พระครูสมุทรกวี (หลวงพ่อจำลอง อาสโภ [เนตรนิยม])
หลวงปู่วัดปากน้ำ · 510914-บุคคลยุคต้นวิชชา2
พระครูสมุทรกวี
(หลวงพ่อจำลอง อาสโภ [เนตรนิยม])
เจ้าคณะอำเภอบางคนที จ.สมุทรสงคราม
"ท่านเป็นพ่อที่ยิ่งกว่าพ่อ"
"ไปอยู่กรุงเทพฯเปล่า" "ไปสิ" หลังจากอาจารย์พร้อมชวนฉัน ฉันก็ตัดสินใจที่จะไปอยู่กรุงเทพฯทันที เพราะในสมัยนั้นสำนักเรียนบาลีหายากเหลือเกิน บ้านเดิมฉันอยู่เมืองกาญจน์ พอบวชแล้วก็เลือกหาสำนักเรียน มาอยู่ที่ อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี สำนักเรียนเขาก็เลิกหมด เมื่อที่นี่ไม่มีสำนักเรียนแล้วก็เลยตัดสินใจไปอยู่วัดปากน้ำ คืนนั้นรีบเก็บข้าวของลงเรือ ตอน ๒ ทุ่มกว่าๆ ของปี ๒๔๙๕ นั่งเรือมาวัดปากน้ำพอถึงวัดก็เข้าไปหาหลวงพ่อ
หลวงพ่อก็ถามว่า "มีที่อยู่หรือยัง" "มีแล้วครับ" พอดีมีเพื่อนเยอะเป็นคนอำเภอสองพี่น้องด้วยกันก็เลยไปอยู่ด้วย ในสมัยนั้นที่อยู่หายากมาก แบบว่ามีที่ซุกหัวนอนได้ก็ดีแล้ว ใช้เสื่อปูนอน กุฏิก็เล็กพระอยู่กันเต็ม ถ้าไม่มีที่อยู่ก็เอาที่ระหว่างกุฏิที่อยู่ติดกับพื้นแหละเป็นที่อยู่ แต่ก็รู้สึกอบอุ่นมาก ดังที่เขาเรียกแหละว่า "ผลไม้ดก นกชุม ปลาชอบอาศัย" การที่เราอยู่กับท่านมันยิ่งกว่าพ่อกับลูก โอ้...บารมีของท่านมากมายเหลือเกิน พระเณรสี่ห้าร้อย ไม่มีใครกล้าทำความชั่ว จะทำผิดสักอย่างไม่ค่อยมีเลยเพราะหลวงพ่อท่านรู้หมด เหมือนกับว่าเราไปอยู่ในหัวใจของท่านและท่านก็อยู่ในใจของเรา
พอฉันเช้าเสร็จก็เข้าโบสถ์ เสียงระฆังตี แหง่งๆ... ตอน ๖ โมง หลวงพ่อท่านก็มาฉัน พระลูกวัดฉันอย่างไรท่านก็ฉันเหมือนกัน พระหมดทั้งวัดต้องมาสวดมนต์ทำวัตรกันหมด แต่บางคราว หลวงพ่อก็ปล่อยเหมือนกันคือบางทีถ้าไม่มีเวลาก็ไม่ได้สวดท่านกลัวเสียเวลาเรียนหลวงพ่อบอกว่า "เรานั่งกรรมฐานแล้ว การสวดมนต์ก็คือการนั่งกรรมฐาน แล้วการนั่งมันตรงกว่า ใจมันเข้าถึงกว่า"
หลังสวดมนต์เสร็จ ก็จะได้ฟังโอวาทหลวงพ่อทุกวันประมาณ ๑๐ นาที ส่วนใหญ่พวกเรียนบาลี พวกฉันจะไม่ค่อยได้เข้าไปในโบสถ์หรอกเพราะโบสถ์เต็ม ต้องออกันอยู่ข้างนอก สวดมนต์ก็สวดอยู่ตรงนั้นหละ พอหลวงพ่อให้โอวาทประมาณ ๑๐ นาทีเสร็จแล้ว นาทีระทึกก็มาถึง หลวงพ่อท่านจะพูดขึ้นเลยนะ พระเณรองค์ไหนทำไม่ดี หนีไปเที่ยวราวกับว่าท่านรู้ทุกอิริยาบท จึงไม่มีใครกล้าทำความชั่วเลย
