำ ตามไปประมาณกลางคันนา พบคนร้ายนอนหลบซ่อนซังข้าวอยู่ พอมันเห็นท่านเข้าก็ดําวูบลงไป ท่านก็เรียกตํารวจและแจ้งให้ทราบที่ซ่อนตํารวจดึงตัวคนร้ายขึ้นมาแล้วจะสวมกุญแจมือ คนร้ายขัดขืน ตํารวจจึงกระทุ้งด้วยพานท้ายปืน ๒-๓ ครั้งมันจึงยอมให้ใส่กุญแจมือได้ ต่อจากนั้นก็นําตัวคนร้ายกลับมายังบ้านเมียของมัน ค้นหาทรัพย์ของกลาง ก็พบหมกซ่อนอยู่ในกระบุงข้าวเปลือกเป็นเงิน ๙๐๐ บาทเศษ แล้วจึงนําตัวผู้ร้ายมาผูกเข้ากับเสาเก๋งเรือไฟ ล่องเรือกลับลงมากรุงเทพฯ เมื่อถึงสถานีตํารวจให้การแก่เจ้าหน้าที่ตํารวจเสร็จแล้วตํารวจได้เอาเรือมาส่งที่เรือข้าวของท่านที่คลองบางกอกน้อยแล้วท่านจึงนําเรือกลับบ้าน
เหตุที่ท่านปฏิญาณตนบวชจนตาย
ท่านทําการค้าขายหาเลี้ยงโยมหญิงและครอบครัวตลอดจนผู้อยู่อาศัยในบ้านเรื่อยมา จนอายุของท่านย่างเข้า ๑๙ ปี ขณะที่ทําการค้าอยู่นั้น วันหนึ่งเมื่อท่านนําเรือเปล่ากลับบ้าน (มีเงินที่ขายข้าวได้หลายพันบาท) เส้นทางที่จะกลับบ้านเต็มไปด้วยอุปสรรคนานาประการ น้ำในแม่น้ำลําคลองก็ไหลเชี่ยว เรือก็ต้องแจวต้องถ่อเพราะไม่มีการลากจูงด้วยเรือยนต์ดังสมัยนี้ เมื่อนําเรือกลับจําเป็นต้องผ่านลัดคลองเล็กซึ่งชาวบ้านเรียกว่า “คลองบางอีแท่น” อยู่เหนือตลาดใหม่ อ.นครไชยศรี จ.นครปฐม คลองลัดนี้ไม่ยาวเท่าไรนัก แต่ทว่าเป็นคลองเปลี่ยวมีโจรผู้ร้ายชุกชุม ปรากฏว่าเรือค้าขายที่ผ่านไปมาทางนั้นมักถูกปล้นสดมถ์บ่อยๆในตอนนี้ท่านเคยเล่าให้ฟังว่า “อ้ายน้ำก็เชี่ยว อ้ายคลองก็เล็ก อ้ายโจรก็ร้าย” เนื่องจากคลองเล็กและโจรร้ายดังท่านกล่าว บรรดาเรือสินค้าที่ผ่านไปมาได้ความปลอดภัยก็นับว่าโชคดี ในวันนั้นบังเอิญเรือของท่านลําเดียวผ่านเข้าไปในคลองนี้ พอเรือผ่านเข้าคลองได้หน่อยหนึ่ง สัญชาติญาณแห่งความกลัวก็เกิดขึ้น ทําให้เกิดความคิดที่จะเอาตัวรอด โดยสับเปลี่ยนเอาลูกเรือมาถือท้ายแทน เพราะว่าธรรมดาโจรปล้น ย่อมจะทําร้ายผู้ถือท้ายเรือซึ่งเป็นเจ้าของก่อน ถ้าไปอยู่ทางหัวเรือก็มีโอกาสที่จะต่อสู้และเอาตัวรอดได้ง่าย เมื่อคิดดังนั้นแล้ว ก็หยิบปืนยาวบรรจุกระสุนเสร็จ ๘ นัด ไปอยู่หัวเรือให้ลูกจ้างถือท้ายแทน ขณะถ่อเรือแทนลูกจ้างอยู่นั้น เรือก็แล่นเข้าสู่ที่เปลี่ยวหนักขึ้นทุกทีๆ พลันก็เกิดความคิดแวบขึ้นในขณะนั้น ตอนนี้ท่านเล่าว่า “คนพวกนี้เราจ้างเขาคนหนึ่งๆ เพียง ๑๑-๑๒ บาทเท่านั้น ส่วนตัวเราเป็นเจ้าของทั้งทรัพย์ทั้งเรือความตายจะโยนไปให้ลูกจ้างตายก่อน ดูจะเอาเปรียบเพื่อนมนุษย์มากเกินไป ทําอย่างนี้ไม่ถูก ไม่เป็นการสมควร” ท่านคิดไปถ่อไป จิตก็เกิดเมตตาและตําหนิตนเองถึงการเอารัดเอาเปรียบคนอื่น ท่านจึงตัดสินใจเด็ดขาดลงไปว่า “ทรัพย์ก็ของเรา เรือก็ของเรา เราควรตายก่อนดีกว่า ลูกจ้างนั้นเมื่อมีภัยมาถึง เขาจะได้หนีเอาตัวรอดไปทํามาหาเลี้ยงบุตรกรรยาของเขาได้อีก” เมื่อตกลงใจเช่นนั้น จึงเรียกลูกเรือให้มาถ่อเรือแทนส่วนท่านก็ถือปืนคู่มือ กลับมานั่งถือท้ายเรือตามเดิม ยอมเสี่ยงรับอันตรายแต่ผู้เดียว การเดินทางใกล้จะออกจากคลองลัดอยู่แล้ว พอดีเป็นเวลาน้ำเอ่อขึ้นไหลสวนทางมาบรรดาเรือสินค้าหนักๆ ที่จะผ่านเข้าคลองสวนทางมาจอดคอยน้ำอยู่ปากคลองแน่นขนัด พอย่ำขึ้นเรือเหล่านั้นก็ถ่อสวนมาปะทะกัน เรือจะขึ้นก็ขึ้นไม่ได้ จะล่องก็ล่องไม่ได้ ต่างส่งเสียงกันเอะอะเช็งแซ่ ท่านบันทึกของท่านไว้ว่า “พ่อค้าจีนก็ล้งเล้งกลัวเรือจะชนกันร้องออกมาว่า “ตู๊อ้าๆ” ต่างฝ่ายต่างก็ปักหลักกรานจอดนิ่งอยู่กับที่ แล้วความคิดท่านก็เกิดขึ้นว่า “เราเป็นคนท้ายผ่านพ้นอันตรายมาได้แล้ว เป็นบุญแท้ๆ การหาเงินหาทองมันเป็นของลําบากเสียจริงๆ ต้องอาบเหงื่อต่างน้ำ บิดาของเราก็หากินมาอย่างนี้เราก็เจริญรอยตามอีก