พระเมธีรัตโนดม (อำนวย ปญฺญาวุฑโฒ ป.ธ.๗)
หลวงปู่วัดปากน้ำ · 510914-บุคคลยุคต้นวิชชา2
รองเจ้าคณะจังหวัดลพบุรี เจ้าอาวาสวัดคุ้งท่าเลา
"ไปอยู่กรุงเทพกันเถอะ ไปเรียนหนังสือที่วัดปากน้ำ สบายมากไม่ต้องบิณฑบาต เช้า-เพล มีอาหารถวายตลอด" จากข่าวที่เพื่อนเณรนำมาบอกนี่เอง ที่ทำให้อาตมาตัดสินใจเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อเข้ามาอยู่วัดปากน้ำ เพราะสมัยนั้นพระเณรอยู่กันลำบาก พึ่งบวชเณรได้พรรษาเดียว ไปกราบหลวงพ่อ หลวงพ่อท่านถามว่ามาทำอะไร ก็บอกว่าจะมาอยู่ที่นี่ เธอจะอยู่ทำไม ก็อยากเรียนหนังสือขอรับ มีที่อยู่หรือยัง มีแล้วครับ แล้วมีพระดูแลหรือยัง มีแล้วครับ เท่านี้แหละท่านก็รับไว้ อาตมามีพระวิจิตรท่านดูแลเดี๋ยวนี้เป็นเจ้าอาวาสอยู่วัดภาษีอยู่กรุงเทพฯนั่นแหละทางพระโขนง อาตมาเดิมเป็นคน ต.เชียงงา อ.บ้านหมี่ จ.ลพบุรี เดิมชื่ออำนวย จำปา อาตมาบวชเป็นสามเณร ปี ๒๔๙๕ ที่วัดเชียงงา
จำได้ว่ารุ่นนั้นปีนั้นเณรหลั่งไหลกันมาเยอะมากเฉพาะเณรร่วม ๑๒๐ องค์ ในปี พ.ศ.๒๔๙๘ มีการเปีดสำนักเรียนใหม่หลวงพ่อสร้างโรงเรียนใหม่สองชั้น สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์เจ้าอาวาสองค์ปัจจุบันหรือสมเด็จช่วงก็กลับมาวัดปากน้ำ สมเด็จช่วงท่านจบเปรียญธรรม ๙ ประโยคจากวัดเบญฯแล้วก็มาเป็นอาจารย์ใหญ่ที่วัดปากน้ำ จึงเปิดสำนักเรียนตั้งแต่ปีนั้นเป็นต้นมา
หลวงพ่อไม่ได้บังคับใคร ท่านว่าใครจะเรียนอะไรก็เรียนได้ จะเรียนปริยัติก็ได้ เรียนปฏิบัติก็ได้ อย่างใดอย่างหนึ่งได้ ถ้าเรียนสองอย่างได้ยิ่งดี แต่ไม่เรียนเลยไม่ได้ วัดปากน้ำมีกติกาอย่างนี้ ถ้าไม่เรียนอยู่ไม่ได้ ต้องเรียนอย่างใดอย่างหนึ่งแต่ก่อนเราอยู่กันอดทนนะ พระ เณร เถร ชี อยู่กันห้าร้อย หกร้อยองค์ วัดปากน้ำสมัยนั้นก็คับแคบ ที่อยู่ไม่มีหรอกอาตมานะก็ไปอาศัยอยู่โรงเพิงซึ่งเป็นโรงงานที่เขาปลูกเป็นที่ทำงานของคนงานที่เขามาสร้างโรงเรียน ก็อาศัยอยู่เพิงอย่างนั้น แต่กุฏิก็เอาไม้ปู ไปเอาสังกะสีไปกั้นพอกันฝนได้เท่านั้น อยู่กันอย่างง่าย ๆ อาตมานะอาศัยอยู่อย่างนั้น แล้วก็เวลาจะท่องหนังสือก็ออกมาตามเสาไฟฟ้า ไม่ได้อยู่ในห้อง เช้านี่ตีสี่ต้องตื่นขึ้นมา เอาหนังสือมาท่องตามเสาไฟฟ้า แล้วก็ที่อาบน้ำ สมัยก่อนยังไม่มีน้ำประปา เอาน้ำจากคลอง ตักน้ำเป็นโอ่งใหญ่ ตักใส่โอ่ง แล้วก็อาบน้ำ สนุก ไม่ได้อาบที่คลอง ตักขึ้นมาข้างวัด แล้วก็ตักใส่โอ่ง ต้องตักเอาเอง แล้วที่ตากจีวรก็แถวนั้นแหละ เอาเชือกเอาลวมัดกันตามกิ่งไม้ ก็มุ่งเรียน ก็ไม่รู้นะ พวกอาตมาก็มุ่งเรียนหนังสือ ก็แข่งกัน แข่งกันท่องหนังสือ คือตอนกลางคืนจะมีเสียงท่องหนังสือดังทั่ววัด เสียงท่องหนังสือแข่งกัน ทบทวนไวยากรณ์บาลี แปลหนังสือท่องหนังสือกันตลอด
สำนักเรียนวัดปากน้ำตอนนั้นจะมีพระเณรเรียนเยอะ พระเณรมีความขยัน เพราะหลวงพ่อท่านมาให้กำลังใจ หลวงพ่อท่านจะบอกว่าการเรียนการศึกษานี่เป็นหัวใจ จะทำให้เรามีค่าสูงขึ้น ไม่ว่าคนเราเกิดจากท้องไร่ท้องนาแต่เมื่อมาบวชมาเรียนแล้วต่างมีฐานะดีขึ้น คนเคารพกราบไหว้สะอาดขึ้น มีเกียรติดีขึ้น ยิ่งเป็นพระปฏิบัติด้วย พระสุปฏิปันโน ท่านว่าอย่างนั้นนะ ถ้าเราปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ มีศีล ตั้งมั่นอยู่ในศีล ไม่ต้องกลัวอด กลัวอยาก เงินทองลาภมันจะไหลมาเทมา ยิ่งให้ยิ่งมี ท่านว่าอย่างนั้น เราอดทนลำบากวันนี้เพื่อความสบายวันหน้าให้ตั้งใจศึกษา ให้ตั้งใจเรียนกัน และหลวงพ่อเป็นกำลังใจดีมาก ถึงเวลาเปิดโรงเรียนก็ดี ถึงเวลาประกาศผลสอบก็ดี นั่งเรียงลำดับ พอประกาศผลสอบ ท่านให้โอวาทว่าการศึกษาปริยัตินี่ให้เป็นหลัก การศึกษานักธรรมตรี เปรียญต้องสอบกันให้ได้เป็นเรื่องหลัก แล้วก็เอามาปฏิบัติ ศึกษาแล้วก็ให้นำมาปฏิบัติ วิชชาธรรมกายอย่างนี้อย่าทิ้งท่านว่าอย่างนี้ ท่านยกหลักคำสอนในทางศาสนา ๓ หลักคือว่า
ประการที่ ๑ สัพพะปาปัสสะอะกะระนัง ท่านว่าต้องไม่ทำชั่ว ห้ามเลยท่านยกตัวอย่าง เช่น วัดปากน้ำอยู่กันเยอะแยะ มีทั้งพระ มีทั้งแม่ชี ต้องแยกส่วนห้ามล้ำเขตกัน เราไม่ไปหากัน คือว่าชีก็ไม่มากุฏิพระ พระก็ไม่ไปบ้านชีแยกกัน ไม่มาคลุกคลีกัน ท่านให้อย่างนี้คือห้ามทำชั่ว
ประการที่ 2 กุสะลัสสูปะ สัมปะทา บำเพ็ญกุศลให้ถึงพร้อม ทำความดี อะไรก็ได้ที่เป็นกุศล ท่านบอกความดีทำได้สองอย่าง หนึ่งศึกษาเล่าเรียน สองปฏิบัติธรรม หรือใครจะทำทั้งเรียนทั้งปฏิบัติธรรมก็ยิ่งดีมาก แต่ก็ต้องทำอย่างใดอย่างหนึ่ง