หลวงพ่อเป็นผู้ที่รู้ใจหมด จำได้ว่าครั้งหนึ่งเขามาฉายหนังอินเดีย พระเณรพากันดูเต็มไปหมด อยากจะดูเพราะว่าเขาพาไปอินเดียนี่ ดูกันอยู่ที่ชั้น ๓ แล้วหลวงพ่อท่านก็ขึ้นไป แต่ว่าไฟเกิดดับขึ้นมาพอหลวงพ่อท่านลงไปสักพักเขาก็แก้เครื่องได้แล้วก็ฉายได้ต่อไป เชื่อไหม? พอรุ่งเช้าเข้าโบสถ์ หลวงพ่อท่านก็บรรยายให้ฟังเรียบร้อยเลยว่าอินเดียเป็นอย่างไร เหมือนกับท่านไปดูเอง ท่านเคยพูดไว้นะว่า "เรื่องหนัง เรื่องละคร ไม่ต้องไปดู ได้กรรมฐานมันก็ได้ดู ดูที่ไหนก็ดูได้"
ท่านให้ความเมตตา ความรัก ความสงสาร ไม่เคยลำเอียงไม่เคยอคติ ไม่ว่าจะมาจากภาคเหนือ อีสาน หรือใต้ มีทุกภาคเต็มไปหมดเป็นยิ่งกว่าพ่อกับลูก เอาใจใส่เป็นภาระให้กับลูกศิษย์หมด ใครเจ็บไข้ได้ป่วยท่านดูแล ความเมตตาความเสียสละท่านมีอย่างสูงสุด
แม้แต่ผ้าจีวรหายากมาก ปีนั้นฉันมีเพื่อนอยู่คนหนึ่งเขาไม่มีจีวร สมัยนั้นจะมีจีวรทำด้วยผ้าบ้าน หลวงพ่อท่านชอบห่มป่าน เพื่อนก็เข้าไปกราบบอกหลวงพ่อว่า "หลวงพ่อครับผมไม่มีจีวรครับ" ท่านก็บอกให้คนไปหยิบจีวรมาให้ ป่านอย่างดีเลยนะจีวรผืนนั้น ท่านไม่ติดของ ไม่ติดอะไรทั้งนั้น เพราะท่านปรารถนาจะสำเร็จสัมมาสัมโพธิญาณ
หลวงพ่อท่านเป็นผู้ที่เคารพธรรมะ เคารพการศึกษา ท่านเจ้าคุณสมเด็จช่วงองค์ปัจจุบัน ท่านก็ส่งไปเรียนวัดเบญฯ จนได้เปรียญ ๙ ประโยคกลับมา บางครั้งหลวงพ่อวัดปากน้ำขึ้นเทศน์ ท่านจะนั่งหลับตาเทศน์ เราจะฟังท่านเข้าใจในช่วงต้นๆ แต่พอปลายๆ จะไม่เข้าใจ ละเอียดจริงๆ ไม่รู้ท่านได้ค้นคว้ามาจากไหน พระเปรียญธรรมสูงๆ อย่างเปรียญธรรม ๙ ยังงงเลย เดี๋ยวหลวงพ่อยกธรรมะขึ้น เดี๋ยวยกบาลีขึ้น ท่านแตกฉานจริงๆ แล้วคนที่มาฟังนะ ไม่ต้องห่วงเลยเต็มศาลาไปหมด เย็นวันพระท่านก็จะเทศน์ บางทีก็จะให้มหาช่วงเทศน์ แล้วท่านก็จะนั่งฟังตลอด หลวงพ่อสดท่านมีพระรัตนตรัยในหัวใจ บางครั้งท่านพูดไปๆ ท่านก็บอกว่า ถ้าหากธรรมะสูงๆจริงๆ ท่านไม่ได้พูด ท่านอาราธนาพรหมมาพูด ท่านพูดอย่างนี้จริงๆ ที่ท่านพูดอย่างนี้จะแฝงเรื่องราวในส่วนละเอียดอย่างไรฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน อย่างเรื่องพระของขวัญท่านก็พูดฉันได้ยินเต็มหูเลยว่า "พระของขวัญของฉันนะไม่ได้ทำด้วยวิชามาร ฉันอาราธนาพรหมมารักษา"
หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านจะแบ่งหน้าที่ของพระเณรไว้อย่างชัดเจนก็มีอยู่ ๒ อย่าง มีวิปัสสนาธุระกับคันถธุระ ใครอยากเรียนบาลี เรียนนักธรรมก็เรียนไป ถ้าหากไม่เรียนบาลีก็ให้เรียนวิปัสสนาธุระเรียนกันไปท่านไม่เข้มงวด อิสระ แต่ถ้าหากว่าใครจะเรียนทางโลกท่านก็จะเตือนว่า ควรจะได้นักธรรมให้มีแนวทางให้เราได้ยึดปฏิบัติเสียก่อน ถ้าหากว่าเราจะเอาทางโลกอย่างเดียว พวกนั้นนะสึกหมด
ที่ก่อนนี้ที่ติดริมน้ำ หลังหอฉันใหม่ในปัจจุบัน จะเป็นกุฏิของแม่ชี กุฏิแม่ชีก็มีอยู่หลายที่ ปัจจุบันเป็นพื้นที่วัดจนหมด แม่ชีทั้งหมดราว ๔๐๐ คน เด็กวัดก็ประมาน ๓๐๐ พากันพักอาศัยอยู่ตามกุฏิพระ กุฏิเณร บางทีก็นอนหน้ากุฏิ ลูกศิษย์วัดเหล่านี้ก็จะเรียน เรียนธรรมศาสตร์บ้าง เรียนจุฬาบ้าง เรียนมัธยมบ้าง หลวงพ่อท่านเมตตารับเอาไว้หมด รับทุกคนขอให้มีที่อยู่เท่านั้น ท่านสร้างโรงเรียนปริยัติใหญ่ที่สุด สร้างเสร็จก่อนที่ฉันจะมาอยู่วัดปากน้ำเสียอีก ตอนนั้นยังใหม่ๆ อยู่เลย ฉันยังจำได้บางทีก็นั่งกรรมฐานที่นั้นนั่นแหละ บางทีฉันก็นัดกับเพื่อนว่า คืนนี้เราจะไม่นอนไปนั่งกรรมฐาน โอ้ย... ราตรีนี้ยาวนานจริงๆ เขาว่าราตรีจะยาวนั้น คือ ๑.คนขี้โรคมีโรค ๒.คนที่ทำความเพียร ๓.กามราคะพวกมักมากในกาม พวกนี้จะเห็นราตรียาว นั่งกรรมฐานกว่าเข็มนาฬิกาจะดีปัดไปอีกชั่วโมงหนึ่ง นานเหลือเกิน พอเราไม่ไหวจริงๆ ก็ลุกเดิน เพราะตั้งใจจะไม่นอน นึกถึงสมัยโบราณ พระจักขุบาล ก็อธิษฐานพรรษาบอกว่าตนจะอยู่ในอิริยาบท ๓ คือ ยืน เดิน นั่ง จะไม่นอน
พระของขวัญท่านแจกให้ผู้ที่สร้างโรงเรียน ไม่ได้ขายนะ แต่เป็นของขวัญแก่ผู้ทำบุญ ท่านพูดเรื่อยๆ "ต่อไปมันจะดังมากให้รักษาไว้ให้ดี" องค์ละ ๒๕ บาท ฉันก็ได้รุ่น ๒ มา รุ่น ๒ ก็คือรุ่นหนึ่ง แต่ก่อนโดนน้ำแล้วมันยุ่ยรุ่นแรกๆ นะยุ่ย หลวงพ่อท่านก็เลยใส่น้ำมันตั้งอิ้วและชุบเชลแล็ก กลายเป็นรุ่น ๒ หลวงพ่อบอกว่าท่านทำ ๓ รุ่นนะ รุ่นละ ๘๔,๐๐๐ องค์ พระวัดปากน้ำมีเคล็ดอยู่อย่างคือ คนหนึ่งต้องมีองค์เดียว ถ้าเราทำหายไปขอท่านไม่ได้ ท่านให้องค์เดียว ถ้าหายไปขอใหม่ท่านก็จะบอกว่าภาวนาสิ นั่งภาวนาเข้าไป อาราธนาสิ เดี๋ยวท่านก็กลับมาเองละ
