พระครูภาวนามงคล
หลวงปู่วัดปากน้ำ · 510914-บุคคลยุคต้นวิชชา2
วัดป่าเจริญธรรมกาย จ.ร้อยเอ็ด หลังจากที่หลับบ้างตื่นบ้าง ในรถมาทั้งคืน เราก็เดินทางมาถึงวัดป่าเจริญธรรมกายจ.ร้อยเอ็ด ในตอนรุ่งเช้า ซึ่งเราทราบมาว่าหลวงพ่อเจ้าอาวาส วัดนี้ท่านเคยเป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อวัดปากน้ำมาก่อน
วัดถูกซ่อนอยู่ในป่าอันเงียบสงบ หากไม่มีป้ายบอกตรงปากทางเข้าวัด เราคงมาไม่ถึงวัดเป็นแน่ แม้จะเดินทางมาทั้งคืนแต่หลังจากก้าวลงจากรถ บรรยากาศของเช้าตรู่วันนี้ ก็ทำให้เรารู้สึกสดชื่นขึ้นมาทันที
เนื่องจากได้โทรศัพท์มานัดหมายหลวงพ่อท่านล่วงหน้าแล้วว่าจะมาถึงในเช้าวันนี้ ดังนั้น หลังจากที่ล้างหน้าล้างตาเสร็จเรียบร้อยแล้วเราก็ได้เข้าไปกราบนมัสการ และสนทนาธรรมกับท่านทันทีตั้งแต่เช้า ท่านได้เมตตาเล่าให้ฟังว่า
ชีวิตเริ่มต้นของอาตมาก่อนที่จะเล่าถึงการมาพบหลวงพ่อวัดปากน้ำคงต้องกล่าวถึงหลวงพ่อใสก่อน
หลวงพ่อใสท่านเป็นศิษย์ของหลวงพ่อวัดปากน้ำองค์หนึ่ง และหลวงพ่อใสก็เป็นพ่อแท้ๆ ของอาตมาเอง หลวงพ่อใสท่านบวชเป็นพระเมื่ออายุ ๒๙ ปี สาเหตุก็มาจากแม่ของอาตมาตายหลังจากที่มีลูกด้วยกัน ๓ คน อาตมาเป็นลูกคนสุดท้อง
เดิมอาตมาชื่อหว่าน หลวงพ่อใสท่านเป็นพระที่เรียกได้ว่าภรรยาจากไปแล้วเกิดอาการทุกข์ใจ มีความทุกข์อย่างมหันต์ต้องหาที่พึ่ง ทางฝ่ายญาติพี่น้องก็เห็นดีที่จะให้บวช เมื่อบวชแล้วก็มาอยู่ที่วัดดอนมะเกลือและมุ่งมั่นที่จะแสวงหาอาจารย์ดังๆ เพื่อปลดเปลื้องความทุกข์ ท่านจึงเดินทางไปทุกหนทุกแห่ง ที่ไหนเล่าลือกันว่ามีอาจารย์ดีๆ ท่านก็ไป อาตมายังเป็นเด็กตอนนั้นอายุ ๔-๕ ขวบก็รอนแรมเดินตามท่านไปเรื่อยๆไปนอนที่วัดคลองมะดันยังจำในความรู้สึกได้ว่าท่านให้พระผู้ใหญ่องค์หนึ่งเป่าศีรษะให้ มนต์คาถาที่ท่านใช้เป่าก็ดูเหมือนว่า จะเป็นคาถาของพระพุทธเจ้านี่เอง คือ สวากขาโต สุปฏิปันโน อะไรอย่างนี้พอว่าเสร็จ ท่านก็เป่าศีรษะให้ รู้สึกถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นหลวงพ่อโหน่ง แล้วก็เดินทางต่อ
ท่านพารอนแรมไป เดินไปวันละ ๕-๑๐ กิโลเมตร พออาจารย์ใดดังๆ ย่านสุพรรณบุรีที่สอนปฏิบัติกรรมฐานท่านไปมาหมดแล้วก็เลยพาออกไปโน้น ไปล่องทะเลไปถึงหลวงพ่อใสปักษ์ใต้จากประจวบแล้วย้อนมาชลบุรี ที่ชลบุรีนั้นมีหลวงพ่อองค์หนึ่งดังมากสามารถหยิบก้อนหินมาเสก..เพี้ยง..โยนลงน้ำแล้วก้อนหินดำผุดดำว่ายกลายเป็นปลาหมอ หลวงพ่อใสท่านก็กระโดดลงไปงมเอามา ใครอยากได้ก็ไปงมเอา ท่านก็งมมาได้หลายลูก มีอานุภาพกันสุนัขดีนักเลย เพราะเด็กวัดต้องเผชิญกับสุนัขเวลาเดินตามพระตอนบิณฑบาต หลวงพ่อใสท่านสงสารอาตมาเพราะไปกับท่านบ่อยก็เลยเอาลวดมาร้อยผูกมัดลูกหินนั้นอย่างดีมาผูกไว้ที่เอวให้ พอดีวันหนึ่งรู้สึกเจ็บเอว จะเล่นน้ำด้วยก็เลยถอดแล้วนำที่เกาะเอวมาใส่คอเขาเล่นน้ำกันตูมตามที่แม่น้ำบางเลน เราก็อยากเล่นเหมือนกันจึงกระโดดตูมลงไป หินนั้นก็เลยหายกลับกลายเป็นปลาหมอของนี้ห้ามลงน้ำ เอาอะไรมามัดก็ไม่อยู่ เราก็ลืมไป