เงินทองที่หามาได้ทั้งหมดนี้ต่างคนก็ต่างหา ไม่มีเวลาหยุดด้วยกันทั้งนั้น ถ้าใครไม่รีบหาไว้ให้มั่งมีก็เป็นคนต่ำคนเลวไม่มีใครนับหน้าถือตาสมาคมด้วย เมื่อเข้าที่ประชุมก็น้อยหน้าเขาเพราะจนกว่านั่นเอง โลกเราเป็นดังนี้เสมอมา บุรพชนต้นตระกูลของเราก็เป็นมาดังนี้ จนนับไม่ถ้วนว่าใครบ้าง สืบมาจนกระทั่งบิดาของเราและตัวเราจนบัดนี้ ก็ท่านบุรพชนทั้งชายหญิงเหล่านั้นไปไหนกันเสียหมดเล่า? เรื่องนี้ก็ปรากฏแก่ใจเราอยู่แล้วว่า ท่านเหล่านั้นตายไปหมดแล้ว ตลอดถึงบิดาเราก็ตายด้วย ตัวของเราเล่า? ก็ต้องตายเหมือนกับท่านเหล่านั้นอีก” พอคิดถึง
ความตายขึ้นมาดังนี้แล้ว ใจก็ชักเสียว นึกถึงความตายที่รอดมา เมื่อสักครู่ และที่จะมาถึงในวันข้างหน้า “เราต้องตายเหมือนบิดาเราแน่ๆ ไม่ต้องสงสัย บิดาเราล่องเรือข้าวมาเริ่มป่วยไปจากในเรือระหว่างทาง พอขึ้นจากเรือก็ป่วยหนัก แล้วถึงแก่กรรม ขณะที่บิดาเจ็บป่วยเราก็ช่วยพยาบาลจนสุดความสามารถ แต่ก็ไม่อาจจะช่วยให้ท่านรอดพ้นความตายไปได้ ท่านตายไปแล้วไม่เห็นเอาอะไรติดตัวไปได้เลย สังขารดับไปเฉยๆ ตัวเราพี่น้องเรา ตลอดถึงมารดาของเรา ก็ไม่มีใครตายไปกับท่านด้วย ท่านดับไปคนเดียวแท้ๆ ถึงตัวเราเองก็ต้องเป็นดังท่านเหมือนกัน จะพ้นจากความตายอย่างนั้นไม่ได้แน่” เมื่อท่านได้คิดเช่นนั้นแล้ว ท่านก็ทดลองนอนตายที่ท้ายเรือแล้วลองคิดว่า ท่านตายแล้ว และเที่ยวไปหาญาติพี่น้องหรือเพื่อนที่รักกันบ้าง คนเหล่านั้นเขาก็ไม่เห็นท่าน เพราะท่านเป็น “ผี” แล้วท่านก็เอาก้อนดินหรือท่อนไม้โยนไปให้ถูกเขา เขาก็ต้องว่าผีโยนมาหรือผีปามา เพราะเขาไม่เห็นท่านไปหาคนโน้นก็ไม่เห็นไปหาคนนี้ก็ไม่เห็นนอนคิดอยู่อย่างนี้จนเผลอตัว พอรู้สึกตัวขึ้นมาก็รีบลุกขึ้นจุดธูปบูชาพระ แล้วอธิษฐานจิตในขณะนั้นว่า “ขออย่าให้ข้าพเจ้าตายเสียก่อนเลย ขอให้ได้บวชเสียก่อน เมื่อบวชแล้วข้าพเจ้าจะไม่ลาสิกขาบทขอบวชไปจนตลอดชีวิต” นี่เป็นบันทึกคําอธิษฐานของท่าน ดังนี้เราจะเห็นได้ว่า เหมือนกับท่านได้เริ่มบวชมาตั้งแต่อายุ ๑๙ ปีเศษนั้นแล้ว
อุปสมบท
ต่อแต่นั้นมา การดําเนินอาชีพทางการค้าขายได้ดําเนินมาเป็นปรกติ คําอธิษฐานของท่านยังคงฝังแน่นอยู่ในจิตใจตลอดมา จนอายุครบบวชก็ยังบวชไม่ได้ เนื่องจากมีภาระต้องค้าขายหาเลี้ยงโยมหญิง และผู้คนในครอบครัวหลายคนด้วยกัน แสดงว่าท่านเป็นคนเลี้ยงคนมาตั้งแต่ยัง เป็นคฤหัสถ์ เมื่ออายุของท่านย่างเข้า ๒๒ ปีก็ปรารภถึงการบวช ในปีนั้นเองพอถึงเดือน ๖ ข้างขึ้นก็บรรทุกข้าวลงเรือแล้วให้ลูกจ้างมาขายกรุงเทพฯ ได้มอบให้ลูกเรือคนหนึ่งเป็นตัวแทนควบคุมลงมา ส่วนตัวท่านก็เข้าอยู่วัดเป็นเจ้านาค ศึกษาเบื้องต้นแห่งการอุปสมบทในสํานักท่านปลัดยัง เจ้าอาวาสวัดสองพี่น้อง ผู้เป็นตาของท่าน ท่านปลัดยังได้ส่งหนังสือวินัยให้ดูหนังสือนี้เป็นสมุดข่อย เขียนตัวบรรจงงดงามมาก ท่านเริ่มท่องจําวิธีบรรพชาและอุปสมบท และอ่านพระวินัยไปพร้อมกันด้วย ใกล้เข้าพรรษาจึงไปนิมนต์พระอุปัชฌาย์ดี วัดประตูสาร จังหวัดสุพรรณบุรี มาเป็นพระอุปัชฌาย์ ท่านได้อุปสมบท พ.ศ.๒๔๔๙ มีพระครูวินยานุโยค (เหนี่ยง อินฺทโชโต) เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอาจารย์โหน่ง อินฺทสุวณฺโณ เป็นพระอนุสาวนาจารย์