ปาฏิหารย์ของพระของขวัญนี้ ต้องตกอับจริงๆ จึงจะเจออานุภาพฉันประสบกับตัวเอง เกี่ยวกับเรื่องเข้าตาจน ตอนนั้นฉันไปอุดร รุ่งขึ้นฉันต้องมาบวชนาคที่วัดนี้ ทุ่มกว่าฉันยังอยู่อุดร ก็ตั้งใจจะกลับรถทัวร์มาถึงที่วัดประมาณ ๓ โมงเช้าพอดี ปรากฎว่ารถทัวร์ไม่มี เต็มหมดทุกที่ ช่วงเข้าพรรษาแล้วจะทำอย่างไรคนแน่นมาจากหนองคายพอถึงอุดร เขาก็ไล่ฉันลง ไม่ใช่รถทัวร์ด้วยนะเป็นรถ บขส. เขาบอกว่าเขาจองตั๋วเต็มหมดแล้วไปไม่ได้ เราไม่เคยเป็นทุกข์อย่างนี้ มีคนนั่งอยู่แถวนั้น เห็นฉันคล้ายๆ คนไม่สบายใจ ก็มาถามว่าจะไปไหนก็บอกว่าจะไปกรุงเทพฯ จะไปบวชพรุ่งนี้ เขาบอกว่ารถขบวนสินค้ามาถึงกรุงเทพฯ ประมาณ ๑๐ โมงเช้าก็บอกว่าไม่ได้ เชื่อไหมนะเราคิดนะ "หลวงพ่อช่วยลูกด้วย" ก็มีรถสามล้อมาถามว่าเราจะไปไหนครับ ก็ถามเขาว่า "ไปกรุงเทพฯ มีรถไหม" เขาบอกว่าหมดตั้งแต่ ๕ โมงเย็นแล้ว แล้วเขาก็เรียกขึ้นรถแล้วจึงไปที่รถทัวร์ใหม่ เชื่อฉันสิพอถึงรถทัวร์เขาก็ไชโยออกมาเลยเขาเพิ่มรถอีก ๑๐ กว่าคัน โอ้โห...ฉันดีใจแทบแย่ มีเพื่อนฉันไปบางแควันนั้นรถเมล์หมด ๔ ทุ่มก็นึกว่า "หลวงพ่อช่วยลูกด้วย" พอพูดไม่ทันขาดคำรถเก๋งเลี้ยวเข้ามา "หลวงพี่จะไปไหนครับเดี๋ยวผมจะไปส่ง โอ้โห....ฉันเชื่อจริงๆ เอาติดตัวเถอะ เอาติดตัวองค์เดียวพอ อุปสรรค
อันตรายหายหมด
หลวงพ่อสดเล่าให้ฟังว่า วิชชาธรรมกายกว่าจะค้นเจอ ค้นพบได้ใช้เวลาถึง ๓๐ กว่าปี เพราะเมื่อก่อนหลวงพ่อท่านบวช ท่านก็ศึกษาวิปัสสนากรรมฐานตามหลัก ท่านบอกว่า "มันอ้อม" ท่านก็เลยพยายามค้นวิชชาธรรมกายนี้ จนได้ทางตรงนี้ขึ้นมาเป็น สัมมาอะระหัง หลวงพ่อเทศน์เสร็จแต่ละครั้งคนจะสาธุดังลั่นทั่วศาลาใครได้ฟังเทศน์จากหลวงพ่อนับว่ามีบุญวาสนา ธรรมะลึกมากๆ ตอนแรกพอฟังออกฟังเข้าใจ พอหนักเข้าๆ ฟังไม่ออกแล้วเพราะว่าสูงมาก หลวงพ่อพูดละเอียดในละเอียด หยาบในหยาบ สุดหยาบสุดละเอียด ท่านพูดไปคล้ายท่านเห็นไปด้วย
หลวงพ่อบอกว่าที่ท่านมรณภาพนะ ท่านสู้กับพญามารมาก ไปปราบพญามาร ไม่ใช่เสียใจเรื่องพระฝรั่งอย่างใครว่ากัน แต่เป็นเพราะท่านสู้กับมาร ตรากตรำงานหนัก ยังไงท่านก็ไม่ยอมแพ้ เคยได้ฟังธรรมะจากหลวงพ่อคำหนึ่ง กุศลาธรรมา อกุศลาธรรมา อัพยากตาธรรมา ท่านสอนในโบสถ์ ท่านบอกว่ามันมีฝ่ายดำ ฝ่ายขาว ฝ่ายไม่ดำ ไม่ขาว...