หลวงพ่อใสท่านเดินธุดงค์ย่านดงเสือ ดงช้างเลยล่ะ ย่านชลบุรีมาเขาชะโงกเขาฉกรรจ์ ท่านไปหมดทั่วประเทศรูปร่างของท่านใหญ่เพราะเป็นตระกูลนักรบ พ่อของหลวงพ่อใสเป็นทหารสมัยรัชกาลที่ ๔ มาปลดเกษียณเอาตอนรัชกาลที่ ๕ พ่อท่านตายในระหว่างเป็นทหาร หลวงพ่อใสท่านเล่าให้ฟังว่า โอ้ลำบากมากไปเชียงใหม่ขึ้นดอยสุเทพไปถึงครูบาศรีวิชัยที่ไหนดังก็ไป เดินไปโดยไม่มีรถ หลังจากที่แสวงหาอาจารย์มาทั่วประเทศแล้ว ท่านก็มาสิ้นสุดที่หลวงพ่อวัดปากน้ำ หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านอยู่ในกรุงเทพฯ บารมีท่านมากสาเหตุที่หลวงพ่อใสท่านยอมรับหลวงพ่อวัดปากน้ำเพราะท่านได้ดวงตาเห็นธรรมกับหลวงพ่อวัดปากน้ำ
เมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๐ หลวงพ่อใสท่านก็อายุมากแล้วหลวงพ่อก็ถาม ท่านว่าทำไมถึงมาวัดปากน้ำได้ ท่านบอกว่าท่านต้องการปลดความทุกข์ของตนเองวิธีการที่จะทำให้ใกลจากกิเลสนั้นมันยาก ไปตะลอนหาครูบาอาจารย์สอนให้พันทุกข์ กิเลสมันอยู่ที่ตัวเราทำอย่างไรให้มันไกลตัวเราได้ กิเลสมันอยู่ที่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ จะทำให้มันไกลไม่ใช่เรื่องง่ายๆ จนท่านไปหาหลวงพ่อวัดปากน้ำ หลังจากที่ท่านไปหาหลวงพ่อโหน่ง หลวงพ่อ ต่างๆ แถวสองพี่น้องจนหมดแล้วจนมีพระบอกว่าจะพาไปวัดปากน้ำ ตอนนั้นกำลังดังเลย หลวงพ่อวัดปากน้ำดังมาก
มาที่วัดปากน้ำในระหว่างสงครามโลก เราก็ไม่ค่อยรู้เรื่อง ตอนนั้นเป็นเด็กก็สนใจแต่จะเล่นก็เข้าไปดูของอะไรต่างๆ แล้วเข้าไปกราบหลวงพ่อวัดปากน้ำก็ได้แค่เข้าไปกราบคนมาเยอะ อาหารเยอะ แล้วหลวงพ่อใสท่านก็พามานอนที่โบสถ์ หลวงพ่อใสเคยมาหาหลวงพ่อสดก่อนหน้านี้ ก่อนที่จะพาอาตมามาด้วย หลวงพ่อสดให้มานอนที่โบสถ์
หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านตั้งชื่อหลวงพ่อใสให้ใหม่ว่า "ณรงค์" ซึ่งแปลว่า "นักรบ" ท่านเคยพูดในท่ามกลางประชุมสงฆ์ในโบสถ์ว่า "อาจารย์ณรงค์องค์นี้ไม่ธรรมดา" ซึ่งปกติท่านไม่พูดกับใครอย่างนี้ หลวงพ่อใสท่านได้ธรรมกายตอนลืมตา คือ ท่านดูพระจันทร์ในคืนวันเพ็ญ ดูจนเพลินใจสบายจนจิตเคลื่อนเข้าสู่ภายใน จนเห็นธรรมกายใสสว่างที่ศูนย์กลาง หลวงพ่อใสท่านก็รอต่อวิชชา เรียนวิชชาต่างๆ ท่านให้นอนอยู่ที่โบสถ์ต่อวิชชาการเข้าโรงงานปิดเป็นความลับไม่เปิดเผยฉะนั้นพระที่อยู่ฝ่ายเล่าเรียนจะไม่รู้เรื่องเลย นอกจากระดับพระผู้ใหญ่ หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านให้อยู่เป็นเอกทศเลยสำหรับผู้ที่ทำวิชชา ถึงเวลาเขาก็สะกิดหลวงพ่อใสไปทำวิชชา