รุ่งขึ้นวันที่ ๒ หลังจากอุปสมบทแล้ว ท่านได้เริ่มเรียนวิปัสสนาธุระกับพระอาจารย์โหน่ง (ท่านผู้นี้ได้ศึกษามาแต่สํานักของหลวงพ่อเนียม วัดน้อย อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี ท่านเป็นพระที่เคร่งครัดต่อพระธรรมวินัยและธรรมปฏิบัติ เป็นที่เคารพนับถือของชาวสองพี่น้องมาก) ครั้นบวชแล้วท่านได้เริ่มศึกษาทั้งคันถธุระและวิปัสสนาธุระตลอดพรรษาแรก ท่านเคยเล่าว่า ท่านท่องหนังสือสวดมนต์จบหมดถึงพระปาฏิโมกข์ในพรรษานั้นเอง ในด้านคันถธุระนี้ ท่านท่องไปถึงตอนที่ว่า “อวิชฺชาปจฺจยา” ท่านเริ่มสงสัยอยากจะรู้เรื่องว่า แปลว่าอะไรกัน จึงไปถามพระพี่ชายซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้อง บวชมาได้ ๓ พรรษาแล้วว่าข้อความนั้นแปลว่ากระไร พระพี่ชายก็แปลไม่ได้ ท่านจึงไปถามอาจารย์อีกรูปหนึ่ง ท่านกลับตอบว่า “เขาไม่แปลกันหรอกคุณ อยากจะรู้ต้องไปเรียนที่บางกอก” ท่านจึงกลับมาเริ่มตําหนิในใจว่าพระวัดนี้โง่ท่องแล้วไม่รู้เรื่อง ท่องไปทําไมกัน? นี่เป็นประตูทําให้คนโง่ไม่รู้ว่าเท่าไรแล้ว จึงดําริจะลงมากรุงเทพฯ
นับแต่อุปสมบทมาได้ ๗ เดือนเศษ ท่านจึงไปหาโยมหญิงหาวิธีพูดจาชักจูงโยมหญิงเพื่อขอโอกาสไปศึกษาที่กรุงเทพฯ โยมไม่เต็มใจให้จากมา แต่ในที่สุดก็ยอมด้วยความไม่เต็มใจ ท่านจึงขอปัจจัย ๑ ชั่งเพื่อเป็นค่าเดินทาง การขอนี้ท่านตั้งใจว่าจะขอเป็นครั้งสุดท้าย เมื่อออกจากวัดสองพี่น้องมาแล้ว ได้มุ่งตรงมาจําพรรษา ณ วัดพระเชตุพนฯทีเดียว ในระยะนั้นคัมภีร์ที่จะเล่าเรียนศึกษาที่ยังไม่มีก็ได้ให้สีกาพี่ของท่านจัดซื้อสร้างถวายท่านเล่าว่า ท่านเคยชอบศึกษาทุกอย่าง ที่นับว่าเป็นวิชาซึ่งนิยมกันในสมัยนั้น เช่น โหราศาสตร์ ไสยศาสตร์ ที่สุดจนเล่นแร่แปรธาตุหุงปรอททุกชนิด และได้ทดลองทําดูทุกอย่างว่าอะไรจะเป็นของจริงบ้าง ท่านไม่เคยตําหนิวิชาของใคร ว่าเป็นของไม่จริง ชมว่าเป็นของดีทั้งนั้น แต่ท่านไม่เคยติดใจในวิชาเหล่านั้น ต่อมาท่านได้เลิกเด็ดขาด มอบตําหรับตําราให้คนอื่นไปหมด คงยึดวิชาวิปัสสนาอย่างเดียวเท่านั้น
ในขณะมาเรียนหนังสืออยู่นั้น ท่านได้เอาน้องชายคนเล็ก ชื่อ สํารวย มาอยู่ปฏิบัติและให้เล่าเรียนหนังสือใหญ่ (ขอม) คือมูลกัลจายนะที่สํานักเรียนวัดเชตุพนฯ ด้วย จนพรรษาที่ ๔ ท่านจึงได้ย้ายไปรักษาตัวด้วยโรคไข้ทรพิษที่วัดชัยพฤกษ์มาลาชั่วคราว และได้เอานายสํารวยไปอยู่ด้วย วันหนึ่งท่านเกิดนิมิตว่า มีชายคนหนึ่งเอาทรายมาถวาย ๑ บุ้งกี๋ ท่านเอื้อมมือหยิบมานิดเดียว ส่วนน้องชายกอบไว้ถึงสองกํามือเต็มๆ หลังจากนิมิตได้ไม่กี่วันน้องชายท่านก็ป่วยเป็นไข้ทรพิษมีอาการหนักมาก ตัวท่านเองก็เป็นด้วย แต่มีอาการน้อย พออาการป่วยของท่านค่อยทุเลาลงจึงรีบพาน้องชายขึ้นไปรักษาที่บ้านสองพี่น้อง แต่ไม่หาย ได้ถึงแก่กรรม เมื่ออายุ ๑๘ ปี ได้จัดการปลงศพเสร็จแล้วท่านจึงกลับมาอยู่วัดพระเชตุพนฯ ตามเดิม
ขณะที่ท่านเรียนหนังสืออยู่นั้นท่านต้องลําบากมากบางวันบิณฑบาตไม่พอฉันบางวันไม่ได้เลย ได้แต่เพียงส้มผลเดียวก็เคยมี พระคุณท่านเองได้เคยเล่าให้ฟังว่า เมื่อมาอยู่ที่วัดพระเชตุพนฯ ใหม่ๆ ออกบิณฑบาตวันแรกไม่ได้อะไรเลย วันที่สองก็ไม่ได้อีกท่านมาคิดคํานึงว่าท่านเป็นผู้มีศีลจะอดตายเช่นนั้นหรือ? ถ้าเป็นจริงท่านก็ยอมตาย ท่านบิณฑบาตไม่ได้ข้าวท่านก็ไม่ฉันของอื่น ยอมอดด้วยคิดว่า ถ้าเราตายลงไป ภิกษุหมดทั้งนครต้องมีอาหารบิณฑบาตพอหมดทุกๆ รูป เพราะคนลือก็จะพากันสงสารภิกษุไปตามๆกันเท่านั้นจึงไม่ยอมดิ้นรนหา ครั้นวันที่สามท่านออกไปบิณฑบาตอีก วันนั้นเดินอยู่จนสายได้ข้าวเพียงหนึ่งทัพพีกับกล้วยน้ำว้าหนึ่งผล กลับมาถึงกุฏิด้วยความเหนื่อยอ่อน เพราะไม่ได้ฉันมา ๒ วันแล้ว ท่านจึงเริ่มที่จะลงมือฉันข้าวหนึ่งทัพพีนั้น ก็นั่งลงจับอาหารในบาตรพิจารณาด้วยปัจจเวกเสร็จแล้วใส่ปากเข้าไปคําหนึ่ง พอดีท่านเหลือบไปเห็นสุนัขท้องติดสันหลังผอมโซเซได้อดอยากมาเป็นเวลานานวัน ท่านเกิดเมตตาปราณีสงสารสุนัขตัวนั้น จึงปั้นข้าวที่เหลืออีกคําหนึ่งกับกล้วยครึ่งผลก่อนให้ทานสัตว์นั้นท่านได้อธิษฐานจิตว่า “ขึ้นชื่อว่าความอดอยากเช่นนี้ ขออย่าให้มีอีกเลย” แล้วจึงให้ก้อนข้าวแก่สุนัขตัวนั้น สุนัขตัวนั้นกินแต่ข้าวส่วนกล้วยหากินไม่ ท่านก็คิดว่าไม่รู้ว่าเจ้าไม่กินท่านก็คิดจะเอากล้วยกลับมา ดีแต่คิดขึ้นมาได้ว่าของสิ่งนั้นท่านได้สละให้ทานไปแล้ว ไฉนจึงจะเอากลับคืนมาฉันอีกเป็นการไม่สมควร เพราะได้สละขาดไปแล้ว เอามาฉันอีกก็ต้องประเคนใหม่ ในที่นั้นก็ไม่มีใครที่จะประเคนด้วย