ประการที่ ๓ สะจิตะปริโยทะปะนัง ทำจิตของตนให้ผ่องใส คืออย่าทิ้งการปฏิบัติ เช่น หลวงพ่อนำปฏิบัติทุกวัน อย่าทิ้งการปฏิบัติ ไม่คลุกคลีด้วยหมู่คณะ ไม่คุยกัน ไม่เสวนา คุยเฮฮาแบบฆราวาส ท่านให้ศึกษาเล่าเรียน ท่านจะให้โอวาทอย่างนี้เสมอ
บทเทศน์ของหลวงพ่อที่ประทับใจมีอีกบทอันนี้เป็นนิทานชาดก อาตมาชอบเรื่องนี้มากคือ เรื่อง สัตว์ ๓ สัตว์ เรื่องของ ช้าง ลิง นกกระทา หลวงพ่อจะนำมาพูดเรื่อย ๆ ท่านบอกว่า มีนกตัวหนึ่งไปอาศัยอยู่บนต้นไม้ เริ่มๆ ต้นคือช้าง ช้างไปอาศัยอยู่ต้นไทรต้นหนึ่ง อยู่ต่อมาก็มีลิง ลิงตัวหนึ่งมาจากไหนก็ไม่รู้ ท่านเล่าอย่างนี้นะ ก็มาอาศัยอยู่ต้นไม้นั้นที่เดียวกันนั้น ก็ต่อมาก็มีนกกระทา นกกระทาก็มาอาศัยอยู่ต้นไทรนั้น ตกลงว่าสัตว์ ๓ สัตว์ เมื่อก่อนนี้ช้างอยู่อย่างสงบเพราะไม่มีใครมาอยู่เมื่อเจ้าลิงมา นกกระทามาเริ่มวุ่นวาย แล้วสัตว์ ๓ สัตว์ก็มาตกลงกันว่าเราไม่ควรจะมาทะเลาะกัน หาผู้อาวุโส เขาก็ถามว่าใครเห็นต้นไทรนี้ก่อน หลวงพ่อท่านเล่าอย่างนี้นะ ช้างตัวโตช้างพูดก่อน ช้างก็บอกว่า ข้าเห็นต้นไทรตั้งแต่ต้นมันเล็กๆ ข้ายังเดินข้ามมันอยู่เลย แสดงว่าข้าต้องเกิดก่อน เอ้าต่อไป ลิงพูดมั่ง โหอะไรต้นไม้ เมื่อข้าเป็นลิงน้อยข้ายังมาเก็บยอดมันกินอยู่เลย แสดงว่าข้าต้องเกิดก่อน นกกระทาบอกข้าก่อนเพื่อน ต้นไทรนี้มันยังไม่เกิด ข้าไปกินต้นไทรในป่าโน้น มาขี้ตรงนี้ต้นไทรนี้เกิดเพราะขี้ของข้าเอง ตกลงว่านกกระทานี้เกิดก่อน ต่อมาทั้งหมดก็ยกนกกระทาเป็นหัวหน้า ไปไหนไปด้วยกัน ลิงก็ขี่หลังช้าง นกกระทาก็เกาะหลังลิงไปหากินอย่างสันติสุข ก็กลับมาอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข หลวงพ่อก็บอกว่า "คนเราก็เหมือนกัน ถ้ารู้จักเคารพกันตามอาวุโส ก็ไม่มีปัญหา" เลยให้ข้อคิดกับเณรว่าอยู่ร่วมกันให้เคารพกันเชื่อฟังกัน ให้ผู้น้อยเคารพผู้ใหญ่ ให้เชื่อฟังกัน แล้วจะไม่มีปัญหา หลวงพ่อชอบเล่าเรื่องนี้ เพราะวัดปากน้ำ คนอยู่กันเยอะ ห้าร้อยหกร้อยองค์ ปัญหาก็มี ท่านจึงเอานิทานเรื่องนี้มาเล่าให้ฟัง ให้เคารพกัน ให้เชื่อฟังกันตามลำดับอาวุโส เหมือนอย่างเณรในวัดปากน้ำ อยู่ไม่ได้นะต้องมีผู้ปกครอง ต้องมีพระปกครอง ถ้าไม่มีพระปกครองหลวงพ่อไม่รับ ใครไปอยู่นั้นหลวงพ่อจะถามว่ามีผู้ปกครองหรือยัง ถ้ามีอยู่ได้ เพราะว่าให้ปกครองกันเอง แต่ถ้าไม่มีไม่ได้