ตอนนั้นช่วงสงครามโลก อาตมาเองตอนเป็นเด็กยังเคยนอนดูเครื่องบิน มันมาเหมือนนกกระจาบ ญี่ปุ่นมาเป็นกองทัพเป็นร้อยเป็นพันเต็มท้องฟ้า จึงเอาชนะพม่า อินเดียทั้งหมด ซึ่งตอนนั้นอาตมาต้องเที่ยวไปเรียนหนังสือด้วยเพราะเรียนอยู่ที่วัดไผ่หูช้าง โรงเรียนก็เดี๋ยวปิดเดี๋ยวเปิดเพราะสงคราม บ้านเมืองอยู่ภาวะสงครามหลวงพ่อวัดปากน้ำท่านมีบารมีท่านพาลูกศิษย์ลูกหาช่วยชาติบ้านเมืองอันนี้เป็นเรื่องละเอียด เรื่องช่วยระหว่างสงครามนั้นตัวอาตมายังเป็นเด็ก
หลวงพ่อใสท่านเล่าให้ฟังว่าต้องไปรบกับเขาด้วย ต้องไปรบที่วัดปากน้ำ เราได้ยินแต่ศัพท์นี้ ตอนที่เราเรียนหนังสือนั้นอยู่ระหว่างสงครามญี่ปุ่น หลวงพ่อใสท่านเข้าวัดปากน้ำบ่อยมีพระมีโยมถามว่า "ไปไหน" ท่านก็พูดแบบตลกๆ บอกว่า "ไปรบ"ตอนนั้นเราก็ไม่รู้นะว่า"ไปรบ" คืออะไรทีหลังมารู้ อ๋อ...หลวงพ่อวัดปากน้ำพาพระและแม่ชีออกรบ (ด้วยการทำสมาธิ)
แม่ชีที่อาตมาจำได้ก็จะไม่ค่อยสนิทสนมเท่าไหร่ แต่พอรู้จักเพราะอาศัยกินข้าวที่นั่น แม่ชีเก่าๆ หลายคนก็มีแม่ชีไสว แม่ชีถนอม (ตอนนั้นไปอยู่ที่อ่างทอง) แม่ชีจันทร์ ขนนกยูงแล้วก็แม่ชีจำเริญ ตอนนี้เสียชีวิตแล้ว แล้วก็มีแม่ชีปุก แม่ชีทองสุกนี่เจ๋งมากลูกศิษย์เยอะเมตตาธรรมสูง พูดง่ายๆ คือ เป็นคนมีเมตตาธรรมสูง ในบรรดาแม่ชีที่อาตมาเข้าไป สัมผัสตอนเป็นเด็ก แม่ชีทั้งชุดนี้มีบุคลิกลักษณะน่าเคารพ แล้วไม่น่ากลัวมีเมตตาสูง แม่ชีทองสุกก็เคยมาลูบหัวถามว่า "หิวข้าวไหมไอ้หนู" พอบอกให้ไปนั่งสมาธิก็นั่ง ปีหลังแม่ชีทองสุกไปสอนที่นครสวรรค์แถววัดโพธิ์หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านส่งไป กุฏิแม่ชีเป็นกุฏิเล็กๆ แล้วย้ายไปสอนที่ลาดยาวจังหวัดไหนไม่ทราบเพราะอาตมาไม่ได้ตามไป คืออาตมาไปหาท่านไปเยี่ยมเยียนแม่ชีทองสุขท่านที่วัดโพธิ์ เขาบอกว่าแม่ชีทองสุขไปอยู่ที่ลาดยาวแล้ว ตอนนั้นแม่ชีเธียรซึ่งเป็นผู้ติดตามก็ยังเป็นสาว
ส่วนแม่ชีญาณีโดยมากจะคุมคน คุมโรงครัว ฝ่ายพระที่รู้จักก็จะมีพระมหาเจียกซึ่งก็อยู่ชุดทำวิชชาด้วยมหาเจียกเป็นคนทำวิชชา พอตั้งแต่หลวงพ่อวัดปากน้ำเริ่มอาพาธก็ช่วยคุมโรงงานทำวิชชา องค์ปัจจุบันที่คอยดูแลเรื่องทำวิชชาคือ เจ้าคุณพระภาวนโกศลเถระ (วีระ คุณุตตโม) พระมหาวีระนี้พูดญี่ปุ่นเก่ง แม่เป็นคนพระประแดง พ่อเป็นญี่ปุ่น
ในช่วงแรกๆ แต่เดิมนั้นหลวงพ่อใสท่านอยู่ที่วัดไผ่หูช้าง ต.ไผ่หูช้าง อ.บางเลน จ.นครปฐม เป็นเจ้าอาวาสท่านไปๆ มาๆ ระหว่างวัดปากน้ำเพื่อเรียนกรรมฐานกับหลวงพ่อสด
และได้มาอยู่กับหลวงพ่อวัดปากน้ำตลอดเมื่อตอนปี พ.ศ.๒๔๙๑ ท่านนั่งในโบสถ์ ในโรงงานทำวิชชามีโบสถ์นั่งเป็นกะ มีพระหลายรูปเปลี่ยนเวรกันที่จำได้มีหลวงพ่อช้วน หลวงพ่อเล็ก พระอาจารย์สังวาลย์ ที่ไปอยู่ที่วัดผาสุการาม