ด้วยอํานาจศีลและสัจจะของท่าน นับแต่วันนั้นมาท่านไปบิณฑบาตปรากฏว่าได้อาหารมากมายถึงกับฉันไม่หมด ต้องแบ่งถวายพระภิกษุอื่นนอกจากนั้นมีคุณนายนวมบ้านอยู่ตลาดท่าเตียน ปวารณาทําปิ่นโตอาหารส่งอีกทุกวันนับจากวันนั้นเป็นต้นมา ความยากลําบากในการขบฉันของพระภิกษุซึ่งปรากฏกับพระคุณท่านดังนั้น เป็นเหตุให้พระคุณท่านดําริว่า “ตัวเราเมื่อมีกําลังพอเมื่อใดจะจัดตั้งโรงครัวประกอบอาหารเลี้ยงพระเณร โดยไม่ต้องให้ลําบาก เป็นการเสียเวลาในการศึกษาเล่าเรียน” นี้เป็นความตั้งใจของพระคุณท่าน และความตั้งใจของพระคุณท่านนั้นได้ถึงจุดสําเร็จสมความปรารถนา นับเป็นองค์แรกในประเทศไทยที่สามารถตั้งโรงครัวประกอบอาหารเลี้ยงพระภิกษุสามเณร-อุบาสกอุบาสิกา มีจํานวนถึง ๘๐๐ เศษเป็นประจําทุกวัน เป็นอันว่าความปรารถนาของท่านนั้น เป็นผลสําเร็จอันไพศาลและกิจการยังคงดําเนินอยู่จนทุกวันนี้
เรื่องการศึกษา
เมื่อท่านเล่าเรียนศึกษาอยู่สํานักวัดพระเชตุพนฯ นั้น ท่านได้เรียนมูลกัลจายนะถึงสามจบ พระธรรมบท ๘ ภาค และพระคัมภีร์มังคลัตถทีปนีกับสารสงเคราะห์แต่ไม่ทันจบ แปลออกพอสมควรแล้วท่านได้เข้าสอบสนามหลวงหนึ่งครั้งก็บังเอิญตก ท่านก็ไม่สอบอีกต่อไป ท่านเล่าว่าถ้าสอบเป็นเปรียญได้แล้ว จะถูกทางคณะสงฆ์ใช้งานจะเสียการศึกษาด้านวิปัสสนาธุระเพราะเมื่อขณะท่านเรียนหนังสืออยู่นั้นท่านได้ปฏิบัติตามแบบพระอาจารย์โหน่งตลอดมา วันใดหยุดการเล่าเรียนคันถธุระท่านมักจะแสวงหาความรู้ในด้านวิปัสสนาธุระจากพระอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิในด้านวิปัสสนาในสํานักต่างๆ ทําคู่กันไปด้วยปรากฏว่าท่านได้ไปศึกษากับท่านเจ้าคุณสังวรานุวงศ์เถร (เอี่ยม) วัดราชสิทธารามจากท่านพระครูญาณวิรัติ ในวัดพระเชตุพนฯ นั้นอีก ทําเป็นครั้งที่สี่ และครั้งที่ห้าได้ไปศึกษาในสํานักของพระอาจารย์สิงห์วัดละครทําหลังวัดระฆังโฆสิตาราม ท่านเคยเล่าว่า ท่านได้ดวงใสประมาณเท่าฟองไข่แดงของไก่ติดอยู่ศูนย์กลางกายของท่านเป็นอันได้ผลตามแบบของพระอาจารย์สิงห์ ท่านรับรองว่าได้ตามแบบของท่านแล้ว และมอบให้ท่านเป็นอาจารย์สอนคนอื่นต่อไปได้ ท่านเห็นว่า ธรรมที่ได้มานี้ไม่เป็นที่พอใจ ท่านว่ามีความรู้แค่หางอึ่งเท่านี้ จะสอนเขาได้อย่างไร ท่านจึงไม่ยอมสอนใคร ต่อมาว่างการศึกษาคันถธุระ ท่านเห็นว่าเวลาสมควร ท่านปรารถนาออกเดินธุดงค์ ท่านได้ให้คุณป้าดา สีกาพี่ของท่านสร้างกลดถวาย ผู้อื่นจะสร้างถวายก็ไม่เอา ชรอยว่าท่านจะสงเคราะห์สีกาพี่ผู้มีอุปการคุณ เมื่อได้กลดสมความประสงค์แล้ว พระคุณท่านได้ออกธุดงค์ การธุดงค์มีเวลาประมาณเท่าใดท่านเองก็จําไม่ได้ ครั้นกลับจากธุดงค์แล้ว ก็เอากลดถวายพระภิกษุองค์อื่นไป ต่อมาพระคุณท่านปรารถนาจะธุดงค์อีกเป็นครั้งที่สอง ก็ได้ให้คุณป้าดาสร้างกลดถวายอีก ในครั้งหลังนี้ปรากฏว่าได้เดินทางไปถึงสุพรรณบุรี ปักกลดที่วัดร้างข้างวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ท่านได้เห็นเด็กนําวัวเข้าไปในบริเวณนั้น ท่านจึงกล่าวห้ามว่า อย่าปล่อยให้วัวเดินเหยียบย่ำพระซึ่งอยู่ใต้พื้นดิน จะมีบาป บรรดาเด็กและคนเลี้ยงวัวทั้งหลาย ไม่เชื่อว่าจะมีพระอยู่ใต้แผ่นดิน ถึงกับมีการประณามท่านต่างๆ ในที่สุดท่านได้บอกให้เขาลองขุดดูก็ได้พระพุทธรูปขึ้นมาหลายองค์ นับว่าเป็นมหัศจรรย์อันหนึ่งที่ท่านสามารถทราบได้ นั่นแหละจึงเป็นที่เชื่อถือของ
