ลุงสายัณห์ ศรีธนชัย
หลวงปู่วัดปากน้ำ · 510914-บุคคลยุคต้นวิชชา2
อยู่ไกลใกล้ขอบรุ้ง หรืออยู่คุ้งวิมานแมน
เป็นสุข ฤาแร้นแค้น ใจนั้นแสนจะห่วงใย
แห่งใดในโลกหล้า อยากรู้ว่าแม่อยู่ไหน
กล้ำกลืนกลางฟืนไฟ หรือสดใสในธารทิพย์
เมื่อบุคคลอันเป็นที่รักยิ่งของเรา ได้หลับตาลาลับจากโลกนี้ไปแล้ว เขาจะไปอยู่ที่ไหน เขาจะสุขหรือทุกข์เยี่ยงไร นี้ล้วนเป็นคำถามที่หลายๆคนปรารถนาอยากจะรู้ แต่ก็เป็นการยากเหลือเกินที่จะหาผู้รู้มาให้คำตอบกับคำถามเหล่านี้ได้ เพราะเรื่องราวเหล่านี้ มิใช่เรื่องที่บุคคลใดจะด้นเดาหรือคาดคะเนเอาได้ เว้นเสียแต่ผู้มีญาณทัสสนะอันบริสุทธิ์เท่านั้นบางคนอาจรู้สึกห่วงใยถึงกับกินไม่ได้นอนไม่หลับ เพราะความรู้สึกคิดถึงและห่วงใยนั้นมักจะทรมานผู้คนส่วนใหญ่ที่ยังเป็นปุถุชนอยู่เสมอเช่นเดียวกับ คุณลุงสายัณห์ ศรีธนชัย ที่ได้เสียบุคคลอันเป็นที่รักยิ่งไปคือคุณแม่ ด้วยความรักที่มีต่อแม่จึงทำให้คุณลุงสายัณห์อยากจะรู้ว่าคุณแม่ไปอยู่ที่ไหน สุขหรือทุกข์อย่างไร และได้แสวงหาผู้รู้มาโดยตลอด จนได้มาพบกับหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ที่สามารถดับความทุกข์ใจ ตอบคำถามของคุณลุงได้ จึงกลายเป็นเรื่องจริงจากบุคคลยุคต้นวิชชา ที่จะมาเล่าถ่ายทอดให้ผู้มีบุญทุกท่านทราบในฉบับนี้
ลุงสายัณห์เป็นชาวจังหวัดชัยนาท ต่อมาจำเป็นต้องย้ายมารับราชการอยู่ที่กรุงเทพฯ อยู่มาวันหนึ่งคุณแม่ของคุณลุงก็ล้มปวยลงด้วยโรคมะเร็งที่ขา ญาติจึงพามารักษาที่โรงพยาบาลราชวิถี ขาแม่บวมทั้ง ๒ ข้าง พอมารักษามะเร็งมันก็ยุบตัวลงเหมือนกับว่าหายแล้ว แม่สามารถที่จะเดินได้พูดคุยได้ตามปกติ แต่ต่อมาไม่นานกลับเสียชีวิตลงอย่างไม่มีใครคาดคิด
คุณลุงสายัณห์เล่าว่าแม่จะรักลุงมาก พอแม่ตายลุงก็เสียใจว่าแม่เราทำไมถึงต้องตายตั้งใจว่าถ้าหายแล้วจะรับแม่มาอยู่ที่กรุงเทพฯ ด้วย แต่แม่มาตายเอาเสียก่อน จึงอยากจะรู้ว่าแม่ไปอยู่ที่ไหน พยายามถามพรรคพวกเพื่อนฝูงเรื่อยไปว่า มีใครรู้จักไหมว่ามีพระที่ไหนบ้างที่สามารถตรวจได้ว่าคนที่ตายไปแล้วไปอยู่ที่ไหน ตอนนั้นลุงอายุ ๒๓ ปีจนมาเจอเพื่อนคนหนึ่งบอกว่ามีหลวงพ่ออยู่องค์หนึ่ง ท่านอยู่ที่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ใครตายไปอยู่ไหน ท่านรู้หมด องค์นี้ท่านเก่งมาก
พอรู้ลุงก็ดีใจมาก ซักถามว่าอยู่ไหน ไปอย่างไร พอทราบว่าอยู่แถวตลาดพลูก็มาทันที ตอนนั้นมีพ่อมาด้วย พอมาถึงวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เป็นเวลาที่หลวงพ่อท่านลงรับแขกอยู่พอดี มีญาติโยมมานั่งล้อมท่านเยอะมาก รอจนได้โอกาส ได้จังหวะที่คนน้อยลง ลุงก็รีบเข้าไปกราบหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ก็ถามท่านตรงๆ โดยไม่ได้อ้อมค้อมอะไรเลยว่า"หลวงพ่อครับ แม่ของผมเสียชีวิตไปแล้ว