ปี พ.ศ.๒๔๘๘ พระมหาเกศ (เจ้าคณะจังหวัดนครนายก) และหลวงพ่อใสพาอาตมามาบวชเป็นสามเณรอยู่ที่วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษดิ์ เอามาฝากไว้กับพระพิมลธรรม (ช้อย) ท่านเป็นเจ้าอาวาสและเป็นสังฆมนตรี ดูแลทางด้านปริยัติ ตอนนั้นจะตั้งโรงเรียนมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย ตอนนั้นวัดมหาธาตุยังไม่ได้ตั้ง แต่ว่าทางพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานชื่อให้แล้วแต่ว่ายังไม่มีที่เรียน พระพิมลธรรม (ช้อย) จึงปรารภว่า ควรจะสร้างขึ้นซึ่งเป็นหลังสงครามโลกแล้ว เพื่อให้พระภิกษุได้เรียนทางด้านปริยัติทั้งทางโลกและทางธรรมจะได้เอาความรู้ไปช่วยงานพระพุทธศาสนาพัฒนาประเทศ ดังที่เห็นในปัจจุบันเจริญรุ่งเรืองเป็นมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย สมความปรารถนา อีกทั้งพระพิมลธรรม (ช้อย) ท่านก็ปรารถนาอยากให้พระภิกษุสามเณร ได้ปฏิบัติกัมมัฏฐานเพื่อพระจะได้มีที่พึ่งทางใจ จึงได้นิมนต์หลวงพ่อวัดปากน้ำ มาสอนกรรมฐาน ที่คณะ ๑ วัดมหาธาตุฯ ตอนนั้นก็ยังเป็นศาลาไม่ใหญ่โต ลมเย็นสบาย
อาตมาจึงได้เรียนกรรมฐานกับหลวงพ่อวัดปากน้ำ ก็ได้เห็นลูกแก้วกลมใส มองนึกให้เห็นด้วยตาเรา กำหนดให้ หญิงซ้าย ชายขวาให้ใจเห็นที่ลูกแก้วด้วย หมายความว่าเห็นแล้วใจต้องอยู่ตรงนั้นด้วยเป็นอันเดียวกัน ที่ท่านบอกว่าใจนั้นต้องมีเห็น มีจำ มีคิด มีรู้ รวมเป็นจุดเดียวเรียกว่าใจ เข้าไปในรูจมูกจนถึงหัวตา เรียกว่าฐานที่ ๒ หญิงอยู่ซ้าย ชายอยู่ขวา มีคำภาวนาสัมมาอะระหัง ๓ ครั้ง นี่เป็นหลักวิธีการที่หลวงพ่อสอน เพื่อรักษาไม่ให้ใจเราหนีจากลูกแก้ว เข้าไปฐานที่ ๓ เขาเรียกว่า จอมประสาท ก็เห็นลูกแก้ว ก็สัมมาอะระหัง ๓ ครั้ง ก็มาถึงฐานที่ ๔ ช่องเพดาน พอถึงช่องเพดาน ใจเราก็ตรึกให้เห็น ให้ใส แล้วก็เลื่อนมาฐานที่ ๕ ตรงที่เรากลืนข้าว น้ำ ก็ว่าสัมมาอะระหัง ๓ ครั้ง ตรึกให้เห็น ให้ใส แล้วก็เลื่อนลงไปตามตัวเราจนสุดลมหายใจเขาเรียกว่าฐานที่ ๖ สะดือพอดี ก็ว่าสัมมา อะระหัง ๓ ครั้งแล้วก็เลื่อนขึ้นฐานที่ ๗ เหนือสะดือ ๒ นิ้วมือ มี ๗ ฐาน ฐานก็หมายความว่า ที่ตั้งใจ คือรักษาใจให้ตั้งไว้ ก็ว่าสัมมาอะระหังไปเรื่อยๆ ไม่ต้องรีบร้อน ไม่ต้องไปนับ ตรึกให้เห็นลูกแก้วใส
นี่เป็นวิธีง่ายๆ ที่หลวงพ่อวัดปากน้ำสอนครั้งแรก ท่านก็ยังย้ำว่า ถ้าใจเราหยุดในฐานที่ ๗ ได้ เรียกว่าเป็นความสำเร็จเบื้องต้นในการทำสมาธิ ใจหยุดเป็นตัวสำเร็จเป็นเบื้องต้นที่เราจะเข้าสู่มรรคผล แล้วพอทำวิชาการอะไรต่างๆ ก็แล้วแต่ ถ้าใจตรงนี้ไม่หยุดแล้วล่ะก็ ทำไม่สำเร็จ หยุดข้างนอกก็ไม่ได้ นอกตัวเราไม่ได้ ถ้าจะเข้าสู่อารมณ์กรรมฐานต้องฐานที่ ๗ แต่ว่าถ้าหยุดในตัวเราในอาการ ๓๒ ผม ขน เล็บ ฟัน..หนัง.. หยุดตามนั้น นั่นหมายความว่าเมื่อเราได้บรรลุถึงท่านเรียกว่าตกกายแล้ว ตกถึงกลางมนุษย์ กายทิพย์ กายพรหม กายอรูปพรหมต่างๆ เราค่อยมาพิจารณาอาการ ๓๒ ต่างๆ แต่ในเบื้องต้นไม่ต้องคิดอะไรมาก ให้เห็นลูกแก้วระลึกตรึกอยู่ที่ฐานที่ ๗ อย่างเดียวให้ใจหยุดในตัวสำเร็จ การเรียนกรรมฐานถ้าทำหยุดไม่ได้ ก็ไม่สามารถที่จะเรียนไปสู่ชั้นสูงต่อไปได้ พระพิมลธรรมท่านเป็นพระผู้ใหญ่ที่เคร่งครัดมากน่าเคารพยำเกรง