บุคคลเหล่านั้น ต่อมาท่านกลับมายังวัดพระเชตุพนฯ ดังเดิม
ปฏิบัติได้วิปัสสนา
ครั้นถึงพรรษาที่ ๑๒ ท่านได้หยุดการเล่าเรียนคันธุระ เพราะความรู้ที่จะแปลมคธภาษาเพื่อค้นธรรม ได้เป็นที่พอใจ การเรียนแปลมคธภาษานั้นย่อมไม่มีที่สิ้นสุด ความสิ้นสุดควรมีเพียงอ่านออกและแปลได้ และเข้าใจความหมายเท่านั้นก็ได้แปลออกสมความมุ่งหมายเดิมที่ตั้งใจไว้แต่แรกแล้วว่าการเล่าเรียนจะต้องแปลหนังสือมหาสติปัฏฐานลานยาว ชึ่งเคยแปลไม่ได้ที่วัดสองพี่น้องนั้น ถ้ายังแปลไม่ออกก็จะไม่หยุดการเล่าเรียน บัดนี้ก็สามารถแปลได้สมความตั้งใจเดิมแล้วท่านจึงหยุดการเล่าเรียนคันถธุระด้วยประการฉะนี้
เมื่อท่านหยุดการเล่าเรียนแล้วนี้เอง ท่านพิจารณาเห็นว่า ในบริเวณพระอุโบสถวัดพระเชตุพนฯ มีอาณาเขตกว้างขวางดี เหมาะแก่การเป็นสถานที่ปฏิบัติกรรมมัฏฐานแต่เมื่อมาระลึกถึงอุปการะคุณของท่านเจ้าอธิการชุ่มวัดบางคูเวียง คลองบางกอกน้อย ซึ่งได้เคยถวายคัมภีร์มูลกัจจายนะและคัมภีร์พระธรรมบทให้ได้เล่าเรียนพระปริยัติธรรมนั้นก็มีอุปการะคุณอยู่มาก ควรจะไปจําพรรษาที่วัดบางคูเวียง เพื่อจะได้แสดงธรรมแจกจ่ายแก่พระภิกษุสามเณร อุบาสกอุบาสิกา เป็นบรรณาการตอบแทนอุปการะคุณแก่วัดนั้นบ้าง จึงไปจําพรรษาที่วัดบางคูเวียงในพรรษาที่ ๑๒
ท่านจําพรรษาอยู่ที่วัดบางคูเวียง พอได้กึ่งพรรษาได้หวลระลึกขึ้นว่าความตั้งใจจริงในการบวชตั้งแต่อายุ ๑๙ ปีโน้นโดยปฏิญาณตนว่าจะบวชตายนั้น บัดนี้ก็ได้บวชมา ๑๒ พรรษาแล้ว ของจริงของแท้ที่พระพุทธเจ้าท่านรู้ท่านเห็นนั้นท่านยังไม่บรรลุ ยังไม่รู้ยังไม่เห็น สมควรจะเจริญกรรมมัฏฐานอย่างจริงจังเสียที การปฏิบัตินี้จะตายก็ตายไป ดีกว่าตายเสียเมื่อก่อนบวชหรือไม่ได้บําเพ็ญกรรมมัฏฐานตาย เมื่อตกลงใจเช่นนั้นแล้ว ในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐ ก็เข้าสู่พระอุโบสถแต่เวลาเย็น ตั้งสัตยาธิษฐานมันทีเดียวว่า ถ้านั่งลงไปแล้ว ไม่บรรลุธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงเห็นจะไม่ยอมลุกขึ้นจากที่จนตลอดชีวิต เมื่อตั้งจิตมั่นเช่นนั้นแล้วจึงได้เริ่มปรารภนั่งและตั้งจิตอ้อนวอนแต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ขอให้พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดประทานธรรม ที่พระองค์ทรงเห็น ทรงตรัสรู้ให้ อย่างน้อยที่สุดก็เพียงส่วนน้อยที่พระองค์ได้ทรงตรัสรู้แล้ว ถ้าหากการบรรลุธรรมของพระองค์แล้วจักเกิดโทษแก่พระศาสนา ก็ขออย่าได้ทรงประทานเลยแต่ถ้าจะเป็นคุณแก่พระศาสนาแล้วขอได้โปรดพระราชทานเถิด ท่านจะรับเป็นทนายพระศาสนาต่อไปจนตลอดชีวิต เมื่อตั้งความปรารถนาเสร็จแล้วก็เริ่มขัดสมาธินั่งเข้าที่ภาวนา พอดีนึกถึงมดขี้ที่อยู่ในระหว่างช่องแผ่นหินซึ่งกําลังไต่อยู่ไปมา ท่านจึงหยิบขวดน้ำมันก๊าดเอานิ้วมือจุ่มเพื่อจะเขียนวงให้รอบตัวกันมดรบกวน แต่พอจดนิ้วที่พื้นหินก็เกิดความคิดขึ้นมาว่า ชีวิตของท่านได้อธิษฐานสละแล้ว เหตุไฉนจึงยังกลัวมดอยู่อีกนึกละอายตัวเอง จึงวางขวดน้ำมันก๊าดเจริญกรรมมัฏฐานทันที เวลาล่วงไปๆ จนดึกไม่ทราบว่าเป็นเวลาเท่าไรเพราะนาฬิกาไม่มี ก็ได้เห็นของจริง ของแท้ อันเป็นทางบรรลุแห่งพระองค์สัมมาสัมพุทธเจ้า (ซึ่งมีข้อความแจ้งชัดอยู่แล้วในหนังสือเล่มนี้ เรื่องการสอนธรรมวันพฤหัสบดีหรือหนังสือธรรมกาย เรียบเรียงโดยพระทิพย์ปริญญาหรือคู่มือสมการ)