ฝ่ายขาวคือพระพุทธเจ้าของเราก็พยายามส่งกระแสส่งสารให้คนทำความดีให้มากที่สุด แต่ฝ่ายดำเขาส่งสาร ให้คนทำความชั่วให้มากที่สุด ส่วนไม่ดำไม่ขาวนี้ ถ้าเห็นว่าฝ่ายไหนมีกำลังมากก็จะสามารถเอาไปได้ ท่านเล่าตอนหนึ่งว่า ตอนที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ใหม่ๆ พญามารก็โผลขึ้นมาเลย ผุดขึ้นมาถามพระพุทธเจ้าว่า "จะสู้กับเราหรือจะสอนประชาชน" พระพุทธเจ้าท่านตรวจดูแล้วท่านก็บอกว่า "เราจะไม่สู้เราจะสอนประชาชน" พญามารก็บอกว่า "เจ้าก็ทำไป" จะเห็นได้ว่าตอนที่พระพุทธเจ้าแสดงธรรมจะสำเร็จหมด เพราะพญามารเขาเปิด แล้วทีนี้หนักเข้าๆพญามารก็เอาล่ะสิเห็นพุทธบริษัทมากขึ้นคนทำความดีมากขึ้น พญามารอยู่ไม่ได้ ก็ทำให้พระปาราชิกบ้าง อาบัติบ้างเรื่อยไป พระพุทธเจ้าก็เข้าฌานถาม ไหนว่าจะไม่รบกวนไง พญามารก็บอกว่า มันเป็นวิชชาของพญามาร ท่านมีหน้าที่สั่งสอนก็สั่งสอนไปสิ มีหน้าที่บัญญัติสิกขาบทก็บัญญัติไปสิ มาระยะหลังก็เพิ่มบัญญัติ อันนี้เป็นสิ่งที่เราไม่เคยฟังมาก่อนหลวงพ่อสดท่านเล่าให้ฟัง เวลาเราจะสอนคน เราจะดูคนก่อน ถ้าหากว่าเขาเป็นลูกศิษย์เราจริงๆ สนใจธรรมะของหลวงพ่อสดจริง เราจึงจะเล่าว่าหลวงพ่อท่านเคยพูดอย่างนี้ เพราะฉะนั้นเราก็เป็นสาวกของพระพุทธเจ้าฝ่ายขาวของเรา
วันพฤหัส หลวงพ่อท่านจะลงสอนวิชชาธรรมกาย ถึงคนอื่นจะพลาดแต่บ่ายวันพฤหัส ฉันไม่เคยพลาดเลย ฉันจะไปนั่งกับหลวงพ่อเรื่ององคุลีมารนี้จำแม่นเลย "สมณะหยุด" ท่านต้องการคำว่าหยุดคำเดียวคำว่าหยุดคือตัวถึง ถ้าโลกเขาไปเร็วเท่าไร ไปจรวด ไปดาวเทียม เขายิ่งเร็วยิ่งถึง แต่ทางธรรมะเรา "หยุด" ได้มากเท่าไหร่คือถึง หลวงพ่อท่านอธิบายธรรมะสนุกเข้าใจเล่า ทิ้งจังหวะได้ดี หลวงพ่อสดท่านพูดประจำว่า การนั่งภาวนาได้บุญมาก ใจหยุดเพียงชั่วช้างกระดิกหูหรืองูแลบลิ้น ได้อานิสงส์กว่าการสร้างศาลาการเปรียญอีกเพราะมันทางตรง วันหนึ่งเรานั่งสัก ๕ นาที ๑๐ นาที ทำไปเรื่อยๆ การนั่งกรรมฐาน นั่งไปก็เกิดปัญญาเหมือนกับคนขุดน้ำบาดาล ขุดพอถึงดินแล้วเราก็นึกว่าไม่มีน้ำ ลองเจาะไปอีกสักพักสิ บางทีน้ำมันจะอยู่ใต้ดิน กรรมฐานก็เหมือนกัน ลองนั่งต่อไปสักพักสิมันจะสบาย แต่ส่วนใหญ่พอเราเมื่อยเราก็จะเลิกก่อน หลวงพ่อสดบอกว่าต้องให้จริง จริงขนาดไหน แค่ชีวิตสิพอใกล้จะตายแล้วมันไม่ตายหรอกสำเร็จทุกที หลวงพ่อท่านมีคติธรรมอยู่ข้อหนึ่งว่า "ขุดบ่อล่อธารา สู่อุตสาห์ขุดเรื่อยไป