หลังจากที่พระพิมลธรรม (ช้อย ท่านมรณภาพแล้ว คนก็ได้ไปนิมนต์เจ้าคุณพระพิมลธรรม (อาส) ซึ่งตอนนั้นยังเป็นเจ้าคณะจังหวัดอยู่กรุงศรีอยุธยา อาตมายังจำได้เพราะว่าท่านเป็นศิษย์วัดมหาธาตุ พอเจ้าคุณช้อยมรณะก็ไปนิมนต์มาแทน ต่อมาท่านก็ประสบปัญหา ทางด้านพระเถระก็อดอยากไม่มีใครใส่บาตร ตอนนั้นอาตมาก็เห็นว่าหลวงพ่อใสท่านได้ย้ายไปอยู่ที่วัดปากน้ำแล้วอาตมาจึงได้ย้ายไปอยู่ด้วย ที่วัดปากน้ำตอนนั้นหลวงพ่อช้วน ซึ่งเป็นหลานของหลวงพ่อวัดปากน้ำคุมทำวิชชาทำพระของขวัญรุ่นที่ ๑ อยู่ที่โบสถ์อาตมาก็ได้นั่งอยู่ด้วย
ก็โอ้โฮ..เห็นพระเยอะนับไม่ถ้วน (พระภายใน) เป็นพันเป็นหมื่นหลวงพ่อช้วนท่านก็ถามตอนนั้นว่าท่านเป็นพระหนุ่ม ส่วนใหญ่แล้วพระหนุ่มสมัยนั้นเขาไม่นั่งสมาธิกันหรอกเพราะเรียนหนังสือ ส่วนอาตมาไม่ได้เรียนก็เลยไปนั่งด้วย
ตอนนั้นอาตมาไม่รู้ว่าเขาทำพระนะ คือที่ทำพระจะอยู่อีกที่หนึ่ง ที่นั่งก็อยู่อีกที่หนึ่งแต่อาตมากลับนั่งแล้วเห็นพระเต็มเลย
ท่านก็บอกว่าดีๆ ให้ระลึกถึงให้ใช้เมตตากรุณาถ้าสวดได้ก็สวดก็คือพุทธาภิเษกนั่นแหละ วัดปากน้ำพุทธาภิเษกไม่เหมือนเขาหรอก ไม่ต้องไปฟังเขาสวด สวดเอาเอง
พระที่เขาทำนั้นน่ะมีเยอะ เขาส่งมาเราก็ไม่รู้ ทำไมมีเยอะจริงๆ เราก็นั่งสวดไปท่องไปบทที่เราสวดได้เราก็สวดเรื่อยไป ท่านบอกว่าให้สวดมนต์ไว้อย่าไปเอาออกให้นึกถึงไว้ พระที่สร้างตั้ง ๘๔,๐๐๐ องค์ รุ่นนั้นท่านไม่ได้บอกเราพอออกพรรษาปุ๊บ หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านแจกจึงได้มาองค์หนึ่ง
หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านพูดว่า ไม่ใช่ธรรมดานะ หลวงพ่อใสที่ให้มานอนอยู่ที่โบสถ์ คือพระอาจจะมีวิจิกิจฉา (ความสงสัย) ว่าทำไมให้พระมานอนเฝ้าโบสถ์ บางคนก็อาจสงสัย อาจจะพูด หลวงพ่อสดจึงพูดว่าไม่ธรรมดาที่มานอนอยู่เนี่ยะ มานอนทำวิชชาสร้างพระรุ่นแรกที่หลวงพ่อพูดเกี่ยวกับหลวงพ่อใสนี้ ปี พ.ศ.๒๔๙๓ เพื่อให้พระทั้งหลายเข้าใจว่าทำไมมาอยู่ในโบสถ์เพราะพระทั้งหลายเขาอยู่กุฏิกัน หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านให้มาช่วยทำวิชชา ช่วยงานท่าน
หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านคัดแต่ระดับที่ได้จริงๆ มาทำวิชชามีพระอาจารย์อยู่ ๑๐ กว่ารูปที่ทำในสมัยนั้น ที่อาตมายังพอจำได้ เพราะนั่งด้วยกัน มีหลวงพ่อเงียบ แต่เขาเรียกว่า หลวงพ่อเอกาทัสสะอยู่วัดวิเวกคลอง ๑๖ ที่คนเรียกว่าหลวงพ่อเงียบ เพราะท่านเงียบจริงๆ ไม่พูดกับใครและมี ๑๑ นิ้ว เขาเลยเรียก "เอกาทัสสะ"แล้วก็มีหลวงพ่อแอบ ไปอยู่สงขลา (มรณภาพแล้ว) หลวงพ่อโอบอยู่สิงห์บุรี หลวงพ่อสมบูรณ์อยู่วัดเขาพระ ตอนนี้มรณภาพแล้ว