ในขณะนั้นก็เกิดปริวิตกว่า พระธรรมนี้เป็นของลึกซึ้งยิ่งนักยากที่มนุษย์จะเข้าถึงถ้าจะให้เข้าถึงได้ต้องรู้ตรึกรู้นึก และรู้คิดนั้นหยุดเป็นจุดเดียวกันแต่พอหยุดก็ดับ ดับแล้วก็เกิด ถ้าไม่ดับก็ไม่เกิดนี่เป็นของจริง ของจริงอยู่ตรงนี้ ถ้าไม่ถูกส่วนนี้แล้ว เป็นไม่เห็นเด็ดขาด ท่านวิตกอยู่อย่างนี้ประมาณครู่ใหญ่ เกรงว่าความมีความเป็นที่ได้บรรลุแล้ว จะเลือนเสีย ท่านจึงเข้าเจริญภาวนาต่อไปใหม่ประมาณสักครู่ใหญ่ก็ได้เห็นวัดๆ หนึ่ง ปรากฏขึ้น ท่านจําได้ว่าเป็นวัดบางปลาท่านรู้สึกในใจในขณะนั้นดูเหมือนตัวท่านไปอยู่ที่วัดนั้น ทําให้คิดว่าที่วัดบางปลานี้ อาจมีผู้สามารถจะบรรลุธรรมดังที่ท่านได้เห็นนั้นบ้างก็ได้ วัดบางปลาจึงได้ปรากฏให้ท่านเห็นเช่นนั้น
นับแต่นั้นเป็นต้นมาท่านก็ปฏิบัติการค้นคว้าหาที่สุดแห่งธรรม ณ สํานักวัดบางคูเวียงนั้น ยิ่งค้นก็ยิ่งลึกซึ้งหนักเข้าทุกที ได้ปฏิบัติเช่นนั้นต่อมาอีกประมาณเดือนเศษพอดีออกพรรษา รับกฐินแล้วก็ลาท่านเจ้าอาวาสไปพักอยู่ที่วัดบางปลา ซึ่งเคยปรากฏแก่ท่านมาแล้วในขณะเจริญกรรมมัฏฐาน ทั้งนี้เพื่อไปดําเนินการสอนธรรม ที่ท่านได้รู้ได้เห็นนั้นและทําการสอนธรรมอยู่ประมาณ ๔ เดือน มีพระภิกษุที่เจริญรอยตามท่านได้ ๓ รูป คือ พระภิกษุสังวาลย์ พระภิกษุแบนและพระภิกษุอ่วม กับคฤหัสถ์อีก ๔ คน ท่านได้พาพระภิกษุสังวาลย์ไปจําพรรษาที่วัดสองพี่น้อง นับเป็นพรรษาที่ ๑๓ ณ วัดนี้มีพระภิกษุได้เห็นธรรมตามท่านอีกหนึ่งรูปคือ พระภิกษุหมก (ภิกษุรูปนี้เมื่อมาจําพรรษา ณ วัดปากน้ำ หลวงพ่อได้ส่งไปสอนธรรมแก่เจ้าคุณอุบาลี-คุณูปมาจารย์ (จัน สิริจันโท) วัดบรมนิวาส จนได้บรรลุธรรมกาย)
เมื่อออกพรรษารับบินฑบาตแล้ว ท่านได้เดินทางไปพักที่วัดประตูสาร จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งเป็นวัดของพระอุปัชฌาย์ของท่าน แต่ท่านได้มรณภาพไปแล้วที่วัดนี้ท่านพักอยู่ ๔ เดือน ขณะที่พักอยู่มีประชาชนมาอ้อนวอนขอให้ท่านแสดงธรรมโปรดหลายครั้ง ท่านเสียไม่ได้ก็ได้แสดงพระธรรมเทศนาซึ่งเป็นที่พอใจแก่ประชาชนมาก ได้มีผู้มาขอร้องให้แสดงธรรมอีกเป็นครั้งที่สอง แต่ท่านรู้ทีเดียวว่า การเทศน์ครั้งที่สองนี้ จะทําให้เจ้าอาวาสไม่พอใจ ดังนั้นก่อนแสดงพระธรรมเทศนาครั้งที่สอง ท่านจึงเก็บของใส่กระเป๋าเตรียมตัวเดินทางกลับ พอแสดงพระธรรมเทศนาจบก็เข้าไปกราบลาท่านเจ้าอาวาสเดินทางกลับทันที เพื่อมิให้เกิดการกระทบกระเทือน ท่านจึงอ้างว่าได้นัดจะพาพระไปอยู่กรุงเทพ ฯ
ครั้นแล้วท่านจึงกลับไปรับพระภิกษุหมก พระภิกษุปลัด (พระพุทธิวงศาจารย์ วัดเบญจมบพิตรปัจจุบัน) พระภิกษุพล (พระครูโสภณราชวรวิหาร วัดเบญจมบพิตร ลาสิกขาบทแล้ว) พระฮั้ว วัดป่าพฤกษ์ ที่วัดสองพี่น้องกลับลงมากรุงเทพฯ เพื่อศึกษาพระปริยัติธรรม ณ สํานักวัดพระเชตุพนฯ
เป็นเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ
เพื่อทราบความเป็นมา ในการที่พระคุณท่านได้มาทําการปกครองวัดปากน้ำภาษีเจริญ ตั้งแต่ต้นมาจนถึงปัจจุบันนี้ ข้าพเจ้าควรจะได้บรรยายถึงวัดปากน้ำภาษีเจริญ สมัยก่อนที่พระคุณท่านจะได้มาทําการปกครอง เท่าที่พอจะสืบทราบได้ไว้สักเล็กน้อย เพื่อประกอบเรื่องของท่าน
วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ปรากฏในตํานานเล่มหนึ่งกล่าวว่า เป็นพระอารามหลวงมาแต่โบราณครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี หลักฐานที่ควรเชื่อถือได้นั้นคือ พระพุทธรูปทุกองค์ในพระอุโบสถ (เว้นพระพุทธรูปสื่องค์ที่สร้างขึ้นใหม่ในสมัยเมื่อไม่นานมานี้) นักโบราณคดีสันนิษฐานว่าเป็นพระพุทธรูปสมัยอยุธยาทั้งสิ้น ในสมัยรัชกาลที่ ๓ ได้ทรงปฏิสังขรณ์ขึ้น วัดนี้ท่านเจ้าคุณพระสุธรรมมุนีวัดพระเชตุพนฯ ได้เล่าให้ข้าพเจ้าฟังว่า ตั้งแต่สมัยพระครูสมณธรรมสมาทาน (แสง) เป็นเจ้าอาวาสมีการปกครองเหลวแหลกมาก หลังจากท่านพระครูสมณธรรมสมาทานมรณภาพแล้ว