เราอยู่กันเยอะ แต่ด้วยบารมีของหลวงพ่อ ไม่มีอดหรอก ข้าวปลาอาหารอุดมสมบูรณ์แม่ครัวก็พอ สมัยแม่ครัวชื่อโยมนิด แกตักข้าวเก่งมีวีดีโอถ่ายไว้ แกว่องไว เรียกว่าพระเณรสี่ร้อยห้าร้อยนะประกาศว่าไม่ต้องล้างจาน ล้างแต่ช้อน ขนาดพระล้างจานก็ไม่สะอาด แม่ชีเขาบอก เปลืองน้ำเปล่าๆ เพราะฉะนั้นล้างแต่ช้อนเปล่าแล้วเวลาขบฉันหลวงพ่อ ท่านไม่มีเทศน์สอน จะสอนในโบสถ์เช้า-เย็น อย่างเช้าตีระฆังหกโมงเช้า พระเณรจะไปรวมกันที่หน้าโบสถ์ หลวงพ่อก็จะเดินนำหน้า เราก็เดินตามกันเป็นแถวๆ ไปแบบทหารตามอาวุโส คนไหนก็ต้องรู้ตัวเอง ออกก็เหมือนกัน หลวงพ่อเดินออกก่อน เป็นประจำทั้งเช้าทั้งเย็น เวลาฉันเสร็จแล้ว จะมีอีกองค์หนึ่งเป็นผู้ให้พร กล่าวสัมโมทนียกถา พระครูปัญญาเป็นฝ่ายปกครองพระ พระครูธนิตปกครองเณรแยกกัน และอีกองค์หนึ่งปกครองเด็ก คือหลวงพ่อเล็กเด็กวัดมีเป็นร้อย ราวสองร้อยคน ปกครองชีก็มี ชีก็ส่วนชี
สมัยอาตมาเป็นเณรวัดปากน้ำ แม่ชีจันทร์คอยดูแลรับใช้แม่ชีทองสุข แม่ชีทองสุขเป็นหัวหน้าชีวัดปากน้ำ แม่ชีจันทร์ก็อยู่ที่นั่น อาตมาจะเบื่อข้าวต้มนะตอนนั้น ฉันจนเบื่อ อยากฉันข้าวสวย จะไปฉันข้างนอก หลวงพ่อก็ไม่ให้ไป เรามีที่ฉันแล้วท่านว่าอย่างนั้น อย่าไปแย่งเขาเลยวัดอื่นจะลำบาก อาตมาก็ถือบาตรเอาไปบิณฑบาตที่บ้านโยมจันทร์ ปกติแล้วที่วัดปากน้ำหลวงพ่อไม่ให้ออกบิณทบาต ตอนนั้นเราแอบบิณฑบาตเราเป็นเณร ของอาตมานี่สำหรับแม่ชีจันทร์ก็นิมนต์ประจำไว้เลย เช้าเราก็ถือบาตรไปหน้าบ้านแก มีเราองค์เดียวองค์อื่นก็ไม่มีบิณทบาต แล้วแต่ความคุ้นเคย เราก็บ่นกับโยมแม่ชี ฉันข้าวต้มมันหิว ฉันข้าวต้มทุกวัน แม่ชีก็สงสารงั้นตอนเช้าก็มาบิณฑบาตนะเณรนะ เป็นข้าวสวยแทนเฉพาะวันพระ ถ้าวันพระนี่จะเว้นไม่ทำวัตรเช้า ลงฟังเทศน์สามโมงเช้าแทน
อยู่วัดปากน้ำจะว่าทุกข์ก็ทุกข์ สนุกก็สนุก ที่ทุกข์ก็คือ กุฏิไม่มีอยู่ นอนดึกทุกวัน มีครั้งหนึ่งตอนบูชาพระรัตนตรัย แล้วลืมก้มลงกราบและพูดว่า พุทโธ เมนาโถ พระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งของเรา หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านชี้มาที่อาตมา แล้วพูดว่าบอกแล้วทำไมไม่จำ คนอื่นเขาก้มกราบกัน แต่เราลุกขึ้นมา