อาตมาเองก็รู้จักใครไม่มาก แม้ตอนนั้นพระจะมากแต่ก็ไม่ได้สนิทสนมคุ้นกับใคร ไปฉันแล้วก็กลับมาอยู่ในโบสถ์ ในโรงงานทำวิชชาจะมีแม่ชีนั่ง ส่วนพระจะมีโบสถ์เล็กๆ เป็นโรงงานอีกที อยู่ติดกับกุฏิของหลวงพ่อวัดปากน้ำ
ในส่วนของแม่ชี พระไม่มีสิทธิ์เข้าไป พระก็นั่งกับหลวงพ่อและนั่งที่โบสถ์ เอาพระเข้ามาศูนย์กลางกาย
ท่านก็สอนวิชชา คือ ท่านบอกว่า ใจหยุด หยุดให้นิ่งทำให้ใสให้หยุดอยู่ที่ศูนย์กลางกายถึงจะเห็นดวงเห็นกายหรือไม่ ก็ต้องให้รู้ว่าใจหยุด แผ่บุญแผ่กุศลเราเห็นกายมนุษย์หยาบ ละเอียด ก็แผ่ไป จะแผ่ให้พวกเทวดาก็ต้องเข้าถึงกายทิพย์ มีทั้งหมด ๑๘ กาย
ในวิชชาธรรมกายของหลวงพ่อ พระของท่านป้องกันภยันตราย ตรึกเข้าไปในกาย เดินทุกสี ทุกสาย ทุกกาย ทุกองค์ ในตัวของเราครบทั้ง ๑๘ กายเป็นสายธาตุ สายธรรม คือ สายธาตุ สายธรรมทุกกาย หมายถึงกายทั้ง ๑๘ กายไม่ให้ออกนอก เราจะเห็นก็ต่อเมื่อเราได้แล้ว ในละเอียดนั้นทุกคนจะเห็นพร้อมกัน เหมือนดูโทรทัศน์ช่องเดียวกัน สัญญาณเครือข่ายเดียวกัน เหมือนโทรสารตำรวจพูดก็รู้กันหมดทั่ววงเป็นเครือข่ายสัญญาณเดียวกันต้องรู้เพราะว่าคนที่นั่งทำวิชชารู้กันทุกคน เราไม่ต้องไปพูดต่างคนต่างดู
อย่างคนที่เขียนอาการโรค ก็เขียนวัน เดือน ปีเกิด เป็นโรคอะไรแล้วก็ใส่ตู้ไว้ หลวงพ่อท่านอ่านในใจส่งสัญญาณ นั่งที่ไหนก็รู้แก้โรคตามนั้น คนบ้าก็มาให้หลวงพ่อแก้ หลวงพ่อยังเคยไปช่วยหยาบๆ เอายาไปกรอก ช่วยแก้ภายในไม่ไหวโรคหยาบมันต้องใช้ของหยาบ อาตมาก็เคยไปช่วยกรอกอยู่ข้างๆ วัด
อาตมาอยู่กับหลวงพ่อใส ปฏิบัติตามอยู่ในโบสถ์หลังเล็กตลอดมาตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๔๙๓ แล้วต่อมาพี่ชายก็มาหาที่วัดปากน้ำอยากให้เราสึกไปดูแลยายก็เลยมากราบหลวงพ่อใสที่โบสถ์ ขอลาสิกขาไปช่วยสร้างบ้าน ไปช่วยทำไรไถนา ช่วยทำนาหาเลี้ยงยาย หลวงพ่อใสท่านก็ขัดไม่ได้ ท่านก็ว่า "ตื่นแต่ดึก ศึกษาแต่หนุ่ม"
อาตมาก็สึกไปเลี้ยงยาย ก็เสียใจไม่รู้จะทำอย่างไร เราเป็นหนี้บุญคุณเขา เขาให้เราเกิด ได้อยู่บ้าน ได้กินข้าว กินน้ำ เลี้ยงเรามาจนโต พอแม่ตายก็มียายที่เลี้ยง
ลาสิกขาไปตอนเดือน ๑๒ เป็นวันพฤหัส ออกพรรษาแล้วก็สึก หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านลาสิกขาให้ตอนเช้าหลังทำวัตรเช้าเสร็จ ท่านจะอบรมพระ-ชี พอเทศน์จบท่านก็พูด "เอ้า..ออกมา" เรียกอาตมาออกมา "จะลาสิกขาก็ออกมา" คนมองกันเป็นตาเดียว เพราะไม่รู้ก็สงสัยว่า เอ๊ะ! หลวงพ่อจะจับสึกหรือเปล่า คือ ปกติแล้วหลวงพ่อท่านจะไม่สึกให้ใครเลย ที่ท่านสึกให้เพราะท่านรู้ โดยเฉพาะหลวงพ่อใสไปอยู่กับท่าน พอหลวงพ่อใสพาเราไปหาท่านปุ๊บ ท่านรู้เลยว่าเราจะลาสึก