ขุดตื้นน้ำไม่มี ขุดถึงที่น้ำจึงไหล" ฉันเองอยู่กับหลวงพ่อนับรวมเวลาแล้ว ๖ ปี คิดว่าฉันนะยังมีบุญได้โกนผมหลวงพ่อตอนที่ท่านป่วย คือว่าวัดปากน้ำก็มีหลายฝ่าย ฉันเองก็เหมือนฝ่ายรัฐบาลอยู่กับหลวงพ่อก็ช่วยทำงานหลังเลิกเรียนแล้วโบสถ์ของหลวงพ่อ เราก็รื้อทำกันเอง โบสถ์หลังเก่าก็มาซ่อมใหม่
ฉันจะเข้านั่งกรรมฐานกับหลวงพ่อไม่เคยขาด เวลานั่งกับท่าน ท่านรู้เข้าใจเราหมด แนวของท่านดีมากง่ายต่อการปฏิบัติ ครั้งอยู่เมืองกาญจน์ก็เคยขึ้นกรรมฐาน พอมาวัดปากน้ำก็เลิกจากทางโน้นมาเอาวิธีของวัดปากน้ำเพราะง่ายกว่า คือหลวงพ่อจะชี้จุดกรรมฐานที่เรานั่ง ที่เราเคยไปเรียนมา ไม่มีหลักมีแต่ภาวนาอย่างเดียว ภาวนาเรื่อยไป ทีนี้หลวงพ่อบอกว่ามีจุดอยู่และมีลูกแก้วอยู่กลางตัวเรา อธิบายให้ฟังบอกว่าให้ใจนิ่งอยู่ตรงนั้นมันจึงดูง่ายขึ้น อยู่ตรงไหนเราก็ทำได้ทั้ง นั่ง นอน ยืน เดิน เราทำได้ทั้งนั้น แม้แต่เข้าห้องน้ำเราก็ทำได้ มันเป็นอกาลิโก ไม่จำกัดด้วยกาลเวลา แล้วบางทีเราก็จะไปนั่งกับพระอาจารย์บ้าง แม่ชีบ้าง อยู่ในวัดนั้นแหละ หลวงพ่อจะสอนธรรม แต่เฉพาะวันพฤหัสเท่านั้น วันอื่นๆ เราก็ไปนั่งกุฏิแม่ชีที่เขานั่งได้ธรรมกาย ตอนนั้นก็มีฉัน มหายุ้ย มหาอำนวย (รองเจ้าคณะ จ.ลพบุรี) ตอนนี้ก็ยังอยู่ แม่ชีที่นั้นนั่งด้วยเกือบทุกคืนคือ แม่ชีจันทร์ อาจจะสงสัยว่าพระเณรไปนั่งกับแม่ชีได้อย่างไร คือเวลานั่งก็ทำอาสนะสูงไว้ต่างหาก เขาทำไว้สูงเลยมีระเบียงอยู่ แม่ชีนั่งแถบหนึ่ง พระก็นั่งอีกแถบหนึ่ง แม่ชีก็แนะนำธรรมะ ซึ่งธรรมะเป็นของสูงอยู่แล้ว การแนะนำธรรมะกับพระแนะนำได้ไม่มีปัญหาเพราะว่าเขาปฏิบัติได้ธรรมกาย เขาก็สอนได้ไม่มีปัญหา
อยู่กับหลวงพ่อวัดปากน้ำ อบอุ่นมาก เป็นพ่อที่ยิ่งกว่าพ่อ เวลาพระเจ็บพระป่วย ท่านก็จะบอกพระบอกชีได้ธรรมกายช่วยกันแก้ไขให้พระธรรมกายแก้โรค หลวงพ่อจะนั่งกรรมฐานให้ แล้วก็หายจากโรค พอปี ๒๕๐๒ หลวงพ่อท่านมรณภาพ ฉันก็อยู่ที่วัดปากน้ำต่ออีก ๒ ปี พอปี ๒๕๐๔ พอดีที่นี่ (วัดกลางเหนือ) เขาขาดครูสอนบาลีพอดี เจ้าคุณที่วัดนี้ก็เป็นคนเมืองกาญจนบุรีแนะนำให้มาช่วยสอนบาลี จึงได้มาช่วย ตอนนี้อายุ ๖๕ แล้ว ออกมาจากวัดปากน้ำตั้งแต่อายุ ๒๔ ปี อยู่ที่นี่ได้ ๔๐ ปีแล้ว ฉันเคยคิดอยู่ในใจว่า ถ้าหลวงพ่อไม่สิ้นฉันจะไม่ออกมาหรอก