ท่านพระครูพุทธพยากรณ์เจ้าอาวาสวัดอัปสรสวรรค์เจ้าคณะตําบลเป็นผู้รักษาการแทนในตําแหน่งเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ พระภิกษุสามเณรโดยมากเป็นพระเณรในท้องถิ่นนั้น มีพระจรมาอยู่น้อยเนื่องจากการศึกษาเล่าเรียนไม่มี ความประพฤติย่อหย่อนต่อพระธรรมวินัยมาก ด้วยเหตุนี้ท่านเจ้าคุณพระธรรมปิฏก (เผื่อน) พระอาจารย์ของท่าน จึงได้อ้อนวอนแกมบังคับให้ท่านมาอยู่วัดปากน้ำสัก ๓ เดือน ท่านจําต้องรับโดยเสียไม่ได้และตั้งใจไว้ว่าจะมาอยู่วัดปากน้ำสัก ๓ เดือนแล้วก็จะกลับเมื่อท่านได้มาอยู่แล้ว ท่านเจ้าคุณธรรมปิฎกได้แต่งตั้งสมณศักดิ์ให้เป็นพระครูสมุห์ฐานานุกรมของท่านและสั่งกําชับซ้ำอีกว่า “ถ้าแผ่นดินยังไม่กลบหน้าแกอย่ากลับมา” ทั้งนี้ก็เท่ากับบังคับให้เป็นเจ้าอาวาส
ต่อจากนั้นท่านก็เริ่มปราบปรามเหล่าภิกษุที่มีความประพฤติเหลวแหลกต่างๆ พระคุณท่านเคยเล่าว่ากว่าจะผ่ากระดานหมากรุกให้หมดได้ก็อ่อนใจ จึงเป็นเรื่องกระทบกระเทือนเจ้าคุณตําบลและพระภิกษุที่เคยอยู่มาเก่าก่อน ซึ่งเป็นผู้มีภูมิลําเนาอยู่ในถิ่นนั้น การปกครองเป็นไปด้วยความยากลําบาก แม้แต่ชาวบ้านในแถวถิ่นนั้นก็พากันเป็นศัตรูอย่างร้ายแรงกับท่านด้วยพวกที่เลื่อมใสในท่านก็มีบ้างเป็นส่วนน้อย พวกที่ตั้งตัวเป็นศัตรูได้ช่วยกันแพร่ข่าวอกุศลทับถมพระคุณท่านด้วยประการต่างๆ บางพวกก็เมาเอะอะอาละวาดในวัด บ้างก็ดักทําร้ายท่านถึงกับขึ้นโรงศาลก็มี บางพวกถึงกับคิดปล้นทําร้ายท่านก็มีครั้งหนึ่งคนร้ายได้บุกขึ้นไปบนหน้าศาลาหาเรื่องต่างๆ ขณะพระภิกษุกําลังประชุมกันอยู่ เหตุการณ์ทั้งหลายเหล่านี้ ท่านถือเสียว่าเป็นการเพิ่มพูนบารมีให้แก่ท่าน ท่านมีคติว่า “พระเราต้องไม่สู้ ต้องไม่หนี ชนะทุกที” ดังเช่นครั้งหนึ่งมีคนร้ายประมาณ ๘ คน มีอาวุธครบมือเข้าลอบทําร้าย และจะทําร้ายท่านในเวลากลางคืนขณะที่ท่านอยู่ในห้องกรรมฐาน พอดีพระมหาแจ้ง (พระครูสถิตย์บุญญาธร) ซึ่งคอยคุ้มภัยให้ท่านอยู่แล้ว ได้ฉวยดาบเข้าป้องกัน ท่านได้เห็นเข้าก็ออกมาห้ามว่า “แจ้งอย่าๆ พระเราต้องไม่สู้ไม่หนี” ผู้ร้ายเห็นท่าไม่เข้าทีก็หลบหนีไป เรื่องราวต่างๆ ที่จะทําให้ท่านต้องเดือดร้อนรําคาญมีมากยิ่งกว่านี้ เหลือที่จะพรรณา แต่ท่านก็พยายามต่อสู้ด้วยความสงบ ผ่านพ้นอุปสรรคนานาประการ ทําความเจริญให้แก่พระศาสนาอยู่ตลอดมาจนทุกวันนี้ ลําดับต่อจากนั้นมาเมื่อวันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๔๖๔ ท่านได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูสมณธรรมสมาทาน
ตั้งแต่ท่านได้มารับตําแหน่งเป็นผู้ปกครองวัดปากน้ำ ท่านได้ดําเนินการค้นคว้าหลักวิชาวิปัสสานาธุระและทําการเผยแพร่อยู่เรื่อยๆ มิได้มีการหยุดยั้งแม้แต่จะมีอุปสรรคต่างๆ ดังได้
กล่าวมาแล้วในตอนนั้น ข่าวการปฏิบัติการค้นคว้าและการเผยแพร่ธรรมนี้ ได้ล่วงรู้ถึงสมเด็จพระวันรัต(เผื่อน) ซึ่งเป็นอาจารย์ของท่าน จนถึงกับเรียกตัวท่านไป ตําหนิว่า “เฮ้ย แกอย่าบ้าไปนักเลย เดี๋ยวนี้อรหัตอรหันต์ไม่มีกันแล้ว มาช่วยกันทํางานปกครองคณะสงฆ์เถอะ” การที่ท่านอาจารย์ของท่านตักเตือนเช่นนี้ ถ้าพิจารณาแล้วก็เป็นการเตือนด้วยความหวังดี เพราะท่านไม่เห็นธรรมอันลึกซึ้ง จึงเป็นธรรมดาอยู่เองที่ท่านต้องไม่เชื่อและขอให้ระงับเสียเจ้าพระคุณหลวงพ่อรับฟัง แต่ไม่ปฏิบัติตามคงทํางานค้นคว้าและสอนธรรมอยู่เช่นนั้น จึงเป็นที่ขัดใจของท่านอาจารย์ของท่านนัก แต่ต่อมาเมื่อสมเด็จพระวันรัต (เผื่อน) ทรงประชวรหนัก ท่านเจ้าคุณหลวงพ่อได้จัดพระภิกษุไปช่วยแก้โรคตามหลักวิชาการของท่าน ในตอนนี้สมเด็จฯ ได้เคยทรงอ่านหนังสือธรรมกาย ซึ่งคุณพระทิพย์ปริญญา (ธูป กลัมพะสุต ป.