ท่านให้ศีลให้พรก่อนจะลาสิกขา ให้ท่องอิติปิโส สวากขาโต สุปฏิปันโน ฯ ให้ท่องต่อหน้าท่านเลย ตอนแรกเราประหม่าท่องไม่ได้ท่องไม่จบ ขนาดเคยสวดอยู่ทุกวัน แต่วันนั้นท่องไม่ได้ ท่านก็บอกว่าเอาใหม่ ตั้งสติใหม่ มันสั่น พระก็อยู่เต็มไปหมดไม่มีใคร นอกจากอาตมารูปเดียวที่ลาสิกขา ตอนนั้นอายุ ๒๑ เป็นพระแล้วความจริงใครสึกให้ก็ได้ แต่หลวงพ่อวัดปากน้ำ ท่านนัดวันพฤหัสบดีตอนเช้าวันครูพอดี เราก็ใจหาย ไม่อยากสึกเลยมันทั้งสั่น น้ำตาไหล ท่านไม่ได้ไปจับจีวรเลยลาสิกขาเสร็จก็ให้ศีล ให้พร
ท่านบอกว่าให้ไปมีโชค มีลาภ ชนะมาร ให้พ้นภัย ให้เจริญในสมบัติแล้วได้กลับมาบวชใหม่ ให้ได้ดวงตาเห็นธรรม ท่านบอกว่าจะได้กลับมาบวชใหม่และต่อไปจะได้ไปอยู่อีสาน อยู่กับ
ป่าช้า มีของเก่า (โบราณ)
พอเสร็จแล้วพระทั้งหมดก็ชยันโตฯ อัศจรรย์มากตอนที่ไปกราบลาท่าน ตอนนั้นตอนเย็นๆ แล้ว ไม่มีใครอยู่แล้ว หลวงพ่อใสท่านพาไปกราบลา ท่านรู้นะจะมาลาสิกขา "ต้องได้มาบวชใหม่ ไปอยู่ป่าช้ามีของเก่า" สึกไปแล้วก็ปฏิบัติธรรมอยู่ตลอด แล้วได้มาบวชใหม่ในปีพ.ศ.๒๕๑๙ บวชกับท่านเจ้าประคุณสมเด็จ (สมเด็จมหารัชมังคลาจารย์) บวชปุ๊บก็ได้ทำงานเผยแผ่พระพุทธศาสนาเลย เพราะว่าเรามีพื้นฐานมาก่อนแล้ว เจ้าคุณสมเด็จท่านก็รู้จัก ท่านก็บอก...อ้าวแล้วหลวงพ่อใสให้บวชหรือเปล่า หลวงพ่อใสท่านให้บวชอยู่แล้ว ท่านก็เลยรับบวชให้บวชแล้วอาตมาก็ได้ทำงานเลย
พอออกพรรษาอาตมาก็เข้าป่าเลย บำเพ็ญภาวนาทั้ง ๓ เดือนไปนั่งตามซอกเขา ไปขึ้นเขาแล้วต่อมาก็ได้มาอยู่ที่วัดป่าเจริญธรรมกายที่ร้อยเอ็ดนี้ เป็นป่าช้าเก่าแล้วก็มีของเก่าอย่างที่
หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านเคยบอกไว้ มีบาตรเก่าใบใหญ่ มีไหใบเก่า มีพระเครื่องเก่าแก่ บาตรเก่านั้นข้างในมีเจดีย์โบราณเล็กๆ ตรงกลางเจดีย์ก็มีพระพุทธรูปองค์เล็กๆ เจดีย์นี้ถอดประกอบสวมเข้าด้วยกันได้ อาตมาก็นึกขึ้นได้ว่า หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านเคยบอกเราตั้งแต่ลาสิกขาครั้งโน้นแล้วสิ่งที่ท่านพูดไม่ผิดเพี้ยนเลย
หลวงพ่อใสเองท่านก็เคยมาที่วัดป่าเจริญธรรมกายนี้ มาจำวัดที่นี่ครั้งหนึ่ง ก่อนที่จะมรณภาพอาตมาไปหาท่าน ท่านก็พูดว่า "กูไม่รู้จะอยู่ไปทำไม" พอไปหาท่านคราวนั้น อาตมาก็ลากลับมาจัดงานที่วัด จัดงานเสร็จวันที่ ๓๑ มกราคม ก็มีโทรเลขมาถึงเลยว่า หลวงพ่อใสไปแล้ว เราก็รีบเก็บของเสร็จวันนั้นเดินทางตอนกลางคืน ไปทำพิธีเผา
ตอนที่ท่านมรณภาพนั้นท่านนั่งไป นั่งสมาธิไป(อยู่ในท่านั่งสมาธิ) อัฐิของท่านขาว แล้วก็เป็นพระธาตุ มีสีเขียวมรกต แล้วก็สีทอง ธาตุกับกระดูกนั้นคนละอย่างกัน กระดูกคือกระดูก ธาตุก็เป็นธาตุ ธาตุเขาว่า รวมดิน น้ำ ลม ไฟ มันจะแข็ง เขียว เหลือง ใส ขาวไม่ใช่กระดูก เขาเรียกว่าพระธาตุส่วนทั้งหมดในเนื้อหนังมังสา จะเป็นธาตุไม่ใช่กระดูก ธาตุ คือ การรวมเอาดิน น้ำ ลม ไฟ จากการทำสมาธิของท่าน กลั่นจนมีความบริสุทธิ์ คนธรรมดาจะไม่เป็น จะเผาไหม้หมด แต่ธาตุของหลวงพ่อใสก็มีไม่มากไม่กี่องค์