อาตมาอยู่วัดปากน้ำตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๙๘ จนถึงปี พ.ศ.๒๕๑๔ หลวงพ่อท่านมรณะปี พ.ศ.๒๕๐๒ อาตมาได้เปรียญ ๗ ในปี พ.ศ.๒๕๐๖ ก็เป็นอาจารย์สอนบาลี อยู่ที่สำนักวัดปากน้ำ เรื่อยมาจนถึง พ.ศ.๒๕๑๔ สมเด็จช่วง (พระมหารัชมังคลาจารย์เจ้าอาวาสองค์ปัจจุบัน ) ท่านส่งมาอยู่ วัดเชียงงา จ.ลพบุรี ส่งมาเป็นทีมใหญ่ อยู่วัดเชียงงา พอสร้างโบสถ์สร้างศาลากุฏิ หมดเรียบร้อยแล้วก็มีปัญหานิดหน่อย ขัดกันเรื่องการเงิน อาตมาก็เลยลาออก อยู่ต่อมาวัดถนนใหญ่ว่างเจ้าอาวาส ตั้งใครไม่ได้ ฝ่ายพระจะตั้งองค์นี้ ฝ่ายโยมจะตั้งองค์โน้นทะเลาะกัน ไม่รู้กี่ปีต่อกี่ปีตั้งกันไม่ได้ โยมก็มาขอร้องอาฒมาให้ช่วยหน่อย คือมาเป็นเจ้าอาวาสให้เขาหน่อย จึงมาเป็นเจ้าอาวาสวัดถนนใหญ่ได้สิบปี
พอดีเมื่อปีกลายนี้มีโอกาสได้คุยกับ เจ้าคุณธรรมกิตติวงศ์ วัดราชโอรส ท่านเจ้าคุณก็คุยกันว่าศาสนาเรานี่มันเริ่มจะด้อย หมายถึงว่า พระเราตอนนี้มันด้อยมาก เทศน์ไม่ค่อยจะเป็นทีนี้พระมุ่งแต่เรื่องการเสกเครื่องรางของขลังซึ่งเป็นที่ดูหมิ่นของต่างศาสนา ต่างศาสนาเขาเก่งด้านหลักวิทยาศาสตร์ เขาพูดได้ชัดเจน แต่พระสงฆ์เราพูดไม่ชัดเจน เขาจะพูดแต่เรื่องนรกสวรรค์ ซึ่งมันพิสูจน์ไม่ได้ มันไม่ใช่วิทยาศาสตร์ ท่านถึงบอกว่าต่อไปภายหน้า การอบรมเป็นเรื่องสำคัญ ต้องฝึกพระให้ได้ ท่านถามอาตมามาท่านเจ้าคุณพร้อมมั้ย ท่านจะเสียสละมั้ย ยศตำแหน่งเนี่ยไม่ได้ก็อย่าไปใส่ใจ ไปทำงานพระศาสนา อาตมาบอกได้เท่านี้ผมก็พอใจแล้ว เออ...ถ้างั้นท่านต้องทำ อบรมพระนะ อย่าไปหวังยศหวังตำแหน่ง อย่างผมนี่ผมยังถูกขัดถูกถอดออกไป ก็ยังไม่สน แต่ผมจะทำงานพระศาสนา ปัญหาเยอะแยะ แต่ว่าเราก็ไม่ถอยเหมือนกัน ถึงได้มาอยู่ตรงนี้ เมื่อปีกลายอาตมายังไม่ได้ลาออกจากเจ้าอาวาสวัดถนนใหญ่นะ มาอบรมพระที่ อ.บ้านหมี่ ประกาศท่ามกลางพระภิกษุสงฆ์ว่า อยากกลับบ้านหมี่แล้ว วัดใดว่างเจ้าอาวาสบ้าง ที่มีพื้นที่ตั้งแต่ ๒๐ ไร่ ว่างเจ้าอาวาสและกำลังต้องการเจ้าอาวาส ผมขอเสนอตัวผมจะไปพัฒนาวัดนี้ พอดีมีวัดคุ้งท่าเลาว่างพอดี มีที่ ๓๘ ไร่ อาตมาจึงย้ายมาอยู่ที่นี่ ปัจจุบันอาตมาเป็นรองเจ้าคณะจังหวัดลพบุรีอาตมาตั้งใจในการทำหน้าที่อบรมเยาวชนให้เต็มที่ และจะปรับปรุงพัฒนาวัดบ้านเกิดของตนให้ดีที่สุด