ผมเป็นห่วงแม่อยากทราบว่าแม่ผมไปอยู่ที่ไหนครับ" แล้วหลวงพ่อท่านก็หันไปสั่งแม่ชีที่นั่งอยู่ใกล้ท่าน ชื่อแม่ชีชั้น ท่านสั่งว่า "เอ้าแม่ชีตรวจให้คุณคนนี้เค้าหน่อยซิว่าแม่เค้าตอนนี้ไปอยู่ที่ไหน" แม่ชีก็นั่งตรวจ หลับตาอยู่สักครู่หนึ่งไม่เกิน ๕ นาที แล้วก็บอกว่า "ไปอยู่ในนรก แต่ยังไม่ลงนรก ยังรอการตัดสินอยู่ ยังอยู่ในระหว่างพิจารณา" ลุงก็ถามต่อไปว่า "แม่ผมทำกรรมอะไร ทำไมถึงต้องไปอยู่ในนรก" แม่ชีก็บอกว่า "แม่เคยทำกรรมมาเมื่อชาติก่อนเป็นกรรมเก่า ไม่ใช่ของชาตินี้ ชาติก่อน สมัยหนึ่งแม่ทำกับข้าวอยู่แล้วคั้นกะทิใส่กะทะไว้ แล้วก็วางไว้กับพื้น ยังไม่ได้เอาไปตั้งไฟ แล้วที่บ้านก็เลี้ยงไก่ด้วย ทีนี้ไก่เข้ามาในครัว มาเหยียบเอากะทะหกเสียหายหมด แม่ก็เกิดความโมโห จึงคว้าไม้ขว้างไปถูกขาของไก่อย่างจัง ปรากฏว่าไก่ตัวนั้นไม่ได้ตายเดี๋ยวนั้นหรอก ขามันบวม บวมหลายวันแล้วมันก็ตาย กรรมอันนี้แหละเพิ่งมาตามทัน" แล้วแม่ชีก็บอกหมดเลยว่า อาการป่วยด้วยโรคมะเร็งที่ขาของแม่จะบวมเหมือนกับขาไก่ที่มันบวมนั่นแหละ
พอแม่ชีพูดจบ ลุงก็มานึกดูว่าอาการของแม่นั้นขาบวมจริงๆ ขาทั้งสองข้างบวมเป่งเลย แล้วก็ตาย ทั้งๆ ที่ลุงยังไม่ได้เล่ารายละเอียดของอาการให้หลวงพ่อฟังเลยแม้แต่น้อย แต่กลับตรงกับที่แม่ชีชั้นได้บอกอย่างน่าอัศจรรย์
ลุงก็ถามต่อไปอีกว่า"แล้วอย่างนี้ ผมจะต้องทำยังไงครับ ถึงจะช่วยแม่ผมได้" ตอนนั้นพ่อก็ไปด้วย หลวงพ่อท่านก็บอกว่า "ต้องสร้างโรงเรียนแล้วก็ถวายสังฆทาน" พอทราบอย่างนั้นวันนั้นลุงมีเงินเท่าไหร่ก็เอาเลยถวายหมดเลย ร่วมสร้างโรงเรียน พ่อร่วมด้วยลุงร่วมด้วย ไม่ทราบว่าจำนวนเงินเท่าไหร่แต่มีค่าสำหรับลุงมากในสมัยนั้น พอร่วมทำบุญเสร็จ ท่านก็ให้แม่ชีจัดการแทนให้ บอกว่าให้ส่งบุญนี้ไปให้แม่ของลุง ส่งไปให้เดี๋ยวนั้นเลย หลวงพ่อท่านก็ช่วยด้วยส่งบุญให้แม่ พอได้รับปั๊ป แม่ก็พ้นจากนรก ไปเป็นเทวดาอยู่ที่ชั้นดาวดึงส์ พ้นไปเลย เวรกรรมก็ตามไม่ได้เพราะบุญนี้แรงกว่า
คุณลุงสายัณห์เล่าต่ออีกว่าหลังจากที่หลวงพ่อท่านช่วยให้แม่ลุงพ้นจากนรก ลุงก็ศรัทธาหลวงพ่อมาก ตามทำบุญกับหลวงพ่อเรื่อยไปทุกเดือน พอกลางคืน คืนไหนว่างก็ไปนอนวัด ท่านจะมีที่นอนให้ในโบสถ์เลย ไม่ใช่ไปนอนเฉยๆนะต้องไปนั่งสมาธิ จะมีเชือกขึงให้แล้วจะมีมุ้งกางเป็นหลังๆ ลุงไปนอนคู่กับอดีตผู้ว่าราชการจังหวัดชื่ออะไรก็จำไม่ได้พร้อมกับคนอื่นอีกหลายคน ง่วงก็นอน ตื่นขึ้นมาก็นั่งสมาธิ ตอนนั้นลุงก็ยังฝึกอยู่ด้วย เป็นนักเรียนตำรวจ แต่มีความตั้งใจอยากจะทำบุญกับหลวงพ่อท่าน เพราะเลื่อมใสศรัทธาท่านมาก ท่านเป็นพระที่ปฏิบัติดี น่าเลื่อมใสมาก เงินแม้มีไม่มากแต่ก็อยากจะทำ จะไปบอกบุญคนอื่นก็ไม่เหมือนกับเราได้ทำเอง จะเอาของเรานี่แหละทำ ก็คิดว่าเราอดข้าวดีกว่า อดข้าวกลางวันทุกวัน อดอยู่หลายเดือน เพราะว่าเงินเดือนน้อย ฝึกก็หนัก ทั้งวิ่ง ทั้งแบกปืน หิวก็ทนกินน้ำเปล่า