ธาตุของนักปฏิบัติธรรมจะไม่ไหม้ จะเหลือมาเป็นธาตุ ของพระพุทธเจ้าเรียกว่า พระบรมสารีริกธาตุ เหลือทั้งองค์เลย
อาตมาได้เอาพระธาตุของหลวงพ่อใส่ไปบรรจุไว้ฐานพระบ้าง เจดีย์บ้างที่วัดปากน้ำ อย่างลูกศิษย์บางคนที่มาเรียนกรรมฐานที่วัดปากน้ำ บางคนเผาแล้วยังเป็นธาตุเลย ก็เก็บๆ ไว้แล้วบอกลูกหลาน ว่าพ่อ แม่มีกระดูกเป็นธาตุนะ เขาก็รีบคว้าไปเลย คือ ต้องปฏิบัติและเข้าถึงธรรม
หลวงพ่อพระครูภาวนามงคลที่เราได้ไปสัมภาษณ์นี้ แม้จะมีอายุ ๗๐ ปีแล้ว ท่านยังคงแข็งแรงและที่สำคัญผิวพรรณท่านมีความผ่องใส ดูสดชื่นเป็นอย่างมาก นอกจากท่านจะเป็นพระนักปฏิบัติตามแนวทางของหลวงพ่อวัดปากน้ำแล้ว ท่านยังเป็นพระนักเผยแผ่และพัฒนา ที่มากด้วยความสามารถทุ่มเททั้งชีวิตจิตใจให้กับงานพระศาสนาโดยแท้จริง ท่านได้ให้ธรรมะและเปิดใจให้ฟังว่า
การที่เราได้ช่วยพระศาสนามา เรียกว่า คุ้มค่ากับการได้เกิดมาเป็นมนุษย์ และภูมิใจในผลงานของเราที่ได้ตั้งตนปฏิบัติดีปฏิบัติชอบมา ถึงจะอยู่ทางโลกก็ดี ทางพระก็ดี ก็พยายามรักษาตัวไม่ให้ความชั่วเข้ามาเป็นเพื่อน เรียกว่าจูงกันไปในทางที่ผิด ซึ่งจะเป็นปัญหาของบ้านเมืองและสังคม ที่จะต้องตามมาแก้ปัญหา คือ เราต้องแก้ปัญหาของเรา เรารู้อยู่ว่าตัวเราเองแก้ปัญหาได้ดีที่สุดกว่าที่จะไปให้ตำรวจ อัยการ ผู้พิพากษาแก้
ธรรมะก็คือ ตัวเรา ตัวเรามีหน้าที่รักษาตัวเราเอง ให้เป็นไปเพื่อประโยชน์ต่อตัวเอง และสังคมทั้งโลกนี้และโลกหน้า หรือที่สุดของพระพุทธศาสนา คือ นิพพาน
เพราะฉะนั้นในหลักที่ว่า ตังขยัง อนันตัง ก็หมายความว่า พระนิพพานนั้น อมตํ เป็นสิ่งไม่รู้ตาย ทีนี้เราทำได้เอง ไม่ต้องให้คนอื่นทำให้ เพราะมีอยู่ในตัวเราหมดแล้ว พระไตรปิฎกทั้งหมดมีอยู่ในตัวเรา เรามาอ่านในตัวเรา ใจจรดศูนย์กลางกายไว้ ดังที่หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านบอก เรามีหน้าที่ไปเอาธรรมะ แล้วมีหน้าที่ดูแล้วแก้ไขว่าอะไรถูกผิด นี้คือหลักของหลวงพ่อวัดปากน้ำ ท่านสอนเน้นๆ มีแต่ธรรมะล้วนๆ
เราก็แก้ไขตัวเรา เพราะเรามีตั้ง ๑๘ กาย กายมนุษย์จนถึงธรรมกาย มีทั้งกายหยาบ กายละเอียด เราต้องมองให้เห็นแล้วแก้ไขของเราเอง ถ้ามองไม่เห็นก็แก้ไม่ถูก ที่แก้ไม่ถูกทางเรียกว่าเราไม่เห็นตัวเรา แต่ไปมองที่อื่นตนเองไม่มอง เมื่อมองแต่คนอื่นจะเห็นตนเองได้อย่างไร
การมองตัวเอง การแก้ไขตัวเองนี้เป็นธรรมะที่พระพุทธเจ้ารวมถึงหลวงพ่อวัดปากน้ำ ท่านพยายามชี้แผนที่ให้ไป หลวงพ่อท่านบอกว่า หยุดเป็นตัวสำเร็จ ไม่ต้องพูดอะไรมาก จะมีดหรือสว่างไม่ต้องพูดมากให้หยุดเป็นซะก่อนแล้วเดี๋ยวค่อยว่ากัน เนี่ย...คำพูดสั้นๆ แต่สำคัญโดยมากจะทำกันไม่ได้ เพราะเรายังไม่หยุด ไปข้างนอกก็เลยไปวุ่นวาย ไปแก้ปัญหาภายนอก ถ้าทุกคนแก้กันที่ตัวเองจริงๆ โลกเรานี่จะมีแต่ความสุข มีอะไรก็แบ่งกันกิน แบ่งกันอยู่ ไม่ต้องทะเลาะเบาะแว้งกัน โลกก็จะมีแต่ความสุขตลอดไป