๖ เนติบัณฑิต) ซึ่งได้รวบรวมและเรียบเรียง จากเทศนาของพระคุณหลวงพ่อ พระคุณท่านได้เคยทดลองปฏิบัติตาม ประกอบทั้งเจ้าคุณหลวงพ่อได้เคยไปถวายคําแนะนําเพิ่มเติม ท่านจึงเชื่อว่าเป็นของจริงของแท้และเกิดความเลื่อมใส ข้าพเจ้าเองก็ได้เคยฟังจากคําพูดของท่านเจ้าคุณวิเชียรธรรมคุณทาน เลขานุการท่านว่า สมเด็จฯ ได้เรียกท่านเจ้าคุณพระพิมลธรรม (ช้อย) ไปเฝ้าและรับสั่งว่า “ท่านเจ้าคุณช่วยจัดการเรื่องอุปัชฌาย์วัดปากน้ำที ฉันดูพระผิดเสียองค์หนึ่งแล้ว” พระพิมลธรรมก็รับคําสมเด็จฯ รับสั่งต่อไปว่า “สาธุ” พร้อมกับยกมือขึ้นประณมแล้วกล่าวสืบต่อไปอีกว่า “ฉันกดเขามาหลายปีแล้ว ช่วยจัดการให้เรียบร้อยด้วย”
การงาน
เมื่อท่านได้เป็นเจ้าอาวาสปกครองวัดปากน้ำในตอนแรกๆ มีพระภิกษุสามเณรเพียง ๑๓ รูป อุบาสิกาก็มีเพียงเล็กน้อย ได้ให้ความอุปการะและปกครองภิกษุสามเณร และอุบาสิกา คล้ายกับพ่อปกครองลูก เนื่องจากท่านนิยมการศึกษาจึงส่งเสริมให้ภิกษุสามเณรตลอดจนอุบาสิกาได้เล่าเรียน ศึกษาทุกวิถีทางโดยไม่ยอมให้อยู่ว่าง ไม่ศึกษาไม่ได้ และพอใจศึกษาในด้านใดเช่น คันถธุระ (ซึ่งมีทั้งบาลีและนักธรรม) หรือวิปัสสนาธุระ ก็สุดแต่ตนจะพอใจ ท่านได้พยายามปลุกปล้ำในเรื่องการศึกษา จนมีความเจริญก้าวหน้าขึ้น ในที่สุดพระภิกษุสามเณรและอุบาสิกาซึ่งเคยมีแต่เพียงเล็กน้อยก็เพิ่มจํานวนขึ้นโดยลําดับ ครั้น พ.ศ.๒๔๙๐ สํานักวัดปากน้ำ ก็ได้รับยกย่องให้เป็นสํานักเรียนโดยตรง
ในด้านการเสียสละ ท่านเป็นนักเสียสละไม่สะสม ท่านได้จัดตั้งโรงครัวประกอบอาหารเลี้ยงพระภิกษุสามเณรและอุบาสิกา ด้วยทุนทรัพย์ของท่านเองตั้งแต่ท่านได้มาอยู่ใหม่ๆ ตามความตั้งใจเดิม ซึ่งได้บรรยายมาแล้วในตอนต้น การตั้งโรงครัวประกอบอาหารนี้ ในระยะแรกๆ ท่านได้ให้คุณป้าดา (โยมพี่) นําข้าวสารมาจากบ้านสองพี่น้องทุกๆ เดือน ซึ่งต้องใช้ข้าวสารเดือนละ ๑๕ ถังเศษ และต้องจ่ายค่าอาหารเดือนละ ๑๕๐ บาทเศษ ในตอนนั้นท่านได้มอบหมายให้นายโฉม พร้อมลาภ เป็นไวยาวัจกรและนางเลียบภรรยาเป็นหัวหน้าโรงครัว ภายหลังคนทั้งสองนี้ได้ย้ายไปอยู่ตลาดพลู ท่านจึงมอบหน้าที่ให้นางผึ้งเป็นหัวหน้าโรงครัวต่อมา และได้รับหน้าที่นี้ได้ไม่นานนักก็ลาไปอยู่วัดเสน่หาจังหวัดนครปฐม หลังจากนั้นจึงตั้งให้น.ส.ท้วม หุตานุกรม ซึ่งเรียกกันทั่วไปทั้งวัดว่า “คุณแม่” เป็นผู้จัดการโรงครัวมาจนกระทั่งปัจจุบันนี้ ส่วนไวยาวัจกรซึ่งว่างอยู่นั้นตั้งให้นายประยูร สุนทารา รับปฏิบัติหน้าที่
พ.ศ.๒๔๙๒ ท่านได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระภาวนาโกศลเถร
พ.ศ.๒๔๙๓ ท่านได้เริ่มสร้างโรงเรียนพระปริยัติธรรมขึ้นหนึ่งหลัง เป็นตึกคอนกรีตเสริมเหล็กสูง ๓ ขั้น ขนาด ๑๑x๖๐ เมตร ราคาประมาณ ๓,๐๐๐,๐๐๐.๐๐ บาท โดยต้องเรี่ยไรเพียงเล็กน้อย
พ.ศ.๒๔๙๔ ได้รับพระราชทานเปลี่ยนพัดยศ เป็นพระราชาคณะเสมอพระราชาคณะเปรียญ
สรุปความ
นับจําเดิมแต่ท่านได้ทําการเผยแพร่ วิปัสสนาธุระ ตั้งแต่ต้นมาจนถึงบัดนี้มีศิษย์จํานวนแสนเศษ ในจํานวนนี้ได้บรรลุธรรม ที่เรียกว่า “ธรรมกาย” แล้วประมาณหมื่นเศษ และท่านได้ส่งพระภิกษุและอุบาสิกาซึ่งได้ธรรมกายแล้วนั้นไปเผยแพร่เกือบทุกจังหวัดในประเทศไทย พระภิกษุสามเณรและอุบาสิกา ที่ได้รับยกย่องอยู่ในชั้นอาจารย์สอนวิปัสสนาภายในวัด หลวงพ่อได้ใช้ให้ช่วยทําการค้นคว้าวิชาคืบหน้าทุกวันไม่มีเวลาหยุดแม้แต่วินาทีเดียว โดยจัดเป็นเวรผลัดเปลี่ยนกันตลอด ๒๔ ชั่วโมงทุกวัน นับเป็นเวลาถึง ๒๓ ปีเศษ แม้กระนั้นท่านเจ้าคุณพ่อก็ยังคงทําการค้นคว้าอยู่ ท่านเคยให้โอวาทพระภิกษุสามเณรในพระอุโบสถว่า “พวกแกพยายามให้ได้ธรรมกายเสียก่อน แล้วฉันจะสอนต่อไปให้อีก ๒๐ ปีก็ยังไม่หมด ฯ”