อดอย่างนี้อยู่หลายเดือน พอเก็บเงินได้ก็มาทำบุญวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ชวนพ่อมาด้วย ซื้อชุดสังฆทาน ผ้าไตรจีวร เครื่องไทยธรรมต่างๆ ไป พอไปถึงวัดก็พบหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ รีบเข้าไปนิมนต์หลวงพ่อว่า หลวงพ่อครับผมมีของมาถวาย หลวงพ่อท่านก็เมตตารับ ถวายเสร็จลุงก็อธิษฐานในสิ่งที่ปรารถนาต่างๆ
นับตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๙๗ ลุงก็ไปทำบุญกับหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญเรื่อยมาจนกระทั่งปี พ.ศ.๒๕๐๒หลวงพ่อท่านก็มรณภาพ พอหลวงพ่อท่านสิ้นแล้ว วันหนึ่งลุงเดินเข้าไปที่ศาลาหลังหนึ่ง เป็นสถานที่มีคนเดินเข้าออกกันมาก เป็นศาลาไม้เก่ามากชั้นเดียว ยกพื้นสูงกว่าพื้นดินประมาณ ๑ เมตร ก็ไปพบแม่ชี ๓ ท่าน คือแม่ชีทองสุข แม่ชีจันทร์ และแม่ชีพร พอลุงไปถึงบริเวณบ้าน แม่ชีทองสุขกับแม่ชีจันทร์ท่านก็ต้อนรับเป็นอย่างดี ท่านยิ้มแย้มแจ่มใสเป็นกันเองกับทุกคนที่ทำบุญกับท่านโดยไม่ถือตัว ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือเป็นผู้ใหญ่ก็ตาม ท่านดีกับทุกๆ คน ตอนนั้นมีการบูชาข้าวพระ ก่อนบูชาข้าวพระ แม่ชีทองสุขท่านให้นั่งสมาธิ เหมือนที่หลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญสอน พอเสร็จแล้วก็จัดอาหารถวายพระ ส่วนหนึ่งก็จัดเอาไว้เลี้ยงผู้ที่มาทำบุญ
ลุงไปทำบุญกับแม่ชีทองสุข และแม่ชีจันทร์ไม่ถึง ๕ ปี แม่ชีทองสุขท่านก็ล้มป่วยและสิ้นชีวิตไปท่ามกลางความเศร้าสลดใจของลูกศิษย์เมื่อแม่ชีทองสุขท่านจากไป แม่ชีจันทร์ ขนนกยงก็ดำเนินงานบุญสืบต่อเนื่องโดยไม่ขาดตกบกพร่องแต่ประการใด ต่อมาคนก็มาทำบุญมากขึ้นจาก ๕๐-๖๐ คน จนเป็นร้อยเศษ จนบ้านไม่พอให้คนนั่ง ต้องขยับขยายปลูกบ้านใหม่ ชื่อว่าบ้านธรรมประสิทธิ์ หลังใหญ่กว่าเดิม ตอนนั้นลุงก็ได้รู้จักกับพระไชยบูลย์ ซึ่งขณะนั้นท่านเป็นนักศึกษาอยู่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่บ้านธรรมประสิทธิ์นั้นทุกคนหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใสอิ่มไปด้วยบุญกุศล
ลุงไปวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ไปบ้านธรรมประสิทธิ์ไม่เคยขาดไม่ว่าจะทำบุญอะไรก็ตามแม้แต่การบริจาคโลหิต ลุงก็จะไปขอความเมตตาจากแม่ชีจันทร์และพระไชยบูลย์อยู่เสมอ ด้วยการเอาสิ่งของที่เราจะทำบุญนั้นไปให้ท่านกลั่นให้ใส แม่ซีบอกว่าการทำอย่างนี้จะทำให้ได้บุญมาก พอทำเสร็จท่านก็บอกเหมือนกันว่าได้บุญกี่อสงไขย
ปัจจุบันลุงสายัณห์ ศรีธนชัย มีอายุได้ ๗o ปีแล้ว แต่ก็ได้ทำบุญอย่างสม่ำาเสมอ ตั้งแต่สมัยหลวงพ่อวัดปากน้ำถึงปัจจุบัน และเป็นผู้ที่มั่นคงต่อหนทางของพระนิพพานเป็นอย่างยิ่ง ลุงบอกว่า ต่อให้ใครเอาสมบัติมากองท่วมจักรวาลลุงก็ไม่สน ลุงจะขอไปพระนิพพานอย่างเดียว